ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,150 รายการ

เงี้ยวปล้นเมืองเชียงแสนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริปรับปรุงการปกครองทั่วพระราชอาณาจักร เพื่อดึงอำนาจรัฐเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น ซึ่งการปฏิรูปการปกครองดังกล่าว ทำให้ราษฎรในดินแดนล้านนาหรือมณฑลพายัพเกิดความไม่พอใจ เนื่องจากการถูกเกณฑ์แรงงานและการจัดเก็บภาษีระบบใหม่ รวมถึงบรรดาเจ้านายที่สูญเสียอำนาจไปเรื่อย ๆ ได้สนับสนุนพวกเงี้ยวให้ก่อกบฏ และในส่วนของพวกเงี้ยวเองก็มีความไม่พอใจสยามจากสนธิสัญญาเบาว์ริงที่ห้ามคนในบังคับของอังกฤษมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย รวมถึงการตัดไม้เพื่อสร้างบ้านหรือวัดในราชอาณาจักรสยาม หากเงี้ยวคนใดไม่มีหนังสือรับรองว่าเป็นคนในบังคับของอังกฤษก็ถือว่าเป็นคนของสยามและต้องเสียภาษีแทนการเกณฑ์แรงงาน ๔ บาทต่อปี เงี้ยวบางพวกอาศัยอยู่ในสยามมานานแต่ต้องการได้สิทธิพิเศษบางประการจากอังกฤษ จึงเข้าไปเป็นคนในบังคับของอังกฤษ เมื่อสยามบังคับใช้กฎหมายตามสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด พวกเงี้ยวเหล่านี้จึงต้องเสียสิทธิสภาพจากสยามไปโดยปริยาย จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจขึ้นโดยเฉพาะเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน จนนำไปสู่เหตุการณ์กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ พ.ศ. ๒๔๔๕ และได้ลุกลามไปในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย เมืองเชียงแสนเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ถูกพวกเงี้ยวก่อการจลาจล เอกสารจดหมายเหตุที่กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พบได้จากเอกสารรายงานสถานการณ์ของพระยาอุตรกิจพิจารณ์ ข้าหลวงประจำเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ ใบบอก โทรเลข ร่างจดหมาย ซึ่งส่งถึงเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าพระยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ข้าหลวงใหญ่ มณฑลพายัพ เสนาบดีมหาดไทย กรุงเทพ และเจ้าคุณยอดเมืองขวาง โดยในระยะนั้นมีโจรกลุ่มของพระยาศรีสองเมือง กับสล่าทุ เมืองอ๊อต นำกองกำลังเข้าตีเมืองเชียงแสน วางเพลิงที่ว่าการแขวงและบ้านเรือนราษฎร และมีแผนบุกเมืองเชียงราย แต่พระยาราชเดชดำรง (น้อย ไชยวงศ์) ญาติพี่น้อง แคว่น (กำนัน) แก่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) และราษฎร ออกมาป้องกันเมืองไว้ได้ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ หัวหน้าพวกเงี้ยว คือ สล่าทุ เมืองอ๊อตและสล่าป๊อกถูกยิงตาย พวกเงี้ยวที่เหลือจึงถูกขับไล่ไปหมด พระยาอุตรกิจพิจารณ์จึงขอประทานรางวัลให้แก่บุคคลที่ช่วยเหลือการปราบปรามพวกเงี้ยวเพื่อเป็นบำเหน็จรางวัลแห่งความกล้าหาญผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการอ้างอิง :๑. หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่.  เอกสารรายงานการก่อจลาจลของเงี้ยวเมืองเชียงราย.๒. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม. ๒๕๖๔. การปฏิรูปมณฑลพายัพของสยาม บีบบังคับให้เงี้ยวก่อกบฏ เมื่อ พ.ศ. 2445? (Online). https://www.silpa-mag.com/history/article_28848, สืบค้นเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๔.๓. เชียงใหม่นิวส์. ๒๕๖๑. “พระยารัตนาณาเขตร์” (น้อยเมืองไชย) เจ้าเมืองเชียงรายองค์สุดท้ายที่ถูกลืม (Online). https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/870910/, สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๔๔. สิริเดชะกุล. ๒๕๕๗. ย้อนรอยอาณาจักรเมืองเชียงแสน (Online). https://m.facebook.com/.../a.450220515.../548206211962945..., สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๔.


