ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,755 รายการ

องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เรื่อง : เรื่องราวของ “โค” ที่ปราสาทพนมรุ้ง           ในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู โค หรือ วัว นับว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องจากมีโคนนทิเป็นเทพพาหนะของพระศิวะเทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ดังนั้นที่ปราสาทพนมรุ้งซึ่งเป็นเทวลัยที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระศิวะ จึงพบประติมากรรม และภาพสลักเกี่ยวกับ โค หรือ วัว สอดแทรกอยู่ตามจุดต่าง ๆ เป็นส่วนหนึ่งของเทวลัยอันยิ่งใหญ่แห่งนี้            ภาพเกี่ยวกับโคที่เด่นชัดที่สุดของปราสาทพนมรุ้งจุดแรก คือ ประติมากรรมโคนนทิ ซึ่งถูกพบระหว่างการบูรณะปราสาทพนมรุ้ง ประติมากรรมดังกล่าวถูกสลักจากหินทราย เป็นรูปโคนั่งหมอบอยู่บนฐานเตี้ย ขนาดกว้าง ๘๒ เซนติเมตร ยาว ๑๑๒ เซนติเมตร และสูง ๗๒ เซนติเมตร นั่งหมอบพับขาทั้ง ๔ ข้างไปทางด้านขวา บนหลังมีโหนกนูนขึ้นมา แต่ส่วนหัวหักหายไป ก่อนจะมีการซ่อมขึ้นใหม่ให้สมบูรณ์ภายหลัง ปัจจุบันประติมากรรมโคนนทิของปราสาทพนมรุ้งเก็บรักษาและจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย และได้มีการจำลองไว้ที่ปราสาทพนมรุ้ง ตั้งอยู่ภายในมณฑปด้านทิศตะวันออกของปราสาทประธาน และหันหน้าไปยังศิวลึงค์ที่เป็นประธานของเทวาลัย หรือก็คือสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูนั่นเอง           ทั้งนี้บริเวณหน้าบันด้านทิศใต้ของมณฑปปราสาทประธานปรากฏภาพสลัก อุมามเหศวร เป็นภาพสลักของพระศิวะและพระอุมา (พระชายา) ประทับร่วมกันบนหลังโคนนทิ การปรากฏคู่กันของทั้ง ๒ พระองค์มีความหมายถึง การประทานความสุข ความอุดมสมบูรณ์ การสร้างและก่อเกิดสรรพชีวิตต่างๆ บนโลก ปัจจุบันภาพสลักดังกล่าวอยู่สภาพชำรุด แต่ยังสามารถมองเห็นภาพ โคนนทิ ซึ่งประดับเครื่องทรงงดงาม และแวดล้อมด้วยบริวารถือเครื่องสูงได้อย่างชัดเจน           ภาพสลักเกี่ยวกับโคที่ปราสาทพนมรุ้งภาพสุดท้ายเป็นภาพ โยคีรีดนมวัว ปรากฏอยู่บริเวณหน้าบันชั้นลดมุขด้านทิศเหนือของปราสาทประธาน เป็นภาพแสดงเหตุการณ์ โยคีกำลังจับโคไว้เพื่อไม่ให้ดิ้น ส่วนโยคีอีกตนกำลังรีดนมวัวอยู่ ด้านบนจะเห็นโยคีอีกตนกำลังห้อยโหนบนต้นไม้ และยังปรากฏสุนัขตัวหนึ่งกำลังทำท่ากระโจนหาวัวในภาพอีกด้วย           เป็นที่น่าสนใจว่าวัวที่เปรียบเสมือนเทพพาหนะของพระศิวะ ซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู นอกจากได้รับการบูชาสักการะแล้ว ยังถือเป็นสัตว์ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของทั้งโยคีที่บำเพ็ญตน และผู้คนในสมัยโบราณเป็นอย่างมาก หากนักท่องเที่ยวท่านใดมีโอกาสได้มาเยี่ยมชมปราสาทพนมรุ้ง ที่จังหวัดบุรีรัมย์ อย่าลืมสังเกตประติมากรรมหรือภาพสลักต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งจะช่วยให้การท่องเที่ยวมีอรรถรส และเพิ่มความสนุกเพลิดเพลินในการชมโบราณสถานแห่งนี้ได้มากยิ่งขึ้น เรียบเรียงโดย นายพงศธร ดาวกระจาย ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เอกสารอ้างอิง: กมลวรรณ นิธินันทน์. ภาพสลักโยคี ณ ปราสาทพนมรุ้ง. นครราชสีมา: กรมศิลปากร, ๒๕๖๓. พิสิฐ เจริญวงศ์ และคณะ. ปราสาทพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่ ๖. บุรีรัมย์: สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๕๑. สมบูรณ์ บุณยเวทย์. “บันทึกประสบการณ์ครั้งเริ่มบูรณะปราสาทหินพิมายและปราสาทหินพนมรุ้ง.” ศิลปากร. ๔๑, ๕ (กันยายน-ตุลาคม, ๒๕๔๑): ๖๘-๙๑.  


