ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,491 รายการ
องค์ความรู้ชุด “The Kingdom’s Blacksmith : ลัวะทำเหล็กแห่งอาณาจักรล้านนา”⚔️⚔️EP. 5 บันทึกการเดินทางของ Holt Samuel Hallett : ภาพสะท้อนการดำรงอยู่ของการทำเหล็กแบบจารีต ที่บ้านลัวะบ่อหลวง เมื่อ 142 ปีที่ผ่านมา ...เรียบเรียงโดย นายยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ... A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States เป็นเอกสารบันทึกการเดินทาง ของ โฮลต์ ซามูเอล ฮาลเลตต์ (Holt Samuel Hallett) วิศวกรผู้มีส่วนสำคัญในการบุกเบิกพัฒนาเส้นทางรถไฟในพม่า ซึ่งได้เดินทางสำรวจตั้งแต่พื้นที่เมืองมะละแหม่ง ดินแดนประเทศพม่า เข้าสู่ดินแดนประเทศไทยผ่านเมืองยวม (อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน) ผ่านเทือกเขาถนนธงชัยเข้าสู่เมืองฮอด (อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่) ก่อนเดินทางเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ ข้อมูลบันทึกการเดินทางดังกล่าวได้ถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States เมื่อปี พ.ศ. 2427 ซึ่งเนื้อหาตอนหนึ่งช่วงการเดินทางผ่านเทือกเขาที่คั่นระหว่างแม่สะเรียงและฮอด (ส่วนหนึ่งของเทือกเขาถนนธงชัย) ได้กล่าวกลุ่มชาติพันธ์ลัวะที่บ้านบ่อหลวงและกิจกรรมการผลิตเหล็ก ดังนี้...“บ่อจี คนพม่าเรียก หรือคนไทเรียกว่า บ่อหลวง ทั้งสองคำต่างมีความหมายว่า ใหญ่ บ่อหลวงมี 3 หมู่บ้าน สองหมู่บ้านมี 30 หลัง อีกหนึ่งหมู่บ้านมี 21 หลัง ชาวบ้านเป็นชาวลัวะ ทำอาชีพช่างตีเหล็กและคนงานเหมือง พวกเขาขุดแร่เหล็ก และถลุงแร่เหล็กบนเขาลูกหนึ่งทางด้านเหนือของดอยแพ ซึ่งต้องนั่งช้างเดินทางไปไกลจากหมู่บ้านระยะเวลา 2 วัน” (Holt Samuel Hallett, 1890, pp.54)..“กล่าวกันว่าเหมืองแร่เหล็กมีความลึกเฉลี่ย 50 ฟุต (ประมาณ 15 เมตร) เชื่อกันว่ามีผีคอยเฝ้าบ่อแร่เหล็ก ต้องทำการเซ่นไหว้ด้วยหมูหรือไก่ ถ้าหากขุดได้แร่เหล็กที่คุณภาพไม่ดี ก็ต้องเซ่นไหว้ผีอีกซ้ำ ๆ เพื่อให้ได้แร่เหล็กคุณภาพดีมากขึ้นแร่เหล็กจะถูกถลุงที่หมู่บ้านชาวลัวะชื่อ อมพาย ซึ่งอยู่ใกล้กับเหมืองแร่เหล็ก แต่ไม่อนุญาตให้คนแปลกหน้าเฝ้าดูวิธีทำเพราะเชื่อว่า หากฝ่าฝืนจะทำให้ผีจะโกรธ เมื่อถลุงแร่เหล็กได้เป็นก้อนโลหะเหล็กแล้ว จึงบรรทุกขึ้นหลังช้างกลับมายังหมู่บ้านชาวลัวะ เพื่อผลิตเป็นอุปกรณ์หรือสินค้าต่าง ๆ ก่อนส่งขายทั่วเมือง แร่ที่ขุดได้ คือแร่เหล็กมีออกไซด์สีแดงทั่วไป” (Holt Samuel Hallett, 1890, pp.54-55)...นอกจากเนื้อความข้างต้นจะกล่าวถึงกลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวงเดินทางไปทำเหมืองแร่เหล็กและถลุงเหล็กบริเวณดอยแพ (ดอยแม่โถ) และบริเวณหมู่บ้านอมพายแล้ว ยังกล่าวถึงกิจกรรมการตีเหล็กของชาวลัวะที่บ้านบ่อหลวงเพิ่มเติม ดังนี้..“เราพบชายหลายคนกำลังทำโซ่ แต่เมื่อเราเดินไปถึง พวกเขากลับวางมือ เราต้องเจรจาพูดคุยกันครู่ใหญ่พวกเขาถึงยอมสาธิตวิธีทำให้ดู ชายหนุ่มคนหนึ่งอายุประมาณ 20 ปี นำเหล็กไปเผาให้ร้อน แล้วใช้ค้อนทุบเป็นห่วงโซ่ด้วยความชำนาญและรวดเร็วเหมือนกับผู้ใหญ่ ชายชราคนหนึ่งนำก้อนแร่เหล็กมาให้ดูหลายชิ้น แต่ไม่อนุญาตให้เอาไป เพราะกลัวผีบ่อเหล็กจะโกรธ” (Holt Samuel Hallett, 1890, pp.55)..