ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,763 รายการ
ผู้แต่ง : กรมศิลปากร
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 64
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร
ปีที่พิมพ์ : 2514
หมายเหตุ : พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นาวาผัน เปรมมณี ต.ช. ณ เมรุวัดธาตุทอง พระโขนง วันที่ 30 สิงหาคม พุทธศักราช 2514. มีรูปและประวัติผู้ตาย
ประเพณีเกี่ยวกับชีวิต และ ปัจจุบันพยาบาล ประกอบด้วยเนื้อเรื่อง ต่าง ๆ รวม 5 เรื่อง ได้แก่ ประเพณีทำบุญ ประเพณีบวชนาค ประเพณีแต่งงาน ประเพณีทำศพ และปัจจุบันพยาบาล
ชื่อเรื่อง : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 8 (ประชุมพงศาวดารภาคที่ 7 และ 8) ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2507 สถานที่พิมพ์ : -สำนักพิมพ์ : - จำนวนหน้า : 292 หน้าสาระสังเขป : หนังสือประชุมพงศาวดาร เล่ม 8 ภาคที่ 7 มีเรื่องคำให้การรวม 4 เรื่อง ดังนี้ 1.คำให้การจีนกั๊กเรื่องเมืองบาหลีนั้น 2.คำให้การเฒ่าสา เรื่องหนังราชสีห์นั้น 3.คำให้การขุนโขลนนั้น 4.คำให้การนายจาด ในส่วนของภาคที่ 8 จะอธิบายไว้ 5 เรื่อง ดังนี้ 1.หนังสือจดหมายเหตุโหร 2.จดหมายเหตุของจมื่นก่งศิลป์นั้น 3.พระราชพงศาวดารกรุงเก่า 4.เรื่องปฐมวงศ์ 5.เรื่องตำนานพระโกศนั้น
พระวิษณุมัธยมโยคสถานะมูรติ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔ ศิลปะอินเดีย แบบปัลลวะ ประกอบด้วย ๑. พระวิษณุ วัสดุ : หินทรายที่เกิดจากเถ้าภูเขาไฟ (Tuffacous Sandstone) ขนาด : สูง ๒๓๕ เซนติเมตร กว้าง ๘๕ เซนติเมตร หนา ๒๕ เซนติเมตร ประวัติ/สถานที่พบ : พระวิษณุเป็นรูปเคารพในกลุ่มมัธยมโยคสถานกะมูรติ พบพร้อมฤษีมารกัณเฑยะ และนางภูเทวีที่โคนต้นตะแบก (ชาวบ้านเรียกว่า “ที่พระนารายณ์”) ริมฝั่งคลองตะกั่วป่าตรงข้ามกับเขาพระนารายณ์ (เขาเวียง) โดยมีข้อมูลว่าเดิมน่าจะประดิษฐานอยู่บนเขาพระนารายณ์ (เขาเวียง) วันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๙ เจ้าหน้าที่จากหน่วยศิลปากรที่ ๘ นครศรีธรรมราช ได้นำเทวรูป พระวิษณุ ฤษีมารกัณเฑยะ และแผ่นหินจารึกภาษาทมิฬจากที่พระนารายณ์ มาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จังหวัดภูเก็ต ๒. ฤษีมารกัณเฑยะ วัสดุ : หินทรายที่เกิดจากเถ้าภูเขาไฟ (Tuffacous Sandstone) ขนาด : ขนาดสูง ๑๒๕ เซนติเมตร กว้าง ๗๗ เซนติเมตร หนา ๒๕ เซนติเมตร ประวัติ/สถานที่พบ : ฤษีมารกัญเฑยะ เป็นรูปเคารพในกลุ่มพระวิษณุมัธยมโยคสถานกะมูรติ พบพร้อมพระวิษณุ และนางภูเทวี ที่โคนต้นตะแบก (ชาวบ้านเรียกว่า “ที่พระนารายณ์”) ริมฝั่งคลองตะกั่วป่าตรงข้ามกับเขาพระนารายณ์ (เขาเวียง) โดยมีข้อมูลว่าเดิมน่าจะประดิษฐานอยู่บนเขาพระนารายณ์ (เขาเวียง) พ.ศ.