วันมหิดล 24 กันยายน วันที่ 24 กันยายน เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (กรมหลวงสงขลานครินทร์) พระผู้ได้รับการถวายพระสมัญญาภิไธยจากแพทย์และประชาชนทั่วไปว่า "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย" ด้วยพระราชกรณียกิจที่ได้ทรงบำเพ็ญแก่วงการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทยมาตลอดระยะเวลา 12 ปีนั้น ได้เสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่โรงเรียนแพทย์ อีกทั้งได้ทรงพัฒนาการเรียนการสอน ตลอดจนการผลิตแพทย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการวางรากฐานแก่การแพทย์ และการสาธารณสุขให้เจริญพัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศในกาลต่อมา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จึงได้ขนานนามวันสำคัญนี้ว่า "วันมหิดล" เพื่อเป็นการถวายสักการะ และน้อมรำลึกต่อพระองค์ท่าน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2434 และเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2472 มีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระองค์เป็นพระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระราชอัยกาในพระบาทสมเด็จพระ วชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงศึกษา วิชาทหารเรือ ที่เยอรมนี แล้วเสด็จกลับมารับราชการทหารเรือ ต่อมาทรงมีอาการประชวรไม่สามารถรับราชการหนักได้ ประกอบกับทรงสนพระทัยด้านการแพทย์ จึงทรงอุตสาหะเสด็จไปศึกษาวิชาสาธารณสุขและวิชาการแพทย์ ณ สหรัฐอเมริกา ทรงสอบได้ประกาศนียบัตรการสาธารณสุข และปริญญาแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เมื่อเสด็จกลับมาเมืองไทย พระองค์ได้ทรงประกอบพระกรณ๊ยกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างมากมาย ได้แก่ ทรงเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ ทรงช่วยเหลือในการขยายกิจการของโรงพยาบาลศิริราช ประทานทรัพย์สินส่วนพระองค์จัดสร้างตึกคนไข้และจัดหาที่พักสำหรับพยาบาล ทรงบริจาคทรัพย์เป็นทุนให้นักศึกษาแพทย์และพยาบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศ ประทานเงินเพื่อจัดหาเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาล ทรงเป็นผู้แทนรัฐบาลติดต่อกับมูลนิธิรอคกี้เฟลเลอร์ สาขาเอเชียบูรพา ในการปรับปรุงและวางมาตรฐานการศึกษา และทรงอุทิศเวลาส่วนใหญ่ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยพระองค์เอง จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “พระบิดาแห่งการแพทย์และการสาธารณสุขไทย” ในปี พ.ศ. 2493 มีการสร้างพระราชานุสาวรีย์ขึ้น โดยประดิษฐานไว้ ณ ใจกลางโรงพยาบาลศิริราช เพื่อน้อมเกล้าถวายความกตัญญูกตเวที ด้วย สำนึกในพระเมตตาคุณของพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจแก่วงการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย ได้มอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการสร้าง โดยมีศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นผู้ควบคุมงาน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินในพิธีเปิดพระราชานุสาวรีย์เมื่อวันที 24 เมษายน พ.ศ. 2493 ทุกวันที่ 24 กันยายน กำหนดให้เป็นวันมหิดล มีกิจกรรมที่สำคัญ ณ พระราชานุสาวรีย์ สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ภายในโรงพยาบาลศิริราช คือ พิธีวางพวงมาลาถวายบังคมพระรูป พร้อมทั้งอ่านคำสดุดีพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เป็นประจำทุกปี


