ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,685 รายการ



ชื่อเรื่อง                                สงฺคีติกถา (ปฐมสังคายนา)สพ.บ.                                  128/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           38 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 56 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 ธรรมเทศนา บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดประสพสุข ต.ทับตีเหล็ก อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี




          วัดตองปุ ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ตั้งอยู่ด้านนอกของกำแพงเมืองลพบุรีชั้นในด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คำว่า “ตองปุ” เป็นภาษามอญ แปลว่าที่รวมพลหรือรวมทหาร มีเสาหงส์ จำนวน 1 ต้น อยู่ด้านข้างการเปรียญ ศิลปะภายในวัดตองปุ ส่วนหนึ่งมีรูปแบบของชาวมอญหรือลาว คือ จำหลักไม้เก็บคัมภีร์ในอุโบสถ สิ่งสำคัญภายในวัดประกอบด้วย อุโบสถ วิหาร การเปรียญ หอไตร หอระฆัง และเจดีย์ เป็นต้น คำว่าการเปรียญนี้ไม่ทราบที่มาแน่ชัด สันนิษฐานว่า การเปรียญอาจมาจากคำว่า “บา - เรียน” ซึ่งเป็นชื่อเรียกชั้นต่างๆ ของหลักสูตรการเรียนการสอนพระปริยัติธรรม การเปรียญเป็นเสมือนโรงเรียนสำหรับพระสงฆ์ที่สอนพระให้เปรียญ เดิมนั้นวัดจะมีวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและทำบุญฟังเทศน์ ฟังธรรม รวมทั้งเป็นที่สำหรับพระสงฆ์เล่าเรียนพระธรรมวินัย แต่เมื่อจำนวนพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนเพิ่มขึ้นคงต้องการสถานที่เพิ่มเติม จึงเกิดคตินิยมในการสร้างการเปรียญเพื่อใช้เป็นที่เรียนของพระสงฆ์ และประกอบศาสนกิจของสงฆ์กับฆราวาส ต่อมาการศึกษาของพระสงฆ์มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมเกิดขึ้นแทน การเปรียญจึงเปลี่ยนเป็นที่สำหรับพุทธศาสนิกชนมาทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรม ในวันธรรมสวนะ องค์ประกอบที่สำคัญของการเปรียญคือบุษบกธรรมาสน์ สำหรับพระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา อาสนสงฆ์ยกพื้นสูง และแท่นที่ตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป เป็นต้น           ลักษณะทางสถาปัตยกรรม  การเปรียญ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 7 ห้อง ฐานบัวลักษณะตกท้องช้าง หันข้างไปทางทิศตะวันตก กว้าง 7.24 ม. ยาว 21.45 ม. เป็นสถาปัตยกรรมทรงนิยม สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงแบบตึกคือทำชายคากุด ทั้งในด้านสกัด (จั่วทั้งหน้า-หลัง) กับด้านข้างอีกสองด้าน หลังเป็นผืนเดียวไม่ซ้อนชั้น ใช้โครงสร้างผนังรับน้ำหนัก หลังคาทรงจั่ว