ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,163 รายการ
เลขทะเบียน : นพ.บ.104/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 36 หน้า ; 4 x 53 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 60 (170-178) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : ฉลอง 8 หมื่นสี่พันขันธ์ --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.132/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 52 หน้า ; 5 x 58.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 78 (309-314) ผูก 3 (2564)หัวเรื่อง : สิงฺคาลสุตฺต (สิงคาลสูตร)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.88/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 4.5 x 52.4 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 51 (94-102) ผูก 1 (2564)หัวเรื่อง : วิสุทธิมคฺคปาพัตถพฺยาขฺยาน (วิสุทธิมัคปาฬัตถพยาขยาน)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.7/1-3
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง : เสาปัก ชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2510สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์คุรุสภาพระสุเมรุ จำนวนหน้า : 214 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่ 13 จากทั้งสิ้น 35 เรื่อง จากหนังสือชุดภาษาไทยที่องค์การค้าคุรุสภาจัดพิมพ์ขึ้น เป็นการแปลพงศาวดารจีน ตามลำดับราชวงศ์กษัตริย์จีน พงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์ซุย และราชวงศ์ถังตอนต้น (พ.ศ.1132-1161)
“งู” โดยความเชื่อเรื่องนี้ ผูกพันกับสังคมไทยตั้งแต่ก่อนรับพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากลวดลายบนภาชนะดินเผายุคก่อนประวัติศาสตร์ในวัฒนธรรมบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี หรือหม้อเขียนสี เขียนลายงูพันกันในวัฒนธรรมบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี
นอกจากนี้ การบูชางูยังถือเป็นความนิยมในทางสากล เป็นสัญลักษณ์ของความอมตะ การลอกคราบเปรียบเสมือนการเกิดใหม่หรือการคืนชีพ ดังจะเห็นได้ว่าในวัฒนธรรมอียิปต์มีการประดับงูบนกระบังหน้าฟาโรห์ (Pharaoh) และงูยังอยู่ในฐานะผู้ล่อลวงอดัมและเอวาให้ละเมิดคำสั่งของพระเจ้า ส่วนงูที่ปรากฏเป็นเครื่องหมายทางการแพทย์ มีที่มาจากเทพนิยายกรีกเรื่อง “เอสคูลาปิอุส” ชายหนุ่มผู้มีความสามารถทางการแพทย์จนสามารถรักษาคนตายให้กลับมามีชีวิตได้ มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งขณะเอสคูลาปิอุสกำลังทำการบำบัดโรคให้ผู้ป่วย มีงูตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นมาพันคทา เป็นที่มาของเชื่อถือที่ว่างูเป็นผู้บันดาลความรู้และสติปัญญา ส่วนคทาเป็นเครื่องหมายของการป้องกันภัย
ทว่า ในประเทศไทย ภายหลังการสถาปนา “กรมสาธารณสุข” ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ขึ้นเป็นกระทรวง เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๕ แล้ว ทางราชการได้กำหนดรูปคบเพลิงมีปีกและมีงูพันคบเพลิงเป็นเครื่องหมายของ "กระทรวงสาธารณสุข" แม้ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับความหมายของคบเพลิง แต่จากการสันนิษฐานน่าจะมีความหมายเช่นเดียวกับคทา คือป้องกันภัย (ฆ่าเชื้อโรค?) รวมถึงเป็นแสงสว่างนำทางให้ผู้ศึกษาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อการรักษา
- เศียรนาคดินเผาลายขูดขีด คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ รับมาจากด่านศุลกากร ท่าอากาศยานดอนเมือง -
Post by Admin Sarun / Photo by Nai9Kob
