ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 48,852 รายการ


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.12/1-5 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 13 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 19 – 21) ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2507 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : องค์การค้าคุรุสภา จำนวนหน้า : 388 หน้า สาระสังเขป : หนังสือประชุมพงศาวดาร เล่ม 13 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 19 – 21) มีเนื้อหาประกอบด้วย 3 ภาคดังนี้ ประชุมพงศาวดารภาค19 มี 3 เรื่องคือ จดหมายเหตุหอสาตราคม จดหมายเหตุของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ จดหมายเหตุของ เซอร์แฮรีออด เจ้าเมืองสิงคโปร์ ขึ้นมาเฝ้าสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่หว้ากอ ประชุมพงศาวดารภาค20 จดหมายเหตุเรื่องทางไมตรีระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงญี่ปุ่น เรียบเรียงโดย เซอร์ เออร์เนสต์ เมสัน ซาเตา ประชุมพงศาวดารภาค21 จดหมายเหตุเรื่องพม่าเจรจาความเมืองในระหว่างไทยกับพม่า


     เรือนไทดำ หรือเรือนกระดองเต่า คือเรือนที่มีหลังคาคลุมคล้ายกระดองเต่า มีที่มาจากนิทานเก่าแก่ของชาวไทดำว่า มียักษ์คอยจับกินมนุษย์เป็นอาหาร ชาวไทดำผู้มีสติปัญญา สามารถแก้ไขปัญหาได้มุดเข้าไปซ่อนตัวหลบอยู่ใต้กระดองเต่า ยักษ์มองไม่เห็น จึงทำให้รองพ้นจากอันตราย ชาวไทดำซาบซึ้งในบุญคุณของเต่า จึงสร้างบ้านทำหลังคารูปทรงกระดองเต่า เป็นธรรมเนียมแต่โบราณมา และจะแขวนกนะดองเต่าไว้ที่เสาบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล      ลักษณะเรือนไทดำ เป็นเรือนยกพื้นสูง  ผสมผสานระหว่างเรือนเครื่องผูกและเรือนเครื่องสับ โดยโครงสร้างรับน้ำหนักจะใช้เสาและคานไม้เนื้อแข็ง ประเภทไม้แดง ประดู่ป่า หรือไม้สัก เนื่องจากเป็นไม้ที่มีในท้องถิ่น  เป็นเสาท่อนกลมยาว มีลักษณะเด่นคือจะคัดเลือกไม้ที่มีง่ามเพื่อใช้รองรับ คาน  โครงสร้างส่วนอื่นๆจะใช้ไม้ไผ่ ไม้รวก และใช้หวายเป็นเชือกผูกรัดยึดโครงสร้างทั้งหมดให้แน่นคงทน  หลังคามีระดับอกไก่สูงทำให้พื้นที่ ภายในเรือนมีความโอ่โถง หลังคามุงด้วยหญ้าแฝกหรืแต้นปรือ คลุมยาวลงมาถึงระดับพื้นเรือน เพื่อป้องกันลมหนาว เมื่อมองจากระยะไกลจะเห็นพียงหลังคาสูงเด่นตั้งอยู่บนเสาไม้ ส่วนหลังคาด้านหน้าและด้านหลังสร้างเป็นส่วนโค้งเชิดขึ้นมองดูคล้ายกระดองเต่า เกิดจากการประดิฐษ์ชิ้นส่วนโครงสร้างหลังคารับน้ำหนัก เรียกว่า กว่างตุ๊บ โดยใช้ไม้รวก นำมาผูกมัดรวมกันหลายลำเป็นท่อนยาว วางพาดด้านหน้า และด้านหลังเรือน เชื่อมต่อปลายชายคาด้านข้างทั้งสองด้าน ดัดโค้งเชิดสูงขึ้นได้ตามต้องการ เกิดเป็นหลังคาโค้งคลุมบริเวณพื้นที่ด้านหน้าและด้านหลังเรือน



กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์.  โคลงนิราศฉะเชิงเทรา.  กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2524.                  โคลงนิราศฉะเชิงเทรานี้ เป็นพระนิพนธ์ของกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ โคลงที่นิพนธ์เป็นนิราศทางเรือ สันนิษฐานว่าคงลงเรือแถวท่าช้างวังหลัง แล้วล่องลงไปตามลำแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงคลองสำโรง เดินทางผ่านบางพลี ศรีษะจรเข้ บ้านหอมสิน บ้านพร้าว บ้านผึ้ง ท่าสะอ้าน ทุ่งโพ สามภูดาษ บางตรูด บางพระ บางปรง สำปทวน ถึงแปดริ้ว และต่อไปถึงคุ้งพญาพายเรือบางขนาก บางแตน แม่น้ำชัยนาท เป็นสุดทางเพียงนั้น


คำช่างโบราณ ตอนที่ 1  เรื่อง "เจดีย์ : ที่มาและความหมาย" เพื่อทำความเข้าใจถึงคติการสร้างเจดีย์ และความหมายของเจดีย์แต่ละประเภท



ชื่อเรื่อง                         วินยธรสิกฺขปท (สิกขาบท)     สพ.บ.                           390/2 หมวดหมู่                       พุทธศาสนา ภาษา                           บาลี/ไทยอีสาน หัวเรื่อง                        พุทธศาสนา                                  พระวินัยปิฎก ประเภทวัสดุ/มีเดีย            คัมภีร์ใบลาน ลักษณะวัสดุ                   58 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55.2 ซม.  บทคัดย่อ เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี




ชื่อเรื่อง                                อฏฺฐมคฺคานิสสํสกถา (อานิสงส์มรรคแปด) สพ.บ.                                  232/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           52 หน้า กว้าง 4.5 ซ.ม. ยาว 57.5 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ชาดก                                           เทศน์มหาชาติ                                           คาถาพัน บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม ภาษาบาลี-ไทย เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                                ปฐมสมฺโพธิกถา  (ปฐมสมโพธิ์) สพ.บ.                                  215/6ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           52 หน้า กว้าง 4 ซ.ม. ยาว 57 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ชาดก                                           เทศน์มหาชาติ                                           คาถาพัน บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดกกม่วง ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                                สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (วิภังค์-มหาปัฏฐาน) สพ.บ.                                  377/7กประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           98 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 56.5 ซม.หัวเรื่อง                                 ธรรมเทศนา บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทย-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ-ล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