๒๕๐๙ (เดือนมีนาคม-เมษายน) ถูกคนร้ายลักลอบสกัดพระพักตร์ออกไป (ปัจจุบันยังไม่พบส่วนพระพักตร์) ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จังหวัดภูเก็ต ฤษีมารกัญเฑยะ ตามลำดับวงศ์ที่กล่าวไว้ในปุราณะนั้น มีศักดิ์เป็นเหลนของฤษีภฤคุกล่าวคือ เป็นลูกของ มฤกัณฑุซึ่งเป็นหลานปู่ของฤษีภฤคุ การปรากฏกายของฤษีมารกัณเฑยะพร้อมนางภูเทวีโดยมีพระวิษณุอยู่ตรงกลางนั้น เรียกว่า พระวิษณุมัธยมโยคสถานะมูรติ ๓. นางภูเทวี วัสดุ : หินทรายที่เกิดจากเถ้าภูเขาไฟ (Tuffacous Sandstone) ขนาด : สูง ๑๑๕ เซนติเมตร กว้าง ๗๕ เซนติเมตร หนา ๒๕ เซนติเมตร ประวัติ/สถานที่พบ : นางภูเทวี เป็นรูปเคารพในกลุ่มพระวิษณุมัธยมโยคสถานกะมูรติ พบพร้อมพระวิษณุและฤษีมารกัณเฑยะที่โคนต้นตะแบก (ชาวบ้านเรียกว่า “ที่พระนารายณ์”) ริมฝั่งคลองตะกั่วป่าตรงข้ามกับเขาพระนารายณ์ (เขาเวียง) โดยมีข้อมูลว่าเดิมน่าจะประดิษฐานอยู่บนเขาพระนารายณ์ (เขาเวียง) พ.ศ.๒๕๐๙ (เดือนมีนาคม-เมษายน) คนร้ายได้สกัดเอาพระพักตร์นางภูเทวีไปและนำส่วนองค์ไปทิ้งไว้ที่คลองบางปิด พ.ศ.๒๕๑๐ ชาวบ้านพบส่วนองค์ของนางภูเทวีในคลองดังกล่าวจึงนำไปไว้ที่วัดนารายณิการาม ต.เหล อ.กะปง จ.พังงา ต่อมาเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๖ กรมศิลปากรได้รับส่วนพระพักตร์นางภูเทวี จากบริษัทค้าของเก่าสปิงค์แลนด์ซัน จำกัด คืนจากประเทศอังกฤษ จึงนำมาเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จังหวัดภูเก็ต (เฉพาะส่วนเศียร) นางภูเทวี เดิมปรากฏในคัมภีร์พระเวทในชื่อ ปฤถิวี เทพีแห่งปฐพี คู่กับทโยส เทพแห่งท้องฟ้า ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดเทพและเทพีทั้งหลาย ในยุคหลังปฤถิวีและทโยสถูกลืมเลือนไป แม้ปฤถิวีจะยังมีคนนับถืออยู่แต่เป็นเพียงเทพเล็กๆ ต่อมาเมือเข้าสู่ยุคของศาสนาฮินดู ปฤถิวีอยู่ในฐานะของชายาของพระวิษณุอีกองค์หนึ่ง เรียกว่า ภูเทวี เนื่องจากพระวิษณุทรงปราบอสูรผู้ขโมยแผ่นดินและยกแผ่นดินขึ้นเหนือน้ำในปางวราหาวตาร นอกจากนั้นในเทวีภาควตะกล่าวว่า เมื่อพระพรหมเกิดจากดอกบัวที่ผุดจากพระนาภีของพระวิษณุ มีของเหลวไหลออกมาจากพระกรรณ (หู) ทั้งสองข้างของพระวิษณุ ของเหลวนี้เกิดเป็นรากษก ๒ ตน ชื่อ มธุ และไกฏกะ รบกวนพระพรหม พระวิษณุตื่นขึ้น จึงฆ่ามธุและไกฏกะ ไขมันของแข็งของ ๒ รากษกได้ผนึกเข้ากับแผ่นดินปรากฏเป็นเทพสตรีหรือ ภูมิเทวี หรือ ภูเทวี ในปุราณะถือว่าภูมิเทวีเป็นชายของพระวิษณุหรือเป็นศักติของพระวิษณุเช่นเดียวกับมหามายาหรือมายาเทวี การปรากฏของพระวิษณุมัธยมโยคสถานะมูรติ การปรากฏกายของพระวิษณุที่ประดิษฐานในเทวสถาน มักมี ๓ ท่า คือ ท่ายืน เรียกว่า สถานกะมูรติ (Sthanaka-murti) ท่านั่งเรียกว่า อาสนมูรติ (Asana- murti) และท่านอน เรียกว่า ศยนะมูรติ (Sayana- murti) ท่าประทับยืน มี ๔ แบบ คือ โยคสถานกะมูรติ (Yogasthanaka-murti) โภคสถานกะมูรติ (Bhogasthanaka-murti) วีรสถานกะมูรติ (Virasthanaka-murti) และอาภิจาริกสถานกะมูรติ (Abhicharikasthanaka-murti) โดยโยคสถานกะมูรติจะประกอบด้วยฤษี ๒ องค์ คือ ภฤคุ (Bhrigu) และมารกัณเฑยะ (Markandeya) นั่งคุกเข่าอยู่ทางขวาและซ้ายของพระวิษณุ หรืออาจเป็นนางภูเทวี และมารกัณเฑยะ อยู่ทางขวาและซ้ายของพระวิษณุตามลำดับ ในเทวสถานที่ประดิษฐานพระวิษณุในท่านี้จะต้องมีพระศิวะ ๔ กร สลักบนกำแพงด้านเหนือ (หันหน้าไปทางใต้) มีพระพรหมประทับยืน ๔ กร บนกำแพงด้านใต้ (หันหน้าไปทิศใต้) โดยถ้าพระวิษณุห้อมล้อมด้วยเทพ เทพี และฤาษี คือ พระศิวะ พระพรหม นางภูเทวี ภฤคุ มารกัณเฑยะ จัดเป็นโยคสถานกะมูรติชั้นสูงสุด (Uttama Class) ถ้าไม่มีพระพรหมและพระศิวะ จัดเป็นโยคสถานกะมูรติชั้นกลาง (Madhyama Class) และถ้าไม่มีฤษีจัดเป็นโยคสถานกะมูรติชั้นต่ำสุด (Adhana Class) ดังนั้น การพบพระวิษณุพร้อมฤษีมารกัณเฑยะและพระนางภูเทวีที่แหล่งโบราณคดีเขาพระนารายณ์ (เขาเวียง) จึงจัดเป็นพระวิษณุมัธยมโยคสถานะมูรติ (ชั้นกลาง)เขาพระนารายณ์ (เขาเวียง) เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ตั้งอยู่ตรงจุดที่คลองเหลและคลองรมณีย์ไหลมาบรรจบกันเป็นแม่น้ำตะกั่วป่า บนยอดเขามีเทวสถานเป็นที่ประดิษฐานเทวรูปพระวิษณุและเทพบริวาร (ฤษีมารกัณเฑยะ และพระนางภูเทวี) ก่อนการขุดค้นทางโบราณคดีพบเศษอิฐและเศษหินกระจายอยู่ทั่วไป ต่อมามีการขุดค้นและขุดแต่งในโครงการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีเขาพระนารายณ์ ตำบลเหล อำเภอกะปง จังหวัดพังงา ของสำนักศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต ใน พ.ศ.๒๕๕๒ พบโบราณสถาน ๒ แห่ง คือ โบราณสถานหมายเลข ๑ เป็นที่ประดิษฐานเทวรูป พระวิษณุและเทพบริวาร เป็นอาคารก่ออิฐ มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง ๕ เมตร ยาว ๕.๒๐ เมตร มีฐานเขียงก่อซ้อนกัน ๒ ชั้น สภาพถูกขุดทำลายอย่างมาก จากการขุดแต่งไม่พบรอยเสาอาคารและกระเบื้องหลังคา โบราณสถานหมายเลข ๒ เป็นฐานอาคารก่ออิฐไม่ทราบประโยชน์ใช้งาน พบเพียงแนวอิฐในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ๒ เมตร ยาว ๒ เมตร สภาพชำรุดมาก----------------------------------------------------------ค้นคว้า/เรียบเรียงข้อมูล : น.ส.สุขกมล วงศ์สวรรค์ ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ---------------------------------------------------------- อ้างอิง - บุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ และเรไร นัยวัฒน์. ทุ่งตึก เมืองท่าการค้าโบราณ. ภูเก็ต : สำนักศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต, ๒๕๕๐. - ผาสุข อินทราวุธ, รูปเคารพในศาสนาฮินดู. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์, ๒๕๒๒. - พิริยะ ไกรฤกษ์, “พระวิษณุ : ประติมากรรมที่พบในภาคใต้,” สารานุกรมวัฒนธรรม ภาคใต้ พ.ศ.๒๕๒๙ เล่ม ๖.กรุงเทพฯ:สถาบันทักษิณคดีศึกษา, ๒๕๒๙. - รายงานเบื้องต้นการขุดค้น-ขุดแต่งโบราณสถานเขาพระนารายณ์ ตามโครงการโครงการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีเขาพระนารายณ์ ตำบลเหล อำเภอกะปง จังหวัดพังงา พ.ศ.๒๕๕๒. - อมรา ศรีสุชาติ, ดร.“โยคะนิทรา,” พิพิธวิทยาการ รวมบทความวิชาการด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ และพิพิธภัณฑสถานวิทยา ๒๕๕๕. กรุงเทพฯ: สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, ๒๕๕๖), หน้า ๑๑.
