ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,480 รายการ
เชิญชมนิทรรศการและฟังสัมมนาวิชาการ “ราชประดิษฐฯ วิจิตรศิลป์ สานสัมพันธ์สองแผ่นดิน งานศิลป์ประดับมุก”
สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ภายใต้ความร่วมมือกับวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม และสถาบันวิจัยมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ขอเชิญชมนิทรรศการและร่วมฟังการสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ราชประดิษฐฯ วิจิตรศิลป์ สานสัมพันธ์สองแผ่นดิน งานศิลป์ประดับมุก” ในวันพุธที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร จัดขึ้นเพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้ด้านการอนุรักษ์ซ่อมแซมบานไม้ประดับมุกศิลปะญี่ปุ่นในประเทศไทย ให้กับประชาชนผู้ที่สนใจ เป็นการสืบทอดองค์ความรู้และทักษะเชิงช่าง ธำรงรักษาคุณค่าทางวัฒนธรรม และเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ผ่านงานศิลปกรรมอันทรงคุณค่า เป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของมรดกวัฒนธรรมจากอดีตสู่ปัจจุบัน เพื่อความสมบูรณ์ของศาสนสถานที่สำคัญของประเทศไทยแห่งนี้ให้คงอยู่สืบไป
รายละเอียดกำหนดการ
https://drive.google.com/drive/folders/1_ROUF7UtwqclTsrXsNC9h4lcCsCI8cAY?fbclid=IwY2xjawMknitleHRuA2FlbQIxMABicmlkETBDV0hFSHNRTUNFUGtBU3Q5AR7qKFDMIce-MgpS-ezHrQh0ghrvgZS6S_TIlQYzeF4bJizsZkbPlpY9MSAIWA_aem_VVV2U8UVgyVQJhUJzTRY1g
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่
https://forms.gle/NP3Cu2D1hgW9jAyq7
กรมศิลปากร ขอเชิญชวนร่วมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๖๙ ไปกับ พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ที่จะมาให้ข้อมูลกิจกรรมหลากหลาย ที่กรมศิลปากรพร้อมเสิร์ฟให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ ผ่านรายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ - ๑๑.๔๕ น. ผ่านช่องทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร รวมทั้งกิจกรรมที่น่าสนใจของหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร กำหนดถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๑.๐๐ น. ตลอดปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๖๘ - กันยายน ๒๕๖๙
เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันชัยชนะของท้าวสุรนารี ประจำปี 2569 หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.9 นครราชสีมา ขอเชิญชวนร่วมเปิดประตูสู่โลกแห่งประวัติศาสตร์ สัมผัสเรื่องราววีรกรรมอันกล้าหาญ และรากเหง้าอันทรงคุณค่าของชาวเมืองโคราช ผ่านหลักฐานทางวิชาการที่เปี่ยมด้วยความน่าเชื่อถือ ในนิทรรศการ ”หนังสือเนื่องในวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 200 ปี วันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี” ทุกท่านจะได้พบกับเอกสารสำคัญ บันทึกเหตุการณ์ หนังสือหายาก และข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ได้รับการรวบรวมอย่างประณีต เพื่อสืบสานมรดกทางปัญญาจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างครบถ้วน จัดโดย นางแพรว ธนภัทรพรชัย เจ้าพนักงานห้องสมุดชำนาญงาน