ตำรา 12 เดือน คัดแต่สมุดขุนทิพมนเทียรชาววังไว้. กรุงเทพ : กรมศิลปากร, 2545. กล่าวถึงเนื้อหาในตำรา 12 เดือน คัดแต่สมุดขุนทิพมนเทียรชาววังไว้ ลักษณะการบันทึกข้อความในต้นฉบับหนังสือสมุดไทย อักขรวิธีพิเศษที่ปรากฏในต้นฉบับ และแบบแผนและขนบประเพณีในการปกครองบ้านเมืองของผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชสืบมาแต่โบราณ
พระพิมพ์ดินเผารูปพระพุทธเจ้ายี่สิบแปดองค์
(พระซาวแปดลำพูน)
สมัยหริภุญไชย พุทธศตวรรษที่ ๑๗ - ๑๘ หรือประมาณ ๘๐๐ - ๙๐๐ ปีมาแล้ว สูง ๑๐ เซนติเมตร กว้าง ๖ เซนติเมตร
ได้จากวัดพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน
จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย
พระพุทธรูปปางสมาธิ พบจากโบราณสถานพุหางนาคหมายเลข ๒ ตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง พระพุทธรูปปางสมาธิสำริด พระรัศมีเป็นลูกแก้ว อุษณีษะเป็นกะเปาะสูง เม็ดพระศกใหญ่ พระกรรณยาว พระเนตรเหลือบต่ำ พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์หนา พระศอเป็นปล้อง ครองจีวรเรียบห่มเฉียงเปิดพระอังสาขวา จีวรบางแนบพระวรกาย ชายสังฆาฏิซ้อนบนพระอังสาซ้ายปลายเป็นเขี้ยวตะขาบ เห็นขอบสบงเป็นเส้นโค้งบริเวณบั้นพระองค์ พระหัตถ์ซ้ายวางทับพระหัตถ์ขวาประสานกันบนพระเพลาในท่าสมาธิ นั่งขัดสมาธิราบ โดยพระชงฆ์ขวาทับพระชงฆ์ซ้าย เห็นฝ่าพระบาทขวา ปรากฏชายผ้าพับซ้อนด้านหน้าพระเพลาใต้ข้อพระบาทขวา พระพุทธรูปปางสมาธิองค์นี้ มีรูปแบบของชายสังฆาฏิที่ซ้อนบนพระอังสาซ้าย และชายผ้าพับซ้อนด้านหน้าพระเพลา คล้ายคลึงกันกับที่ปรากฏบนพระพิมพ์ดินเผาปางสมาธิ ซึ่งขุดพบจากโบราณสถานพุหางนาคหมายเลข ๒ แห่งนี้ และโบราณสถานแห่งอื่น ๆ ในเมืองโบราณอู่ทอง ได้แก่ โบราณสถานหมายเลข ๕ และโบราณสถานบ้านศรีสรรเพชญ์ ๓ ทั้งนี้ลักษณะชายผ้าที่ห้อยลงมาด้านหน้าพระเพลา อาจคลี่คลายมาจากชายผ้าของพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชร ศิลปะอินเดียแบบปาละ (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๗ หรือประมาณ ๙๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) โดยถือเป็นรูปแบบเฉพาะ ที่นิยมและปรากฏในพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งพบเป็นจำนวนมากในพื้นที่เมืองโบราณอู่ทอง พระพุทธรูปปางสมาธิองค์นี้พบร่วมกับโบราณวัตถุอื่น ๆ ได้แก่ ภาชนะดินเผา แผ่นตะกั่วรูปพระโพธิสัตว์ แผ่นตะกั่วรูปสตรี พระพิมพ์ดินเผาปิดทองคำเปลว และพระพิมพ์ดินเผามีจารึกระบุนามผู้สร้าง ซึ่งสามารถกำหนดอายุจากจารึกและรูปแบบศิลปกรรมได้ว่า มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ – ๑๕ (ประมาณ ๑,๑๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว) ดังนั้นพระพุทธรูปปางสมาธิองค์นี้จึงควรกำหนดอายุในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบปาละดังที่กล่าวถึงข้างต้น--------------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง สุพรรณบุรี --------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง ปรัชญา รุ่งแสงทอง. ผลการขุดแต่งโบราณสถานพุหางนาคหมายเลข ๒ กับการตอบคำถามเรื่อง “หินตั้ง”ที่ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี. พุหางนาคและคอกช้างดินร่องรอยพุทธและพราหมณ์บนเขา ศักดิ์สิทธิ์. สมุทรสาคร:บางกอกอินเฮ้าส์, ๒๕๖๑. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พระพุทธรูปและพระพิมพ์ทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๒. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี : วัฒนธรรมทางศาสนายุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.