“อุปกรณ์สูบลมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของพวกเขาดูน่าแปลกตา ทั่งสำหรับตีเหล็กเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ยาว 3 นิ้ว สูง 2 นิ้ว ทำจากแท่งเหล็กขนาดใหญ่ ตอกฝังเข้าไปในท่อนไม้ ทั่งอีกชิ้นรูปร่างเหมือนจอบสามเหลี่ยม ข้างบนกว้างยาว 5 นิ้ว ข้างล่างกว้างยาวหนึ่งนิ้วครึ่ง ก็ถูกตอกเข้าไปในท่อนไม้ด้วยเช่นกัน ทั่งนี้เป็นอุปกรณ์สำหรับตีขึ้นรูปทำตะขอและ โซ่ล่ามช้าง” (Holt Samuel Hallett, 1890, pp.55)..“มีกระบอกสูบลม 2 อันอยู่ข้างเตาตีเหล็ก จำนวน 2 ชุด กระบอกสูบลมทำด้วยไม้ไผ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว สูงขึ้นมาจากพื้น 2 ฟุต มีลูกสูบหุ้มด้วยผ้าขี้ริ้วอยู่ภายใน ทำงานโดยการเป่าลมออกจากรูเล็ก ๆ บริเวณฐาน ที่สูบลมแต่ละคู่ตั้งห่างกัน 3 ฟุต ควบคุมการทำงานโดยใช้เด็กหนุ่มคนหนึ่ง” (Holt Samuel Hallett, 1980, pp.55)...จากเนื้อความในเอกสารข้างต้น สามารถตีความเกี่ยวกับกิจกรรมด้านโลหกรรมและสถานะสังคมของกลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวง ที่ดำรงอยู่ในช่วงราวปี พ.ศ. 2427 (ตรงกับช่วงพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่ ลำดับที่ 7) ตามประเด็นสำคัญได้ ดังนี้..1) ประเด็นกิจกรรมด้านโลหกรรม ในห้วงเวลาปี พ.ศ. 2427 กลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวง ยังคงทำกิจกรรมด้านโลหกรรมผลิตเหล็กแบบโบราณ ในทุก ๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การเดินทางไปทำเหมืองแร่เหล็กที่ภูเขาลูกหนึ่งในดอยแม่โถ หลังจากนั้นทำการถลุงเหล็กในพื้นที่ใกล้เคียงเหมืองแร่เหล็ก บริเวณดอยแม่โถและบ้านอมพาย ทั้งนี้เมื่อถลุงได้ก้อนโลหะเหล็กแล้ว จึงขนผลผลิตกลับมาแปรรูปเป็นเครื่องมือเหล็กที่บ้านบ่อหลวง ดังนั้นกิจกรรมด้านโลหกรรมทำเหล็กที่เกิดขึ้นในบ้านบ่อหลวง ช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 25 นี้ น่าจะเป็นการแปรรูปตีเครื่องมือเหล็กเป็นหลัก โดยมีการผลิตเครื่องมือรูปแบบที่ค่อนข้างหลากหลายกว่าในอดีต ตามความต้องการของตลาด หนึ่งในนั้นคือ โซ่ล่ามช้าง ซึ่งนิยมใช้ในอุตสาหกรรมทำไม้และการเดินทางในช่วงเวลานั้น นอกจากนี้ เนื้อความในบันทึกข้างต้นยังสะท้อนให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มชาวลัวะบ้านบ่อหลวงและความเคารพที่มีต่อจิตวิญาณผู้ดูแลแหล่งทรัพยากรแร่เหล็กอีกด้วย..2) ประเด็นสถานะทางสังคม เดิมทีในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 24 กลุ่มชุมชนชาวลัวะบ้านบ่อหลวงยังคงมีสถานะเป็น “ไพร่ส่วย” ตามกฎหมายจารีตรัฐโบราณอย่างชัดเจน ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์เรื่องราวในเอกสาร A Thousand Miles on an Elephant in the Shan States ซึ่งมีห้วงเวลาห่างจากเรื่องราวในจารึกหลาบเงินบ้านบ่อหลวง พระเจ้ามโหตรประเทศ ประมาณ 3 ทศวรรษ พบนัยสำคัญว่า ลัวะบ้านบ่อหลวง สามารถผลิตเครื่องมือเหล็กเพื่อทำการค้าขายทั่วไปได้โดยอิสระได้มากยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถผลิตได้ตามความต้องการของตลาดทั่วไป บ่งชี้ว่าอำนาจจากเชียงใหม่อาจมีอิทธิพลต่อชุมชนชาวลัวะบ้านบ่อหลวงน้อยลง และระบบศักดินาในฐานะ “ไพร่ส่วย” อาจค่อย ๆ ลดความสำคัญลงไป ซึ่งสอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งสำคัญในระดับภูมิภาค เมื่อรัฐบาลกลางของสยามเริ่มส่งพระนรินทรราชเสนี (พุ่ม ศรีไชยยันต์) เป็น “ข้าหลวงสามหัวเมือง” ประจำการที่เชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2417 เพื่อควบคุม ดูแล และแนะนำให้เจ้าหลวงปฏิบัติตามสนธิสัญญาเชียงใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2427 มีการส่งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร มาจัดการปฏิรูปการปกครองในล้านนา ผลของการปฏิรูปการปกครองทำให้จารีตท้องถิ่นล้านนาในทุก ๆ ด้าน ซึ่งเคยเป็นอัตลักษณ์สืบต่อกันมาหลายร้อยปี ค่อย ๆ สลายตัว (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2566, น. 294-303).