ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,085 รายการ

เลขทะเบียน : นพ.บ.131/6ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  36 หน้า ; 5.5 x 56 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 77 (302-308) ผูก 6 (2564)หัวเรื่อง : พิมฺพาเถรีวตฺถุ (พิมฺพาเถรี)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.6/1-7 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อเรื่อง : ซุยถัง เล่ม 3 ชื่อผู้แต่ง :-ปีที่พิมพ์ : 2509 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯสำนักพิมพ์ : องค์การค้าของคุรุสภาจำนวนหน้า : 336 หน้าสาระสังเขป : ซุยถัง เป็นพงศาวดารจีนที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย โดยเรื่องราวเกิดในสมัยกษัตริย์จีนราชวงศ์ซุย และราชวงศ์ถังตอนต้น (พ.ศ. 1132-1161) เรื่องราวบอกเล่าเหตุการณ์ช่วงราชวงศ์ซุยแผ่นดินเกิดการจลาจล เหล่าผู้กล้าต่างรวมตัวต่อต้านราชวงศ์ซุย โดยในเล่มนี้เป็นเรื่องราวซุยถังในตอนที่ 3




กำไลกระพรวนสำริด แหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ จังหวัดลำพูน  +++กำไลกระพรวน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๐.๕ ซ.ม.มีลักษณะเป็นวงกลม ล้อมรอบด้วยลูกกระพรวนขนาดเล็ก มีลูกกลิ้งด้านในที่ทำให้เกิดเสียง มีลูกกระพรวนที่มีลวดลายเป็นลายขูดเป็นวงซ้อนกันเส้นเล็ก ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน พบในหลุมฝังศพผู้ใหญ่ฝังในลักษณะนอนเหยียดยาว กำไลสวมอยู่ที่แขนซ้าย นอกจากกำไลแล้วยังพบตุ้มหูแก้ววางที่ข้างศีรษะ เป็นที่น่าเสียดายว่าสภาพโครงกระดูกเสื่อมไปทำให้ไม่สามารถศึกษาถึงเพศของผู้ตายได้  +++กำไลกระพรวน พบได้ทั่วไปในแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ช่วงปลาย เช่น ในวัฒนธรรมบ้านเชียง ที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นกำไลทรงกระบอกที่ตกแต่งด้วยกระพรวนโดยรอบ กรรรมวีการผลิตนั้น คงเป็นวิธีที่ใช้ในการหล่อสำริดทั่วไปคือวิธีการหล่อแบบขับขี้ผึ้ง (lost wax) หมายถึงวิธีการหล่อโลหะชนิดหนึ่งโดยให้ของเหลวไหลตามแม่พิมพ์ที่มีรูปร่างซับซ้อน มีวิธีการและเทคโนโลยีที่ต้องอาศัยความสามารถขั้นสูง ซึ่งเครื่องประดับสำริดที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮอาจใช้วิธีเดียวกัน จากการศึกษารายงานการขุดค้นทางโบราณคดีถึงแม้จะพบเครื่องประดับสำริด และเครื่องมือเหล็ก กลับไม่พบโบราณวัตถุที่เกี่ยวกับการหล่อโลหะอื่นใดเลย นอกจากขี้แร่ (slag) เท่านั้น ซึ่งไม่อาจบอกได้ถึงกระบวนการผลิตเครื่องใช้ดังกล่าว  +++นอกจากแหล่งโบราณดดีบ้านวังไฮ ยังพบกำไลกระพรวน สำริดลักษณะนี้ จากแหล่งโบราณคดีบ้านยางทองใต้ ต.สันปูเลย อ.ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีที่อยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำกวง อาจมีคสามสัมพันธ์กันกับชุมชนบ้านวังไฮที่อยู่บริเวณลุ่มน้ำกวงตอนปลาย อันเป็นชุมชนโบราณก่อนการตั้งเมืองหริภุญไชย  เอกสารอ้างอิง วิชัย ตันกิตติกร. แหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ. กรุงเทพฯ : กองโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๓๒. สุรพล นาถะพินธุ. "โบราณวิทยาเรื่องโลหะสำริดในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของประเทศไทย." ดำรงวิชาการ ปีที่ ๑๓, ฉบับที่ ๑ (๒๐๑๔)  มกราคม-มิถุนายน ๒๕๕๗: ๑๐๗-๑๓๒.


