ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 51,711 รายการ
นายบพิตร วิทยาวิโรจน์ รองอธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยถึงแนวทางในการอนุรักษ์และฟื้นฟูเจดีย์ วัดศรีสุพรรณ จ.เชียงใหม่ กรมศิลปากรจะบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ โดยจะมอบหมายวิศวกรให้เข้ามาทำการประเมินสภาพและความปลอดภัยของพื้นที่บริเวณองค์เจดีย์ก่อนจะมอบหมายให้ทีมนักโบราณคดีเข้าทำการศึกษาและคัดแยกหลักฐานทางโบราณคดีร่วมกับจิตอาสาและอาสาสมัครจากสถาบันการศึกษา โดยระหว่างการดำเนินการจะมอบหมายให้ภัณฑารักษ์และนักวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ เข้ามาจัดทำทะเบียนและอนุรักษ์โบราณวัตถุไปพร้อมกัน นอกจากนี้ กรมศิลปากรยังมอบหมายให้นักจดหมายเหตุบันทึกเหตุการณ์ทุกขั้นตอน เพื่อจัดทำจดหมายเหตุเป็นองค์ความรู้เรื่องของการบูรณะองค์เจดีย์ในอนาคต ซึ่งภายหลังจากกระบวนการศึกษาทางโบราณคดีแล้วเสร็จ จะนำไปสู่การร่วมกันหาแนวทางการบูรณะหรือฟื้นฟูเจดีย์วัดศรีสุพรรณในลำดับต่อไป ทั้งนี้ ได้เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแจ้งความคืบหน้าการบูรณะพระธาตุเจดีย์วัดศรีสุพรรณแล้ว
บทความสัปดาห์นี้ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา เสนอ บทความที่เกี่ยวกับจังหวัดสตูลเรื่อง สินค้าที่ส่งออกไปต่างประเทศ ผ่านด่านศุลกากรเกาะนก พ.ศ. ๒๕๑๓ – ๒๕๒๖ด่านศุลกากรเกาะนก ตั้งอยู่ที่ตำบลตำมะลัง อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ในบริเวณใกล้เคียงกันมีด่านศุลกากรเกาะยาว เป็นด่านที่ตั้งอยู่ในทะเล ซึ่งอยู่บนเส้นทางการเดินเรือไปยังรัฐเปอร์ลิส รัฐปีนัง เกาะลังกาวี และประเทศสิงคโปร์ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ กรมศุลกากรได้ยกเลิกด่านศุลกากรเกาะนกและด่านศุลกากรเกาะยาว รวมเป็น ด่านศุลกากรสตูล ในปัจจุบันจากบัญชีเรือออกต่างประเทศของด่านศุลกากรเกาะนก พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๒๕๒๖ ถ่านไม้ป่าเลนเป็นสินค้าที่มีเรือบรรทุกผ่านด่านศุลกากรเกาะนกต่อเนื่องถึง ๑๓ ปี มีปริมาณการส่งออกไปยังต่างประเทศมากน้อยแตกต่างกันไป อาจเนื่องมาจากปัจจัยหลายอย่างทั้งเรื่องกลไกราคา ปริมาณความต้องการ และมาตรการควบคุมการส่งออกถ่านไม้ ด้วยปริมาณถ่านไม้ป่าเลนกว่า ๑,๖๖๕,๐๐๐ ตัน ที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ นอกจากการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงแล้ว ถ่านไม้เหล่านั้นถูกนำไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ ในรูปแบบใด และถ่านไม้ป่าเลนที่ผ่านด่านศุลกากรเกาะนกไปยังต่างประเทศนั้นเป็นถ่านที่ผลิตในจังหวัดสตูลเพียงแหล่งเดียวหรือเป็นสินค้าที่ผลิตมาจากพื้นที่อื่นด้วย เป็นประเด็นที่น่าสนใจในการศึกษาต่อไปซึ่งข้อมูลนี้พบได้จากเอกสารจดหมายเหตุชุดเอกสารด่านศุลกากรสตูล บัญชีเรือออกต่างประเทศ ด่านศุลกากรเกาะนก (พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๒๕๒๖) เเละในภาพถ่ายเก่าจากคุณลินจง โกยะวาทินขอเชิญทุกท่านศึกษาได้จากบทความ ดังนี้
องค์ความรู้หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา เรื่อง “สิริสาธรนารีรัตน์: พระภูษาไหมจากที่ราบสูงโคราช”
จากพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงมีพระทัยตั้งมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์แห่งศิลปาชีพ สืบสานอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาผ้าไทย โดยพระองค์ได้พระราชทานลายผ้า “ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่และสื่อความหมายถึงการส่งมอบความรักความสุขให้แก่ชาวไทย ในการนี้ กลุ่มทอผ้าต่างๆจึงได้นำลายผ้าพระราชทานไปรังสรรค์ผลงานออกมามากมาย และหนึ่งในความสำเร็จชาวจังหวัดนครราชสีมา ที่สามารถนำผ้าไหมยกดอกที่มีชื่อว่า “สิริสาธรนารีรัตน์” เข้ารับพระราชทานรางวัลได้สำเร็จ
ขอบคุณข้อมูลจากนายธงชัย พันธุ์สง่า ครอบครัวดีเทล ผู้ประกอบการโอทอปประเภทผ้า จากจังหวัดนครราชสีมารวบรวมและเรียบเรียงโดย นางรสสุคนธ์ ตั้งนภากร บรรณารักษ์ชำนาญการ
"เรื่องเล่าจากหลุมขุดค้น" ตอน อุลกมณี (Textite)
ในฐานะหลักฐานทางโบราณคดีที่พบจากขุดค้น
ณ แหล่งโบราณคดีบ้านห้วยหัน 2 ตำบลวังชมภู อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ
โดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ
อโรคยศาล แปลตามตัวอักษรได้ว่า ศาลาไร้โรค หรือก็คือศาสนสถานพยาบาลในสมัยเขมรโบราณ สร้างขึ้นตามพระราชดำริของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยบันทึกเอาไว้ในจารึกปราสาทตาพรหมว่า ทรงให้สร้างขึ้นมากถึง 102 แห่งในแต่ละวิษัยหรือเมือง ในจำนวนนั้นอยู่ในประเทศไทยถึง 30 แห่งด้วยกัน
อโรคยศาล จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือสถานพยาบาลสร้างด้วยไม้ ซึ่งใช้ในการรักษาผู้ป่วยจริงๆ และส่วนที่สองคือวิหารหรือบรรณาลัย
รูปแบบของศาสนสถานเขมรโบราณขนาดเล็กแบบหนึ่ง มีองค์ประกอบ คือ ปราสาทประธานอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีซุ้มประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออก ที่บริเวณมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปราสาท ประธานเป็นที่ตั้งของบรรณาลัย ซึ่งเป็นอาคารแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไป ด้านทิศตะวันตกของปราสาทประธาน นอกกำแพงแก้วทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีสระน้ำ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก สิ่งก่อสร้างเหล่านี้สร้างด้วยศิลาแลง
ศาสนสถานดังกล่าว บางแห่งได้พบรูปพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา (พระพุทธเจ้าผู้รักษาโรค ผู้มีประกายดั่งไพฑูรย์) บางแห่งพบศิลาจารึกของพระเจ้า ชัยวรมันที่ 7 ระบุว่า ที่แห่งนั้นเป็นอโรคยาศาล
ศาสนสถานดังกล่าว บางแห่งได้พบรูปพระพุทธเจ้ากษัชยคุรุไวฑูรยประภา (พระพุทธเจ้าผู้รักษาโรค ผู้มีประกายดั่งไพฑูรย์) บางแห่งพบศิลาจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ระบุว่า ที่แห่งนั้นเป็นอโรคยาศาล มีการพบจารึกที่บันทึก พระราชปณิธานของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในการสร้างอโรยคศาลมีความว่า
“โรคทางร่างกายของประชาชนนี้ เป็นโรคทางใจที่เจ็บปวดยิ่ง เพราะว่าความทุกข์ของราษฎร แม้มิใช่ความทุกข์ของพระองค์ แต่เป็นทุกข์ของเจ้าเมือง อีกทั้งมีจารึกเกี่ยวกับรูปพระพุทธเจ้ากษัชยคุรุไวฑูรยประภา ความว่า "พระองค์ได้สร้างโรงพยาบาล และรูปพระโพธิสัตว์ไภษัชยสุคตพร้อมด้วย รูปพระชิโนรสทั้งสองโดยรอบ เพื่อความสงบแห่งโรคของประชาชนตลอดไป "
ลักษณะของพระพุทธเจ้ากษัชยคุรุไวฑูรยประภาในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แตกต่างจากลักษณะของพระพุทธเจ้ากษัชยคุรุไวฑูรยประภา ที่ท่านจะถือหม้อยาอยู่ที่พระหัตถ์ เเต่ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ท่านจะมีลักษณะคล้ายกับพระวัชรธร (พระอาทิพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสูงสุดในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นิกายวัชรยาน)
