ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,717 รายการ
องค์ความรู้ เรื่อง "ช้างสังคโลกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร"
วันอังคารที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๙ เวลา ๑๑.๐๕ น.
นายธนภัทร จิตสุทธิผล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี พร้อมด้วยนายวิทยา ขันทยศ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน และคณะทำงาน ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและสำรวจข้อมูลประกอบการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ณ โบราณสถานภูโคกใหญ่ ตำบลสีวิเชียร อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
โดยมี พ.อ. กัญญณัต ไชยโอชะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ ๒๓ เข้าร่วมสังเกตการณ์อำนวยความสะดวกในการเข้าพื้นที่และการดูแลความปลอดภัยให้แก่คณะทำงานตลอดการปฏิบัติหน้าที่
ทั้งนี้ นางวาสนา ไหมพรหม หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม และเจ้าหน้าที่ ได้ให้การต้อนรับและร่วมการสำรวจในครั้งนี้
เจดีย์สองพี่น้อง ก่อนการขุดแต่ง ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
• บนยอดเขาแดง หรือเขาค่ายม่วง ปรากฏโบราณสถาน เจดีย์สององค์ คือ เจดีย์องค์ดำและเจดีย์องค์ขาว โดยมีศาลาเก๋งจีนอยู่ระหว่างเจดีย์ทั้งสององค์ บนฐานกำแพงกันดิน ก่อด้วยหิน ลักษณะคล้ายป้อมปราการ
• เจดีย์องค์พี่ (เจดีย์องค์ดำ) เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองบนฐานเขียงสี่เหลี่ยมที่ก่อด้วยหิน ถัดขึ้นไปเป็นฐานแปดเหลี่ยม องค์เจดีย์เป็นชุดฐานสิงห์ซ้อนกัน ๓ ชั้น ส่วนยอดขององค์เจดีย์หักชำรุด องค์พระเจดีย์ฉาบด้วยปูนมีสีคล้ำ ชาวบ้านเรียกว่า “เจดีย์องค์ดำ” ตัวเจดีย์หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันตก
• เจดีย์องค์ขาว (เจดีย์องค์น้อง) เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองบนฐานเขียงสี่เหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นฐานทรงแปดเหลี่ยมบัลลังก์ขึ้นไปถึงส่วนยอดหักชำรุด องค์พระเจดีย์ก่ออิฐถือปูนฉาบผิวยังอยู่ในสภาพดี ผิวสีขาวชาวบ้านเรียกว่า “เจดีย์องค์ขาว” ที่ลานประทักษิณปรากฏกำแพงแก้วมีช่องเขาสู่ลานประทักษิณ ๒ ด้าน
• สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ ในการรักษาขอบขัณฑสีมาในเขตเมืองชายแดนภาคใต้ ซึ่งมาชุมนุมทัพบริเวณเชิงเขาแดง โดยการนำทัพครั้งแรกของพระยาพระคลัง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๖ (เจดีย์องค์ดำ) ดังปรากฏข้อความในพงศาวดารเมืองสงขลาความว่า
“...เสร็จราชการแล้ว ฯพณฯ แม่ทัพใหญ่กลับเข้ามา ณ เมืองสงขลา จัดแจงก่อพระเจดีย์ไว้ที่เขาเมืองสงขลาองค์หนึ่ง กับทำเก๋งไว้ริมน้ำชายทเลค่ายม่วงไว้แห่งหนึ่งเสร็จแล้วกับเข้าไปกรุงเทพฯ...”