ชื่อเรื่อง เรื่องพระปฐมเจดีย์ผู้แต่ง เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ผู้แต่งเพิ่ม ม.จ. สุภัทรดิส ดิสกุลประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ศาสนาเลขหมู่ 294.3135 ท486รผสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ กรมแผนที่ทหารบกปีที่พิมพ์ 2504ลักษณะวัสดุ 128 หน้า หัวเรื่อง พระปฐมเจดีย์ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานประชุมเพลิงศพ นายผิว พุกผาสุก ณ เมรุวัดท่าตำหนัก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม วันที่ 12 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2504 เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติขององค์พระปฐมเจดีย์
ชื่อเรื่อง ตำราโหราศาสตร์ (โหราศาสตร์)สพ.บ. 216/1กประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 46 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 27.4 ซ.ม. หัวเรื่อง โหราศาสตร์
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน-ไทยโบราณ เส้นจาร ฉบับลานดิบ ภาษาบาลี-ไทยอีสาน-ไทยโบราณ ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
พระสุพรรณบัฏเฉลิมพระนาม พระบรมมไหยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร
สมัยรัตนโกสินทร์ พุทธศักราช ๒๔๑๖
กว้าง ๖.๕ เซนติเมตร ยาว ๒๒.๕ เซนติเมตร น้ำหนัก ๔๗ กรัม (๓ บาท)
รับมาจากราชพัสดุ กระทรวงการคลัง
พระสุพรรณบัฏจารึกเฉลิมพระนาม จำนวน ๔ บรรทัด ความว่า “พระบรมมไหยยิกาเธอ กรมสมเดจพระสุดารัตนราชประยูร อาทิอักษร วรรคอุษาห จงทรงเจริญ ทฤฆพระชนมายุ ศุขศิริสวัสดิ สถาพร วรพิพัฒมงคล สกลสัตรูไกษยเทอญ ณ วัน ๑ ๑๑ ๒ ค่ำ ปีรกาเบญจศก๕ ศักราช ๑๒๓๕ สิทธิรัศดุ ๚ะ”
พระเจ้าราชวรวงษ์เธอ พระองค์เจ้าลม่อม ได้ทำนุบำรุงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาแต่ยังทรงพระเยาว์ เมื่อรัชกาลที่ ๕ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกในพุทธศักราช ๒๔๑๑ ทรงเลื่อนกรมตั้งตำแหน่งยศฐานันดรศักดิ์แก่พระบรมวงศานุวงศ์ ทรงตั้งพระไอยิกาเธอเป็น พระเจ้าราชวรวงษ์เธอ กรมพระสุดารัตนราชประยูร และต่อมาในวันนที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๑๖ ทรงสถาปนาเลื่อนเป็นพระบรมมไหยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ถึงรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร
เลขทะเบียน : นพ.บ.123/17ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 64 หน้า ; 4.5 x 54 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 70 (232-242) ผูก 17 (2564)หัวเรื่อง : มงฺคลตฺถทีปปี (มงคลทีปนีอรรถกถา)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชวนมารู้จักชาวนาไทย ตอนที่ 1 "พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี ตัวแทนของชาวนาไทย"
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี (หลังใหม่) ตั้งอยู่ในศูนย์ราชการจังหวัดสุพรรณบุรี อยู่บริเวณด้านทิศใต้ของอาคารศาลากลางจังหวัด (หากหันเข้าหาหน้าศาลากลาง อาคารพิพิธภัณฑ์ฯ อยู่ด้านซ้ายมือ)
บ้านเรือนไทยภาคกลางที่มีใต้ถุนสูง
อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี หลังนี้ ออกแบบภายใต้แนวความคิดของบ้านเรือนไทยภาคกลางที่มีใต้ถุนสูง เพื่อเป็นพื้นที่ใช้งานที่หลากหลายในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาชีพของคนสุพรรณบุรีดั้งเดิมนั้นเป็นชาวนา รวมไปถึงอาชีพของคนไทยด้วย แนวคิดและการออกแบบโดย นายปณิธาน เจริญใจ สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น มีใต้ถุนด้านล่าง พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 1,890 ตารางเมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับตกแต่งผนังด้วยดินเผาลวดลายรวงข้าว และประเพณีในการทำนา 12 เดือน
นิทรรศการแบ่งออกเป็น 8 ส่วน
ห้องจัดแสดงชั้นที่ 1 แบ่งเนื้อหาการจัดแสดงออกเป็น 4 เรื่อง
1. ร่องรอยของข้าวจากอดีต
2. ลมมรสุมกับฤดูกาลปลูกข้าว
3. การทำนาในประเทศไทย
4. จากคันไถสู่ควายเหล็ก
ห้องจัดแสดงชั้นที่ 2 แบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 เรื่อง
1. ประเพณีและวิถีชีวิตชาวนา
2. พระบารมีปกเกล้าชาวนาไทย
3. ทวยราษฎร์แซ่ซ้องรอเวลา4. พระเสด็จฯ มาโปรดชาวนาไทย
อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี หลังนี้เป็นหลังใหม่หลังที่ 2 ค่ะ สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2552 เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ พ.ศ.2553 มาถึงปีนี้ อาคารหลังนี้มีอายุครบ 10 ปี แล้วค่ะ (เขียน ณ วันที่ 28 มีนาคม 2563)
ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี เปิดให้บริการโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมการเข้าชม และเปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 น.
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.22/1-3
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. ชุมนุมปาฐกถา แสดงที่สามัคยาจารยสมาคม. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๑๒. ๒๕๓ หน้า.
หนังสือเล่มนี้รวบรวมปาฐกถาในระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ที่ ทรงแสดงที่สามัคยาจารยสมาคมไว้ทั้งสิ้น ๖ เรื่อง ได้แก่ เรื่องศาสนา เป็นหลักธรรมสำคัญของมนุษย์ที่จะต้องนับถือและเลือกนับถือศาสนาใดก็ได้ตามแต่จะศรัทธา แต่จะนับถือตามบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ทวด เรื่องมูลเหตุแห่งการสร้างวัดในประเทศยามเพื่อเป็นที่เก็บอัฐิธาตุของวงศ์ตระกูลควรจะสร้างเป็นเจดียวัตถุอุทิศต่อพระศาสนา ปาฐกถาพิเศษ เรื่องสัมโมทนียกถาในเรื่องปาลิเม็นตฺ ชน ๓ พวกในปาลิเม็นตฺ คือ การเลือกสมาชิกปาลิเม็นตฺ มีวาระ ๕ ปี เรื่อง ภาษาไทยกับคำประพันธ์ ซึ่งแสดงความเห็นไว้ว่ารากเหง้าภาษาไทยเราคล้ายคลึงกับจีนมาก เช่นม้า จีนก็ว่าม้า เงิน จีนก็ว่างึน เก้าสิบ จีนว่า เก้าสับ เป็นต้น เรื่อง มติสาธารณะ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองอย่างสาธารณะ เช่น ทางสมุด เอกสารสิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โรงกาแฟ เป็นต้น และเรื่องสยามพากย์ เกี่ยวกับการสร้างคำในภาษาไทยที่มีการผันเสียง การผสมคำ การเสียงในภาษาไทย ซึ่งทุกเรื่องล้วนแต่น่าอ่านทั้งสิ้น