ท่านพุทธทาสภิกขุ ผู้มีสมญานาม "นักโบราณคดีสมัครเล่น" ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านเป็นบุคคลสำคัญของอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ถ้าพูดถึงท่าน ทุกคนต้องเคยคุ้นหูกันอย่างแน่นอน ด้วยอัจฉริยภาพในด้านการสอนธรรมะในรูปแบบต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับกันทั่ว จนได้รับประกาศจาก UNESCO ยกให้ท่านเป็นบุคคลสำคัญของโลก  และอีกหนึ่งผลงานที่ท่านสนใจ จนทำให้ผู้คนในแวดวงด้านโบราณคดีให้ขนานนามท่านว่าเป็นนักโบราณคดีสมัครเล่น  ---------------------------- เรียบเรียงข้อมูล /กราฟิก  นายกิตติ ชินเจริญธรรม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ นายเกียรติศักดิ์ ลบลาย นักวิชาการวัฒนธรรม ---------------------------------------- อ้างอิง 1. ทำไมจึงอุตริเป็นนักโบราณคดี? เอกสารจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ, โบราณคดี ไชยา ศรีวิชัย. (2493-2514). 2. เรียบเรียงจาก พิพัฒน์ กระแจะจันทร์, พุทธทาสอยากเป็นนักโบราณคดีสมัครเล่น, ศิลปวัฒนธรรม, 16 กรกฎาคม พ.ศ.2560.



พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ร.ต.ต.สิทธิ์ การสุทธิ์ ณ เมรุวัดธาตุทอง พระโขนง วันที่ ๑๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๑