เอกสารอ้างอิง- สรัสวดี อ๋องสกุล. (2566). ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 13. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.- วิชญา มาแก้ว. (2559). ระบบเศรษฐกิจและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคทองของอาณาจักรล้านนา (ค.ศ.1355-1525). (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สาขาวิชาประวัติศาสตร์.- Hallett, H. S. (1890). A thousand miles on an elephant in the Shan States. Edinburgh, London: W. Blackwood and sons..ที่มาของภาพ- Hallett, H. S. (1890). A thousand miles on an elephant in the Shan States. Edinburgh, London: W. Blackwood and sons.- สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่.#ลัวะทำเหล็ก #เหล็กล้านนา #โบราณโลหะวิทยาดินแดนล้านนา
หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และห้องสมุดดนตรีทูลกระหม่อมสิริธร สำนักหอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรมการแสดงดนตรีอะคูสติกส์ "Melody of Giving : ให้ทุกตัวโน้ตโอบกอดนิรันดร์" ภายใต้โครงการเผยแพร่มรดกศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีและนาฏศิลป์ "ดนตรีนานาสาระ" ประจำปี 2569 ครั้งที่ 2 ร่วมสัมผัสช่วงเวลาแห่งเสียงเพลงที่เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น ผ่านกิจกรรมการแสดงดนตรีแนวดนตรีอะคูสติกส์ (Acoustic Duo) โดยศิลปินดูโอ "แมวเศษเล็บ" คุณจอห์น (นายอนุชิต เฉลิมชัยโกศล กีตาร์โฟล์ค) และคุณโย (นางสาวพัชรินทร์ สุธีรนิพัทธ์ผล นักร้องนำ) คู่รักนักดนตรีที่เริ่มต้นจากมิตรภาพในโรงเรียนดนตรี สู่การเป็นศิลปินและสร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในระดับประเทศผ่านรายการ The Voice Thailand ซีซั่น 5 , Asia’s Got Talent และ I Can See Your Voice
หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และห้องสมุดดนตรีทูลกระหม่อมสิริธร จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสร้างความทรงจำดี ๆ ผ่านจังหวะดนตรีอันแสนอบอุ่นในช่วงวันแม่ และให้ทุกจังหวะของตัวโน้ตโอบกอดหัวใจนิรันดร์วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องจัดแสดง ชั้น 2 หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ภายในบริเวณหอสมุดแห่งชาติ รับจำนวนจำกัด 150 ที่นั่ง ผู้สนใจสามารถลงทะเบียน และเข้าชมการแสดงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผ่านลิงก์ลงทะเบียนผ่านลิงก์ https://forms.gle/kr3ZADtcHi1XJmUd7 หรือสแกน QR Code สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2280 9856
***บรรณานุกรม***
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
อิเหนา-ฉบับ หอสมุดแห่งชาติ
พระนคร
โรงพิมพ์อักษรบริการ
2506