องค์ความรู้เรื่อง : พัฒนาการและการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เวียงท่ากานเรียบเรียงโดย : นางสาวนงไฉน  ทะรักษา                       นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่          เวียงท่ากานตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านท่ากาน ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ลักษณะภูมิประเทศของเมืองตั้งอยู่บนเนินในที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขา มีลำน้ำแม่ขาน ซึ่งเป็นสาขาย่อยของแม่น้ำปิง ไหลผ่านทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเมืองมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมน ขนาด ๕๘๐ x ๗๘๕ เมตร ก่อสร้างเป็นคันดิน ๒ ชั้น มีคูเวียงคั่นกลาง เวียงท่ากานปรากฏชื่อในเอกสารประวัติศาสตร์ของล้านนาว่า “พันนาทะกาน” เป็นเมืองที่มีบทบาทตลอดช่วงสมัยล้านนา พัฒนาการของเมืองโบราณแห่งนี้ พบหลักฐานตั้งแต่สมัยวัฒนธรรมหริภุญไชยต่อเนื่องจนถึงช่วงที่ล้านนาเสียเอกราชให้กับพม่า และได้รับการฟื้นเมืองอีกครั้งในสมัยเจ้ากาวิละ          ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาจากการขุดค้นทางโบราณคดี ชี้ให้เห็นว่าวัฒนธรรมที่เวียงท่ากาน น่าจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงราว ๆ พุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ เป็นอย่างน้อย หลักฐานหลายชิ้น ทั้งโครงกระดูกมนุษย์ โครงกระดูกม้า ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีน ลูกปัดหินคาร์เนเลียน เปลือกหอยทะเล ล้วนสะท้อนให้เห็นการติดต่อแลกเปลี่ยนกับชุมชนภายนอกที่อยู่ไกลออกไป แสดงให้เห็นว่าเวียงท่ากานเป็น “จุดแลกเปลี่ยนการค้า” มาตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๘ แล้ว           ในสมัยหริภุญไชยตอนต้น (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๖) พบร่องรอยกิจกรรมของมนุษย์ คือ การฝังศพในพื้นที่กลางเมือง โดยมีลักษณะการฝังศพที่แตกต่างจากแหล่งโบราณคดีประเภทแหล่งฝังศพอื่น ๆ ในภาคเหนือ จากการเปรียบเทียบลักษณะการฝังศพเช่นนี้ที่มีอายุสมัยอยู่ในช่วงไล่เลี่ยกัน ได้แก่ แหล่งโบราณคดีดงแม่นางเมือง ในอำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๕ – ๑๘ ซึ่งเมืองโบราณดังกล่าวพบโบราณวัตถุที่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมทวารวดี          การฝังศพของเวียงท่ากานนี้ โครงกระดูกแทบทุกโครง ถูกฝังในท่านอนงอเข่า โครงกระดูกบางโครงมีตำแหน่งของกระดูกที่ผิดแผกไปจากลักษณะกายวิภาค เนื่องมาจากการตัดเอ็น เพื่อมัดศพให้มีขนาดกระชับที่สุด โครงกระดูกที่พบมีทั้งเพศหญิงและเพศชาย ตั้งแต่วัยทารกไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ แต่โครงกระดูกทารกนั้น จะถูกฝังในท่านอนหงายเหยียดยาว โครงกระดูกที่พบในหลุมขุดค้นในวัดท่ากานที่ดำเนินการขุดค้นนี้ ประเมินขั้นต่ำได้ถึง ๖๐ โครง           หลักฐานทางโบราณคดีอันโดดเด่นอีกชิ้นหนึ่ง คือ โครงกระดูกม้า ซึ่งถือเป็นการค้นพบโครงกระดูกม้าที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีในประเทศไทย และม้าไม่ใช่สัตว์ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย นักวิชาการสันนิษฐานว่ามีการนำเข้าม้ามาในสมัยทวารวดี และปรากฏเรื่องราวในเอกสารจีนสมัยราวงศ์ถัง (พ.ศ.