โครงสร้างเป็นไม้มุงกระเบื้องดินเผาแบบกาบกล้วย (กาบู) ปิดชายกระเบื้องด้วยกระเบื้องเชิงชายลายเทพพนม (ปัจจุบันชำรุดเสียหาย ต้องทำโครงหลังคาใหม่โดยใช้สังกะสีมุง) ผนังด้านสกัดก่อต่อเป็นรูปจั่วตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นขึ้นเป็นหน้าบัน รองรับด้วยบัวคอสอง ส่วนขอบหน้าจั่วประดับตัวลำยองปูนปั้น และลวดบัวซึ่งจะอมอยู่ในขอบจั่ว ผนังส่วนที่อยู่ใต้บัวคอสองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน (ด้วยเสาหลอก) ผนังส่วนกลาง (ด้านหน้า) เจาะประตูด้วยช่องสันโค้งแหลม (Pointed Arch) ผนังส่วนกลางด้านหลังทึบ ส่วนแถบผนังอีกสองข้างรองรับปีกนก และเจาะเป็นหน้าต่างด้วยช่องสันโค้งแหลมจำนวน 2 ช่อง (ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง) ผนังด้านข้างทำเสาหลอกประดับบัวปลายเสา เป็นหน้าต่างด้วยช่องสันโค้งแหลม จำนวนด้านละ 7 ช่อง ผนังภายในฉาบปูนเรียบ ด้านหลัง เจาะทำเป็นช่องสันโค้งแหลมเพื่อตามประทีปโคมไฟที่ประดับขื่อสูงจรดอกไก่ ไม่มีฝ้าเพดาน พื้นภายในปูอิฐขนาดใหญ่ทับหน้าด้วยปูนทราย และก่ออิฐยกพื้นสูงทำเป็นอาสนะ 3 ด้าน (ด้านหลัง และด้านข้างทั้งสอง) ด้านหน้าทำชานพักและบันไดทางขึ้นสองข้าง           ปัจุบันโบราณสถานวัดตองปุได้รับการบูรณะแล้ว ในปีงบประมาณ ๒๕๖๓ โดย กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี-----------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี-----------------------------------------------------อ้างอิง : รายการประกอบแบบบูรณะซ่อมแซมการเปรียญวัดตองปุ ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี โดยกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี-----------------------------------------------------เผยแพร่ข้อมูล : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์-----------------------------------------------------


คาถาต่างๆ ชบ.ส. ๑๑๐ เจ้าอาวาสวัดเขาคันธมาทน์ ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มอบให้หอสมุด ๒๓ ก.ค. ๒๕๓๕ เอกสารโบราณ (สมุดไทย)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.33/1-1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)



๐ สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกครั้งกับสาระความรู้จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ วันนี้เราขอเสนอองค์ความรู้ เรื่อง สัตตภัณฑ์ : พุทธศิลป์ถิ่นล้านนา ค่ะ ๐ สัตตภัณฑ์ เป็นเครื่องสักการะในพระพุทธศาสนาที่งดงามอย่างหนึ่งของชาวล้านนา ลักษณะเป็นเชิงเทียนตั้งอยู่หน้าแท่นแก้ว ใช้เป็นที่ปักเทียนสำหรับบูชาองค์ พระธาตุเจดีย์ หรือพระประธานในพระวิหารหรือพระอุโบสถ์ ด้วยความเลื่อมใส ศรัทธาและมีนัย คติ ความเชื่อต่าง ๆ แฝงอยู่อย่างแยบยลและกลมกลืน นับเป็นงานศิลปกรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์และปรากฏมีอยู่ในวัฒนธรรม ล้านนาเท่านั้น ความงดงามของลวดลายประดับสัตตภัณฑ์ ล้วนมีความโดดเด่นและงดงาม ๐ หากท่านใดสนใจชมความประณีตงดงามของสัตตภัณฑ์ที่จัดแสดงอยู่ สามารถเข้าชมได้ที่ ณ อาคารจัดแสดง ห้องเครื่องสักการะบูชาในพระพุทธศาสนา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ค่ะ ทางเรายินดีต้อนรับทุกท่านนะคะ แล้วพบกันใหม่ในองค์ความรู้รอบหน้านะคะ ------------------------------------- พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เปิดให้บริการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. โทรศัพท์ : ๐๕๓-๒๒๑๓๐๘ e-mail : cm_museum@hotmail.com





+++วัดเขาพระบาทน้อย+++  . --- วัดเขาพระบาทน้อย หรือโบราณสถานร้าง ต.ต.๑๔ ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านตะวันตก และอยู่ห่างจากประตูอ้อไปทางทิศตะวันตก ประมาณ ๒.๗ กิโลเมตร กลุ่มโบราณสถานวัดเขาพระบาทน้อยนั้น ตั้งอยู่บนเนินเขาลูกเตี้ย ๆโดยมีทางขึ้นทางด้านทิศตะวันออกเป็นทางเดินปูด้วยแผ่นหินเหมือนกับวัดสะพานหิน บนยอดเขาที่เป็นที่ตั้งของโบราณสถานมีสภาพเป็นเนินดินที่ถูกไถปรับให้เป็นลานกว้าง เพื่อก่อสร้างกลุ่มโบราณสถาน ประกอบด้วยรายละเอียด ดังต่อไปนี้ .  --- ๑. เจดีย์ทรงจอมแห ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ ๗.๕๐ เมตร มีคูหาพระพุทธรูปอยู่ทั้ง ๔ ทิศ  --- ๒. ฐานวิหารตั้งอยู่ด้านหน้า หรือ ทางทิศตะวันออกของเจดีย์จอมแห มีลักษณะเป็นวิหาร ๕ ห้อง ขนาดกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ฐานและเสาทำด้วยศิลาแลง พื้นปูด้วยหินชนวน เดิมเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอย (ปัจจุบันได้เคลื่อนย้ายนำมาจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง สุโขทัย)  --- ๓. กุฏิสงฆ์ ก่อด้วยหินปนอิฐ และ ก่อหลังคาเป็นซุ้มคูหา มีขนาดพอให้พระสงฆ์จำพรรษาได้เพียง ๑ รูป อยู่ทางทิศตะวันตก ๑ แห่ง และทิศใต้ ๑ แห่ง --- ๔. ฐานเจดีย์ศิลาแลงรูปแปดเหลี่ยม ขนาดใหญ่ ส่วนยอดไม่มี ขนาดฐาน ๒๕ x ๒๕ เมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเจดีย์ทรงจอมแห . --- วัดเขาพระบาทน้อยนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างเมื่อใด แต่ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” มีการกล่าวถึง วัดเขาพระบาทน้อยว่า  “ที่ควรดูแห่งหนึ่ง คือ เขาพระบาทน้อย ซึ่งเป็นที่ราษฎรไปนมัสการกัน  ทางไปในป่า และ ทุ่งเลียบลำน้ำใหญ่ลำหนึ่ง ในฤดูแล้งแห้งหมด แลเห็นถนนตัดไปมาตามนี้หลายสาย  คงจะได้ทำขึ้นครั้งพระเจ้ารามคำแหง เพราะมีข้อความปรากฏอยู่ในคำจารึกหลักศิลา “วันเดือนดับเดือนเต็ม