พัฒนาการทางโบราณคดีและประวัติศาตร์ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ขอบคุณ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา


เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าสงขลาเป็นปลายทางแรกของสยามที่เมล็ดกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าเดินทางมาถึง อย่างไรก็ตาม พบหลักฐานว่ากาแฟเป็นที่รู้จักในเมืองสงขลามาอย่างยาวนานกว่านั้น... พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา ขอเสิร์ฟเครื่องดื่มแห่งการเรียนรู้ เนื่องในนิทรรศการพิเศษ "จากอาระเบียสู่สงขลา : การเดินทางของกาแฟ" (ตอนที่ 2)   ................................................................................... Producer & Script Writer : Thiranad Meenoon  Editor & Animator : Pakamas Leeskul  Narrator : Jerdja Rujirat Music : Warm Feeling By Frumhere, Kevatta .................................................................................... เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : การปรากฏตัวในฐานะพืชเศรษฐกิจ กาแฟปรากฏตัวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นทางการด้วยการนำพาของมหาอำนาจยุโรปในฐานะ “พืชเศรษฐกิจ” อันมุ่งหวังเป็นฐานการผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดโลก โดยกาแฟต้นแรกหยั่งรากลงบนเกาะชวาในปี 1690 จากนั้นการเพาะปลูกเชิงพาณิชย์เริ่มกระจายไปทั่วภูมิภาค เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งร้านกาแฟในระยะแรกเปิดให้บริการชาวตะวันตกที่อาศัยในดินแดนอาณานิคม กระทั่งล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 จึงเริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มคนท้องถิ่นและกระจายตัวไปทั่วภูมิภาค   สยาม : เครื่องดื่มรสขมเครื่องหมายความศิวิไลซ์ กาแฟเดินทางมาถึงสยามอย่างช้าที่สุดก็ในราวปลายศตวรรษที่ 17 ด้วยในบันทึกชาวต่างชาติสมัยอยุธยาตอนปลาย ได้แก่ จดหมายเหตุลาลูแบร์ และสำเภากษัตริย์สุลัยมาน (The Ship of Sulaiman) ระบุว่าในสยามดื่มกาแฟที่มาจากโลกอาหรับ นิยมใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง กระทั่งในศตวรรษที่ 19 พบว่ามีการทำไร่กาแฟที่เมืองจันทบูร ดังปรากฏในบันทึกของสังฆราชชอง-บาตีสต์ ปาเลอกัว (Mgr.Jean-Baptiste Pallegoix) รวมถึงมีหมายรับสั่งของรัชกาลที่ 3 ให้ใช้ที่ดินด้านตะวันออกของพระบรมมหาราชวังเป็นสวนกาแฟ ตลอดจนบันทึกรายวันของเซอร์ จอห์น เบาริง (Sir John Bowring) ระบุถึงไร่กาแฟบริเวณบางกอกฝั่งตะวันตก (ธนบุรี) กระทั่งล่วงเข้าสู่ต้นรัชกาลที่ 5 จึงได้ปรากฏชื่อกาแฟในรายการสินค้าส่งออกของสยาม ตลอดจนมีนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟอย่างจริงจังในเมืองตรัง เมื่อปี 1891  อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟระยะแรกยังจำกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูงเพื่อแสดงถึงความศิวิไลซ์ โดยพบว่าเริ่มนิยมดื่มผสมนมวัวมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 และปรากฏหลักฐานกล่าวถึงวัฒนธรรมการดื่มกาแฟและอาหารเช้าอย่างฝรั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 