ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,787 รายการ

        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านด้วยมาตรฐานด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย และการบริการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ได้รับการรับรองจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2 มาตรฐาน ได้แก่ 1. “ส้วมสะอาด ได้มาตรฐาน” (HAS : Health Accessibility Safety) 2. มาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (GREEN Health Attraction) เพื่อสร้างความมั่นใจในความสะอาด ความปลอดภัย และความสะดวกสบายสำหรับผู้มาเยือนทุกเพศทุกวัยมาเรียนรู้เรื่องราวอารยธรรมบ้านเชียง ชมมรดกโลกทางวัฒนธรรม และสัมผัสบรรยากาศแห่งการเรียนรู้อย่างสบายใจ ในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้มาตรฐานระดับประเทศ  “เที่ยวบ้านเชียงปลอดภัย...มั่นใจได้ทุกครั้ง”-------------------------------------------- Travel with Confidence, Enjoy Every Visit  The Ban Chiang National Museum warmly welcomes all visitors with high standards of cleanliness, safety, and environmentally friendly services  Certified with: “HAS” Standard Restroom Certification (Health Accessibility Safety) GREEN Health Attraction Certification These certifications reflect our commitment to providing clean, safe, accessible, and health-friendly facilities for visitors of all ages. Discover the story of Ban Chiang civilization, explore the UNESCO World Heritage cultural site, and enjoy a comfortable learning experience in a nationally certified tourist attraction  “Travel Ban Chiang Safely… Confidence Every Time”  


โครงการดำเนินการจัดประชุมสัมมนาถวายความรู้แด่พระสังฆาธิการและฆราวาสผู้สนับสนุนวัดในโครงการดูแลทรัพย์สินทางศิลปวัฒนธรรม ของชาติของพระสังฆาธิการ โดยจะดำเนินการจัดกิจกรรมดังกล่าวระหว่างวันที่ ๑๗ – ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๓ ณ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร อ.เมือง จ.สิงห์บุรี โดยกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมการประชุมสัมมนา ๖๐ รูป/คน



พิพิธิภัณฑสถานแห่งชาติเสมือนจริง ร้อยเอ็ด: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกตามดำริของ ศาสตราจารย์ ดร.ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) ซึ่งต้องการที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานเพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปหัตถกรรมอีสาน โดยเฉพาะเรื่องราวของผ้าไหมและผ้าพื้นเมือง ซึ่งในช่วงเวลานั้นกรมศิลปากร มีนโยบายในการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมืองโดยเฉพาะการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งใหม่ในจังหวัดที่ยังไม่มีพิพิธภัณฑสถาน จึงได้มีการนำเอาแนวความคิดทั้งสองส่วนมาผสมผสานกันและจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด     พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2536 (พุทธศักราช 2536) และเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 2540 ด้วยงบประมาณ 40 ล้านบาท เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลที่น่าสนใจของจังหวัดร้อยเอ็ด ด้านภูมิศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ รู้จักวิถีชีวิต ประเพณี และศิลปหัตถกรรม     พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ได้รับการประกาศเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด ลงวันที่ 20 กันยายน พุทธศักราช 2537 ในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 111 ตอนพิเศษ 43 หน้า 11 วันที่ 5 ตุลาคม พุทธศักราช 2537 และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พุทธศักราช 2541 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี  


นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วย นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ รองอธิบดีกรมศิลปากร ตรวจเยี่ยมการปรับปรุงพระที่นั่ง และอาคารต่างๆ ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) โดยมีนายพนมบุตร จันทรโชติ ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  ให้การต้อนรับ และนำชม  เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๘ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร


                           วันเสาร์ ที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๖ เวลาประมาณ ๐๙.๐๐-๑๒.๐๐ น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ได้จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๖ ขึ้น เพราะเราชาวพิพิธภัณฑ์เล็งเห็นความสำคัญของน้องๆ ทุกคน จึงได้จัดกิจกรรมเพื่อเปิดโอกาสให้น้องๆ ได้กล้าคิด กล้าแสดงออก และยังมีกิจกรรมสนุกมากมาย อาทิ การแสดงบนเวทีจากน้องๆนักเรียนโรงเรียนต่างๆที่เข้าร่วมกิจกรรม ยังมีเกมส์โยนห่วง เกมส์ยกขวด งานนี้เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเด็กๆได้มากมาย



อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 22 มีนาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด


ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรม Creative Fine Arts 2015: เศรษฐกิจสร้างสรรค์จากทุนทางวัฒนธรรม ประจำปีงบประมาณ 2558 ระหว่างวันที่ 14-16 สิงหาคม 2558 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร


        วันจันทร์ ที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ นายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการ เป็นประธานในพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม เพื่อนำมาจัดสร้างพระบรมโกศจันทน์ เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีนายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้างานโหรพราหมณ์  เป็นผู้อ่านโองการบวงสรวง มีข้าราชการและประชาชนร่วมงานเป็นจำนวนมาก        อนึ่ง ไม้จันทน์หอมนี้ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ได้คัดเลือกต้นไม้จันทน์หอมที่ยืนต้นตายตามธรรมชาติ จำนวน ๑๒ ต้น โดยจะดำเนินการตัด และแปรรูป พร้อมนำส่งมอบให้แก่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เพื่อนำไปจัดสร้างพระบรมโกศจันทน์ เพื่อใช้ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในลำดับต่อไป