ขอเชิญทุกท่านร่วมค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตนเอง ณ ห้องค้นคว้า ชั้น 2 หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.9 นครราชสีมา ได้ตลอดเดือนมีนาคม 2569 (ในวันและเวลาทำการ) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4425 6029 Facebook: หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา https://www.facebook.com/nlt.korat
“เพราะการรู้จักรากเหง้า คือการให้เกียรติบรรพชนอย่างงดงาม และภาคภูมิที่สุด”
ขั้นตอน : การเตรียมชิ้นงาน เพื่อแสดงขั้นตอนการเข้าดินไทย สำหรับเป็นสื่อความรู้ในการเผยแพร่ ดำเนินการโดย : นายอัษฎายุธ อยู่เย็น ประติมากรชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานประติมากรรม กลุ่มประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร --------------- บันทึกภาพ : นางประภาพร ตราชูชาติ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านช่างศิลปกรรม (วิจัยและพัฒนาศิลปกรรม) TokTok : สำนักช่างสิบหมู่ https://www.tiktok.com/@sipmu.finearts . . #กลุ่มประติมากรรม #ศูนย์ศิลปะและการช่างไทย #สํานักช่างสิบหมู่ #กรมศิลปากร
โครงการสำรวจเอกสารโบราณ ประจำปีงบประมาณ 2569
ครั้งที่ 5 จังหวัดปทุมธานีและนครนายก ระหว่างวันที่ 6 - 9 พฤษภาคม 2569
สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม โดย กลุ่มงานสำรวจเอกสารโบราณ กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก ดำเนินโครงการสำรวจเอกสารโบราณ มีผู้ไปปฏิบัติงานตามโครงการจำนวน 6 ราย ดังนี้
1. นางสาววชรพร อังกูรชัชชัย นักภาษาโบราณชำนาญการพิเศษ (หัวหน้ากลุ่มงานสำรวจเอกสารโบราณ)
2. นายสันติ วงศ์จรูญลักษณ์ นักภาษาโบราณชำนาญการ
3. นายจามีกร ชูทรัพย์ นักภาษาโบราณชำนาญการ
4. นางสาวหทัยรัตน์ บุญกอง นักภาษาโบราณปฏิบัติการ
5. นายนรวิชญ์ มีชัย นักภาษาโบราณปฏิบัติการ
6. นายสมบูรณ์ สัมภาลี พนักงานขับรถยนต์
คณะทำงานได้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับเอกสารโบราณประเภทคัมภีร์ใบลานและหนังสือสมุดไทย จำนวน 4 แห่ง คือ
1. วัดชินวราราม อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ได้นำบัญชีเอกสารโบราณไปถวายแด่พระราชสิริวัชรรังสี เจ้าอาวาสวัดชินวราราม โดยมีพระครูปลัดพนานันท์ ฐิตเมโธ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชินวราราม เป็นผู้รับมอบ
2. วัดคีรีวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ได้ดำเนินการอนุรักษ์คัมภีร์ใบลานเบื้องต้น ด้วยการปัดฝุ่น ทำความสะอาดแห้ง กำจัดเชื้อรา เปลี่ยนสายสนอง เสริมปกหน้าและปกหลัง อ่านวิเคราะห์ชื่อเรื่อง ลงทะเบียน และมัด ห่อ จัดเก็บ
- พบคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ไทยน้อย ขอม และไทย ภาษาบาลี, ไทย จำนวน 140 รายการ/ผูก ลงทะเบียนได้ 15 เลขที่ จัดมัดได้ 8 มัด เก็บคัมภีร์ใบลานชำรุดไม่สามารถนำมาลงทะเบียนได้ จำนวน 11 มัด
3. วัดท่าข่อย อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก สำรวจเอกสารโบราณเบื้องต้น พบคัมภีร์ใบลานและหนังสือสมุดไทย อักษรธรรมอีสาน อักษรขอม ภาษาบาลี, ไทย
4. วัดหนองคันจาม อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก สำรวจเอกสารโบราณเบื้องต้น พบคัมภีร์ใบลานและหนังสือสมุดไทย อักษรธรรมอีสาน อักษรขอม ภาษาบาลี, ไทย
การดำเนินงานครั้งนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี จึงขอขอบพระคุณและขอบคุณทุกท่านที่ได้เมตตาและอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