นอกจากนี้กาแฟยังคงเป็นเครื่องดื่มสำหรับรับรองชาวต่างชาติ ระบุในบันทึกของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาสยามในปลายศตวรรษที่ 19  โดยร้านกาแฟร้านแรกถือกำเนิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 คือร้าน Red Cross Tea Room ก่อตั้งโดย แหม่มโคล (Miss Edna Sarah Cole) ในปี 1917 ให้บริการแก่ลูกค้าชาวตะวันตก คหบดี และชนชั้นสูง ต่อมาร้านกาแฟร้านแรกโดยชาวสยามปรากฏตัวขึ้นเพื่อเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของกลุ่มชนชั้นสูงคือ “ร้านนรสิงห์” จนล่วงเข้าสู่รัชกาลที่ 7 ร้านกาแฟจึงค่อย ๆ เพิ่มจำนวนและขยายความนิยมไปสู่ชนชั้นกลาง สอดคล้องกับการกลับมาของนักเรียนที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ได้นำพาวัฒนธรรมการดื่มกาแฟแบบตะวันตกเข้ามาแพร่หลาย รวมถึงมีชาวจีนอพยพเปิดร้านกาแฟ “เอี๊ยะแซ” ขึ้นในย่านเยาวราช ซึ่งต่อมาได้กลายศูนย์รวมของผู้คน ในที่สุดร้านกาแฟก็ขยายไปสู่ทุกกลุ่มคน กระจายตัวไปทุกหนแห่งและกลายเป็นศูนย์รวมข่าวสาร  สงขลา : การมาถึงของกาแฟสายพันธุ์ใหม่   เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าสงขลาเป็นปลายทางแรกของสยามที่เมล็ดกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าเดินทางมาถึง ก่อนจะขยายไปจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้ โดยข้อมูลจากการสำรวจของกระทรวงเกษตร เมื่อปี 1955 ระบุว่า ชาวมุสลิมผู้หนึ่งนำมาปลูกไว้ในพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อยราวปี 1904  อย่างไรก็ตาม พบหลักฐานว่ากาแฟเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ปกครองสงขลาแล้วก่อนปี 1859 อันเป็นปีที่รัชกาลที่ 4 เสด็จประพาสเมืองสงขลา ด้วยมีบันทึกกล่าวถึงการถวายเครื่องกาแฟกาไหล่ทองคำ จากนั้นรายงานสถานภาพเมืองสงขลาปี 1894 ระบุว่าที่ดินชายแดนเมืองไทรบุรีมีความเหมาะสมต่อการทำสวนกาแฟ และมีชาวต่างชาติเข้ามาสำรวจและพอใจที่ดินบริเวณตำบลพตง (พะตง) ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอหาดใหญ่ นำมาสู่การร่วมทุนของพระยาวิเชียรคีรี (ชม) หลวงจำนงนิเวศกิจ (มร.แรมแซ) และมิสเตอร์ฮาร์ริซันทำสวนกาแฟในปี 1894-1895  ทั้งนี้ ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเริ่มขึ้นเมื่อใด ทว่าร้านกาแฟระยะแรกน่าจะอยู่ในรูปแบบ “โกปี้เตี๊ยม” หรือร้านกาแฟดั้งเดิมที่ดำเนินการโดยชาวจีนอพยพ ซึ่งพบแพร่หลายในคาบสมุทรมลายู โดยปรากฏร้านเก่าแก่อายุกว่า 90 ปีบนถนนนางงาม เช่น ร้านฮับเซ่ง ร้านน่ำหลี ร้านฟุเจา เป็นต้น และในบทความบรรยายสภาพเมืองสงขลาในปี 1938 กล่าวถึงร้านกาแฟของชาวจีนในตลาดใหม่ ในช่วงศตวรรษที่ 20 จึงน่าจะเป็นระยะที่ร้านกาแฟเริ่มปรากฏตัวอย่างแพร่หลาย ขณะที่เมล็ดกาแฟนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์เป็นหลัก ปัจจุบันร้านกาแฟกระจายตัวแน่นหนาบนถนนนครนอก นครใน และนางงาม ที่ซึ่งกาแฟออกเดินทางจากอาระเบียมาถึงสงขลาอย่างเป็นที่ประจักษ์ชัด .................................................................................... อ้างอิง  1. คเณศ กังวานสุรไกร. (2565). เส้นทาง “กาแฟ” จากพืช ถึงเครื่องดื่มทางศาสนา แล้วเป็นธุรกิจฮิตทั่วโลกได้อย่างไร. เข้าถึงเมื่อ 30 กรกฎาคม 2565. เข้าถึงได้จาก https://www.silpa-mag.com/culture/art... 2. เชื้อ ธรรมทิน สุวรรณรัต. (2509). การปลูกและการผลิตกาแฟ ภาคปฏิบัติของกรมการปกครอง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง. (พิมพ์ในงานฌาปนกิจศพ นายศุข สงวนน้อย ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม 13 มกราคม 2509). 