"สถูปดินเผา" ซึ่งเป็นโบราณวัตถุที่พบได้ตามแหล่งโบราณคดีหรือโบราณสถานสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ และแหล่งโบราณคดีสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์เพียงแห่งเดียวในจังหวัดสตูล นั่นก็คือแหล่งโบราณคดีเขาขาว เขาขาว            ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๑ บ้านหาญ ตำบลเขาขาว อำเภอละงู จังหวัดสตูล มีลักษณะ เป็นภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ที่วางตัวยาวตามแนวแกนทิศเหนือ – ทิศใต้ และมีคลองละงูไหลผ่านทางด้านทิศตะวันออก บริเวณด้านทิศใต้ของเขาขาวเป็นที่ตั้งของเพิงผาขนาดใหญ่ ด้านหน้าเพิงผาเดิมที่ทางเดินแคบๆสำหรับสัญจรผ่านไปมาได้ จนกระทั่งพ.ศ.๒๕๕๑ จึงมีการขยายทางหลวงสายบ้านโกตา-บ้านหาญ ส่งผลให้พื้นที่เพิงผาสูญหายไปส่วนหนึ่งยอดสถูปดินเผาที่เขาขาว           การสำรวจทางโบราณคดีในพ.ศ.๒๕๕๑ ทำให้ได้พบหลักฐานสำคัญคือ “ยอดสถูปดินเผา” เนื้อดินสีเทา-สีส้ม สถูปเหล่านี้ในสภาพสมบูรณ์สามารถถอดประกอบได้เป็นหลายส่วน โดยส่วนประกอบหลักได้แก่ ฐาน ลำตัว ฉัตรวลี(ปล้องไฉน) และส่วนยอด ทั้งนี้สถูปดินเผาในลักษณะนี้มีการค้นพบในโบราณสถานสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์หลายแห่งเช่น เมืองโบราณยะรัง อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ถ้ำศิลป อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา โคกทอง อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา นาพละ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เขาคุรำ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง บ้านพญาขันธ์ อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง และเขาศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยอาจกำหนดอายุย้อนกลับไปได้ถึงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ สถูปดินเผาสร้างเพื่ออะไร           การสร้างสถูปเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำบุญทำกุศลตามความนิยมในพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน โดยเชื่อว่าผลบุญที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้เกิดใหม่ในแดนสุขาวดีไปจนถึงการมีอายุวัฒนะและเข้าถึงการรู้แจ้ง ดังคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกสูตรระบุไว้ตอนหนึ่งว่า "...ผู้ใดสร้างสถูป แม้แต่เด็กชายเล็กๆ ผู้เพียงช่วยขนทรายด้วยจิตใจมุ่งมั่นที่จะอุทิศถวายแด่พระชินพุทธเจ้า ผู้นั้นย่อมบรรลุความรู้แจ้ง..."           นอกจากนี้การสร้างสถูปยังนับเข้าอยู่ในการสร้าง “อุเทสิกเจดีย์” เพื่อถวายในพุทธศาสนา แต่ที่ปรากฏการสร้างในลักษณะของสถูปซึ่งมีขนาดเล็กนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานข้อสังเกตไว้ในพระนิพนธ์ "ตำนานพระพุทธเจดีย์" ตอนหนึ่งว่า "...แต่สังเกตพระสถูปที่สร้างกันตามนานาประเทศภายนอกอินเดีย ยังถือเป็นคติต่างกัน ประเทศที่ถือลัทธิหินยาน เช่นลังกา พม่า มอญ ไทย มักสร้างพระสถูปเป็นธาตุเจดีย์ บางทีใหญ่โต แต่ฝ่ายประเทศที่ถือลัทธิมหายาน เช่นทิเบต จีน ญี่ปุ่น (แม้ชวาและขอมโบราณ) มักสร้างพระสถูปเป็นอุเทสิกะเจดีย์อย่างเป็นเครื่องหมายของพระพุทธศาสนา ไม่ขวนขวายในข้อที่จะทำให้ใหญ่โต...” ---------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1372851239719702&id=461661324172036



องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เรื่อง : เจ้าพ่อปราสาททอง ศูนย์รวมศรัทธา ณ เชิงเขาพนมรุ้ง ณ ภูเขาพนมรุ้ง อันเป็นที่ตั้งของปราสาทพนมรุ้ง ศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดูอันศักดิ์สิทธิ์ ที่สร้างขึ้นตามรูปแบบวัฒนธรรมเขมรโบราณ ซึ่งผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางมาสักการะขอพรอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนเมษายนจะมีพิธีบวงสรวงและจัดงานประจำปีประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งอย่างยิ่งใหญ่อลังการ และอีกสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชุมชนโดยรอบเขาพนมรุ้งก็คือ “ศาลเจ้าพ่อปราสาททอง” ตั้งอยู่เชิงเขาฝั่งตะวันตกในท้องที่ตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ริมถนนทางขึ้นสู่อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เป็นศาลที่มีความสำคัญและผู้คนให้ความนับถืออย่างมาก ดังปรากฏในคำขวัญของอำเภอเฉลิมพระเกียรติว่า “เมืองพนมรุ้ง ทุ่งฝ้ายคำ นามพระราชทาน ตำนานทับหลัง ที่ตั้งเจ้าพ่อปราสาททอง ของดีผ้าภูอัคนี” ศาลเจ้าพ่อปราสาททองแห่งนี้ ไม่พบการกล่าวถึงในเอกสารหรือตำนานนิทานท้องถิ่นใดๆ แต่จากการสอบถามผู้สูงอายุในชุมชนที่มีอายุ ๗๐ – ๘๐ ปีในปัจจุบัน เล่าว่าตั้งแต่เด็กมีศาลไม้มุงสังกะสีที่เชิงเขา เรียกว่าศาลเจ้าพ่อปราสาททอง ชาวบ้านต่างเคารพยำเกรง มีเรื่องเล่าปาฏิหาริย์ต่างๆ ส่วนนาม “ปราสาททอง” เดิมคงเรียกขานจากการประทับทรงตามความเชื่อและอาจเกี่ยวเนื่องกับภูเขาพนมรุ้งที่มีปราสาทโบราณตั้งอยู่ โดยเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ จึงได้แสดงออกถึงความเคารพด้วยบุคลาธิษฐานผสมผสานกับความเชื่อท้องถิ่น เรียกกันในนาม “เจ้าพ่อปราสาททอง” ต่อมาได้สร้างศาลใหม่ขึ้นในพื้นที่เดิมเป็นศาลปูนมุงกระเบื้องจำนวนสองศาลตั้งลดหลั่นกันที่เชิงเขา โดยศาลด้านหน้าเป็นจุดที่ตั้งศาลเดิม ภายในมีก้อนหินธรรมชาติแทนรูปเคารพ มีผู้คนมากราบไหว้ขอพรบนบานเสมอ ปกตินิยมไหว้ด้วยดอกไม้ธูปเทียน เหล้าบุหรี่ หมากพลู หัวหมู ไก่ต้มหรือรูปปั้นช้างโดยเชื่อว่าช้างเป็นพาหนะขององค์เจ้าพ่อ มีพิธีไหว้ประจำปีในช่วงเดือนหกหรือราวเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงต้นฤดูทำนา ผู้นำชุมชนและชาวบ้านร่วมกันจัดพิธีบวงสรวงและประทับทรงตามความเชื่อเพื่อขอให้ฝนตกตามฤดูกาล ต่อมามีการสร้างประติมากรรมเจ้าพ่อปราสาททองขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยวัสดุปูนปั้นทาสีเสมือนคนจริง เป็นชายสูงวัย ผมขาว นั่งบนตั่งทอง มือจับไม้ตะพดวางราบบนเข่าทั้งสองข้าง มีพิธีอัญเชิญขึ้นประดิษฐานภายในศาล เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ ด้วยเหตุนี้ทางคณะผู้ศรัทธาจึงได้ตกลงกำหนดเอาวันที่ ๒๖ กรกฎาคม เป็นวันบวงสรวงสมโภชประจำปีต่อไป คติการสร้างศาลประจำชุมชน ในจังหวัดบุรีรัมย์มักจะพบได้ทั่วไป ตามหมู่บ้านต่างๆ เรียกว่า ศาลปู่ตา ศาลตาปู่หรือศาลพ่อเฒ่า แล้วแต่การเรียกในกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่างๆ โดยในจังหวัดบุรีรัมย์พบทั้งกลุ่มคนไทย- ลาว ไทย-เขมร ไทย-โคราช และชาวไทย-กวย โดยเชื่อว่าในแต่ละหมู่บ้านจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ มักจะสร้างบริเวณทางเข้าหมู่บ้าน เนินดิน เชิงเขา หรือริมหนองน้ำในเขตชุมชน ซึ่งป่าเขาพนมรุ้งเป็นพื้นที่กว้างมีชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ อาศัยอยู่โดยรอบภูเขา จึงทำให้ศาลเจ้าพ่อปราสาททองเป็นอีกหนึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ศูนย์รวมศรัทธา เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านทุกชุมชนในพื้นที่แถบนี้ เรียบเรียงโดย: นายสุทธินันท์ พรหมชัย ผู้ช่วยนักโบราณคดี อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง


ชื่อเรื่อง                                ธชโถมนานิสํสกถา  (อานิสงส์สร้างธุงบูชา) สพ.บ.                                  255/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           36 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 57 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ชาดก                                           เทศน์มหาชาติ                                           คาถาพัน บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องรัก ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


เลขทะเบียน : นพ.บ.153/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  52 หน้า ; 4.5 x 53 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา  ชื่อชุด : มัดที่ 93 (1-16) ผูก 3 (2565)หัวเรื่อง : สทฺทสารตฺชาลินี(ศัพท์สัททสารัตถชาลินี)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


black ribbon.