เลขทะเบียน : นพ.บ.201/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  14 หน้า ; 5 x 59 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 109 (141-147) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : ฉลองกระดูก  --เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.311/11ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 42 หน้า ; 4 x 54 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 126  (306-312) ผูก 11 (2565)หัวเรื่อง : ธมฺมปทวณฺณนา ธมฺมปทฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา(ธรรมบท)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


          วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๑๓.๓๐ น. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร เข้าพบนายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อหารือเรื่องที่ดินทำกินของชาวบ้านในเขตขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมืองโบราณศรีเทพ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในเขตโบราณสถาน โดยมีนางนงคราญ สุขสม ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี นางสาวมาลีภรณ์ คุ้มเกษม ผู้อำนวยการกลุ่มนิติการ นางเยาวภา โตสงวน วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบูรณ์ และเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร เข้าร่วมหารือในครั้งนี้ ณ ศาลากลางจังหวัดเพชรบูรณ์          จากนั้นเวลา ๑๔.๐๐ น. อธิบดีกรมศิลปากรพร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจโครงการบูรณะเจดีย์ทรงปรางค์ วัดไตรภูมิ จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมมอบแนวทางในการปรับปรุงการทำผนังดิน คันกั้นน้ำ ปรับปรุงระบบการระบายน้ำให้ดีขึ้น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อตัวโบราณสถานในอนาคต









       พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี        สมัยทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔        ได้มาจากพิพิธภัณฑสถาน จังหวัดพิษณุโลก        ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ ห้องทวารวดี อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร         พระพุทธรูปศิลา ส่วนพระเศียรและพระกรชำรุดหักหายไป (สันนิษฐานว่าแต่เดิมยกพระหัตถ์ขึ้นจีบพระหัตถ์ในท่าแสดงธรรม) พระวรกายแสดงการครองจีวรห่มเฉียง ประทับขัดสมาธิราบเหนือพาหนะรูปสัตว์ผสม เรียกว่า “พนัสบดี” ด้านข้างของพระพุทธรูป มีบริวารแสดงการพนมมือขึ้นมาทั้งสองข้างแต่ชำรุดหักหายไปค่อนข้างมาก        พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดีชิ้นนี้ตามประวัติ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ (ป่วน อินทุวงศ์) เมื่อครั้งขึ้นมาตรวจราชการที่จังหวัดพิษณุโลก ได้ถ่ายรูปส่งถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทอดพระเนตร และพระองค์มีลายพระหัตถ์ถึงมหาอำมาตย์ตรี พระยานครพระราม สมุหเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ความว่า    “...เปนของแปลกและยังไม่มีในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ของชะนิดนี้ไม่ใช่เปนฝีมือช่างทางฝ่ายเหนืออันจำเปนจะต้องรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานจังหวัดพิษณุโลก ฉันจึงได้จดหมายฉะบับนี้มาขอให้เจ้าคุณจัดการส่งพระพุทธรูปองค์นี้ลงไปยังพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร...” และได้ดำเนินการส่งพระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดีองค์นี้มาถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ในปีเดียวกัน          พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดีเป็นประติมากรรมที่พบอย่างแพร่หลายในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกของประเทศไทย เช่น เมืองนครปฐม เมืองซับจำปา (จังหวัดลพบุรี) เมืองศรีเทพ (จังหวัดเพชรบูรณ์) เมืองพระรถ (จังหวัดชลบุรี) เป็นต้น แต่ส่วนมากนิยมทำพระพุทธรูปทรงยืนขนาบข้างด้วยบริวาร ในกรณีพระพุทธรูปประทับนั่งมีตัวอย่างน้อยมาก ขณะที่พาหนะหรือพนัสบดีนั้นมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งแบบสัตว์ผสมและแบบรูปบุคคลถือดอกบัว         ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับความหมายของพระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดี ปัจจุบันได้รับการตีความใหม่ว่าน่าจะหมายถึงการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่เหนือเหล่าสรรพสัตว์ เนื่องจากคำว่า “พนัสบดี” (Vanaspati) หมายถึงเจ้าป่า ประกอบกับรูปแบบของสัตว์ผสมดังกล่าว มีลักษณะคล้ายกับครุฑ หรือ สิงห์ที่มีปีก* ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีสถานะเป็นเจ้าป่า นอกจากนี้พระพุทธรูปประทับเหนือพนัสบดีหลายชิ้นพบว่ามีการเจาะรูบริเวณกึ่งกลางและที่ด้านหลังมีเดือยยื่นออกมา ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่าเดือยและรูนี้ใช้สำหรับยึดติดกับดุมของธรรมจักร ซึ่งจักรเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระสุริยะที่ให้แสงสว่าง เช่นเดียวกับการเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนทางพุทธศาสนา        *ประติมากรรมสิงห์มีปีก มีตัวอย่างเช่น ปูนปั้นสิงห์มีปีกประดับส่วนฐานอาคารที่เมืองโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์     อ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. (๔)ศธ. ๒.๑.๑/๓๑๒. เอกสารกระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร เรื่อง ขอรับพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาศิลา สมัยทวารวดี จากพิพิธภัณฑสถาน จังหวัดพิษณุโลก (๔ กรกฎาคม - ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๕). ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะทวารวดี วัฒนธรรมยุคแรกเริ่มในดินแดนไทย. นนทบุรี:  เมืองโบราณ, ๒๕๖๒.