                                    ชื่อผู้แต่ง         พระครูประจักษ์สุตกิจ(นพ รมย์)                     ชื่อเรื่อง           ประจักษ์ภาษิต เล่ม ๑ ครั้งที่พิมพ์       - สถานที่พิมพ์     นครศรีธรรมราช สำนักพิมพ์       โรงพิมพ์ศิริสวัสดิ์ ปีที่พิมพ์          2520             จำนวน            60      หน้า หมายเหตุ                  ประจักษ์ภาษิต เล่ม ๑ เป็นคำสอนโดยประพันธ์เป็นบทร้อยกรองประเภทกลอนแปดโดยพระครูประจักษ์สุตกิจ (นพ รมย์) ครูสอนพระปริยัติธรรมประจำวัดเทพกุญชร จังหวัดนครศรีธรรมราช


หมวดหมู่                        นิทานพื้นเมืองภาษา                            บาลี/ไทยอีสานหัวเรื่อง                          นิทานพื้นเมือง                                    นิทาน -- ไทยประเภทวัสดุ/มีเดีย            คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ                    24 หน้า : กว้าง 6 ซม. ยาว 60 ซม. บทคัดย่อ                      เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากพระอธิการเด่น ปญฺญาทีโป วัดคิรีรัตนาราม  ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ดำเนินการอนุรักษ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2534


สาระสังเขป               :      เทศนาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มี 3 กัณฑ์ด้วยกัน พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร ถวายเทศนากัณฑ์ที่ 1 ความในบุรพภาคว่าด้วยพระราชสันตติวงศ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ เมื่อยังดำรงพระยศเป็นหม่อมเจ้าพระสถาพรพิริยพรต ถวายเทศนากัณฑ์ที่ 2  ความในบุรพภาคว่าด้วยพระราชประวัติพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อก่อนเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ สมเด็จพระวันรัตน (แดง) เมื่อยังเป็นที่พระธรรมวโรดม ถวายเทศนากัณฑ์ที่ 3  ความในบุรพภาคว่าด้วยพระราชประวัติพระบาทสมเด็จฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้วผู้แต่ง                       :      จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จโรงพิมพ์                   :      โสภณพิพรรฒธนากรปีที่พิมพ์                   :       2469ภาษา                       :      ไทยรูปแบบ                     :       PDFเลขทะเบียน              :       น32บ1621จบ้เลขหมู่                      :       923.1593                                        น522จส


สังคโลก คืออะไร  “สังคโลก” หมายถึง เครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตขึ้นในรูปแบบของภาชนะ เครื่องประกอบสถาปัตยกรรม ตุ๊กตา เป็นต้น มีทั้งชนิดเคลือบน้ำยาและไม่เคลือบน้ำยา โดยมีการผลิตมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยไปจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง มีการพัฒนาทั้งรูปแบบและวิธีการผลิตจนสามารถส่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๐ – ๒๒ คำว่า “สังคโลก” นี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า เป็นถ้อยคำในภาษาจีนโดยคำว่า “สัง” น่าจะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า “ซ้อง” อันเป็นนามราชวงศ์ซึ่งปกครองประเทศจีนระหว่าง พ.ศ.๑๕๐๓ - ๑๘๑๙ เหตุด้วยเครื่องเคลือบชนิดเดียวกับสังคโลกนั้นเกิดขึ้นในเมืองจีนสมัยของราชวงศ์ซ้องมาก่อน ส่วนคำว่า “โกลก” หรือ “กโลก” ท่านว่ายังสืบไม่ได้ความ (มีนักวิชาการบางท่านเชื่อว่า คำว่า โกลก แปลว่า เตา เมื่อรวมกับคำว่า ซ้อง แล้ว อาจแปลความได้ว่า เตาแผ่นดินซ้อง)            อีกสมมติฐานหนึ่งเชื่อว่า สังคโลกน่าจะเพี้ยนเสียงมาจาก คำว่า “สวรรคโลก” ซึ่งเป็นชื่อเรียกของเมืองศรีสัชนาลัย หลังตกอยู่ภายใต้อำนาจของกรุงศรีอยุธยา โดยให้เหตุผลประกอบว่าสังคโลกเป็นสินค้าส่งออกไปขายยังต่างประเทศอย่างแพร่หลายในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๒ อันเป็นช่วงเวลาที่การค้ากับต่างชาติรุ่งเรืองมาก ด้วยเหตุที่เครื่องถ้วยดังกล่าวผลิตจากเมืองศรีสัชนาลัย หรือเมืองสวรรคโลก ผู้คนจึงได้เรียกชื่อเครื่องถ้วยประเภทนี้ตามแหล่งผลิต หากแต่ชาวต่างชาติที่ทำการค้ากับกรุงศรีอยุธยาออกเสียงเพี้ยนเป็น “สังคโลก” แทน


black ribbon.