• ส่วนเจดีย์องค์ขาวสร้างโดยพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาเมื่อคราวยกทัพมารบที่ปัตตานีและไทรบุรี ใน พ.ศ. ๒๓๘๒ ปรากฏข้อความในพงศาวดารเมืองสงขลากล่าวว่า ราวจุลศักราช ๑๒๐๐ (ประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๑) ตนกูหมัด สะวะ หลานของเจ้าพระยาไทรบุรียกทัพมาตีไทรบุรีคืน ครั้นเมื่อตีมาถึงจะนะ เทพา และหนองจิก แขกในเมืองนี้ก็สมคบคิดร่วมกันตีเมืองสงขลา กองทัพของพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา ใช้เวลาปราบปรามถึง ๒ ปีจึงสำเร็จ จากนั้นก็สถาปนาพระเจดีย์ขึ้น ดังปรากฏข้อความว่า
“...ครั้งนั้นพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพใหญ่ ให้พระยาวิชิตณรงค์อยู่ช่วยรักษาเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพใหญ่ได้ก่อพระเจดีย์ที่เขาเมืองข้างฝ่ายทักษิณพระเจดีย์เก่าหนึ่ง...”
พระเจดีย์บนเขาค่ายม่วงดังกล่าวเป็นพระเจดีย์สำคัญ สภาพเดิมของพระเจดีย์ปรากฏอยู่ในเอกสารชีวิวัฒน์ ความว่า
“...ในลำน้ำสงขลาฝั่งตะวันตก ตั้งแต่เข้าปากอ่าวพ้นแหลมเขาแดงมาแล้ว ที่บนยอดเขานกรำนั้น มีพระเจดีย์เล็ก ๒ องค์ เป็นของสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่องค์หนึ่งของสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยองค์หนึ่ง แต่ชำรุดเสียองค์หนึ่ง…”
จากข้อความดังกล่าวทำให้เห็นสภาพของพระเจดีย์ได้ว่า ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พระเจดีย์องค์หนึ่งมีสภาพชำรุดแล้ว
• การกำหนดอายุสมัย : พุทธศตวรรษที่ ๒๔
• การประกาศขึ้นทะเบียน : กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานพระเจดีย์ของสมเด็จฯ องค์น้อย องค์ใหญ่ บนเขาค่ายม่วง ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๒ วันที่ ๘ มีนาคม ๒๔๗๘ หน้า ๓๗๑๔ ประกาศเป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานบริเวณเมืองสงขลา ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๑๑๙ วันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๓๕ หน้า ๑๐๑๙๐ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๒,๔๖๐ ไร่
อ้างอิง
• สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑๐ จังหวัดสงขลา. รายงานปฏิบัติงานทางโบราณคดี โครงการฟื้นฟูบูรณะแหล่งประวัติศาสตร์ เขตเมืองสงขลาเก่า โบราณสถานพระเจดีย์สองพี่น้อง. เอกสารอัดสำเนา, ไม่ทราบปีที่พิมพ์
• กรมศิลปากร. ทำเนียบนามแหล่มรดกทางศิลปวัฒนธรรมในเขตพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนใต้ (โบราณสถานจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล). บริษัท บางกอกอินเฮ้าส์ จำกัด, ๒๕๕๕
สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ขอเชิญชมการแสดงนาฏศิลป์และดนตรี รายการ “ยลสังคีตศิลป์ถิ่นโรงละครแห่งชาติ“ ในวันพุธที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ โรงละครแห่งชาติ พบกับรายการแสดง ดังต่อไปนี้
๑. การบรรเลงวงปี่พาทย์ไม้นวม เพลงโหมโรงศรีสมเด็จ
๒. การแสดงชุด “สำนึกพระคุณกรุณา สองนางฟ้าประชาไทย“
๓. ระบำจตุรทิศวิจิตรไทยอาภรณ์ (ระบำผ้าไทย ๔ ภาค)
๔. การบรรเลงและขับร้องวงปี่พาทย์มอญ ประกอบด้วย การบรรเลงและขับร้องเพลงคู่กระต่ายเต้น (ออกตัวแสดง), ระบำพม่าลีลาหุ่น,
