ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,421 รายการ

***บรรณานุกรม***     ผดุงถิ่นยุคข่าวเศรษฐกิจ     ปีที่ 16(7)     ฉบับที่ 655(249)    วันที่ 1-15  มิถุนายน 2534







ชื่อเรื่อง                           ชมฺพูปติสุตฺต (มหาชมพูบดีสูตร)สพ.บ.                             177/3ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           22 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 55.5 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 มหาชมพูบดีสูตรบทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ภาษาบาลี-ไทย ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี



เนื่องในงานประเพณีสารทไทยกล้วยไข่และของดีเมืองกำแพงเพชร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร จึงจัดทำองค์ความรู้ เรื่อง งานวันสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร ซึ่งถือเป็นงานประเพณีประจำปีของเมืองกำแพงเพชร  งานสารทไทยกล้วยไข่เมืองกำแพงเพชร จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายกล้วยไข่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดกำแพงเพชร กล้วยไข่เมืองกำแพงเพชรมีความโดดเด่นตรงที่ผลดก ลูกโต เปลือกสีทอง เนื้อแน่น รสหอมหวาน จึงทำให้เมืองกำแพงเพชรได้ชื่อว่าเป็นเมืองกล้วยไข่ ทางจังหวัดกำแพงเพชรจึงได้จัดงานประเพณีนี้ขึ้นมาเป็นประจำทุกปี เพื่ออนุรักษ์สืบสานประเพณีการทำบุญวันสารทไทย และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดกำแพงเพชรด้วย โดยในงานจะมีการจัดขบวนแห่รถกล้วยไข่ ประกวดกล้วยไข่ดิบและกล้วยไข่สุก การประกวดธิดากล้วยไข่ การกวนกระยาสารท การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่น เป็นต้น เรียบเรียงข้อมูลโดยนางสาวมาริษา เสนอิ่ม พนักงานประจำห้องพิพิธภัณฑ์ ++++++++++++++++++++++++++++++ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ขอเชิญชวนเที่ยวงานประเพณีสารทไทยกล้วยไข่และของดีเมืองกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ ๑๗ - ๒๖ กันยายน ๒๕๖๓ ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองกำแพงเพชร  ไปเที่ยวงานกล้วยไข่แล้ว อย่าลืมแวะมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ด้วยนะคะ


          ประติมากรรมปูนปั้นรูปสิงห์ สภาพชำรุดเหลือเพียงส่วนใบหน้า มีตาโปน คิ้วหยักเป็นเส้นต่อกัน จมูกใหญ่ อ้าปากกว้าง แลบลิ้น มีร่องรอยของการปั้นแผงคอรอบใบหน้า ประติมากรรมชิ้นนี้น่าจะใช้สำหรับประดับส่วนฐานของศาสนสถาน เนื่องจากพบว่าส่วนฐานของโบราณสถานที่พบประติมากรรมชิ้นนี้ทำเป็นช่อง ซึ่งจากตัวอย่างสถาปัตยกรรมในวัฒนธรรมทวารวดีส่วนฐานที่เจาะเป็นช่องนี้มักประดับด้วยประติมากรรม ทั้งที่เป็นดินเผา หรือปูนปั้น บางครั้งปั้นเป็นเรื่องชาดก รูปคนแคระแบก หรือรูปสัตว์ เป็นต้น           ประติมากรรมรูปสัตว์ที่ช่างสมัยทวารวดีนิยมสร้างเพื่อประดับส่วนฐานของศาสนสถาน มักทำเป็นรูปช้างหรือสิงห์ เพราะเป็นสัตว์ที่มีอำนาจและพละกำลัง หมายถึงผู้พิทักษ์ ปกปักรักษา และค้ำจุนศาสนสถานแห่งนั้น ซึ่งมีต้นแบบและคติการสร้างมาจากศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ ทั้งนี้มีการพบหลักฐานประติมากรรมรูปสิงห์ประดับศาสนสถานในเมืองโบราณวัฒนธรรมทวารวดีหลายแห่งในภาคกลางของประเทศไทย เช่น เมืองโบราณโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี และเมืองนครปฐมโบราณ เป็นต้น ที่มีรูปแบบศิลปะแตกต่างกันไป น่าจะเกิดจากการผสมผสานศิลปะอินเดียซึ่งเป็นต้นแบบเข้ากับงานช่างท้องถิ่นแต่ละที่ จึงสามารถกำหนดอายุประติมากรรมสิงห์นี้ได้ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) ซึ่งเป็นช่วงที่ศิลปะทวารวดีเริ่มมีพัฒนาเป็นรูปแบบการทางศิลปะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ที่แตกต่างจากศิลปะอินเดียแล้ว           การพบประติมากรรมรูปสิงห์ ซึ่งไม่ใช่สัตว์ประจำถิ่นที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกว่าเมืองในวัฒนธรรมทวารดี ติดต่อกับอารยธรรมภายนอก ที่สำคัญคืออินเดีย ในช่วงก่อนช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔---------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง https://www.facebook.com/153378118193282/posts/1470400123157735/?d=n---------------------------------------------------บรรณานุกรม กรมศิลปากร. ศิลปะทวารวดี ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๕๒. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี : เมืองโบราณ, ๒๕๖๒. สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ., ศิลปะขอม. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๓๙.