- พระครูอุดมกิจจานุกุล เจ้าอาวาสวัดคีรีวัน จังหวัดนครนายก ที่อนุญาตให้เข้าปฏิบัติงาน และนางสุมาลี นาคสุข ที่ช่วยประสานงานและดูแลความเรียบร้อยต่าง ๆ จนทำงานสำเร็จ
- พระครูสมุห์พงษ์พสิทธิ์ สุขวฑฺฒโน เจ้าอาวาสวัดท่าข่อย จังหวัดนครนายก
- พระอธิการถวิล กนฺตผโล เจ้าอาวาสวัดหนองคันจาม และพระมหากิตติธัช สิริภทฺโท
- นายเธียรณริศ เรืองทวีทรัพย์ หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครนายก พระบรมชนกชลพัฒน์
- ท่านอธิบดีกรมศิลปากร ท่านผู้อำนวยการสำนักหอสมุดแห่งชาติ และผู้บริหารตามสายงาน คณะผู้ปฏิบัติงานหวังว่าจะได้รับความเมตตาอนุเคราะห์ในโอกาสต่อไป
หอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญน้อง ๆ อายุตั้งแต่ 4 - 10 ปี เข้าร่วมกิจกรรม Adventures Before Bed กับคุณซาร่า แพทริเซีย เคลลี่ นักเขียนหนังสือเด็กชาวออสเตรเลีย ร่วมรับฟังนิทานเรื่อง The Girl on the Star พูดคุยเกี่ยวกับ Superhero ที่เด็กๆชื่นชอบ พร้อมการประดิษฐ์และตกแต่งผ้าคลุม Superhero ของตนเอง หลังจากนั้นเด็ก ๆ จะได้สวมผ้าคลุมและเพลิดเพลินกับการแสดงบทกวี เรื่อง Adventures Before Bed ในวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ณ มุมหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน ห้องหนังสือทั่วไป อาคาร 1 ชั้น 2 สำนักหอสมุดแห่งชาติ สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://forms.gle/8jebdspNyUtp4MYu5 หรือสแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม (รับจำกัด 20 คน) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2280 9828-30 ต่อ 669 อีเมล nltkids2024@gmail.com
องค์ความรู้ชุด “The Kingdom’s Blacksmith : ลัวะทำเหล็กแห่งอาณาจักรล้านนา”⚔️⚔️EP. 4 เปิดหลักฐานสำคัญชิ้นที่ 2 : จารึกหลาบเงินบ้านบ่อหลวงสมัยพระเจ้ามโหตรประเทศ กับความต่อเนื่องของกฎหมายพิเศษที่ใช้คุ้มครองดูแล “ลัวะทำเหล็กแห่งบ้านบ่อหลวง” ...เรียบเรียงโดย นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ...นอกจากจารึกหลาบเงินสมัยพระยาพุทธวงษ์ เจ้าหลวงเชียงใหม่ลำดับที่ 4 เดิมทีชุมชนชาวลัวะบ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ยังปรากฏข้อมูลจารึกหลาบเงิน อีก 1 ฉบับ ที่ถูกตราขึ้นในสมัยของพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าหลวงเชียงใหม่ลำดับที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2395 ซึ่งปรากฏข้อมูลในบทความเรื่อง An inscribed silver-plate grant to the Lawa of Bo Luang ของ ไกรศรี นิมมานเหมินท์ ตีพิมพ์ใน Felicitation Volumes of Southeast Asian-Studies, Presented to H. H. Prince Dhaninivat on his 80th Birthday ของสยามสมาคม เมื่อปี พ.ศ. 2508 มีเนื้อความอธิบายกล่าวถึง ระบุว่า ได้รับสำเนาคัดลอกหลาบเงินนี้มาจากหม่อมเจ้าสนิทประยูรศักดิ์ รังสิต ซึ่งได้เคยเดินทางไปศึกษาทางมานุษยวิทยา เมื่อปี พ.ศ. 2481 ต้นฉบับจารึกเป็นแผ่นเงิน พบที่หมู่บ้านละว้า ตำบลบ่อหลวง ตั้งอยู่บนถนนสายฮอด - แม่สะเรียงในปัจจุบัน แผ่นจารึกเงินนั้นถูกฝังไว้ใต้บ้านของผู้นำหมู่บ้าน ต้องมีการนำหมู ไก่ และอื่น ๆ มาเซ่นไหว้วิญญาณผู้ดูแลรักษาก่อน จึงจะนำออกมาให้ชมและคัดลอกได้ (Krisri Nimmanahaeminda, 1965, pp.233) โดยจารึกหลาบเงินฉบับดังกล่าว มีรายละเอียดใจความสำคัญ ดังนี้...พระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าหลวงเชียงใหม่ กลุ่มเจ้านายและขุนนางในราชสำนักเชียงใหม่ร่วมกันออกกฎหมายเฉพาะกิจ พระราชทานหลาบแผ่นเงิน ประทับตราลัญจกรรูปเทวดาถือดาบ ให้ปฏิบัติตามจารีตธรรมเนียมเก่าแก่ในการส่งส่วยเหมือนกับบรรพบุรุษทำต่อ ๆ กันมา ..