ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,085 รายการ

เลขทะเบียน  นม.บ.16/4



        กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน "ไขปริศนาเจ้าแม่โคกพนมดี" วิทยากร นางสาววัชรี ชมภู ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี และนางสาวมนิสรา  นันทะนายา ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ผู้ดำเนินรายการ นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร          รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร กำหนดถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๑.๐๐ น. ตลอดปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๖๘ - กันยายน ๒๕๖๙




สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์  Love & Forever” ที่เชียงใหม่           วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดงานแอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever ณ ลานกิจกรรม วัดอีก้าง – วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่         นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการพัฒนาโบราณสถานเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเสริมสร้างเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเพิ่มมิติการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน ซึ่งเวียงกุมกาม ถือเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในฐานะต้นทางของอาณาจักรล้านนา ที่ผ่านมากรมศิลปากรได้เข้าไปดำเนินการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี และบูรณะปรับภูมิทัศน์โบราณสถานกว่า 30 แห่ง จัดสร้างศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยวเวียงกุมกาม สร้างกระแสการท่องเที่ยวให้แก่เมืองเชียงใหม่เป็นอย่างมาก สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ จึงจัดงานท่องเที่ยวโบราณสถาน  ยามค่ำคืน ณ เวียงกุมกาม เพื่อให้โบราณสถานเวียงกุมกามในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นพลังขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ” ของกระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมและยั่งยืน        งาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 1 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. – 22.00 น. ณ ลานกิจกรรมวัดอีก้าง – วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ในห้วงบรรยากาศรำลึกและถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความรักที่มีแด่แม่หลวงของแผ่นดิน และเดือนแห่งความรัก กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การเยี่ยมชมโบราณสถานสำคัญ อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ที่ประดับตกแต่งจุดเช็คอินถ่ายภาพด้วยแสงไฟยามค่ำคืน เยี่ยมชม “กาดกุมกาม@Love” จำหน่ายอาหารและสินค้าทางวัฒนธรรมจากชุมชน นิทรรศการเวียงกุมกาม และนิทรรศการความรักที่มีแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นอกจากนี้ ยังเป็นการกลับมาเยือนดินแดนล้านนาอีกครั้งของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ที่ยกทัพนักแสดงศิลปินมาแบบจัดใหญ่ จัดเต็มเพื่อให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับชมตลอด 3 คืน ได้แก่ การแสดงละครเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนพระวัยแตกทัพ การแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดอนุภาพรามราชจักรี และชุดกษิรชลมณโฑ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองหรือผ้าไทย 







วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน 2559 ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรมอบรมการใช้งานโปรแกรม Sketch Up แก่เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร นับตั้งแต่วันที่ 13 - 17 มิถุนายน 2559 ณ ห้องอบรมคอมพิวเตอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม ตึกธนาลงกรณ์ ชั้น 8