การขับร้องเพลงวอนแฟนเพลง โดย นายปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ และการแสดงชุด “มอญใต้พระบรมโพธิสมภาร”
๕. การบรรเลงและขับร้องดนตรีสากล
๖. โขน เรื่องรามเกียรติ์ ตอนศรพรหมาศ บรรเลงโดยวงออร์เคสตราและวงปี่พาทย์
นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์ ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต, อำนวยการทั่วไปโดย พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร บัตรราคา ๔๐๐, ๓๐๐, ๒๐๐, ๑๕๐, ๑๐๐ บาท เริ่มจำหน่ายบัตรวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เป็นต้นไป โดยวิธีการสำรองบัตร สามารถจองผ่านช่องทางออนไลน์ https://ntt.finearts.go.th หรือสแกนคิวอาร์โค้ด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร. ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒
การเดินทางท่องเที่ยวตามโบราณสถาน หรือแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในประเทศไทย หลายคนอาจเคยสังเกตเห็นตัวอักษรย่อหรือพระปรมาภิไธยย่อที่ถูกสลักจารึกไว้ตามผาหินหรือก้อนหินในสถานที่ต่างๆ รอยจารึกเหล่านี้มิได้เป็นเพียงแค่ร่องรอยขีดเขียนทั่วไป หากแต่เป็น “รอยจารึกพระปรมาภิไธยย่อ” ที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นหลักฐานสำคัญที่บอกเล่าเส้นทางประวัติศาสตร์การเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ในอดีต
อักษรพระปรมาภิไธยย่อ หมายถึง การย่อพระปรมาภิไธยซึ่งเป็นพระนามของพระมหากษัตริย์ที่ปรากฏจารึกในพระสุพรรณบัฏหลังจากที่ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว โดยเป็นการย่อพระปรมาภิไธยให้เหลือเพียง 3 ตัวอักษร ส่วนมากมักใช้ในพระราชลัญจกรสัญลักษณ์ประจำพระองค์ และตราสัญลักษณ์งานพระราชพิธี และงานเฉลิมพระเกียรติในโอกาสสำคัญต่างๆ ตัวอย่างอักษรพระปรมาภิไธยย่อ เช่น รัชกาลที่ 5 มีพระอักษรพระปรมาภิไธยว่า “จ.ป.ร.” มาจากคำว่า “มหาจุฬาลงกรณ์ปรมราชาธิราช” รัชกาลที่ 9 มีอักษรพระปรมาภิไธยว่า “ภ.ป.ร.” มาจากคำว่า “มหาภูมิพลอดุลยเดชปรมราชาธิราช” เป็นต้น
ในอดีตการเสด็จพระราชดำเนินไปยังหัวเมืองตามภูมิภาคต่างๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ เช่น น้ำตก ถ้ำ หรือยอดเขา ถือเป็นการเดินทางที่ยากลำบากและใช้เวลานาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปตรวจราชการ ทรงเยี่ยมราษฎร และทอดพระเนตรภูมิประเทศในสถานที่ต่างๆ เมื่อเสด็จถึงสถานที่สำคัญ พระองค์มักจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จารึกพระปรมาภิไธยย่อ พร้อมด้วยปีศักราช ไว้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งการเสด็จถึง รอยจารึกเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนลายพระหัตถ์แห่งกาลเวลาที่บันทึกความทรงจำของแผ่นดิน สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข และความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรในท้องถิ่นนั้นๆ