กำหนดให้ส่งส่วยค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรแร่เหล็กในแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ 220 เงิน จ่ายเงินตราแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน 600 เงิน มาส่งถวายเข้าพระคลังทุกปี ..เมื่อได้ส่งส่วยถวายเจ้าหลวงเชียงใหม่แล้ว ให้ยกเว้นการถูกเกณฑ์แรงงานไปใช้ในงานราชการทุกประเภท ห้ามมิให้ขุนนางมูลนายทั้งหลายบังคับให้ทำงาน ปล่อยให้ชาวลัวะกลุ่มนี้ทั้งหลาย ทำไร่ทำสวน เก็บรวบรวมส่วยและภาษีมาส่งเข้าพระคลังของเจ้าหลวงให้เต็มเปี่ยม ..ทั้งนี้ขอให้มูลนายรักกลุ่มไพร่ส่วยชาวลัวะ กลุ่มไพร่ส่วยชาวลัวะก็ขอให้รักมูลนายผู้ดูแล ขอให้ทั้งสองฝ่ายช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ไพร่ขอให้เคารพเชื่อฟังมูลนาย มูลนายควรเคารพและเชื่อฟังผู้นำชาวลัวะ ขอให้ปฏิบัติตามจารีตธรรมเนียมที่กำหนดมาตั้งแต่สมัยพระยาธรรมลังกา (เจ้าหลวงเชียงใหม่ลำดับที่ 2) ผู้เป็นบิดา เมื่อไพร่มีข้อพิพาทกัน ให้ขุนผู้นำไพร่ตัดสินอย่างเป็นธรรมตามกฎหมาย หากยังไม่เป็นที่ยุติให้มูลนายที่ดูแลเป็นผู้ตัดสินตามกฎหมาย ขอให้ทุกคนประพฤติตนตามจารีตครรลองครองธรรมของตนเอง อย่าแตกแยกกัน มูลนายอย่าละทิ้งไพร่ ไพร่ก็อย่าละทิ้งมูลนาย ขอให้อยู่ด้วยกัน มูลนายขอให้ปฏิบัติตนตามจารีตประเพณีโบราณ ไม่รังแกไพร่ ..หากไพร่ลัวะหนีจากมูลนายผู้ดูแล จะต้องจ่ายค่าปรับให้รัฐบ้านเมือง เป็นเงินเจียง 3,300 เงิน และสาปแช่งให้ไพร่ลัวะพบภัยพิบัติต่าง ๆ นา ๆ แต่ถ้าหากมูลนาย ขุนผู้นำ และไพร่ลัวะ ปฏิบัติตามกฎหมายในแผ่นหลาบเงิน ขอให้เจริญรุ่งเรือง อุดมสมบูรณ์ อายุยืนยาวทุกคน ..ปี พ.ศ. 2395 ได้พระราชทานหลาบแผ่นเงิน ประทับตราลัญจกรรูปเทวดาถือดาบนี้แก่ขุนนางและไพร่ชาวลัวะ ค่าธรรมเนียมในการบังคับใช้กฎหมาย 50 เงิน ค่าธรรมเนียมรับกฎหมายหลาบเงินฉบับนี้ 100 เงิน...จากเนื้อความในจารึกหลาบเงินบ้านบ่อหลวงสมัยพระเจ้ามโหตรประเทศ ซึ่งถือเป็นหลักฐานชั้นต้น ที่ต้นฉบับถูกเขียนขึ้นปี พ.ศ. 2395 มีลักษณะเป็นการออกกฎหมายประเภทคำสั่งเฉพาะกิจและทบทวนกฎหมายของเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ก่อน ๆ ในอดีต เพื่อมอบให้แก่มูลนายและกลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ โดยอ้างอิงแนวปฏิบัติจากพระยาธรรมลังกา เจ้าหลวงเชียงใหม่ ลำดับที่ 2 สะท้อนให้เห็นภาพการบริหารจัดการระบบส่วยและระบบการปกครองดูแลไพร่ส่วย ที่เกิดขึ้นในช่วงสภาพทางการเมืองเชียงใหม่แตกต่างจากห้วงเวลาก่อนหน้า มีการทำสงครามเชียงตุง ทั้งยังมีความแตกแยกในเมืองเชียงใหม่แรงขึ้น จนรัฐบาลกลางกรุงเทพฯ จำเป็นต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาภายในเมืองเชียงใหม่ (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2566, น.240) มีรายละเอียดประเด็นที่น่าสนใจดังนี้... 1) ประเด็นระบบส่วย จากหลักฐานจารึกหลาบเงิน รัฐบ้านเมืองเชียงใหม่ช่วงแผ่นดินเจ้าหลวงพระเจ้ามโหตรประเทศ (พ.