วันศุกร์ที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๖.๓๐ น. นางสาวดวงกมล ยุทธเสรี ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๖ สุโขทัยแลพข้าราชการได้เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สวรรคตครบ ๑ ปี โดยมีนายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานในพิธี ณ วัดไทยชุมพล อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย
เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม เวลา ๑๔.๐๐ น.ณ ห้องดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมให้การต้อนรับนายมาริมาสา และนางมิกิ โตกุกาวา ประธานและกรรมการมูลนิธิโตกุกาวาแห่งประเทศญี่ปุ่น เข้าเยี่ยมคาราวะและหารือหลังจากสนับสนุนงบประมาณให้กรมศิลปากรนำไปบูรณะวัดศาลาปูน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
บัญชีค่าเข้าชมโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
ท้ายกฎกระทรวง กำหนดค่าเข้าชมและค่าบริการอื่นสำหรับโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑
ลำดับ
จังหวัด
รายชื่อ
อัตราค่าเข้าชม (บาท)
สัญชาติไทย
สัญชาติอื่น
บัตรปลีก
บัตรรวม
บัตรปลีก
บัตรรวม
1
กรุงเทพมหานคร
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เขตพระนคร
2.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราช-พิธี เขตบางกอกน้อย
3.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป เขตพระนคร
4.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ช้างต้น เขตดุสิต
30
20
30
5
60
200
100
200
5
350
2
กาญจนบุรี
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า อำเภอเมืองกาญจนบุรี
2.อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ อำเภอไทรโยค
10
20
-
-
50
100
-
-
3
กำแพงเพชร
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร อำเภอเมืองกำแพงเพชร
2.อุทยานประวัติศาสตร์ กำแพงเพชร เขตอรัญญิก อำเภอเมืองกำแพงเพชร
3.อุทยานประวัติศาสตร์ กำแพงเพชร เขตในกำแพงเมือง อำเภอเมืองกำแพงเพชร
20
20
20
-
30
100
100
100
-
150
4
ขอนแก่น
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น อำเภอเมืองขอนแก่น
20
-
100
-
5
จันทบุรี
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พาณิชย์นาวี อำเภอเมืองจันทบุรี
20
-
100
-
6
ชัยนาท
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งขาติ ชัยนาทมุนี อำเภอเมืองชัยนาท
10
-
50
-
7
เชียงราย
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงแสน อำเภอเชียงแสน
2.โบราณสถานวัดป่าสัก อำเภอเชียงแสน
20
10
-
-
100
50
-
-
8
เชียงใหม่
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่
20
-
100
-
9
ชุมพร
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร อำเภอเมืองชุมพร
20
-
100
-
10
นครปฐม
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม
20
-
100
-
11
นครราชสีมา
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงค์ อำเภอเมือง นครราชสีมา
2.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย อำเภอพิมาย
3.โบราณสถานวัดพนมวัน อำเภอเมืองนครราชสีมา
4.อุทยาประวัติศาสตร์พิมาย อำเภอพิมาย
5.โบราณสถานเมืองแขก อำเภอสูงเนิน
10
20
10
20
10
50
100
50
100
50
12
นครศรีธรรมราช
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช
30
-
150
-
13
น่าน
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน อำเภอเมืองน่าน
20
-
100
-
14
บุรีรัมย์
1.อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อำเภอนางรอง