กรมศิลปากรได้รวบรวมอักษรพระปรมาภิไธยและอักษรพระปรมาภิไธยย่อในเบื้องต้นที่พบจากภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ของประเทศไทย พบว่ามีด้วยกันทั้งสิ้นรวม 30 แห่ง ได้แก่ ภาคกลาง จำนวน 11 แห่ง ภาคตะวันออก จำนวน 5 แห่ง และภาคใต้ จำนวน 14 แห่ง รอยจากรึกที่มีความโดดเด่น เช่น รอยจารึกกลุ่มอักษรพระปรมาภิไธยย่อ ที่พบ ณ วัดคูหาสวรรค์ จังหวัดพัทลุง กลุ่มอักษรพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และพระนาม ณ วัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี กลุ่มอักษรพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และพระนาม ณ วัดสุวรรณคูหา (วัดถ้ำ) จังหวัดพังงา และกลุ่มอักษรพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย พระนาม ตัวเลข และตัวอักษรต่างๆ ที่ได้จารึกไว้บริเวณ น้ำตกธารเสด็จ น้ำตกธารประพาส และน้ำตกธารประเวศ ณ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 10 แห่ง
รอยจารึกพระปรมาภิไธยย่อนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และควรค่าแก่การอนุรักษ์ เพราะนอกจากจะบอกเล่าเส้นทางประวัติศาสตร์การเสด็จพระราชดำเนินแล้ว ยังเป็นจุดเชื่อมโยงความรู้สึกภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่นที่ครั้งหนึ่งแผ่นดินอันเป็นที่รักเคยได้รับการเสด็จประพาส อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันด้วยกาลเวลาที่ล่วงเลย รอยจารึกบางแห่งเริ่มเลือนหายไปตามธรรมชาติ หรือบางครั้งอาจได้รับความเสียหายจากน้ำมือมนุษย์ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น การช่วยกันสอดส่องดูแล เคารพ และไม่ขีดเขียนทับหรือทำลายโบราณสถาน จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนในการช่วยกันรักษา “รอยจารึกพระปรมาภิไธยย่อ” ให้อยู่คู่แผ่นดิน และเป็นอักษรแห่งความทรงจำที่ทรงคุณค่าตลอดไป
ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
พระปรมาภิไธยที่พบในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2554.
เรียบเรียงโดย นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี กรมศิลปากร
วันพุธที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา เป็นวิทยากรนำชมโบราณสถานปราสาทพนมวัน จังหวัดนครราชสีมา ให้กับนักศึกษาและอาจารย์จากคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น จำนวน ๕๓ คน
วัสดุ หินทราย
แบบศิลปะ ศิลปะเขมรในประเทศไทย
อายุสมัย อายุราวต้นพุทธศตวรรษที่ 15 (ประมาณ 1,100 ปีมาแล้ว)
สถานที่พบ พบที่พระธาตุพันขัน อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อ 19 มิถุนายน 2538
ศิวลึงค์ คือองค์กำเนิดเพศชายที่เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ หมายถึงการสร้างสรรค์ ความมั่งคั่ง ความเจริญรุ่งเรือง ในขณะเดียวกันก็หมายถึงตรีมูรติ (เทพเจ้า3 องค์ในศาสนาพราหมณ์) ด้วย โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนล่าง เป็นรูปสี่เหลี่ยม เรียกว่า พรหมภาค หมายถึง พระพรหม ส่วนกลางเป็นรูปแปดเหลี่ยม เรียกว่า วิษณุภาค หมายถึง พระวิษณุ และส่วนบนเป็นรูปกลม เรียกว่า รุทรภาคหมายถึง พระศิวะ เอกมุขลึงค์คือศิวลึงค์ที่มีพระพักตร์ของพระศิวะประกอบที่ส่วนรุทรภาค1 พระพักตร์
มุขลึงค์เป็นที่นิยมในสมัยก่อนเมืองพระนคร ในประเทศกัมพูชาพบมุขลึงค์ถึงกว่า 30 องค์ ในขณะที่ศิลปะเขมรในประเทศไทยนั้นพบตัวอย่างให้เห็นน้อยมาก โดยมุขลึงค์ในศิลปะเขมรที่พบส่วนใหญ่จะประดับเศียรพระศิวะขนาดเล็ก
