ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,103 รายการ

ชื่อแบบฉบับ : มหานิพฺพานสุตฺต (ผูก 5) ชื่อเรื่อง : มหานิพพานสูตร (ผูก 5) เลขทะเบียน : ชม.บ.736/5 ผู้แต่ง : พระมหาขนานจิตตสรปัญญา                  ผู้สร้าง : สาธุเจ้ามโหสถ                     ปีที่สร้าง : จ.ศ.1078 (พ.ศ. 2259) จำนวน : 1  คัมภีร์  7 ผูก (หอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ มีผูก 1, 5, 7, 9-10, 12, 14)                              จำนวนบรรทัด : 5 บรรทัด                              จำนวนหน้า : 36 หน้า อักษร : ธรรมล้านนา                                      ภาษา : บาลี-ไทยล้านนา                 เส้น : จาร ฉบับ : ล่องชาด                                            ไม้ประกับ : ไม่มี                           ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน ประวัติ : พระมหาขนานจิตตสรปัญญา, สาธุเจ้ามโหสถ สร้าง จ.ศ.1078  (พ.ศ.2259)  ได้มาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่  เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2531 โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2568


ชื่อแบบฉบับ : ตำรายา (ผูก 1ง) ชื่อเรื่อง : ตำรายาแก้เลือด, ลม, ฝี เป็นต้น (ผูก 1ง) เลขทะเบียน : ชม.บ.3917/1ง ผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ                        ผู้สร้าง : ไม่ปรากฏ                   ปีที่สร้าง : ไม่ปรากฏ จำนวน : 1 คัมภีร์  10 ผูก  (หอสมุดแห่งชาติฯ เชียงใหม่ มีผูก 1, 1ก-1ฌ)         จำนวนบรรทัด : 5 บรรทัด             จำนวนหน้า : 76 หน้า อักษร : ไทย                               ภาษา : ไทย                           เส้น : จาร ฉบับ : ลานดิบ                            ไม้ประกับ : ไม่มี                      ประเภทเอกสารโบราณ : คัมภีร์ใบลาน            ประวัติ : ได้มาจากวัดสันผักแค  ต.ม่วงคำ  อ.พาน จ.เชียงราย  เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2531 โครงการ : พัฒนาระบบบริการห้องสมุดดิจิทัล หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่  ปี พ.ศ. 2568               


        ทองทีฆายุ ทองใหญ่, ม.จ. ตำราม้าของเก่ากับตำราลักษณม้า. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2475.        หนังสือเล่มนี้ บุตรธิดาพิมพ์สนองคุณในการพระราชทานเพลิงศพ พระตำรวจโท พระยาราชมานู (ถั่ว อัศวเสนา) เนื้อหาอธิบายถึงลักษณะม้า ตำราขี่ม้าและวิธีแก้ม้าพยศ วิธีแก้ม้าร้ายดีดขบ การตรวจม้า วิธีวัดม้าว่าด้วยสีม้า เครื่องหมายบนตัวม้า – ขวัญม้า และพรรณม้าต่าง ๆ


ชื่อเรื่อง                     โบราณคดีหนองราชวัตร 1 : ผลการดำเนินงานทางโบราณคดี ปี 2546ผู้แต่ง                       สุภมาศ ดวงสกุลประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือท้องถิ่น / หนังสือกรมศิลปากรISBN/ISSN                 978-974-417-053-8หมวดหมู่                   ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์เลขหมู่                      959.373 ส833บสถานที่พิมพ์               สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์                 สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรีปีที่พิมพ์                    2552ลักษณะวัสดุ               122 หน้า : ภาพประกอบ, กราฟ, แผนที่ ; 29 ซม.หัวเรื่อง                     แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร                               หม้อสามขา                               สุพรรณบุรี -- โบราณสถาน                               สุพรรณบุรี -- โบราณวัตถุสถาน                               สุพรรณบุรี -- แหล่งโบราณคดี ภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก         ผลการดำเนินงานทางโบราณคดี ของแหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร จังหวัดสุพรรณบุรี



        อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จัดกิจกรรมสุดพิเศษ "อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย" พบกับกิจกรรมท่องเที่ยวโบราณสถานยามค่ำคืนที่ปังที่สุดในนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ณ วัดไชยวัฒนาราม วัดพระราม พระราชวังจันทรเกษม และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา กำหนดการจัดกิจกรรมมีดังนี้          ช่วงที่ 1 Soft Opening ตลอดเดือนพฤศจิกายน 2568 (1 - 30 พ.ย. 2568) เปิดเข้าชมโบราณสถานยามค่ำคืนทุกวันศุกร์ - เสาร์ และ อาทิตย์ เวลา 18.30 - 21.00 น. (ชมโบราณสถานได้ถึง 21.30 น.)         ช่วงที่ 2 Grand Opening วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 กิจกรรมทางวัฒนธรรมต่อเนื่องตลอด 10 วัน โดยมี Highlight วันที่ 27 ธันวาคม 2568 พิธีเปิด “อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ” ณ วัดไชยวัฒนาราม และวันที่ 9 มกราคม ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2569 กิจกรรมทางวัฒนธรรมทุกค่ำคืนวันศุกร์ - เสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 18.30 - 21.00 น. (ชมโบราณสถานได้ถึง 21.30 น.)          ช่วงที่ 3 Last call ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 (6 - 28 ก.พ. 2569) เปิดเข้าชมโบราณสถานยามค่ำคืนทุกวันศุกร์ - เสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 18.30 - 21.00 น. (ชมโบราณสถานได้ถึง 21.30 น.)          ขอเชิญทุกท่านมารับลมหนาวด้วยกันที่อยุธยา ในงาน "อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย" สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3524 2525 Facebook: อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา Ayutthaya Historical Park https://www.facebook.com/AY.HI.PARK   


หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “คนจันท์” หรือ “คนเมืองจันท์” ซึ่งหมายถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดจันทบุรี แต่เคยสงสัยหรือไม่ว่า คนจันท์มีที่มาอย่างไร และมีรากเหง้าจากกลุ่มชนใดบ้าง รู้หรือไม่ไปกับพี่บรรณนี่สัปดาห์นี้ จึงขอชวนผู้อ่านไปค้นพบเรื่องราวความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ชาติพันธุ์ของคนจันทบุรี” เพื่อไปทำความรู้จักคนจันทบุรีที่มีหลากหลากชาติพันธุ์ จังหวัดจันทบุรีเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติยาวนาน ด้วยทำเลที่ตั้งติดทะเล มีภูเขา ป่าไม้ และทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นทั้งแหล่งตั้งถิ่นฐานและจุดพักของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติที่เดินทางเข้ามาค้าขายและตั้งรกราก คนจันท์ในปัจจุบันไม่ได้มีที่มาเพียงเชื้อสายเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานของหลายกลุ่มชน ได้แก่ 1. ชาวชอง เป็นชนพื้นเมืองเดิมที่อาศัยอยู่ในจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดใกล้เคียง มีภาษาพูด และวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของตนเอง มีการนับถือผีบรรพบุรุษ ตั้งแต่อดีตชาวชองดำรงชีวิตโดยการพึ่งพิงทรัพยากรจากป่า ทั้งการหาของป่า การปลูกเร่ว กระวาน และเครื่องเทศต่างๆ นับเป็นชาติพันธุ์ที่เก่าแก่และดั้งเดิมที่สุดในจันทบุรี ปัจจุบันชาวจันทบุรีที่มีเชื้อสายชาติพันธุ์ชองส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตอำเภอเขาคิชฌกูฏ อำเภอมะขาม และอำเภอโป่งน้ำร้อน 2. ชาวเขมร เนื่องจากจันทบุรีเคยเป็นชุมชนที่ได้รับอิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรมและศาสนาจากเขมร ปัจจุบันมีเขตแดนติดต่อกับประเทศกัมพูชา จึงมีหมู่บ้านชาวเขมรอยู่ตามแนวชายแดนหลายแห่ง เช่น บ้านแหลม บ้านโอลำเจียก และบ้านผักกาดในเขตอำเภอโป่งน้ำร้อน          3. ชาวจีน เมืองต่างๆ ทางแถบชายฝั่งทะเลตะวันออก อยู่ในเส้นทางการค้าทางทะเลระหว่างไทยและจีนมาแต่โบราณ จึงมีชุมชนของชาวจีนในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก เฉพาะที่จันทบุรีมีชุมชนชาวจีนดั้งเดิมอยู่ตามชายฝั่งทะเลหลายแห่งทั้งในเขตอำเภอขลุง แหลมสิงห์ และท่าใหม่ ส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงและค้าขายในเขตอำเภอเมืองจันทบุรีมีชุมชนชาวจีนเก่าเป็นชาวจีนฮกเกี้ยน อาศัยอยู่บริเวณริมแม่น้ำจันทบุรี เรียกว่าย่านท่าหลวง ชาวจีนเป็นผู้บุกเบิกกิจการหลายอย่าง เช่น การต่อเรือสำเภา การค้า รวมทั้งเป็นนายอากรเก็บส่วยด้วย           4. ชาวญวน หรือชาวเวียดนามที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในจันทบุรีตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย มีการย้ายที่ตั้งถิ่นฐานหลายครั้ง จนมาตั้งอยู่ในบริเวณปัจจุบัน คือ บริเวณริมแม่น้ำจันทบุรี มีพื้นที่ติดกับย่านท่าหลวงของชุมชนชาวจีน โดยชาวญวนมีโบสถ์คริสต์ (วัดโรมันคาทอลิกในปัจจุบัน) เป็นศูนย์กลางของชุมชนและเป็นศูนย์รวมจิตใจ ส่วนใหญ่ทำอาชีพค้าขาย งานช่างหัตถกรรมและช่างฝีมือ ต่อมาเมื่อชุมชนญวนแถบริมแม่น้ำจันทบุรีไม่สามารถขยายเขตออกไปได้ จึงได้แยกไปตั้งถิ่นฐานอาศัยที่อื่น เช่น อำเภอขลุง อำเภอท่าใหม่ และบ้านท่าแฉลบ           5. ชาวกุหล่า เป็นชนกลุ่มน้อยจากพม่าที่เข้ามาอาศัยอยู่ในจันทบุรีช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวกุหล่าเรียกตนเองว่า “ไต” แต่คนไทยจะเรียกว่า “ไทยใหญ่” ชาวเขมรจะเรียกชาวต่างชาติที่เข้าไปในเขมรว่า “กาลา” ชื่อกุหล่าก็เรียกตามภาษาเขมร แต่เพี้ยนเสียงเป็น “กุหล่า” ผู้สูงอายุของชาวกุหล่าเล่าให้ฟังว่า พวกเขาอพยพ “มาตามพลอย” โดยเริ่มเข้ามาทำพลอยที่ตำบลบางกะจะ ต่อมาอพยพไปยังบ่อไร่ ข้ามไปถึงบ่อไพลิน บ่อเวฬุ และกลับมาตั้งถิ่นฐานในจันทบุรีช่วงหลัง พ.ศ. 2499 จะเห็นได้ว่า คนจันทบุรีไม่ได้มาจากที่เดียว แต่เกิดจากการหลอมรวมของผู้คนหลายเชื้อชาติ การอยู่ร่วมกันของกลุ่มชนเหล่านี้ ทำให้จันทบุรีมีวัฒนธรรม ภาษา วิถีชีวิตที่หลากหลายและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวผู้อ่านที่สนใจเรื่องชาติพันธุ์จันทบุรี และประวัติศาสตร์ความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลงเมืองจันทบุรี สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ “จันทบุรีศึกษา” เรียบเรียงโดย อรุณ แพทย์โอสถ มีให้บริการที่ห้องจันทบุรี หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี   ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดจันทบุรี.  กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ, 2544. อรุณ แพทย์โอสถ.  จันทบุรีศึกษา (ฉบับเยาวชน) ประวัติศาสตร์ความเป็นมาและการเปลี่ยนแปลงเมืองจันทบุรี.  จันทบุรี: สำนักศิลปวัฒนธรรม     และพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี, 2562.  