          กรมศิลปากร กำหนดจัดการเสวนาทางวิชาการประกอบนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก”  ในหัวข้อ “ไทย - ญี่ปุ่น : ความสัมพันธ์ในสายธารประวัติศาสตร์” ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.  ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ผู้สนใจลงทะเบียนร่วมกิจกรรมได้ทางลิงค์ https://docs.google.com/forms/d/1O9biIwmtaPpRf9mI8jKbdHx2aD0mv9mF4e4fzXeue54                 ตามที่กรมศิลปากร จัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เซรามิกแห่งแหลมทองและแดนอาทิตย์อุทัย : สานตำนานสายใยไม่เสื่อมคลายในพาณิชยวัฒนธรรมโลก” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันที่ ๑๔ กันยายน – ๑๔ ธันวาคม ๒๕๖๕ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างราชอาณาจักรไทยและประเทศญี่ปุ่น ในวาระครบรอบ ๑๓๕ ปี ความ สัมพันธ์ทางการทูตไทย – ญี่ปุ่น ได้กำหนดจัดกิจกรรมการเสวนาทางวิชาการประกอบนิทรรศการฯ จำนวน ๓ ครั้ง ในวันที่ ๑๙ , ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ และวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๖๕ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยครั้งที่ ๑ กำหนดจัดเสวนาหัวข้อ “ไทย - ญี่ปุ่น : ความสัมพันธ์ในสายธารประวัติศาสตร์” ในวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ผู้สนใจลงทะเบียนร่วมกิจกรรมได้ทาง https://docs.google.com/forms/d/1O9biIwmtaPpRf9mI8jKbdHx2aD0mv9mF4e4fzXeue54                  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มแผนงาน โครงการและวิเทศสัมพันธ์ สำนักบริหารกลาง โทร. ๐ ๒๑๖๔ ๒๕๐๑ - ๒ ต่อ ๔๐๔๘ 