3. เญาฮาเราะห์ ยอมใหญ่. (2554). เส้นทางกาแฟจากเยเมนถึงลอนดอนในศตวรรษที่ 10-17. เข้าถึงเมื่อ 30 กรกฎาคม 2565. เข้าถึงได้จาก https://www.publicpostonline.net/8855 4. ดิเรก กุลสิริสวัสดิ์. (2527). สำเภากษัตริย์สุลัยมาน. เอกสารทางวิชาการ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. เข้าถึงได้้จากhttp://www.openbase.in.th/files/ebook... 5. โดม ไกรปกรณ์. (2557). “การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยอาณานิคม : มองผ่านการผลิตและบริโภคกาแฟ.” ภาษาและวัฒนธรรม 33, 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม): 5-20.  6. ธนพร สิงหกลางพล. (2557). วัฒนธรรมกาแฟของผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรณีศึกษาวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของชาวพม่า. ภาคนิพนธ์ปริญญาบัณฑิต สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 7. พรรณนีย์ วิชชาชู, บรรณาธิการ. (2561). “ย้อนรอยประวัติศาสตร์กาแฟโลก.” พืชสวน 33, 1 (มกราคม-เมษายน): 4-13. 8. ลาลูแบร์,มองซิเออร์ เดอ. (2457). จดหมายเหตุลาลูแบร์ พงศาวดารสยามครั้งกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช. แปลโดย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์. กรุงเทพฯ: ปรีดาลัย เข้าถึงเมื่อ 15 มิถุนายน 2565 เข้าถึงได้จาก: https://cupdf.com/document/-155720def... 9. ศรินธร รัตน์เจริญขจร. (2544). ร้านกาแฟ: ความหมายในวัฒนธรรมไทยยุคบริโภคนิยม. วิทยานิพนธ์สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต (มานุษยวิทยา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 10. สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช 2484. [ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อ 30 มิถุนายน 2564 เข้าถึงได้จาก https://vajirayana.org/สาส์นสมเด็จ-พุ.... 11. สรวิชญ์ ฤทธิจรูญโรจน์. (2563). เมื่อสยามต้องการส่งออก "ข้าวแฝ่". เข้าถึงเมื่อ 30 กรกฎาคม 2565. เข้าถึงได้จาก https://m.museumsiam.org/dadetail2.ph... 12. สแตนเดจ, ทอม. (2565). ประวัติศาสตร์โลกใน 6 แก้ว. พิมพ์ครั้งที่ 7. แปลโดย คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์. กรุงเทพฯ: บุ๊คสเคป. 13. สุกัญญา สุจฉายา. “อาหารไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา.” วารสารมนุษยศาสตร์ 24, 2(กรกฎาคม-ธันวาคม 2560): 1-29. 14. สำนักราชเลขาธิการ. (2537). หนังสือจดหมายเหตุฯ The Bangkok Recorder. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) (พิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงศพ นายสมหมาย ฮุนตระกูล ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ธันวาคม 2536). 15. อรวรรณ วิชัยลักษณ์, พิสมัย พึ่งวิกรัย และณัฐธิดา ห้าวหาญ. (2557). การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการเกษตร. 16. Hewitt, Robert. (1872). Coffee: Its History, Cultivation, and Uses. New York: D. Appleton and company.  17. Kucukkomurler, Saime and Ozgen, Leyla. (2009). Coffee and Turkish Coffee Culture. Accessed July 30, 2022. Available from file:///C:/Users/HP-PT/Downloads/Coffee_and_Turkish_Coffee_Culture.pd