เอกมุขลึงค์ชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานทางรูปแบบและลำดับขั้นวิวัฒนาการในช่วงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างกลุ่มศิวลึงค์รุ่นเก่าและรุ่นหลังที่สร้างขึ้นระหว่างพุทธศตวรรษที่ 16 - 17 จึงอาจกำหนดอายุเอกมุขลึงค์องค์นี้ไว้ในช่วงต้นของกลุ่มศิวลึงค์รุ่นหลังหรือราวพุทธศตวรรษที่ 15
องค์ความรู้ : อาภรณ์ภัณฑ์เรือพระราชพิธี
อาภรณ์ภัณฑ์เรือพระราชพิธี หมายถึง เครื่องประดับที่ใช้ตกแต่งในขบวนเรือพระราชพิธีในพระราชพิธีเสด็จทางชลมารค ในโอกาสพระราชพิธีสำคัญฯ มาแต่โบราณกาลจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
งานผ้าลายทองแผ่ลวด เป็นงานช่างแขนงหนึ่งในหมู่ช่างสนะไทย หรือช่างที่ปฏิบัติเกี่ยวกับเครื่องภูษาอาภรณ์ วัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับงานเนื่องในสถาบันพระมหากษัตริย์และศาสนา ไม่นิยมใช้กับสามัญชน ได้แก่ ฉัตรเครื่องสูงที่ทำด้วยผ้า ตาลปัตรปักลายในรัฐพิธีสำคัญแต่โบราณ ผ้าม่าน ผ้าดาดหลังคากัญญาเรือพระที่นั่งฯ ธงงอนราชรถ ผ้าดาดหลังคาพระสีวิกากาญจน์ ผ้าดาดหลังคาพระวอประเวศวัง เป็นต้น
เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศประเภทเรือพระที่นั่ง ที่ปรากฏในงานทองแผ่ลวดที่สำคัญคือเรือพระราชพิธี โดยเฉพาะเรือพระที่นั่งประเภทเรือกิ่ง จะปรากฏงานทองแผ่ลวดที่ผ้าดาดหลังคาพระแท่นกัญญาเรือพระที่นั่ง ผ้าม่าน ผ้าหน้าโขนเรือ ฉัตร ธงสามชาย และในขบวนเรือพระราชพิธี ก็จะใช้ผ้าลายทองแผ่นลวดด้วยเช่นกัน ทั้งนี้จะแตกต่างกันก็จะดูที่ลวดลาย ซึ่งขึ้นอยู่กับฐานานุศักดิ์ ชั้นยศ ของผู้ใช้เรือในขบวนเรือ เช่น เรือรูปสัตว์ เรือดั้ง เรือแซง เรือทองขวนฟ้า เรือทองบ้าบิ่น เรืออีเหลือง เรือแตงโม จะทำผ้าลายทองแผ่ลวดดาดหลังคาคฤห์ และกัญญาเรือ และผ้าโขนเรือ เป็นต้น
ข้อมูล : สำนักช่างสิบหมู่
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์ จัดอบรมโครงการยุวชนพิพิธภัณฑ์ ปี ๒๕๕๖ ระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๕ มกราคม ๒๕๕๖ ณ ห้องประชุมหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา
การจัดอบรมแบ่งเป็น ๒ วัน วันแรกเป็นการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อ "รู้จักโคราชผ่านงานโบราณคดี" โดย นายมนตรี ธนภัทรพรชัย นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา และหัวข้อ "ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับงานพิพิธภัณฑ์" โดย นางสาวภัทรา เชาว์ปรัชญากุล ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย
วันที่สอง เป็นการทัศนศึกษาโบราณสถานภายในจังหวัดนครราชสีมา คือ ปราสาทพนมวัน และกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บรรยายนำชมโดย นายมนตรี ธนภัทรพรชัย นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา
การอบรมในครั้งนี้มีนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน ๘ โรงเรียน เข้าร่วมการอบรมจำนวน ๖๒ คน พร้อมครูผู้ดูแลโดยมียุวชนพิพิธภัณฑ์รุ่นพี่จากชมรมยุวชนมัคคุเทศก์พิพิธภัณฑ์ สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา จำนวน ๕ คน เป็นพี่เลี้ยง
โครงการเสวนาประวัติศาสตร์โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของจังหวัดพิษณุโลก
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช วันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๖๑