2.โบราณสถานปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย
20
20
30
100
100
150
15
ปราจีนบุรี
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี อำเภอเมืองปราจีนบุรี
30
-
150
-
16
พระนครศรีอยุธยา
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม อำเภอพระนครศรีอยุธยา
2.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา
3.โบราณสถานวัดมเหยงค์ อำเภอพระนครศรีอยุธยา
4.โบราณสถานวัดมหาธาตุ อำเภอพระนครศรีอยุธยา
5.โบราณสถานวัดราชบูรณะ อำเภอพระนครศรีอยุธยา
6.โบราณสถานวัดพระศรีสรรเพชญ์และพระราชวังโบราณ อำเภอพระนครศรีอยุธยา
7.โบราณสถานวัดพระราม อำเภอพระนครศรีอยุธยา
8.โบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม อำเภอพระนครศรีอยุธยา
20
30
10
10
10
10
10
10
40
100
150
50
50
50
50
50
50
220
17
พัทลุง
1.โบราณสถานวังเจ้าเมืองพัทลุง อำเภอเมืองพัทลุง
10
-
50
-
18
เพชรบุรี
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรีและอุทยาน ประวัติศาสตร์พระนครคีรี
20
-
150
-
19
เพชรบูรณ์
1.อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ อำเภอศรีเทพ
20
-
100
-
20
ภูเก็ต
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง อำเภอถลาง
20
-
100
-
21
ราชบุรี
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี อำเภอเมืองราชบุรี
20
-
100
-
22
ร้อยเอ็ด
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด
20
-
100
-
23
ลพบุรี
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จ พระนารายณ์ อำเภอเมืองลพบุรี
2.โบราณสถานบ้านวิชาเยนทร์ อำเภอเมืองลพบุรี
3.โบราณสถานปรางค์สามยอด อำเภอเมืองลพบุรี
4.โบราณสถานพระที่นั่งไกรสรสีหราช(พระที่นั่งเย็น) อำเภอเมืองลพบุรี
5.โบราณสถานวัดพระศรีมหาธาตุ อำเภอเมืองลพบุรี
30
10
10
10
10
30
50
50
50
50
50
-
150
24
ลำพูน
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญ-ไชย อำเภอเมืองลำพูน
20
-
100
-
25
สตูล
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สตูล
10
-
50
-
26
สุพรรณบุรี
1.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี อำเภอเมืองสุพรรณบุรี
2.พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง อำเภออู่ทอง
20
30
-
-
100
150
-
-
ชื่อวัตถุ ถ้วยน้ำจิ้ม
ทะเบียน ๒๗/๓๕๖/๒๕๓๒
อายุสมัย รัตนโกสินทร์
วัสดุ(ชนิด) กระเบื้องเคลือบสีขอบ
ประวัติที่มา ทำจากเมืองจีน มีตราที่ก้น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ได้รับมอบจากนายประชาตัณฑวนิช บ้านเลขที่ ๙๘ ถ.กระบี่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต
สถานที่เก็บรักษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง
“ถ้วยน้ำจิ้ม”
ถ้วยน้ำจิ้ม ขอบหยักคล้ายคลื่นเขียนด้วยสีทอง ด้านในถ้วยบริเวณขอบปากตกแต่งด้วยสีต่างๆ เช่น ชมพู เขียวน้ำเงิน และส้ม เป็นต้น เป็นลายมงคลต่างๆ อาทิลายวัฏสงสารหรือปมเชือกที่ไม่สิ้นสุด จีนเรียก “ฉาง”(panchang) เป็นสัญลักษณ์แห่งความมีอายุยืนยาวและการประสานรวมกัน ลายปลาคู่ จีนเรียก “ยู”(yu) เป็นสัญลักษณ์แทนความอุดมสมบูรณ์ ลายหอยสังข์ จีนเรียก “ลั่ว”(luo) เป็นสัญลักษณ์แทนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และลายฉัตรหรือร่ม จีนเรียก “ไก”(gai) เป็นสัญลักษณ์แทนการปกปักรักษาเป็นต้นส่วนกลางของถ้วยตกแต่งด้วยสีชมพู เขียวน้ำเงิน และส้ม เป็นต้นทำเป็นลายนกฟีนิกส์(Phoenix) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีและสง่างาม และลายดอกโบตั๋น(Peony) ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าโบตั๋นเป็นราชาแห่งหมู่มวลดอกไม้เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและเกียรติยศ ด้านนอกถ้วยบริเวณใต้ขอบปากตกแต่งด้วยสีชมพูเขียว และส้ม เป็นลายดอกไม้และใบไม้ ก้นถ้วยมีตราสี่เหลี่ยมภายในมีตัวอักษรจีนสีส้ม