ชื่อเรื่อง                               ธมฺมจกฺกปฺปวตฺตนสุตฺต(ธรรมจักร) สพ.บ.                                  อย.บ.3/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           52 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           บทสวด             บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน ภาษามอญ เส้นจาร ฉบับทองทึบ ลานดิบ  ล่องชาด ได้รับบริจาคมาจาก วัดประดู่ทรงธรรม จ.พระนครศรีอยุธยา


        ระฆังสำริดมีจารึก          ศิลปะอยุธยา พุทธศักราช ๒๒๔๐         ปัจจุบันเก็บรักษาที่วัดป่าพฤกษ์ ตำบลบ้านแหลม อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี         ระฆังทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๔๐ ซม. สูง ๗๒ ซม. มีห่วงกลมสำหรับแขวน ตกแต่งเป็น         รูปเศียรนาค ๔ เศียร ตัวระฆังมีแถบคาดทั้งแนวตั้งและแนวนอน จุดตัดขอบแถบคาดทำเป็นปุ่มกลม          ปากระฆังผายออก มีตัวอักษรหล่อนูนระบุประวัติและศักราชการสร้างเป็นอักษรไทยอยุธยา ภาษาไทย บริเวณแถบแนวนอน จำนวน ๓ บรรทัด อ่านโดยนายบุญนาค สะแกนอก นักภาษาโบราณ ๕ ตรวจสอบ อ่าน แปลโดยนางสาวเอมอร เชาว์สวน นักภาษาโบราณเชี่ยวชาญ กรมศิลปากร เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๔          คำจารึก “๑. พุทะสักราด ๒๒๔๐ปีเสดสังขะหยา ๗ เดีอนกับวัน ๑ มะหาสี วิเชียนไดสางรํคังไวกับไนพระ                       ๒. สาดห้นาเปนทองเจดสิบชัง หีมนพิจีดนิระมํนยูตำบํนละ ชองลํมไดหํลอๆวันสุกเดีอน อายแรมคำนีงปีชํหุลนัพะสํก                       ๓. ไดเรีก ๓๒ ชัน”        คำอ่าน “๑. พุทธศักราช ๒๒๔๐ ปี เศษสังขยา ๗ เดือน กับวัน ๑ มหาศรี วิเชียรได้สร้างระฆังไว้กับในพระ                     ๒. ศาสนา เป็นทองเจ็ดสิบชั่ง หมื่นพิจิดนิระมนอยู่ตำบลละ ชองลมได้หล่อ หล่อวันศุกร์ เดือน อ้าย แรมค่ำหนึ่ง ปีฉลู นพศก                     ๓. ได้ฤกษ์ ๓๒ ชั้น”          เนื้อความจารึกบนระฆังจากวัดป่าพฤกษ์สามารถให้ข้อมูลได้ว่า ระฆังใบนี้สร้างโดยขุนนางและพระเถระผู้ใหญ่ในปีพุทธศักราช ๒๒๔๐ ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย รัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา ระฆังใบนี้จึงเป็นตัวอย่างรูปแบบระฆังสำริดที่สร้างขึ้นสมัยอยุธยา แสดงให้เห็นถึงเทคนิคการช่างในการหล่อระฆังและการจารึกข้อความเป็นตัวอักษรนูนต่ำ          นอกจากนี้ยังพบระฆังซึ่งมีจารึกระบุศักราชชัดเจนว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีอีกสองแห่ง อันได้แก่ วัดโพธิ์คลาน และวัดพระรูป อาจสะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในการสร้างระฆังเพื่อถวายในพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับการสร้างพระพุทธรูป และสะท้อนให้เห็นว่าเมืองสุพรรณบุรียังคงเป็นเมืองที่ค่อนข้างมีความสำคัญในสมัยอยุธยาตอนปลาย


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           39/7ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              40 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 59 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