        จังหวัดบุรีรัมย์ ขอเชิญเที่ยวงาน “ประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ประจำปี 2569” ระหว่างวันที่ 3 - 5 เมษายน 2569 ณ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ มาร่วมสัมผัสความมหัศจรรย์ของแสงอาทิตย์ที่สาดส่องตรง 15 ช่องประตู พร้อมชมความงดงามของขบวนแห่เทพพาหนะทั้ง 10 และการแสดงระบำอัปสราบุรีรัมย์ที่อ่อนช้อยและมนต์ขลัง โดยไฮไลต์สำคัญ จะได้พบกับชมขบวนแห่พนมรุ้งนฤปการ และขบวนอัญเชิญพระศิวะมหาเทพ, ชมการแสดง แสง สี เสียง สุดตระการตา, ช้อป ชิม ชิลล์ ที่ “ตลาดอารยธรรมวนัมรุ้ง”, ชมขบวนแห่และระบำอัปสราบุรีรัมย์ส่งท้าย


ชื่อเรื่อง                     การสงวนรักษาและบูรณะโบราณวัตถุสถานผู้แต่ง                       กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากISBN/ISSN                 -หมวดหมู่                   รวมเรื่องเบ็ดเตล็ด เลขหมู่                      069.4 ศ528กสถานที่พิมพ์               พระนคร สำนักพิมพ์                 โรงพิมพ์ การศาสนาปีที่พิมพ์                    2516ลักษณะวัสดุ               42 หน้า 26 ซม.หัวเรื่อง                     หนังสืออนุสรณ์งานศพ : รวมเรื่อง ภาษา                       ไทย บทคัดย่อ/บันทึก          รวบรวมเกี่ยวกับการสงวนรักษาและบูรณะโบราณวัตถุสถาน มีปาฐกถาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และกฏบัตรสากลแห่งเมืองเวนิช



อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ขอเผยแพร่ องค์ความรู้ประจำเดือนสิงหาคม ๒๕๖๘ เรื่อง "พระลีลาปูนปั้นประดับก้านฉัตรโบราณสถานเมืองศรีสัชนาลัย "ก้านฉัตร หมายถึง แกนกลางที่รองรับส่วนยอดของเจดีย์ทรงระฆัง ซึ่งมีลักษณะเป็นปล้องไฉนหรือบัวคลุ่มเถา โดยมีต้นกำเนิดจาก “ด้ามฉัตร” ที่เคยใช้ปักไว้บนเนินดินเหนือหลุมฝังศพในอินเดียโบราณ และต่อมาพัฒนาเป็นทรงระฆังของสถูปในศิลปะอินเดียเมืองศรีสัชนาลัยมีก้านฉัตรที่มีลักษณะเฉพาะ กล่าวคือ ก้านฉัตรของเจดีย์บางองค์ในเมืองศรีสัชนาลัยมีการประดับพระลีลาปูนปั้นเวียนรอบก้านฉัตร โดยในเมืองศรีสัชนาลัยพบการประดับพระลีลาปูนปั้นเวียนรอบก้านฉัตรเหลืออยู่เพียง ๓ วัด คือ เจดีย์ประธานของวัดช้างล้อมมีการประดับปูนปั้นพระลีลาอยู่โดยรอบจำนวน ๑๗ องค์ เจดีย์ประธานของวัดเขาสุวรรณคีรี และเจดีย์ของวัดสวนสักพระพุทธรูปลีลาปูนปั้นที่ประดับรอบก้านฉัตร มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปหมวดใหญ่แสดงอิริยาบถเดิน โดยพระบาทซ้ายก้าวไปข้างหน้า พระบาทขวายกส้นพระบาทขึ้นเล็กน้อย ยกพระหัตถ์แสดงปางประทานอภัย นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าการประดับก้านฉัตรเช่นนี้ น่าจะสื่อความหมายถึงอดีตพระพุทธเจ้า โดยได้รับแนวคิดมาจากศิลปะลังกา ซึ่งนิยมประดับบริเวณนี้ด้วยรูปเทวดา หรืออาจสื่อถึงพระพุทธองค์ขณะเผยแผ่พระพุทธศาสนา บางแนวคิดของนักวิชาการเสนอว่า รูปลีลาดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากท่านาฏศิลป์ เช่น "ปตากะหัสถ์" หรือ "หัสสยหัสต์" ที่นำมาประยุกต์ในงานประติมากรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปางลีลา นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศสกุล ทรงเสนอว่า “รูปพระพุทธองค์กำลังเสด็จลงมาจากดาวดึงส์ในศิลปะสุโขทัย คงได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะลังกาหรือศิลปะพม่า และกลายเป็นต้นเค้าของพระพุทธรูปลีลาลอยตัว สมัยสุโขทัย”พระพุทธรูปหรือพระสาวกปูนปั้นลีลาในสมัยสุโขทัย จากศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงระบุว่า พระองค์ได้สร้างประติมากรรมปูนปั้นใหญ่โตและมีความสำคัญมาก พระองค์เป็นผู้ทำนุบำรุงศาสนา สร้างศาสนสถาน สร้างพระพุทธรูปประดิษฐานจากที่ต่างๆ ด้วย และในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทนั้นเป็นผู้ใฝ่พระทัยทางศาสนามาก จนถึงกับแต่งหนังสือเกี่ยวกับศาสนาเรื่อง ไตรภูมิกถา ในปี พ.ศ. ๑๙๐๕ ก็ได้เสด็จออกบวช ประกอบหลักฐานจารึกหลายหลักที่กล่าวถึงการติดต่อกับลังกา ดังนั้นพระพุทธรูปปางลีลาหรือแนวคิดการประดับก้านฉัตรด้วยพระพุทธรูปลีลาในเมืองศรีสัชนาลัยจึงน่าจะเกิดขึ้นในสองรัชกาล รัชกาลใดรัชกาลหนึ่งเอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. “การศึกษาวิจัยเรื่อง วัดช้างล้อม” ในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย. กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี, ๒๕๓๐.ไกรสิน อุ่นใจจินต์. เจดีย์ทรงองค์ระฆัง ๓ แบบ ที่ศรีสัชนาลัย. เมืองโบราณ ๑๗, ๒ (เมษายน - มิถุนายน ๒๕๓๔) : ๕๖ - ๕๗.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พุทธศิลป์ไทยสายสัมพันธ์กับศรีลังกา. กรุงเทพฯ : บจก.ภาพพิมพ์, ๒๕๖๓.สำนักโบราณคดี ศิลปากร. ศัพทานุกรมโบราณคดี. นครปฐม : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗), ๒๕๕๐.


ชื่อเรื่อง                    วัดมหาธาตุ ชน. ส.05 ตำรายันต์และคาถาอาคมต่างๆประเภทวัสดุ/มีเดีย      สมุดไทยขาวหมวดหมู่                  ไสยศาสตร์ลักษณะวัสดุ              82; หน้า : มีภาพประกอบหัวเรื่อง                    ไสยศาสตร์  ภาษา                       บาลี-ไทย                อักษร                       ขอม-ไทยบทคัดย่อ/บันทึก        ว่าด้วยยันต์ และคาถาอาคม เช่นคาถาลงลูกประคำ คาถาเวชสุวรรณ ยันต์ลงแหวน ฯ ประวัติ                      ต้นฉบับจัดเก็บที่ วัดมหาธาตุ ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท



บทความจากนิตยสารศิลปากร ปีที่ ๕๔ ฉบับที่ ๒ เดือนมีนาคม - เมษายน ๒๕๕๔ คอลัมน์ถามมา-ตอบไป : ประเภทของการแสดงโขน โดยวันเพ็ญ พรเลิศวดี  เนื่องจากมีผู้สนใจทีชอบชมการแสดงโขนของกรมศิลปากร มีข้อสงสัยว่าการแสดงโขนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีกี่ประเภท อะไรบ้าง ท่านจะได้ทราบคำตอบจากในบทความนี้


black ribbon.