องค์ความรู้ เรื่อง "สมุทรสาคร: แม่น้ำท่าจีนและและบ้านท่าจีน" เรียบเรียงข้อมูลโดย นางสาวสุกัญญา เรือนแก้ว ภัณฑารักษ์ชำนาญการ และออกแบบโดย นางสาวสุชานันท์ ชัยคำจันทร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี*เผยแพร่ข้อมูล : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร


เลขทะเบียน : นพ.บ.142/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  70 หน้า ; 4.6 x 55.5 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา  มีฉลากชื่อชุด : มัดที่ 85 (340-345) ผูก 4 (2564)หัวเรื่อง : สงฺคีติกถา (ปถมพระสงฺคายนา-จตุตถพระสงฺคายนา)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ขอมภาษา : บาลี-ไทยบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.89/11ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  54 หน้า ; 4.6 x 50 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา  มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 52 (103-117) ผูก 11 (2564)หัวเรื่อง : ธมฺมปทวณฺณนา ธมฺปทฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฐกถา (ธรรมบท)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.11/1-3 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : ซุยถัง เล่ม 4 ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2510 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว จำนวนหน้า : 346 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่ 12 จากทั้งสิ้น 35 เรื่อง จากหนังสือชุดภาษาไทย ขององค์การค้าคุรุสภาจัดพิมพ์ขึ้น เป็นการแปลพงศาวดารจีน ตามลำดับราชวงศ์กษัตริย์จีน สมัยราชวงศ์ซุย และ ราชวงศ์ถังตอนต้น (พ.ศ.1132-1161)


     เทศกาลตรุษจีน ตอนที่ ๒ จาก “เลี้ยงพระตรุษจีน” สู่ “พระราชพิธีสังเวยพระป้าย”      การพระราชกุศลตรุษจีนในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้กลับไปใช้ธรรมเนียมอย่างรัชกาลที่ ๓ คือ เลี้ยงพระที่พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ๓ วัน จัดให้มีเรือขนมจีนนำมาถวายเลี้ยงพระ ที่ท่าราชวรดิฐ รวมถึงโปรดให้พระเจ้าลูกเธอเสด็จไปปล่อยปลาทั้ง ๓ วัน ทำให้ “เกาเหลา” อาหารอย่างจีน ที่นำมาเลี้ยงครั้งรัชกาลที่ ๔ ได้หายไป จากการพระราชกุศลดังกล่าว แต่มีข้าราชการเชื้อสายจีน ประกอบอาหารอย่างจีนสำหรับเลี้ยงพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการในงานนั้นแทน      เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในพุทธศักราช ๒๔๐๘ มีการสร้างพระป้ายฉลองพระองค์ จารึกพระปรมาภิไธย ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระราชวังบวรสถานมงคล เพื่อเซ่นไหว้บูชาตามแบบจีน ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวที่โปรดแบบอย่างธรรมเนียมจีนในช่วงปลายพระชนมายุ ดังโปรดให้สร้างพระที่นั่งที่ประทับ และจัดสวนตามแบบจีน เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในพุทธศักราช ๒๔๑๑ มีการสร้างพระป้าย จารึกพระปรมาภิไธย สำหรับเซ่นไหว้ตามอย่างจีนด้วย แต่ไม่ปรากฏว่าสร้างขึ้นตั้งเมื่อใด หากสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในตอนต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และประดิษฐานอยู่ในพระที่นั่งมหิศรปราสาท      กระทั่งมีการสร้างพระราชวังบางปะอินในรัชกาลที่ ๕ กลุ่มข้าราชการ และพ่อค้าชาวจีนได้สร้างพระที่นั่งขึ้นหลังหนึ่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีนทั้งหลัง เมื่อแล้วเสร็จพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ” ในครั้งนั้น โปรดให้มีการสร้าง “พระป้าย” ขึ้นประดิษฐานไว้ในพระที่นั่งแห่งนี้ ดังมีพระราชปรารภว่า “...การแต้มป้ายเปนธรรมเนียมของชนจีนชาติ ซึ่งเปนผู้นับถือบรรพบุรุษย์เปนที่พึ่ง เพราะเขาถือว่าการที่บูชา เส้นสรวงบรรพบุรุษย์เปนข้อสำคัญ ที่จะแสดงให้ชนทั้งปวงเปนที่นับถือว่าเปนคนดี แลถือว่าเปนความเจริญแก่ตัวได้จริงด้วย...”      ทรงมีพระราชดำริว่า พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญได้สร้างที่สำหรับนมัสการ ตามอย่างลักษณะอาคารแบบจีน สมควรจะมีพระป้ายประดิษฐานไว้ จึงโปรดให้มีการ “แต้มพระป้าย” คือสร้างพระป้ายและ “แต้ม” หรือเจิม เพื่อสมมุติว่าได้อัญเชิญดวงพระวิญญาณมาสถิตยังพระป้ายดังกล่าว ประกอบด้วยพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระป้ายกรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ ประกอบพิธี ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยในวันที่ ๒๘ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๐๙ (พุทธศักราช ๒๔๓๓) แล้วอัญเชิญพระป้ายทั้งสอง นำมาประดิษฐานในพระที่นั่งเก๋ง ภายในพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน โดยโปรดเกล้าฯ ให้มีการฉลองพระป้าย มีทั้งพิธีพุทธ และพิธีตามแบบจีน และญวน มีการถวายเครื่องภัตตาหาร และเลี้ยงเครื่องเสวยตามแบบจีนตลอดงานรวมไปถึงมีการประกวดตั้งเครื่องโต๊ะแบบจีนด้วย ในระหว่างวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๕ ธันวาคม ศกนั้น      พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระราชวังดุสิตขึ้นในพุทธศักราช ๒๔๔๑ โปรดให้สร้างพระที่นั่งที่ประทับ ตลอดจนตำหนักของพระมเหสี พระเจ้าลูกเธอ เจ้าจอมมารดา และพระราชวงศ์บางพระองค์ในบริเวณดังกล่าว ถึงพุทธศักราช ๒๔๔๙ เมื่อพระที่นั่งอัมพรสถานแล้วเสร็จ จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ “พระป้าย” และพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาประดิษฐานไว้ ด้วยเหตุว่า   “...ในเวลาที่เสด็จมาประทับอยู่วังสวนดุสิตยังไม่มีสิ่งที่จะเปนที่ทรงนมัสการรลึกถึงพระเดชพระคุณ...” โปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงวังเชิญพระป้ายจากพระที่นั่งมหิศรปราสาทมาประดิษฐาน ณ ห้องพระพุทธนรสีห์ พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๕ (พุทธศักราช ๒๔๔๙)        พระป้ายที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตมีลักษณะพิเศษ คือ ประกอบด้วยพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องกษัตริยาธิราชพระหัตถ์ขวาถือพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายจีบเสมอพระอุระ เหมือนกับรูปพระสยามเทวาธิราช แต่พระพักตร์เหมือนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานในซุ้มเรือนแก้วแบบเก๋งจีน ทำด้วยไม้จันทน์ และมีพระป้าย เป็นแผ่นไม้จำหลักลายปิดทองมีจารึกพระปรมาภิไธยภาษาจีน อยู่หลังพระบรมรูป มีฉัตรทอง ๕ ชั้น ตั้งเบื้องซ้ายและเบื้องขวาของพระบรมรูปด้วย        จากหลักฐานข้างต้น แสดงให้เห็นว่า เมื่อถึงรัชกาลที่ ๕ การพระราชกุศลตรุษจีน ที่ปฏิบัติสืบมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๓ ได้มีพิธี “สังเวยพระป้าย” เข้ามาเพิ่มเติม อันเนื่องมาจากมีการสร้าง “พระป้าย” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นต่อมาเมื่อมีการสร้างพระที่นั่งเวหาศน์จำรูญซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบจีน จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระป้ายสำหรับประดิษฐานไว้ ณ ที่นั้นด้วย สันนิษฐานว่าพระราชพิธีสังเวยพระป้าย จะเริ่มมีมาตั้งแต่คราวนั้น ขณะที่การพระราชกุศลเลี้ยงพระตรุษจีนนั้นในช่วงประมาณครึ่งหลังของรัชกาลที่ ๕ ไม่ปรากฏว่าได้กระทำอีก โดยครั้งสุดท้ายที่ปรากฏหลักฐานคือในรัตนโกสินทรศก ๑๑๔ มีในราชกิจจานุเบกษาความว่า          “...วันที่ ๑๑ ที่ ๑๒ แลที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๑๔ สามวันนี้ เปนสมัยแห่งตรุศจีน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงาน จัดการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระสงฆ์ วันละ ๒๐ รูป ที่พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัยเช่นทุกปีมา...วันที่ ๑๒ แลที่ ๑๓ โปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธเสด็จออกทรงเลี้ยงพระสงฆ์ วันที่ ๑๒ สมเด็จพระวันรัตเปนประธานสงฆ์ ขุนนิพนธ์พจนาดถ์ อ่านประกาศเทวดา วันที่ ๑๓ หม่อมเจ้าพระธรรมุณหิศธาดา เปนประธานสงฆ์นายช่วงเปรียญอ่านประกาศสังเวย ในการพระราชกุศลนี้ มีกัปิยาหารสำหรับการตรุศจีนบรรทุกโคต่างถวายพระสงฆ์ แลการปล่อยสัตวเช่นทุกปีมา...”        การพระราชพิธีสังเวยพระป้ายที่พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต มีกำหนดการสังเวยในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑ ตามปฏิทินจีน ซึ่งก็คือวันตรุษจีน (วันขึ้นปีใหม่) เครื่องสังเวยพระป้ายจัดเป็นเครื่องคู่ ประกอบด้วย หัวหมู เป็ด ไก่ ขนมเข่ง ขนมเปี๊ยะ ซาลาเปา ผลไม้ กระดาษเงินกระดาษทอง วิมานเทวดาทำด้วยกระดาษ เรียกตามภาษาจีนว่า กิมฮวยอั้งติ๋ว ผ้าสีชมพู ประทัด ดอกไม้ ธูป เทียนเงิน เทียนทอง      เมื่อแรกเริ่มมีพระราชพิธีดังกล่าว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงจัดเครื่องสังเวยทูลเกล้าฯ ถวายมาโดยตลอดพระชนม์ชีพ ครั้นเมื่อสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถเสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงรับพระธุระ ทรงจัดเครื่องสังเวยทูลเกล้าฯ ถวายต่อมา ขณะที่เครื่องสังเวยพระป้ายที่พระราชวังบางปะอินแต่เดิม กรมท่าซ้ายจัดถวาย ต่อมาเป็นของหลวงจากสำนักพระราชวัง      ครั้นถึงในสมัยรัชกาลที่ ๙ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่วังสระปทุม รับหน้าที่จัดเครื่องสังเวยทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระเดชพระคุณสืบมา การพระราชพิธีสังเวยพระป้ายที่พระที่นั่งอัมพรสถานพระราชวังดุสิต หากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้เสด็จฯ มาทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระองค์เอง ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ซึ่งในปลายรัชกาล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันแต่เมื่อครั้งดำรงพระยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะเสด็จฯ แทนพระองค์ ทรงประกอบพิธีสืบมาจนเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วโปรดให้มีพระราชพิธีดังกล่าวเช่นเดิม และโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์เสด็จไปประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้าย ณ พระราชวังบางปะอินด้วยอีกแห่งหนึ่ง   ผู้เขียน : วสันต์ ญาติพัฒ ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี   ภาพประกอบ : พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สถานที่ประกอบพระราชพิธีสังเวยพระป้ายมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕   อ้างอิง จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาค ๑๓. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๗๙. (พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาณีรัตนกัญญา ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๙) จดหมายเหตุพระราชกิจรายวันในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช ๒๔๓๓. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ตีรณสาร, ๒๕๑๔.(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระ บรมราชานุญาตให้พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงลัย เทพาธิบดี (ลัย บุนนาค) ต.จ. ณ เมรุวัด ธาตุทอง วันอาทิตย์ที่ ๑๔พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๔) จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. กรุงเทพฯ : แสงดาว, ๒๕๕๖. ราชกิจจานุเบกษาในรัชกาลที่ ๔.กรุงเทพฯ :สำนักราชเลขาธิการ, ๒๕๓๗. (ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พิมพ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายประกอบ หุตะสิงห์ ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลา อิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ ๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗) ศิลปากร, กรม. พระราชพิธีสังเวยพระป้าย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๒๐.


black ribbon.