องค์ความรู้ เรื่อง กาพย์เรื่องพระไชยสุริยา บทหัดอ่านเขียนเรื่องมาตราตัวสะกดของสุนทรภู่ โดย นางสาวนิศารัตน์ แขงามขำ นักอักษรศาสตร์ กลุ่มภาษาและวรรณกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 134/7เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 170/7เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           7/1ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              52 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 58.5 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           50/2ประเภทวัดุ/มีเดีย                          คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                                34 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 57.5 ซม.หัวเรื่อง                                       พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           8/7ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              50 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 58.5 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


ก่อนที่ภาพร่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2454 วาดโดย กาลิเลโอ คินี (Galileo Chini) จิตรกรชาวอิตาเลียน จะได้รับการอนุรักษ์ในปัจจุบัน ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ภาพร่างดังกล่าวเคยเก็บรักษาอยู่ภายในคลังของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แล้วก่อนหน้านั้นภาพร่างนี้เคยอยู่ที่ไหนบ้าง? เมื่อไม่นานมานี้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ได้รับภาพถ่ายจากปกหนังสือ “ที่ระลึก วันตำรวจ ๑๓ ตุลาคม ๒๔๙๓” ในภาพถ่ายปรากฏภาพร่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของกาลิเลโอ คินี เป็นฉากหลังของงานพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานกระบี่แก่นายร้อยทุกเหล่าทัพ ภาพถ่ายนี้สร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับกาลิเลโอ คินี เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นหลักฐานที่ยืนยันถึงสถานที่อื่นซึ่งเคยติดตั้งภาพร่างชิ้นนี้ ก่อนจะถูกเคลื่อนย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สถานที่ในภาพจะเป็นที่ไหน งานพิธีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และภาพร่างของกาลิเลโอ คินี ติดตั้งไว้อย่างไร เป็นปริศนาที่ชวนให้สืบค้นกันต่อ หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับภาพถ่ายนี้เพิ่มเติม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป จะรีบอัพเดตให้ทุกท่านทราบต่อไป ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก คุณวิลาสินี ทองศรี และ อ.ประทีป สุธาทองไทย


ชื่อผู้แต่ง        วิสิทธิ์  จินตวงศ์  ชื่อเรื่อง         พจนานุกรมอักษรย่อและคำย่อชื่อ ครั้งที่พิมพ์     - สถานที่พิมพ์    กรุงเทพฯ    สำนักพิมพ์      บรรณกิจ ปีที่พิมพ์         ๒๕๒๓ จำนวนหน้า     ๒๑๔ หน้า รายละเอียด                    พจนานุกรมนี้เป็นการตอบสนองต่อคำเรียกร้องของวงการสื่อมวลชน ความต้องการพจนานุกรมคำย่อและคำย่อชื่อ และเพื่อให้ใช้ภาษาไทยที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงเป็นเครื่องมือช่วยให้ความสะดวกในการศึกษาหาความรู้ ดังที่มีการจัดทำเครื่องมือลักษณะนี้ขึ้นอย่างกว้างขวางในประเทศที่เจริญแล้ว


black ribbon.