ชื่อเรื่อง                               อาทิกมฺมปาลิ(ปาราชิกปาลิ)มหาวิยงฺคปาลิ(ปาราชิกัณฑ์) สพ.บ.                                  อย.บ.2/9กประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           20 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา          บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ลานดิบ ร่องชาด ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : จ้างตำรวจคุ้มกัน -- เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2486 " ปลัดกะซวงกเสตราธิการ " มีหนังสือราชการถึง " ปลัดกะซวงมหาดไทย " เรื่อง " ขอจ้างตำหรวดสำหรับรักษาการน์ที่สถานีบำรุงพันธุ์ 2 " ในขณะนั้นเป็นที่ทราบกันว่า สถานีบำรุงพันธุ์ 1 คือบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนสถานีบำรุงพันธุ์ 2 จะเป็นที่อื่นไปไม่ได้นอกจาก กว๊านพะเยา สาเหตุที่กระทรวงเกษตราธิการต้องจ้างตำรวจมารักษาการณ์ เพราะมีคนขโมยปลาในกว๊านพะเยา และคงลักลอบจับหลายครั้ง จำนวนครั้งละไม่น้อยนั่นเอง จากเอกสารจดหมายเหตุลงวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2486 กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้กรมตำรวจพิจารณาและไม่ขัดข้อง ทั้งนี้กระทรวงเกษตราธิการจะขอจ้างนายสิบตำรวจตรี 1 นาย พร้อมกับพลตำรวจ 4 นาย โดยคิดค่าจ้างต่อคนเดือนละ 20 บาท ค่าเครื่องแบบคนละ 2 บาท นายสิบตำรวจได้เบี้ยเลี้ยงอีกเดือนละ 7 บาท 50 สตางค์ อย่างไรก็ตาม ท้ายเอกสาร กรมตำรวจขอปรับแก้เบี้ยเลี้ยงนายสิบตำรวจเป็นวันละ 40 สตางค์ ตามระเบียบอัตราเบี้ยเลี้ยงปกติของนายสิบทั่วไป ส่วนค่าเครื่องแบบจะคิดเพียงเดือนละ 1 บาท 75 สตางค์ ต่อ 1 คนเท่านั้น ถัดมาเอกสารจดหมายเหตุลงวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2486 หัวหน้ากองบำรุงแจ้งรายละเอียดแก่หัวหน้าแผนกสถานีบำรุงพันธุ์ 2 (กว๊านพะเยา) ว่า " บัดนี้ กะซวงมหาดไทยได้อนุญาตมาแล้ว ฉะนั้นไห้ท่านติดต่อกับผู้กำกับการตำหรวดภูธรจังหวัดเชียงราย เพื่อทำสัญญาจ้างต่อไป . . . โดยถือแนวการปติบัติหย่างสถานีบำรุงพันธุ์ 1 (บึงบอระเพ็ด) แต่ . . . ไห้ท่านไช้ดุลยพินิจของท่านแก้ไขได้ . . . "  จากข้อความทำให้เข้าใจด้วยว่า สถานีบำรุงพันธุ์ 1 (บึงบอระเพ็ด) น่าจะประสบปัญหาลักลอบขโมยสัตว์น้ำ จึงต้องทำสัญญาจ้างตำรวจรักษาการณ์เช่นกัน แล้วภายในเวลาไม่นาน ปรากฏเอกสารจดหมายเหตุลงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2486 หัวหน้าแผนกสถานีบำรุงพันธุ์ 2 (กว๊านพะเยา) แจ้งผู้บังคับกองตำรวจภูธรอำเภอพะเยาว่า " . . . แผนกสถานีฯ ต้องการจะทำสัญญาจ้างตั้งแต่วันที่ 10 เมสายน 86 เปนต้นไป พร้อมกับหนังสือฉบับนี้ได้แนบร่างสัญญาจ้างตำหรวจและระเบียบการของตำหรวดที่ไปรักสาการสถานีบำรุงพันธุ์ 2 (กว๊านพะเยา) จะต้องปติบัติตาม . . . " เราสามารถสรุปสาระสำคัญเรื่องทั้งหมดได้ว่า เมื่อกระทรวงเกษตราธิการต้องการป้องกันคนลักลอบขโมยปลาในกว๊านพะเยา จึงขอจ้างตำรวจรวม 5 นาย ทางกระทรวงมหาดไทยและกรมตำรวจไม่ขัดข้อง ให้ผู้รับผิดชอบติดต่อสถานีตำรวจในจังหวัดทำสัญญาจ้างได้ทันที สิ่งที่สะท้อนจากเนื้อหาข้างต้นนี้ เป็นการเอาใจใส่ดูแล เฝ้าระวังสถานที่ราชการกับกว๊านพะเยา ซึ่งสัตว์น้ำในกว๊านมีจำนวนมากเพื่อสาธารณะประโยชน์ ประชาชนสามารถจับไปบริโภคได้ แต่เมื่อมีการ " ลักจับปลา " อย่างผิดกฎหมาย โดยสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับการบุกรุกสถานีบำรุงพันธุ์ 2 ยามวิกาลรึไม่ หรือลอบจับในฤดูสัตว์น้ำวางไข่ จึงจำเป็นต้องป้องปราม กันไว้ดีกว่าแก้  กว๊านพะเยา สัตว์น้ำ และพันธุ์พืช คือทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม การคำนึงถึงปัญหาข้างต้น ก็เพื่อรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ให้แก่ลูกหลานในอนาคตข้างหน้า ลองพิจารณาเล่นๆ ว่า หากปี 2486 ไม่มีการเอาใจใส่แล้ว ปัจจุบันนี้เราคงไม่เหลืออะไรไว้อุปโภค-บริโภคแน่นอน.ผู้เขียน : นายธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา. เอกสารสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา (2) กษ 1.1.1.1/1 เรื่องการบันทึกการปฏิบัติงานตำหรวดรักสาการณ์ สถานีประมงกว๊านพะเยาและคดีความต่างๆ [ 29 ส.ค. 2485 - 18 ก.ค. 2528 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ


อิสิคิลิสุตฺต (อิสิคิลิสุตฺต) ชบ.บ 121/1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


black ribbon.