ประวัติความเป็นมาของใบเสมา ประวัติความเป็นมาของใบเสมา   ใบเสมา หรือ สีมา เป็นประติมากรรมหินสลัก ซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์หรือเพื่อแสดงขอบเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เนื่องในพุทธศาสนา จากการศึกษาพบว่ามีการสร้างอย่างแพร่หลายมาก  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยช่วงพุทธศตวรรษที่  ๑๒-๑๖  ซึ่งเป็นยุคที่วัฒนธรรมทวารวดีเจริญรุ่งเรื่องขึ้น  การปักใบเสมาดังกล่าวอาจสืบเนื่องมาจากระบบคติความเชื่อ สันนิษฐานว่าอาจจะเกี่ยวกับ -คติที่สืบทอดมาจากประเพณีการปักหินตั้ง (Megaliths) โดยเชื่อเรื่องการนับถือผีบรรพบุรุษของชนพื้นเมืองในเอเชียอาคเนย์ -คติการสร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนา เพื่อเป็นหลักเขตกำหนดบริเวณศักดิ์สิทธิ์ หรือสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา -เป็นตัวแทนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเคารพบูชา  ทำหน้าที่คล้ายสถูปเจดีย์หรือพระพุทธรูปเพื่อให้ผู้คนได้กราบไหว้บูชา ลักษณะการปักใบเสมา           -ปักหลักเดียว เพื่อแสดงเขตหรือตำแหน่งของบริเวณพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์           -ปักเป็นกลุ่ม พบว่ามีการปักล้อมรอบเนินดินหรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์โดยไม่มีการกำหนดทิศทางแน่นอน           -ปักประจำทิศ มีตั้งแต่การปัก ๔ ทิศ ๘ ทิศ ไปจนถึง ๑๖ ทิศ โดยปักล้อมรอบเนินดินหรือสิ่งก่อสร้างทางศาสนา เพื่อแสดงเขตของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น เจดีย์ พระธาตุ อุโบสถ พบว่ามีทั้งการปักใบเสมาเดี่ยว ปักเสมาคู่ หรือปักซ้อนกัน ๓ ใบ รูปแบบและการประดับตกแต่งลวดลาย           ใบเสมาที่พบในวัฒนธรรมทวารวดีทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีลักษณะเป็นแท่งหินขนาดใหญ่ อาจเป็นลักษณะแท่งหินธรรมชาติ หรือแผ่นหินที่ไม่มีการโกลนให้เป็นรูปร่าง แบบแผ่นหิน (Slab Type) ที่มีการถากโกลนให้เป็นแผ่น หรือแบบแท่งเสา (Pillar Type) ที่มีการถากโกลนให้เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยม มีการตกแต่งลวดลายโดยการแกะสลักลงบนใบเสมา ลวดลายที่พบมาก เช่น           -แบบเรียบ -แกะสลักรูปสันนูนทรงสามเหลี่ยมคล้ายสถูปบริเวณกึ่งกลางใบ สถูปเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้า -แกะสลักเป็นหม้อน้ำศักดิ์สิทธิ์ (หม้อปูรณฆฏะ) มีลักษณะเป็นภาชนะทรงกลม บางครั้งมีพวย หรือมีการประดับลายพรรณพฤกษาเรียงต่อเนื่องขึ้นเป็นรูปกรวยยอดแหลมหรือสันสถูป หม้อน้ำนี้เป็นสัญลักษณ์มงคลตามความเชื่อของอินเดียโบราณ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ -แกะสลักเป็นภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนา เช่น พุทธประวัติ และชาดกตอนสำคัญ -แกะสลักเป็นธรรมจักร พบทั้งที่สลักบริเวณกึ่งกลางใบและสลักบริเวณสันขอบของใบเสมา ธรรมจักรเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาที่แสดงว่าพระพุทธศาสนาได้เผยแผ่มายังดินแดนแห่งนี้แล้ว



ชาติพันธุ์วิทยา กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดสุรินทร์(Ethnic groups in Surin)           จะกล่าวถึงประชากรในจังหวัดสุรินทร์ที่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ ๓ กลุ่มใหญ่ คือ           ๑. กลุ่มชาติพันธุ์กวย(Kuay)เป็นกลุ่มชนที่มีความสามารถในการจับและฝึกช้าง และพิธีกรรมการรักษาการเจ็บป่วย เรียกว่า แกลมอ (Healing ceremony)           ๒. กลุ่มชาติพันธุ์เขมร(Khmer)เป็นกลุ่มชนที่ปรากฏหลักฐานการอยู่อาศัยในจังหวัดสุรินทร์มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๓ เป็นอย่างช้า มีการจัดแสดงพิธีการ์แซน(การแต่งงาน) Weddingแบบดั้งเดิม           ๓. กลุ่มชาติพันธุ์ลาว(Lao)เป็นกลุ่มชนที่อพยพเข้ามาในจังหวัดสุรินทร์ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ มีการจัดแสดงพิธีบายศรีสู่ขวัญ ซึ่งเป็นพิธีกรรมเด่นของกลุ่มชาติพันธุ์ลาว           นอกจากนี้ ยังได้จำลองให้เห็นวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ โดยการจำลองบ้านเรือน เครื่องมือการประกอบอาชีพเกษตรกรรม อุปกรณ์การจับปลา อุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์ หุ่นจำลองการประกอบพิธีแกลมอ (Healing ceremony) ของกลุ่มชาติพันธุ์กวย(Kuay)หุ่นจำลองการประกอบพิธีการ์แซน(การแต่งงาน) Wedding ของกลุ่มชาติพันธุ์เขมร(Khmer)และภาพถ่ายเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีบายศรีสู่ขวัญ สภาพความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ลาว(Lao)ซึ่งจะสื่อถึงสภาพวิถีชีวิต ลักษณะเด่นทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ที่ประกอบกันเป็นคนสุรินทร์ในปัจจุบัน และยังมีข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องบรรจุอยู่ใน Computer Touch Screen ให้ศึกษาค้นคว้าได้โดยละเอียด Ethnology           Displays here focus on the population of Surin province, which can be divided into three groups: the Kuay, who excelled at catching and training elephants, the Khmer, the original inhabitants of Surin province, and the Laos, a later group who immigrated to Surin province. Models depict the houses, ceremonies, photographs and paintings, daily tools, and objects reflecting the lives and cultures of the three groups. A computer touch screen provides additional information.




black ribbon.