ศ. 2390 – 2397) น่าจะได้รับผลประโยชน์จาก “ไพร่ส่วย” กลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวง สัดส่วนหลักเป็นส่วยประเภทภาษีเงินตรา ซึ่งกลุ่มลัวะบ้านบ่อหลวงจะต้องจ่ายทั้งค่าภาษีที่ไปหาทรัพยากรในแผ่นดิน และเงินแทนการถูกเกณฑ์แรงงาน ให้กับพระคลังเมืองเชียงใหม่ จำนวนรวม 820 เงิน ในทุก ๆ ปี ซึ่งสามารถนำมาสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจและเสริมความพร้อมทางด้านยุทธปัจจัยให้ราชธานีเชียงใหม่ในห้วงระยะเวลาดังกล่าวอีกด้วย...2) ประเด็นระบบการปกครองดูแลไพร่ส่วย จารึกหลาบเงินบ้านบ่อหลวงบ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่า พระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าหลวงเชียงใหม่ลำดับที่ 4 มีการออกกฎหมายเฉพาะกิจเพื่อบริหารจัดการชุมชนชาวลัวะบ้านบ่อหลวง ตามแนวทางหรือนโยบายแบบจารีตที่มีมาตั้งแต่สมัยพระยาธรรมลังกา เจ้าหลวงเชียงใหม่ลำดับที่ 2 (ผู้เป็นพระราชบิดา) ซึ่งจะใช้อำนาจคุ้มครองไม่ให้ฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายศาสนามาเกณฑ์ไพร่ลัวะกลุ่มนี้ไปใช้แรงงานใดๆ ปกป้องไม่ให้มูลนายข่มเหงรังแก เพื่อเปิดโอกาสให้ไพร่ส่วยชาวลัวะกลุ่มนี้ได้ทำการผลิตทรัพยากรและเงินตราให้รัฐอย่างเต็มที่ ทั้งนี้รัฐจะเรียกร้องเงินตราเป็นการตอบแทนในรูปแบบของส่วย..นอกจากนี้เนื้อความในจารึกหลาบเงินฉบับนี้ ยังแสดงถึงนัยถึง ความพยายามควบคุมไพร่ส่วย หรือ กำลังคน ให้อยู่ในการปกครองของมูลนายรัดกุมกว่าช่วงรัชกาลก่อนหน้า ดังจะเห็นได้จาก การกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาข้อพิพาทของไพร่ส่วย การกำชับแนวทางการปกครอง การดูแลเกื้อกูลกันระหว่างมูลนายและไพร่ส่วย ที่มีแนวทางปฏิบัติและลำดับขั้นที่ชัดเจนมากขึ้น ..ทั้งนี้ยังระบุมาตรการกรณีไพร่ส่วยหนีหรือเปลี่ยนมูลนาย จะต้องจ่ายค่าปรับให้รัฐบ้านเมือง เป็นเงินเจียงจำนวนมากถึง 3,300 เงิน ซึ่งมีอัตราสูงกว่ารัชกาลก่อนหน้าถึง 22 เท่า ขณะที่อัตราส่วยและภาษีอื่น ๆ มีการผันแปรไม่มากนัก นัยข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่า กลุ่มไพร่ส่วยลัวะบ้านบ่อหลวง ถูกควบคุมราชสำนักเชียงใหม่อย่างเข้มงวดมากขึ้น ให้อยู่ในโครงสร้างระบบศักดินาและภายใต้การดูแลของมูลนายอย่างเคร่งครัด ซึ่งอาจสอดคล้องกับสภาวะการณ์สงครามและความขัดแย้งทางการเมืองที่เชียงใหม่ประสบอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว.เอกสารอ้างอิง- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2566). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 13. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.- อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. (2560). หลาบ (ตราสาร) : คำจารึกอาชญาของกษัตริย์ล้านนา. ใน สำนักศิลปะและวัฒนธรรม, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, งานเสวนาวิชาการ หลาบ (ตราสาร) : คำจารึกอาชญาของกษัตริย์ล้านนา. เชียงใหม่: สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.- วิชญา มาแก้ว. (2559). ระบบเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคทองของอาณาจักรล้านนา (ค.ศ.1355-1525). (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาขาวิชาประวัติศาสตร์.- Nimmanhaeminda, K. (1965). An inscribed silver-plate grant to the Lawa of Bo Luang. In Felicitation Volumes of Southeast Asian-Studies, Presented to H. H. Prince Dhaninivat on his 80th Birthday, vol. 2, 185-205..ที่มาของภาพ- หม่อมเจ้าสนิทประยูรศักดิ์ รังสิต- Nimmanhaeminda, K. (1965). An inscribed silver-plate grant to the Lawa of Bo Luang. In Felicitation Volumes of Southeast Asian-Studies, Presented to H. H. Prince Dhaninivat on his 80th Birthday, vol. 2, 185-205.“Courtesy of the Journal of the Siam Society".ขอขอบพระคุณ- The Journal of the Siam Society- สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์.#ลัวะทำเหล็ก #เหล็กล้านนา #โบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนา
***บรรณานุกรม***
พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิยากร
เรื่องฉากลายรดน้ำในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร แต่ง พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายสนั่น บุณยศิริพันธุ์ บ.ช.ภปร.ชั้น 4 ณ สุสานหลวงวัดเทพ ศิรินทราวาส วันที่ 27 มกราคม 2512
พระนคร
โรงพิมพ์พระจันทร์
2512
วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2560 นางสาวดวงกมล ยุทธเสรี ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย และร้อยเอกบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากสหภาพเมียนมาด้านการบริหารจัดการแหล่งมรดกเมืองโบราณ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่จากองค์กรยูเนสโก (เมียนมา และ ไทย) จำนวน 11 คน เข้าศึกษาดูงานการการบริหารจัดการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรามคําแหง
ประกวดราคาจ้างงานโครงการพัฒนาศักยภาพอาคารจัดแสดง พช.รามคำแหง
แผ่นดินของเรา : Phaen Din Khong Rao(Alexandra)
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 34
เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 34 ทรงพระราชนิพนธ์ในพุทธศักราช 2502 ในโอกาสที่เจ้าหญิงอเล็กซานดร้าแห่งเคนท์ สหราชอาณาจักร เสด็จเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ประพันธ์คำร้องภาษาอังกฤษ ตามทำนองที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ 16 ห้องเพลง นำออกบรรเลงครั้งแรก ณ ศาลาผกาภิรมย์ สวนจิตรลดา เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม พุทธศักราช 2502 ต่อมาในพุทธศักราช 2516 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชดำริว่าท่วงทำนองเพลงพระราชนิพนธ์ Alexandra ไพเราะและน่าจะใส่คำร้องภาษาไทยได้ จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระบรมราชานุญาตให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ประพันธ์คำร้องภาษาไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาเห็นว่า เพลง พระราชนิพนธ์ Alexandra นี้มีเพียง 16 ห้องเพลง จึงทรงพระราชนิพนธ์เพิ่มเติมโดยมีท่อนกลาง และท่อนท้าย จนครบ 32 ห้องเพลง
Royal Composition Number 34
The thirty-fourth royal musical composition was written in 1959 on the occasion of the royal private visit to thailand of Her Royal Highness Princess Alexandra of Kent, the United Kingdom. His Majesty asked Mom Rajawong Seni Pramoj to write the English lyrics to the short 16-bar tune that he composed. It was perfomed for the first time at Phaka Phirom Hall, Chitralada Villa as a welcome tune for Princess Alexandra on Sunday, 1 October 1959. Later in 1973, Her Majesty the Queen felt that the composition Alexandra was of gentle and sweet genre, suitable for Thai lyrics. She thus asked for the royal permission for Thanpuying Maniratana Bunnag to write Thai lyrics, His Majesty considered that his composition Alexandra was short, with only 16 bars, so he added the middle and end sections to make it a 32-bar tune.
พิธีบวงสรวง กิจกรรมศึกษาค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ การขุดศึกษาทางโบราณคดี วิหารหลวง โบราณสถานหมายเลข ๒๓ ค และขุดศึกษาลำดับขั้นทางวัฒนธรรม ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ตำบลท่าหิน อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
การจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในอาคารจัดแสดงทั้ง ๓ หลัง แบ่งออกเป็น ๕ ส่วน เน้นการนำเสนอเนื้อหาเรื่องราวทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ชาติพันธุ์วิทยา และศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ตและพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ดังนี้
อาคารที่ 1 ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แรกเริ่มการค้าและเมืองท่าโบราณ แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนจัดแสดง ส่วนที่ ๑ เป็นส่วนจัดแสดงยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่จะแสดงให้เห็นภาพรวมภูมิศาสตร์ของภาคใต้ฝั่งอันดามัน และแหล่งโบราณคดีที่พบหลักฐานทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ รวมถึงตัวอย่างโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์เช่น เครื่องมือหิน ภาชนะดินเผา ส่วนที่ ๒ เป็นส่วนจัดแสดงยุคแรกเริ่มประวัติศาสตร์ จัดแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในฐานะเมืองท่ายุคโบราณของพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน การแลกเปลี่ยนสินค้ากับต่างประเทศ และจัดแสดงโบราณวัตถุจากต่างประเทศที่พบตามแหล่งโบราณคดี
อาคารที่ ๒ ปรากฎภาษาเขียน ศาสนา แรกเริ่มถลาง-ภูเก็ต แบ่งออกเป็น 2 ส่วนจัดแสดง ส่วนที่ ๑ เป็นส่วนจัดแสดงเรื่องภาษาและศาสนา จัดแสดงให้เห็นถึงการนำภาษาจากต่างชาติเข้ามาใช้ โดยปรากฎเป็นจารึกบนโบราณวัตถุ ทั้งเหรียญ และศิลาจารึก ในส่วนศาสนา จะจัดแสดงโบราณวัตถุที่เกี่ยวเนื่องในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพุทธ ซึ่งพบในฝั่งทะเลอันดามันเป็นหลัก ส่วนที่ ๒ เป็นส่วนจัดแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองถลางและภูเก็ต เพื่อให้รู้เรื่องราวความเป็นมา และพัฒนาการของทั้งสองเมืองในหน้าประวัติศาสตร์ไทย
อาคารที่ ๓ ชาวจีนกับการพัฒนาเมืองภูเก็ต จัดแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาเมืองภูเก็ตในฐานะเมืองที่ทำธุรกิจเหมืองแร่ดีบุก มีการจัดแสดงให้ความรู้ในด้านการทำเหมืองแร่ดีบุก และมีการจำลองวิถีชีวิตชาวจีน โดยใช้โบราณวัตถุมาจัดแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวจีนในช่วง ๑๐๐ ปีก่อน
เวลาทำการ
เปิดวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ น. ถึง ๑๖.๐๐ น.ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์ค่าธรรมเนียมเข้าชมชาวไทย ๒๐ บาทยกเว้นพระภิกษุ สามเณร และนักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลางตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ๘๓๑๑๐โทรศัพท์ ๐๗๖-๓๗๙๘๙๕-๗ โทรสาร. ๐๗๖-๓๗๙๘๙๗
Museum hours
Open Wednesday – Sunday 9:00 am. To 4:00 pm.Closed on Monday – Tuesday and National holidays
Admission Fee: 100
Thalang National MuseumSrisoonthorn, Thalang district, Phuket 83110Tel. 076- 379895-7 Fax. 076-379897