ท่านแต่งช้างเผือกกรพดดลยาง ท้ยน  ญ่อมทองงาซ้าย ขวาชื่อ รูจาครี พ่อขุนรามคำแหงขึ้นขี่ไปนบพระ(เถิง) อรัญญิก”   ดังนี้ต้องเข้าใจว่าทางป่าแถบนี้เป็นที่เสด็จไปอยู่เนือง ๆ ทางจากเมืองสุโขทัยไปถึงเขาพระบาทน้อยประมาณ ๑๐๐ เส้น เขานั้นไม่สู้สูงนัก ทางขึ้นก็ลาด สบายดีมีศิลาแลงเป็นแผ่นแบน ๆ วางเรียงกันเป็นถนนขึ้นไปถึงสันเขา มีเป็นลานก่อขึ้นไป มีบันไดขึ้น ๔ หรือ ๕ ขั้น บนนั้นมีพระเจดีย์ทรงจอมแห(คือชนิดที่มีอยู่ที่หน้าวัดชนะสงครามในกรุงเทพฯนี้) มีเป็นช่องกุฎี ๔ ทิศ เหนือบัวกลุ่ม ทรวดทรงงามดี ควรถือเป็นแบบอันดีของเจดีย์ชนิดนี้ได้ ทางด้านทิศตะวันออกของพระเจดีย์ มีวิหารย่อม ๆ หลังวิหารนี้มีเป็นแท่นติด กับฐานพระเจดีย์ ที่แท่นนี้มีศิลาแผ่นแบนแกะเป็นรอยพระพุทธบาท ลวดลายก็ดูเหมือนจะไม่สู้งามอะไรนัก ลงจากเนินที่ประดิษฐานพระเจดีย์และพระพุทธบาทนี้ต่อไปอีกเนินหนึ่ง มีเป็นฐานพระเจดีย์ใหญ่น่าดูมาก เป็นรูปแปดเหลี่ยม เหลี่ยมหนึ่งถึง ๕ วา มุมมีย่อเป็นไม้สิบสอง ฐานนั้นมีบัวเป็นชั้นๆ ซ้อนกันขึ้นไป รูปพรรณสันฐานงามมาก วัดจากพื้นดินขึ้นไปถึงบัวบน ๒ วา ๑ ศอก ต่อนี้ขึ้นไปพระเจดีย์ทลายเสียหมดแล้ว คงยังมีอยู่แต่กองดินปนกับแลง ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้แลเห็นทะลักทลายลงมา เห็นได้ชัดว่าจะได้มีผู้ตั้งกองขุดกันอย่างสามารถ เพราะฉะนั้นรู้ไม่ได้แน่ว่าพระเจดีย์รูปจะเป็นอย่างไร พระยาอุทัยมนตรี สันนิษฐานว่าจะเป็นรูปทรงเตี้ยอย่างพระเจดีย์รามัญ ซึ่งชอบกลอยู่ เพราะสังเกตว่าถ้าเป็นรูปที่มีทรงสูงน่าจะมีก้อนแลงที่ทำลายลงมากองอยู่กับดินนั้น เป็นกองใหญ่กว่าที่มีอยู่บัดนี้ อย่างไร ๆ พระเจดีย์นี้เห็นได้ว่า ทำด้วยฝีมือประณีตบรรจงมาก รากก่อด้วยอิฐ แล้วต่อขึ้นไปเป็นแลงก้อนใหญ่ ๆ ที่บัวและมุมก็ตัดแลงเป็นรูปให้เหมาะกับที่ต้องการ ไม่ใช่ประดับขึ้นแล้วปั้นบัวให้ถูกรูปด้วยปูน ที่นี้คงจะเป็นที่ พระเจ้าแผ่นดินสุโขทัยเสด็จมานมัสการแห่งหนึ่ง เป็นแน่แท้ และ พระเจดีย์องค์นี้ นอกจากผู้มีอำนาจจะสร้างก็เห็นจะทำให้สำเร็จได้โดยยาก เพราะเฉพาะแต่ยกก้อนแลงเขื่อง ๆ เท่านั้นซ้อนกันจนสูงได้เป็นหลายวาเช่นนั้น ก็ต้องใช้กำลังคนมากอยู่แล้ว” . --- นอกจากนี้วัดเขาพระบาทน้อยยังพบรอยพระพุทธบาท ๔ รอยสลักลงบนหินชนวน แสดงคติการสร้างรอยพระพุทธบาทที่กำลังเป็นที่นิยมในสุโขทัยในขณะนั้นโดยรอยพระพุทธบาท ๔ รอยนี้เป็นรอยพระบาทของอดีตพระพุทธเจ้า คือพระกกุสันธะ พระโกนาคม พระกัสปะ และพระบาทของพระสมณโคดม พระพุทธเจ้าในปัจจุบัน ซ้อนเหลื่อมกันอยู่แสดงถึงความต่อเนื่องในสืบพระพุทธศาสนาที่มียาวนาน รอยพระพุทธบาท ๔ รอยนี้ตามบันทึกมีการค้นพบประดิษฐานอยู่บริเวณด้านหน้าเจดีย์ทรงจอมแห  ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รามคำแหง สุโขทัย



black ribbon.