๑๑๖๑ – ๑๔๕๙) ว่าทูตทวารวดีเคยขอม้าพันธุ์ดีจากจีนแลกกับงาช้างและไข่มุก ซึ่งในช่วงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ นั้น ม้าถือเป็นสัตว์สำคัญที่มีการควบคุม ไม่สามารถซื้อขายได้อย่างเสรี โครงกระดูกม้าโบราณที่เวียงท่ากานนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้คนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย มีการนำม้ามาเลี้ยง ตั้งแต่ราว ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว และม้าตัวนี้ก็ถือเป็นม้าสำคัญ เนื่องจากมีการจัดท่าปลงศพเช่นเดียวกับโครงกระดูกมนุษย์ทั้งยังถูกฝังในพื้นที่สุสานเดียวกับที่ฝังศพมนุษย์อีกด้วย          สมัยวัฒนธรรมหริภุญไชยตอนปลาย (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๙) ในช่วงแรกของสมัยนี้ ผู้คนยังมีความเชื่อเกี่ยวกับพิธีกรรมการฝังศพอยู่ และพบร่องรอยโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบริเวณแหล่งฝังศพ พบร่องรอยหลุมเสากลม ปักเป็นคู่ ๓ จุด มีผังเป็นรูปสามเหลี่ยม พบร่องรอยของการใช้ไฟ ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์หลายชนิด ที่มีร่องรอยการสับตัด รวมทั้ง ยังพบตุ้มถ่วงแหแวดินเผา เหล่านี้แสดงถึงวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นบริเวณที่อยู่อาศัย จากหลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงระบบเศรษฐกิจการดำรงชีพ ที่ยังคงมีการล่าสัตว์ แม้จะเป็นชุมชนเกษตรกรรมสมัยประวัติศาสตร์แล้ว หรือการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ไม่ได้เป็นรูปแบบเดียวของระบบเศรษฐกิจ แต่ยังมีกลุ่มคนที่เป็นนายพรานดำรงอยู่ในสังคมด้วย ในช่วงกลางถึงปลายของชั้นวัฒนธรรมนี้ พบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาที่มีการตกแต่งแบบหริภุญชัย และพบเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากโลหะ ได้แก่ ชิ้นส่วนปิ่นปักผม และหัวหอก(?) รวมทั้งเปลือกหอยมุก เปลือกหอยเบี้ย รวมทั้ง ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีน นอกจากนั้น ยังพบผลิตภัณฑ์จากแหล่งเตาในล้านนาแล้ว ได้แก่ เครื่องถ้วยสันกำแพง และเครื่องถ้วยเวียงกาหลง ความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษเริ่มลดความสำคัญลง ความเชื่อเรื่องพุทธศาสนา เริ่มเข้ามาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ดังที่พบพระพิมพ์ดินเผาในชั้นดินชั้นบนของหลุมฝังศพ และเปลี่ยนเป็นสังคมพุทธศาสนามากขึ้นในสมัยล้านนา          หลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นว่าเวียงท่ากานเข้าสู่สมัยล้านนา คือ เริ่มพบชิ้นส่วนเครื่องถ้วยล้านนาในชั้นวัฒนธรรมหริภุญไชย ซึ่งปริมาณโครงกระดูกที่พบมีลดจำนวนลง และอาจกล่าวได้ว่าเวียงท่ากานเข้าสู่สมัยล้านนาอย่างเต็มตัวเมื่อพญามังรายได้นำต้นศรีมหาโพธิ์จากลังกาประทานปลูกในพันนาทะการ วัตถุทางวัฒนธรรมที่พบในชั้นดินสมัยล้านนานี้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านประเภทของหลักฐานอย่างชัดเจน โดยโบราณวัตถุที่พบจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ในศาสนสถาน ทั้งชิ้นส่วนประกอบสถาปัตยกรรม กระเบื้องดินเผา อิฐ กุณฑี แท่งหินบด และกล้องยาสูบ กระดูกสัตว์ที่พบหลากหลายชนิดก็หายไป พบเพียงกระดูกวัว-ควาย ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาที่พบก็มาจากแหล่งเตาของล้านนาและเครื่องถ้วยจีนที่สามารถกำหนดอายุได้ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๓ ขณะที่ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาพื้นเมืองซึ่งมีการตกแต่งแบบหริภุญชัยก็ยังพบตลอดมา ส่วนหลักฐานที่ยังสามารถพบเห็นได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน คือ โบราณสถานประเภทวัด ซึ่งมีการสำรวจพบทั้งสิ้น ๒๗ แห่ง ทั้งในและนอกกำแพงเมือง นอกจากหลักฐานสถาปัตยกรรมแล้ว ยังมีหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของเวียงท่ากาน คือ โถสมัยราชวงศ์หยวน ที่พบภายในกลุ่มโบราณสถานกลางเวียงที่แสดงให้เห็นฐานะของผู้เป็นเจ้าของ และสะท้อนให้เห็นความมั่งคั่งของเมืองแห่งนี้อีกด้วย          ------------------------------------------------------------




black ribbon.