เครื่องถ้วยรูปแบบนี้เรียกกันว่า “เครื่องถ้วยนนยา” (Nyonya Wares)ซึ่งคำว่า นนยา (Nyonya) เป็นคำภาษาชวาที่ยืมมาจากคำว่า “dana”ซึ่งเป็นภาษาดัชต์ หมายถึง ผู้หญิงต่างประเทศแต่งงาน ต่อมาใช้เรียกกลุ่มลูกครึ่งจีนกับมลายูที่มีวัฒนธรรมผสมผสานและสร้างวัฒนธรรมแบบใหม่เรียกว่า “เปอรานากัน” แปลว่า “เกิดที่นี่” ซึ่งส่วนใหญ่อยู่อาศัยในแถบประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ส่วนในภูเก็ตเรียกคนที่มีเชื้อสายจีนผสมกับพื้นเมืองว่า “บาบ๋า”
“เครื่องถ้วยนนยา” คือ เครื่องถ้วยลงยาสีบนเคลือบ เครื่องถ้วยชนิดนี้มีราคาที่แพง เนื่องจากมีขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากและมีการเผาหลายครั้ง กล่าวคือ ครั้งแรกต้องเผาด้วยอุณภูมิที่ต่ำ เรียกว่า “เผาดิบ” จากนั้นนำไปชุบน้ำเคลือบแล้วเผาอีกครั้งด้วยอุณภูมิที่สูงขึ้นแล้วจึงได้ภาชนะเคลือบสีขาวแล้วจึงนำไปลงยาสี “การลงยา” หมายถึง การนำน้ำเคลือบมาผสมกับน้ำมันการบูรซึ่งเป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติต่างๆ คือ ทำให้สีแห้งเร็ว สามารถละลายตัวสีให้มีความข้นพอที่จะทำให้ตัวสีติดกับผิวเคลือบ สีที่ติดบนผิวภาชนะจะสดใส มีความหนา และแข็งตัวง่ายเมื่อถูกอากาศ แล้วจึงเผาอีกครั้ง และหากมีการลงสีทองต้องมีการเผาครั้งสุดท้ายในอุณภูมิที่ต่ำกว่า ลายที่นิยมใช้ตกแต่งบนเครื่องถ้วยนนยา เช่น ลายดอกไม้ นก เป็นต้น
เครื่องถ้วยนนยาแบบที่ตกแต่งด้วยการลงยาบนสีเคลือบ มีอายุสมัยเก่าที่สุดในช่วงราชวงศ์ชิง พ.ศ.๒๓๖๔ – ๒๔๙๓ แต่ถูกผลิตมากในช่วง พ.ศ.๒๔๐๕ – ๒๔๕๑ ซึ่งตรงกับยุครัตนโกสินทร์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ (พ.ศ.๒๓๖๗-๒๓๙๔) จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๔๑๑-๒๔๕๓) ซึ่งในช่วงเวลารัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๕ เป็นช่วงที่มีชาวจีนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาทำเหมืองแร่บนเกาะภูเก็ต
“ถ้วยเขียนสี” หรือ “เครื่องถ้วยนนยา” ใบนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลางรับมอบจากนายประชาตัณฑวณิช ชาวภูเก็ตซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีเชื่อชาติผสมระหว่างพื้นเมืองและจีนหรือที่เรียกว่า “บาบ๋า” เครื่องถ้วยชุดนี้ จึงเป็นหลักฐานการเข้ามาของชาวจีนในช่วงเวลารัชกาลที่ ๓ ถึงรัชกาลที่ ๕ และสะท้อนถึงความนิยมเครื่องถ้วยจีนในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ลวดลายบนเครื่องถ้วยยังเป็นสัญลักษณ์มงคลที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของชาวจีนอีกด้วย
เอกสารอ้างอิง
- ปริวรรต ธรรมาปรีชากร และนิสิต มโนตั้งวนพันธุ์. “เรียนรู้วัฒนธรรมเปอรานากัน (บ้าบ๋า ย่าหยา) จากเครื่องถ้วยนนยา,” วารสารนักบริหาร ๓๐, ๓ (กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๕๓):, ๖๒– ๖๗.
-The Brithish Museum. Chinese symbols. Available at: URL:https://www.britishmuseum.org/pdf/Chinese_symbols_๑๑๐๙.pdf. Accessed May ๔, ๒๐๑๘.