จัดทำโดยนางสาวปิยาพัชร พองพรหม
นักเรียนฝึกประสบการณ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า นครราชสีมา
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 38/5ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 34 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 53 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 133/5เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 169/5 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 22/7ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 30 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54.5 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ. 6/5ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 30 หน้า : กว้าง 4.6 ซม. ยาว 56.5 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “มหาก...” จากเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง
พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “มหาก...” พบร่วมกับพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกองค์อื่น ๆ รวม ๗ องค์ จากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง
พระพิมพ์พระสาวก กว้าง ๔.๘ เซนติเมตร สูง ๙.๒ เซนติเมตร เศียรเรียบไม่มีอุษณีษะและเม็ดพระศกเหมือนพระพุทธรูป จึงสันนิษฐานว่าเป็นรูปพระสาวก มีพักตร์กลม ขนงต่อกันเป็นปีกกา เนตรเหลือบต่ำ นาสิกใหญ่ โอษฐ์แบะ ครองจีวรเรียบห่มเฉียงเปิดอังสาขวา หัตถ์ทั้งสองประสานกันในท่าสมาธิ นั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานหน้ากระดานเรียบ มีแผ่นหลังรูปสามเหลี่ยมปลายมน มุมล่างขวาหักหายไป ด้านหลังพระพิมพ์แบนเรียบ มีจารึกตัวอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี จำนวน ๑ บรรทัด ความว่า “มหาก” กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ หรือประมาณ ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว
นักวิชาการเสนอว่าจารึก “มหาก...” หมายถึงนามพระสาวกองค์หนึ่งในกลุ่ม “พระอสีติมหาสาวก” ซึ่งเป็นพระสาวกสำคัญจำนวน ๘๐ รูป ของพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์ภาษาบาลีของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท อาจแปลความได้ ๒ ประการดังนี้
๑. มาจากนาม “มหากสฺสโป” หมายถึง พระมหากัสสปะ ซึ่งเป็นเอตทัคคะในด้านผู้ทรงธุดงค์และสรรเสริญคุณของธุดงค์ นอกจากนี้ยังเป็นประธานและผู้ถามพระธรรมและพระวินัยในการสังคายนาครั้งที่ ๑ ด้วย ในการสังคายนาครั้งนี้มีพระอรหันต์สาวกประชุมกันจำนวน ๕๐๐ รูป ที่ถ้ำสัตตบรรณ ภูเขาเวภาระ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ภายหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ๓ เดือน มีพระอานนท์เป็นผู้ตอบพระธรรม พระอุบาลีเป็นผู้ตอบพระวินัย และพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นองค์อุปถัมภ์
๒. มาจากนาม “มหากจฺจายโน” หมายถึง พระมหากัจจายนะ หรือที่ในประเทศไทยนิยมเรียกว่า พระสังกัจจายน์ พระมหากัจจายนะเป็นเอตทัคคะในด้านแสดงธรรมย่อให้พิสดาร เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลมสามารถอธิบายขยายความได้ตรงตามพระพุทธดำรัสได้อย่างสมบูรณ์
เอกสารอ้างอิง
จิรัสสา คชาชีวะ. “คำ “เมตเตยยะ” ที่เก่าที่สุดที่ได้พบจากหลักฐานประเภทจารึกในประเทศไทย”. ดำรงวิชาการ ๒, ๓ (มกราคม - มิถุนายน ๒๕๔๖) : ๒๙ - ๓๘.
ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน : กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.
ปีเตอร์ สกิลลิ่ง และศานติ ภักดีคำ. “จารึกพระสาวกและจารึกพระเจ้าศุทโธทนะ พบใหม่ที่พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี.” ใน เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เรื่อง ความก้าวหน้าใน การศึกษาโบราณคดีและเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี. โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี, ๒๔ – ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๖.
ปัญญา ใช้บางยาง. ๘๐ พระอรหันต์ (ฉบับสมบูรณ์). กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, ๒๕๕๒.
ชื่อผู้แต่ง หอศิลปเพชรบุรี
ชื่อเรื่อง นิทรรศการศิลปกรรมของสมาคมศิลปสมัยใหม่แห่งสิงค์โปร์
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ กรุงเทพฯ
สำนักพิมพ์ ธนากิจการพิมพ์
ปีที่พิมพ์ ๒๕๑๘
จำนวนหน้า ๒๐ หน้า
รายละเอียด
หอศิลปเพชรบุรีและสมาคมศิลปสมัยใหม่แห่งสิงคโปร์ จัดแสดงผลงานศิลปของจิตรกรชาวสิงคโปร์ เพื่อให้ศิลปิน นักศึกษาและประชาชน ได้มีโอกาสทราบถึงวิวัฒนาการแห่งศิลปปัจจุบันของจิตรกรชาวสิงคโปร์ นับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดให้มีนิทรรศการของสมาคมขึ้นในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ให้ศิลปินมีโอกาสแสดงความสามารถในการสร้างสรรค์ศิลปในระดับที่สูงขึ้น
รายชื่อบุคคล จำนวน 1 ราย ที่มียอดเงินที่ยังค้างในบัญชี KTB Corporate Online (เลขที่บัญชี 0276034260)นายอิทธิพล วิรัตนภานุกรุณาติดต่อกลับ กลุ่มคลังและพัสดุ สำนักบริหารกลาง กรมศิลปากร โทร.02-126-6291-92 ต่อ 3043
องค์ความรู้ ส่งเสริมการอ่านผ่านออนไลน์ เรื่อง "วันพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า 3
วันพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งตรงกับวันที่ 31 มีนาคม 2330 และด้วยความสำนึกในพระเมตตาธิคุณและพระมหากรุณาธิคุณอันมีเป็นอเนกประการ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2535 กำหนดให้วันที่ 31 มีนาคม ของทุกปี เป็น "วันระลึกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า" หรือ "วันเจษฎา" เพื่อน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า รัชกาลที่ 3 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้าจอมมารดาเรียม ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เป็น สมเด็จพระศรีสุลาลัย ทรงพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2330 ณ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี มีพระนามเดิมว่า พระองค์ชายทับ สวรรคตเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 รวมพระชนมายุ 63 พรรษา กับ 11 วัน เสด็จดำรงในสิริราชสมบัติ 25 ปี 7 เดือน 23 วัน
ในปี พ.ศ. 2356 เมื่อพระชนพรรษาได้ 26 พรรษา ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าต่างกรม ทรงพระนามว่าพระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ โดยทรงได้รับการไว้วางใจพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้ทรงกำกับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา
พ.ศ. 2365 พระองค์ชายทับ ได้รับสถาปนาเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์กํากับราชการกรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตํารวจว่าการฎีกา นอกจากนี้ยังได้ทรงรับพระกรุณาให้แต่งสําเภาหลวงออกไปค้าขาย ณ เมืองจีน จึงได้รับพระสามัญญานามว่า "เจ้าสัว"
ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 2 ทรงพระประชวรและเสด็จสวรรคต โดยมิได้ตรัสมอบราชสมบัติให้แก่พระราชโอรสองค์ใด พระบรมวงศานุวงศ์ และบรรดาเสนาบดีผู้เป็นประทานในราชการจึงปรึกษากัน เห็นควรถวายราชสมบัติแก่พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ อันที่จริงแล้วราชสมบัติควรตกแก่เจ้าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เพราะเจ้าฟ้ามงกุฎ เป็นพระราชโอรสที่ประสูติจากสมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 2 โดยตรงส่วนกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นเพียงพระราชโอรสที่เกิดจากเจ้าจอมเท่านั้น แต่ทรงเจิญพระชนมายุมากกว่าเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งขณะนั้นยังทรงพระเยาว์และทรงผนวชอยู่ โดยที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งพระราชหฤทัยไว้แล้วว่าเมื่อสิ้นรัชกาลพระองค์แล้วจะคืนราชสมบัติ ให้แก่สมเด็จพระอนุชา ( เจ้าฟ้ามงกุฎ) ดังนั้นพระองค์จึงไม่ทรงสถาปนาพระบรมราชินี คงมีแต่เจ้าจอมมารดา
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชย์ในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2367 ขึ้น 7 คํ่า เดือน 9 ปีวอกฉศก มีพระชนมายุได้ 37 พรรษา
ในรัชสมัยของพระองค์ ไทยได้เกิดกรณีพิพาทกับญวน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเกรงว่าญวน จะมายึดจันทบุรีเป็นที่มั่นเพื่อทำการต่อสู้กับไทย จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิส บุนนาค) เป็นแม่กองออกมาสร้างป้อมค่าย และเมืองขึ้นใหม่ให้มีชัยภูมิดี เหมาะแก่การต่อสู้ข้าศึก ในปี พ.ศ. 2377 และเมืองใหม่นี้ก็คือ ค่ายเนินวง หรือปัจจุบันคือ โบราณสถานค่ายเนินวง ที่ตำบลบางกะจะนั่นเอง
พระองค์ทรงมีพระบรมราชคุณูปการแก่ประเทศและประชาชนด้านต่าง ๆ มากมาย ทั้งด้านการต่างประเทศ ด้วยพระปรีชาญาณอันสุขุมลึกซึ้ง ได้ทรงผ่อนปรนมิให้กระทบกระเทือนทั้งผลประโยชน์ของประเทศและสัมพันธไมตรีระหว่างกัน ส่งผลให้ชาติไทยคงความเป็นเอกราชตราบจนปัจจุบัน
ด้านเศรษฐกิจ บ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์ ด้านพระพุทธศาสนา ทรงเกื้อกูลการพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง และทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนที่สำคัญที่สุดแก่ประเทศไทย คือส่วนที่พระราชทานไว้แก่แผ่นดิน ซึ่งเก็บรักษาไว้ในถุงแดงจำนวนหลายหมื่นชั่ง ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงนำมาเป็นค่าชดใช้แลกเปลี่ยนอธิปไตยของชาติในกรณีพิพาทดินแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ร.ศ.112
ทั้งนี้ พระราชกรณียกิจตลอดเวลา 27 ปี แห่งการครองราชย์ ทรงสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน อันเป็นรากฐานแห่งความเจริญมาจนตราบทุกวันนี้
ประชาชนชาวไทยและรัฐบาลพร้อมใจกันสร้างพระราชานุสาวรีย์ ณ ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ หน้าวัดราชนัดดาราม เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2541 ทางราชการได้มีการถวายพระราชสมัญญาว่า "พระมหาเจษฎาราชเจ้า" และได้ไช้ชื่อวันว่า "วันที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า"
อ้างอิง : บุญเติม แสงดิษฐ์. วันสำคัญ. กรุงเทพฯ : พัชรการพิมพ์. 2541.
ที่ระลึกในพิธีเปิดหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี : อัมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ. 2533.
ผู้เรียบเรียง : นายประพนธ์ รอบรู้
นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี
เลขทะเบียน : นพ.บ.468/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 50 หน้า ; 4 x 53 ซ.ม. : ชาดทึบ-รักทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 161 (183-194) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : พิมพา--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม