ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 48,853 รายการ
หนังสือเรื่อง เพลงยาวนิราศสุนทรภู่
ผู้เขียน : สุนทรโวหาร (ภู่), พระ, 2329-2398.
รวบรวม : เทพ สุนทรศารทูล
คำว่า "เพลงยาว" นั้นโบราณแบ่งออกเป็น ๕ ประเภทคือ
1.เพลงยาวสังวาส แปลว่าเพลงยาวที่แต่งถึงคนที่อยู่ร่วมกัน เข่นเพลงยาวที่แต่งเกี้ยวกัน
2.เพลงยาวนิราศ แปลว่า เพลงยาวที่่แต่งเมื่อจากบ้านจากคนรักไป พรรณาถึงความรักความอาลัยไปตามทาง ถึงตำบลบ้านไหนก็พรรณาถึงคนรัก เรียกว่า "สารสั่งทุกหย่อมหญ้า"
3.เพลงยาวสุภาษิต คือเพลงยาวที่แต่งคำสุภาษิตสอนใจคน เช่น เพลงยาวถวายโอวาท เพลงยาวสุภาษิตสอนหญิง เพลงยาวโลกนิติ
4.เพลงยาวพงศาวดาร เช่นเพลงยาวที่สุนทรภูแต่งพระราชพงศาวดารตามประราชประสงค์ของพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
5.เพลงยาวเสภา เช่นเพลงยาวเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน เรียกว่า เพลงยาวเหมือนกัน แต่เรียกสั้นๆว่า เพลงเสภา (มาจากคำว่า เสพาที แปลว่า เพลงเสแสร้งแกล้งว่าเล่น)
พระสุนทรโวหาร(ภู่ ภู่เรือหงส์) แต่งเพลงยาวไว้หลายเรื่อง ดูเหมือนว่าจะแต่งครบถ้วนเพลงยาวทุกอย่าง เพราะท่านชำนาญทางกลอนเพลงยาวมาก
ห้องบริการ 1 หอสมุดแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี เฉลิมพระเกียรติ
เลขหมู่ : 895.9112 ส798พ
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก กาญจนบุรี ขอเชิญชมนิทรรศการภาพจากหนังสือ "พระมาลา" ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ ๘ - ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๖ ณ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก กาญจนบุรี และ Page Facebook หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก กาญจนบุรี
กรมศิลปากร โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมโครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ครั้งที่ ๗ วันเสาร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๖ ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
--------------------------------------------
ภาคเช้า (เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๒.๐๐ น.)
การเสวนาวิชาการ เรื่อง “ประวัติศาสตร์จากตำนานและจารึก ในนิทรรศการพระพุทธรูปสำคัญในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ”
วิทยากรโดย นายเทิม มีเต็ม ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษาตะวันออก ผู้ทรงคุณวุฒิกรมศิลปากร
นายธนโชติ เกียรติณภัทร อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
ดำเนินรายการโดย นายศรัญ กลิ่นสุคนธ์ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
เริ่มลงทะเบียน เวลา ๐๘.๓๐ น. - ๐๙.๐๐ น.
-------------------------------------------
สำรองที่นั่งผ่านโทรศัพท์เท่านั้น / สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๔๐๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๓๓ ฝ่ายวิชาการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
(วันพุธ-อาทิตย์ เวลา ๐๘.๓๐ น. - ๑๖.๓๐ น.) ***รับจำนวนจำกัด***
-------------------------------------------
กรมศิลปากร สุดสร้างสรรค์ คว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้วยผลงาน AR Smart Heritage
วันที่ 5 ตุลาคมของทุกปีเป็น “วันนวัตกรรมแห่งชาติ” ซึ่งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้จัดประกวดรางวัล นวัตกรรมแห่งชาติขึ้นทุกปี ในปี 2566 นี้ กรมศิลปากร ได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ รองชนะเลิศอันดับ 2 ประเภทผลงานนวัตกรรมสื่อและการสื่อสาร จากผลงาน "AR Smart Heritage" ซึ่งพิธีมอบรางวัลนวัตกรรมได้ดำเนินการจัดขึ้น ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ 3 (ชั้น 5) สยามพารากอน
ขัน
ลักษณะ : ลักษณะดุนลายเป็นเทพนมกำลังร่ายรำจำนวน 8 คู่ ที่ก้นขันมีปุ่มสามปุ่ม มียี่ห้อตราแมวน้ำ เป็นของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัววชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงใช้หลังจากทรงหว่านข้าว ณ บึงไผ่แขก เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินทรงหว่านข้าว ณ บึงไผ่แขก อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2529
แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/thaifarmersnational/360/model/01/
ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/thaifarmersnational
#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรร่องรอยศาสนาฮินดู ในเมืองกำแพงเพชร..ฮินดูเป็นศาสนาหนึ่งที่เกิดขึ้นในอินเดีย มีวิวัฒนาการมาจากศาสนาพราหมณ์ เคารพบูชาตรีมูรติเป็นศูนย์กลาง ได้แก่ พระอิศวรหรือพระศิวะ พระนารายณ์หรือพระวิษณุ และพระพรหม.เมืองกำแพงเพชรปรากฏศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก แต่จากบันทึกการสำรวจพบพระอิศวรที่ศาลพระอิศวรกลางเมืองกำแพงเพชรโดยนายแม็คคาธี นายสำรวจทำแผนที่ฯ เมื่อ พ.ศ. 2424 อีกทั้งภาพถ่ายครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชร เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้นครั้งที่ 2 พ.ศ. 2449 ปรากฏภาพเทวรูปพระอิศวร เทวรูปบุคคลและเทวสตรีที่ศาลพระอิศวร เทวลัยในศาสนาฮินดูเพียงแห่งเดียวของเมืองกำแพงเพชร.ศาลพระอิศวร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 21 จากจารึกรอบฐานเทวรูปพระอิศวรระบุปี พ.ศ. 2053 เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง มีลักษณะฐานเขียงซ้อนลดหลั่นกัน ฐานเขียงชั้นล่างสุดมีขนาดกว้าง 11 เมตร ยาว 29 เมตร สูง 1.6 เมตร ด้านตะวันออกมีบันไดศิลาแลงขนาดกว้าง 1.8 เมตร ยาว 4 เมตร บนฐานมีทางเดินศิลาแลงขนาดกว้าง 1 เมตร เป็นแนวยาวไปจนถึงบันไดสู่ฐานชั้นที่สอง.ฐานชั้นที่สอง มีขนาดกว้าง 3.3 เมตร ยาว 4.5 เมตร สูง 0.9 เมตร เป็นฐานประดิษฐานพระอิศวรจำลองลักษณะประทับยืนอยู่บนแท่นศิลาแลงขนาดกว้างด้านละ 1.2 เมตร สันนิษฐานว่าเครื่องบนหลังคาทำด้วยไม้และชำรุดหักหายไป.เทวรูปพระอิศวรสำริด ขนาดสูง 210 เซนติเมตร ลักษณะประทับยืนมี 1 เศียร 2 กร พระพักตร์รูปเหลี่ยม พระขนงเชื่อมต่อกันเหนือสันพระนาสิก พระโอษฐ์เม้มเป็นเส้นตรง ทรงไว้พระทาฐิกะ (เครา) เป็นรูปสามเหลี่ยม กลางพระนลาฏมีพระเนตรที่สาม สวมกระบังหน้า เกล้าพระเกศารูปทรงกระบอกปรากฏอุณาโลม ประดับกุณฑลที่พระกรรณ ด้านข้างพระเศียรมีกรรเจียก สวมกรองศอที่ประดับลายประจำยามและมีพวงอุบะขนาดเล็กห้อยตกลงมา ส่วนองค์ท่อนบนคล้องสายยัชโญปวีตและสวมพาหุรัดในรูปของนาค สวมทองพระกร ทองพระบาท พระธำมรงค์ทุกนิ้ว ทรงภูษาโจงกระเบนสั้นจีบเป็นริ้ว คาดทับด้วยเข็มขัดที่ประดับด้วยพวงอุบะขนาดเล็ก และชักขอบผ้านุ่งด้านบนให้แผ่ออกเป็นรูปสามเหลี่ยมมีชายผ้าห้อยตกลงมาทางด้านหน้า รอบฐานเทวรูปปรากฏจารึกอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย ระบุปีพุทธศักราช 2053 มีข้อความว่า..“ศักราช 1432 (ปี) มะเมียนักษัตร อาทิตย พารเดือน 6 ขึ้น 14 ค่ำ ได้หัสตฤกษ์ เพลารุ่งแล้ว 2 นาฬิกา จึงเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ประดิษฐานพระอิศวรเป็นเจ้านี้ไว้ ให้ครองสัตว์สี่ตีนสองตีนในเมืองกำแพงเพชรแลช่วยเลิกศาสนา พุทธศาสตร์แลไสยศาสตร์แลพระเทพกรรมมิให้หม่นให้หมองให้ เป็นอันหนึ่งอันเดียว แลซ่อมแปลงพระมหาธาตุแลวัดบริพารในเมืองนอกเมือง และที่แดนเหย้าเรือนถนนทลาอัน เป็นตรธานไปเถิงบางพานขุดแม่ไตรบางพร้อ อนึ่งแต่ก่อนย่อมขายวัวไปแก่ละว้า อันจะให้ขายดุจก่อนนั้นก็ห้ามมิให้ขาย อนึ่งเมื่อทำนาไซร้ ย่อมข้าวพืชข้าวในนานั้นปลูกเอง มิได้เอาข้าวในยุ้งไปหว่านไปดำดังทั้งหลาย อนึ่งท่อปู่พระยาร่วงทำเอาน้ำไปเถิงบางพานนั้น ก็ถมหายสิ้นและเขาย่อมทำนาทางฟ้า และหาท่อนั้นพบ กระทำท่อเอาน้ำเข้าไปเลี้ยงนา ให้เป็นนาเหมืองนาฝาย มิได้เป็นทางฟ้า อันทำทั้งนี้ ถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จบพิตรพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ฯ”. โดยสมเด็จบพิตรพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์นั้น สันนิษฐานว่าหมายถึงสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ผู้เสวยราชสมบัติเมืองอยุธยาสมัยนั้นพระองค์หนึ่ง (ครองราชย์ พ.ศ. 2034 - 2072) และพระเจ้าอยู่หัวองค์ก่อนหน้านี้ คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (ครองราชย์ พ.ศ. 2031 - 2034) เนื่องจากพระอาทิตยวงศ์ พระราชโอรสในสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ผู้ที่ได้รับการสถาปนาเป็นอุปราชครองเมืองพิษณุโลก และขึ้นครองราชสมบัติพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 หน่อพุทธางกูร ในเวลาต่อมา (ครองราชย์ พ.ศ. 2072 - 2076) หากพิจารณาตามพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์กล่าวว่า พระอาทิตยวงศ์เสด็จฯไปครองเมืองพิษณุโลกใน พ.ศ. 2069 อันเป็นเหตุการณ์ภายหลังปี พ.ศ. 2053 ที่ปรากฏบนฐานเทวรูปพระอิศวร.เมื่อ พ.ศ. 2426 เทวรูปพระอิศวรถูกลักลอบตัดพระเศียรและพระกรทั้งสองข้างโดยชาวเยอรมันชื่อนายรัสมันต์ (J.E. Rastmann) เพื่อนำออกนอกประเทศ แต่กงสุลเยอรมันไม่เห็นชอบด้วยจึงอายัดไว้ พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายไทยทราบ หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงมีรับสั่งให้พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ อธิบดีกรมช่างสิบหมู่ นำพระเศียรและพระกรเชื่อมติดกับองค์เทวรูปดังเดิม เมื่อมีการจัดตั้งมิวเซียมหลวงในบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคล ได้อัญเชิญเทวรูปพระอิศวรมาประดิษฐานไว้ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ต่อมามีการย้ายองค์เทวรูปไปจัดแสดงในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และในปี พ.ศ. 2514 จึงอัญเชิญมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกำแพงเพชร..นอกจากนี้ยังพบเทวรูปบุคคลสำริดสันนิษฐานว่าเป็นพระนารายณ์ คงเหลือส่วนท่อนองค์ ขนาดสูง 65 เซนติเมตร ลักษณะเครื่องทรงมีกรองศอประดับด้วยลวดลายเครือเถา ดอกไม้ก้านขด บริเวณพระอุระประดับทับทรวงตกแต่งด้วยลายดอกกลมในกรอบลายประจำยามล้อมรอบด้วยแนวไข่ปลา ต้นพระกรทั้งสี่สวมพาหุรัดที่ประดับลายดอกกลมสลับลายดอกไม้สี่กลีบ พระภูษาทรงหรือผ้านุ่งส่วนชายพกทำเป็นจีบพลิ้วไหว ลักษณะลวดลายที่ปรากฏบนเครื่องทรงสามารถเทียบเคียงได้กับลวดลายบนเครื่องทรงเทวรูปพระอิศวร .เทวสตรีสำริด ลักษณะพระเศียรและพระกรทั้งสองข้างหักหายไป ส่วนองค์ท่อนบนเปลือย สวมกรองศอที่มีพวงอุบะขนาดเล็กห้อยอยู่โดยรอบ ต้นพระกรทั้งสองข้างสวมพาหุรัดที่ตกแต่งด้วยลายรักร้อย ทรงนุ่งผ้ายาวกรอมพระบาท ชายผ้าที่ห้อยตกลงมาทางด้านหน้าถูกตกแต่งด้วยลายดอกไม้ ขอบผ้านุ่งบริเวณพระโสณีเว้าลงมาค่อนข้างต่ำ คาดทับด้วยเข็มขัดมีอุบะขนาดเล็กห้อยประดับ และชักชายพกออกมาคลุมพระโสณีทั้งสองข้าง พระบาทหักหายไป ลวดลายบนเครื่องทรงเทวสตรี เช่น ลายประจำยาม ลายดอกไม้กลม ลายรักร้อย นั้นเป็นลวดลายลักษณะที่ประดับบนประติมากรรมรูปช้างที่เจดีย์ประธานวัดช้างรอบ เมืองกำแพงเพชร ซึ่งประติมากรรมรูปช้างดังกล่าวมีการประดับสร้อยคอลักษณะคล้ายกับลายที่ปรากฏบนชายผ้านุ่งของเทวรูปพระอิศวร..การสถาปนาเทวรูปพระอิศวรและเทพในศาสนาฮินดูไว้กลางเมืองนั้น แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้เจ้าเมืองและชาวเมืองกำแพงเพชรจะนับถือพุทธศาสนาเป็นหลัก แต่ก็มีการอุปถัมภ์ศาสนาฮินดู ด้วยเหตุว่าพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพระราชพิธีต่างๆให้กับราชสำนัก และเป็นผู้รักษาคัมภีร์ธรรมศาสตร์ที่ใช้ในการปกครองบ้านเมือง...เอกสารอ้างอิงกรมศิลปากร. (2550). ศัพทานุกรมโบราณคดี. สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.กรรมการหอสมุดวชิรญาณ. (2450). พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์. โรงพิมพ์ไทย.จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (2547). เสด็จประพาสต้น ร.ศ. 125. สำนักราชเลขาธิการ.ผาสุข อินทราวุธ. (2524). รูปเคารพในศาสนาฮินดู (พิมพ์ครั้งที่ 2). มหาวิทยาลัยศิลปากร. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร. (2557). นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร. สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย กรมศิลปากร.มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. (2554). นามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทย. มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา.สามเพชร. (2547). รายงานการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์ศาลพระอิศวร. [เอกสารอัดสำเนา].สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา.สำนักหอสมุดแห่งชาติ. (2548). ประชุมจารึก ภาคที่ 8 จารึกสุโขทัย. กรมศิลปากร.อนันต์ ชูโชติ, ธาดา สังข์ทอง และนารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์. (2561). นำชมอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร (พิมพ์ครั้งที่ 4). สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย.อมรา ศรีสุชาติ. (2557). ของชิ้นเอกในกรมศิลปากร : นัยสำคัญจากเทวรูปพระอีศวรเมืองกำแพงเพชร. ศิลปากร 57(5), 96-107.
ชื่อเรื่อง สพ.ส.85 วิธีปลูกบ้านและตำรายาประเภทวัสดุ/มีเดีย สมุดไทยขาวISBN/ISSN -หมวดหมู่ โหราศาสตร์ลักษณะวัสดุ 143; หน้า : ไม่มีภาพประกอบหัวเรื่อง โหราศาสตร์ ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก ประวัติวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี มอบให้หอสมุดฯ วันที่ 15 ส.ค..2538
ชื่อเรื่อง ชุมนุมพระนิพนธ์และนิทานโบราณคดี (บางเรื่อง) และ ประเพณีทำบุญผู้แต่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ผู้แต่งเพิ่ม กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ รวมเรื่องทั่วไปเลขหมู่ 089.95911 ด495ชผสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น กรมมหาดไทยปีที่พิมพ์ 2504ลักษณะวัสดุ 100 หน้า หัวเรื่อง รวมเรื่อง พิธีทางศาสนาและพิธีกรรมภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกรวมเรื่องลักษณะการปกครองประเทศสยามแต่โบราณ การอำนวยพร และเรื่องโจรแปลกประหลาด และประเพณีทำบุญ รวมในเล่มเดียวกัน
องค์ความรู้ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี
เรื่อง แหล่งโบราณคดีเมืองงิ้ว
ผู้เรียบเรียง : นายอภิรัตน์ บุตรวงษ์ นักศึกษาฝึกประสบการณ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ผู้ควบคุมงาน: นายกฤษณพงศ์ พูนสวัสดิ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี
#เอื้องแซะ ดอกไม้สูงค่าแห่งล้านนาเอื้องแซะ ชื่อเต็มคือ เอื้องแซะหลวง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dendrobium scabrilingue Lindl. เป็นกล้วยไม้ชนิดที่เกาะอาศัยอยู่บนต้นไม้ชนิดหนึ่ง ขึ้นในที่สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 2,000-3,000 ฟุต ในเขตดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเทือกเขาตะนาวศรีเรื่อยไปจนเหนือสุดของประเทศไทย ดอกมีขนาด 1.5 นิ้ว ออกเป็นช่อตามข้อปลายยอด ช่อหนึ่งจะมี 1-3 ดอก และมีกลิ่นหอม กล่าวกันว่ากลิ่นหอมของดอกเอื้องแซะนั้น แม้ได้กลิ่นเพียงชั่วขณะหนึ่ง ก็ติดตรึงใจไปแสนนาน โดยจะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม สตรีชาวเหนือนิยมนำดอกไม้สดหรือดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมมาประดับผม เช่น ดอกสะบันงา ดอกพุทธหลวง ดอกมะลิ รวมถึงดอกเอื้องแซะด้วย โดยนิยมปลูกเอื้องแซะใส่กระถางแขวนไว้ตามชายคาบ้าน และเชื่อกันว่าถ้าเอื้องแซะบ้านใดออกดอกในเดือนเมษายน ลูกสาวบ้านนั้นจะพบความรักนอกจากนี้ยังมีตำนานเกี่ยวกับการถวายดอกเอื้องแซะเป็นเครื่องบรรณาการ มีการบันทึกไว้ว่า ในสมัยที่พระเจ้าอินทวิชยานนท์เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (พ.ศ. 2413 – 2439) ดอกเอื้องแซะถือเป็นหนึ่งในเครื่องบรรณาการ โดยชาวลัวะที่อาศัยในดินแดนแถบเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน ได้ส่งมาถวายให้เจ้ามหาชีวิตหรือกษัตริย์ผู้ครองนครล้านนา เนื่องจากเป็นดอกไม้ป่าหายาก พบในพื้นที่สูง และมีกลิ่นหอมนาน เป็นของสูงสำหรับเจ้านายและเป็นดอกไม้พุทธบูชา จึงนับเป็นของสูงค่าจากผืนป่าสู่คุ้มหลวงแลหอคำ จนมีคำกล่าวว่า “เอื้องแซะ ของสูงค่า คนต่ำใต้ลุ่มฟ้าอย่าหมายได้ชมเชย” ในโคลงนิราศระยะทางเมืองนครเชียงใหม่ ประพันธ์โดยพระยาราชสัมภารากร (เลื่อน สุรนันท์) ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นข้าหลวงสามหัวเมือง ประจำเมืองเชียงใหม่ ในปีพ.ศ. 2426-2427 ได้บรรยายถึงการเดินทางไปราชการจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้พบเห็นขณะพำนักอยู่เมืองเชียงใหม่ ในตอนหนึ่งได้กล่าวถึงประเพณีของชาวลัวะในการถวายดอกเอื้องแซะให้กับเจ้าเมืองเชียงใหม่ด้วย ถือกันว่าผู้ใดได้ทัดเหน็บดอกเอื้องแซะ ผู้นั้นจะมีอายุยืนนาน ชาวลัวะจึงนิยมถวายแก่เจ้าเมือง และยึดเป็นประเพณีสืบมาเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสมณฑลพายัพ เมื่อ พ.ศ. 2469 ก็มีบันทึกกล่าวถึงชาวลัวะที่เข้าเฝ้านำดอกเอื้องแซะมาถวายเป็นบรรณาการ ปรากฏในจดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนิรเลียบมณฑลฝ่ายเหนือพระพุทธศักราช 2469 นอกจากดอกเอื้องแซะจะเป็นเครื่องบรรณาการแก่เจ้าเมืองเชียงใหม่แล้ว ยังเป็นเครื่องบรรณาการของ “ล้านนา” เพื่อมอบให้แก่“กรุงรัตนโกสินทร์” อีกด้วย ดอกเอื้องแซะจึงนับเป็นดอกไม้สูงค่าที่ใช้เป็นเครื่องสักการะชั้นสูงเพื่อแสดงถึงความเคารพและจงรักภักดี แม้ปัจจุบันจะไม่มีการถวายเครื่องบรรณาการแล้ว ดอกเอื้องแซะก็ยังคงเป็นดอกไม้ที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และถูกนำมาใช้เป็นลายผ้าอัตลักษณ์ ประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชื่อว่า “ลายเอื้องแซะ ราชินีกล้วยไม้หอมแห่งเมืองสามหมอก” เรียบเรียงโดย นางสาวพิมพา สุธัญญาวัชชัย บรรณารักษ์ชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่บรรณานุกรมจดหมายเหตุเสด็จพระราชดำเนิรเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พระพุทธศักราช 2469. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, 2474.ฐาปกรณ์ เครือระยา. “ดอกเอื้องในพิธีกรรม ความเชื่อและวัฒนธรรมล้านนา” วารสารวิจิตรศิลป์. 11,2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2563): 177-206. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 7 พฤษภาคม 2564, จาก: https://so02.tci-thaijo.org/.../down.../205401/166394/866314ราชสัมภารากร (เลื่อน สุรนันท์), พระยา. โคลงนิราศระยะทางเมืองนครเชียงใหม่. เชียงใหม่: สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2543. สุมาลี ทองดอนแอ. เอื้องแซะหลวง. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2565, จาก: https://www.doa.go.th/pvp/wp-content/uploads/2020/11/เอื้องแซะหลวง1.pdf“เอื้องแซะ.” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ. 15 (2542): 8087.#บรรณารักษ์ชวนรู้สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
ชื่อเรื่อง : Bangkok in colourผู้แต่ง : ไม่ปรากฏ ปีที่พิมพ์ : ๑๙๗๐สถานที่พิมพ์ : Bangkok สำนักพิมพ์ : Soma Nimitจำนวนหน้า : ๕๖ หน้าเนื้อหา : หนังสือ Bangkok in colour จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Soma Nimit ตีพิมพ์เมื่อ คริสตศักราช ๑๙๗๐ เป็นหนังสือสมุดภาพสี พร้อมคำบรรยายภาษาอังกฤษ อธิบายเกี่ยวกับสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทยเช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง พระบรมรูปทรงม้า วัดเบญจมบพิตรสถิตมหาสีมาราม อนุสาวรีย์พระบามสมเด็จสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวราราม ขบวนพระยุหมาตราชลมารค ตลาดน้ำ การแสดงนาฏศิลป์ไทย มวยไทย การทำบุญตักบาตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ป้อมมหากาฬ ถนนเยาวราช สถานเสาวภา วัดบวรนิเวศวิหาร ถนนสุริวงศ์ วัดราชบูรณะ โรงละครแห่งชาติ โรงแรมดุสิตธานี เป็นต้นเลขทะเบียนหนังสือหายาก : ๔๒๗เลขทะเบียนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ : E-book_๒๕๖๗_๐๐๐๓หมายเหตุ : โครงการจัดเก็บและอนุรักษ์หนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ สื่อโสตทัศนวัสดุ และเอกสารโบราณ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๗
นิทรรศการ “พระเมตตาแผ่ไพศาล ในหลวง เสด็จพระราชดำเนิน กาญจนบุรี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบจัดทำโดย นางสาวอัญชลี จินดามณี บรรณารักษ์ปฏิบัติการ
แหล่งข้อมูล- หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี- สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาญจนบุรี. สมุดบันทึกภาพ ชุด จำหลักไว้ในกมล ชนชาวกาญจน์. [ม.ป.ท.]: [ม.ป.พ.], 2559.- สมาคมชาวกาญจนบุรี. ฉลองปีกาญจนาภิเษก ในหลวงของเรา เสด็จฯ จังหวัดกาญจนบุรี. กรุงเทพฯ: พิมพ์พรรณการพิมพ์, 2539.