หนังสือเล่มนี้ เป็นบันทึกการเดินทางไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ของผู้เขียน เป็นหนังสือที่ให้มุมมองใหม่ในการท่องเที่ยว การใช้ชีวิตอย่างผู้ที่ผ่านโลกมามาก มีแบบแผน และทำให้เห็นว่าการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อให้ได้พบเห็นสิ่งใหม่ๆ เรียนรู้ในสิ่งที่ยังไม่มีโอกาสได้เห็นมาก่อนทำให้ชีวิตคนเรารู้สึกสดชื่น แปลกใหม่ สร้างความกระฉับกระเฉงและแข็งแรงให้แก่ชีวิต
ภายใต้แนวคิดให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก
เป็นเสมือนประตูเปิดสู่การเรียนรู้เรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในประเทศไทย ทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก ผู้เข้าชมจะมีความเข้าใจในความคล้ายคลึง ความเหมือนและความแตกต่างทางวัฒนธรรม สร้างความสมานฉันท์ในสังคมไทยบนพื้นฐานความเข้าใจ และการยอมรับซึ่งกันและกัน
หน้าต่างชาติพันธุ์ เป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับชาติพันธุ์ต่างๆ ในภาพรวม เพื่อให้เห็นถึงความเหมือน และความต่างของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียและเอเชียอาคเนย์ และบนผืนแผ่นดินไทยที่มีอยู่หลากหลายกว่า ๖๐ กลุ่ม
โดยจำแนกเป็นหัวข้อย่อยเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น
๑. “คนแรกเริ่มบนแผ่นดินไทย” เพื่อตอบโจทย์"คนไทยมาจากไหน" จากหลักฐานที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ
๒. "คนดั้งเดิม" คือ ชาติพันธุ์ต่างๆ ในกลุ่มตระกูลภาษามอญ-เขมร ประกอบด้วย ๑๘ กลุ่มย่อย คือ ละเวือะ ดาระอางหรือปะหล่อง มัลหรือปรัยหรือถิ่น ขมุ บลาบรีหรือผีตองเหลือง คแมร-ลือ เยอ ปลัง กูย บรู โส้ ญัฮกูร ชอง ซัมเร มอญ เวียต เซมัง ซาไก
๓. “ต้นตระกูล “ไท” คือ กลุ่มชาติพันธุ์ในกลุ่มตระกูลภาษาไท-กะได ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ มี ๒๒ กลุ่มย่อย ได้แก่ ไทยวน ไทลื้อ ไทเขิน ไทยอง ไทใหญ่ ไทดำ ลาวครั่ง ลาวหล่ม ไทเลย ลาวตี้ ลาวแง้ว ลาวเวียง ลาวพวน ไทเบิ้ง ญ้อ โย้ย กะเลิง ผู้ไท ไทลาว ไทยกลาง และ ไทยใต้
๔. "ลูกทะเล" คือกลุ่มชาติพันธุ์ อุรักละโว้ย มอแกน และ มลายู
๕. "คนภูเขา" คือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง มี ๑๑ กลุ่มย่อย คือ จีน จีนฮ่อ คะฉิ่น อาข่า ลีซอ ลาหู่ กะเหรี่ยง อุก๋อง บิซู ม้ง และ เมี่ยน
๑.๖. “ต่างชาติต่างภาษา” กล่าวถึงกลุ่มชนจากตะวันตกที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับคนในแผ่นดิน ตั้งแต่ยุคแรกเข้ามาลงหลักปักฐานอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยมาช้านาน ได้แก่ ชาวอินเดีย ชาวเปอร์เซีย ชาวโปรตุเกส และ ชาวญี่ปุ่น
"อุทยานประวัติศาสตร์ ศรีเทพ 1" บรรยายภาษาไทย
***บรรณานุกรม***
หลวงนธเนติบัญชากิจ
นิราศตังเกี๋ย ของ หลวงนรเนติบัญชากิจ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระยาคำนวณคัดณานต์ (ศรีปายะนันทน์) และงานฌาปนกิจศพ คุณหญิงอุ่น คำนวณคัดณานต์ ณ เมรุวัดธาตุทอง วันที่ 10 ตุลาคม 2511
พระนคร
โรงพิมพ์สามมิตร 51
2511