ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 53,356 รายการ

ชื่อเรื่อง : ประวัติการทูตของไทย ชื่อผู้แต่ง : นราธิปพงศ์ประพันธ์, พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่น ปีที่พิมพ์ : 2501 สถานที่พิมพ์ : พระนคร สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์พระจันทร์ จำนวนหน้า : 98 หน้า สาระสังเขป : วัฒนธรรมทางทูตเป็นเครื่องประกอบการดำเนินความสัมพันธ์กับนานาประเทศให้ลุล่วงอุปสรรคอันเป็นภัยต่อเอกราชของชาติได้ หนังสือประวัติการทูตของไทย ของพระเจ้า วรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ มีเนื้อหากล่าวถึงประวัติทางการทูตของไทย แบ่งเนื้อหาออกเป็น 6  หมวด ประกอบด้วย หมวดที่ 1 การสัมพันธ์กับประชาชาติใกล้เคียง หมวดที่ 2 การสัมพันธ์กับชาติญี่ปุ่นและยุโรป หมวดที่ 3 สภาพนอกอาณาเขต หมวดที่ 4 ภัยของเอกราชของชาติ หมวดที่ 5 การกำจัดสภาพนอกอาณาเขต และหมวดที่ 6 เอกราชสมบูรณ์





องค์ความรู้ทางโบราณคดี เรื่อง “เตาถลุงเหล็กของเมืองลองโบราณ อำเภอลอง จังหวัดแพร่”  โดย นายพลพยุหะ ไชยรส นักโบราณคดีปฏิบัติการ  กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่  เมืองลองโบราณเป็น 1 ใน 57 หัวเมือง ของล้านนาในอดีตโดยเป็นเมืองบริวารของเมืองลำปางมีพันธะต้องส่งส่วยเหล็กให้เมืองลำปางทุกปี โดยปฏิบัติเป็นธรรมเนียมตั้งแต่ยุคจารีตจนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ 25 ดังปรากฏในเอกสารจดหมายเหตุความว่า “... เมืองลองเสียส่วยแก่เมืองนคร (เมืองนคร=เมืองลำปาง) มีแต่เหล็กสิ่งเดียว ถ้ามีราชการขึ้นก็จะเกณฑ์เอากับแสนหลวงเจ้าเมืองลองตามการใหญ่แลน้อย ถ้าเป็นการใหญ่ก็เคยเกณฑ์ตั้งแต่ 50 40 คนลงมา บาญชีคนชะกันสำมะโนครัวเมืองลองไม่มีมาแต่เดิมจะมีคนมากน้อยเท่าไหร่ก็เรียกส่วยปีละ 40 หาบเท่านั้น...” (40 หาบ เท่ากับ 2,400 กิโลกรัม)  เหล็กเมืองลองจะถูกถลุงที่หมู่บ้านนาตุ้ม (แหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม) ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองลองประมาณ 6 กิโลเมตร และห่างจากเหมืองแร่เหล็กโบราณดอยเหล็ก ประมาณ 1 กิโลเมตร จากการขุดค้นทางโบราณคดีเมื่อ ปี พ.ศ.2562 พบเตาถลุงเหล็กในแหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้มจำนวน 10 เตา เรียงตัวเป็นแนวยาวขนาดไปกับลำเหมืองโบราณของหมู่บ้าน  เตาถลุงเหล็กของเมืองลอง (แหล่งโบราณคดีบ้านนาตุ้ม) มีลักษณะเป็นเตาถลุงทรงสูง (Shaft Furnace) มีขนาดกว้างประมาณ 100 เซนติเมตร ยาวประมาณ 120 เซนติเมตร สูงประมาณ 80 – 90 เซนติเมตร ห้องถลุงมีขนาด 30 - 40 เซนติเมตร มีรูสอดปลายหุ้มท่อลมดินเผา ด้านหลังเตา ขนาด 10 - 13 เซนติเมตร โดยก่อเตาเรียงตัวติดต่อกันหลายๆ เตาเป็นแนวยาวโดยใช้เศษตระกัน อิฐ ก้อนหิน และดิน ก่อเป็นฐานในช่องว่างระหว่างเตาเพื่อเสริมความมั่นคงของผนังเตาแต่ละเตา กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 24 – 25  เทคโนโลยีการถลุงเหล็กของเมืองลองโบราณ เป็นการถลุงเหล็กทางตรง (Direct Process) มีอุณหภูมิในการถลุงไม่เกิน 1,300 องศาเซลเซียส โดยมีการคลุกเคล้าแร่เหล็กและเชื้อเพลิงในอัตราส่วนแร่เหล็ก 1 ส่วน ต่อเชื้อเพลิง 3 ส่วน และสร้างท่อลมไว้ด้านหลังเตาต่อเข้ากับเส่า (เครื่องสูบลม) เพื่อใช้สูบลมอัดเข้าไปในห้องเตาเพื่อเร่งอุณหภูมิในห้องเตาจนถึงระดับที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้เหล็กออกไซต์กลายเป็นเหล็กและปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดตะกรันแร่เหล็กเหลว (Liquid Slag) เมื่อสิ้นสุดกระบวนการถลุงจะมีการทุบทำลายเตาส่วนลำตัวและปากเตาเพื่อเอาก้อนเหล็กเหนียวหนืด (Bloom) ออกจากเตาถลุง และนำไปกำจัดเอามลทินออกจนเหลือแต่ก้อนเหล็กอ่อนบริสุทธิ์ (Wrought Iron)  สามารถนำไปตีเครื่องมือเครื่องใช้ได้ต่อไป  สำหรับแหล่งแร่เหล็กของเมืองลอง ตั้งอยู่บริเวณดอยเหล็ก ซึ่งเป็นแหล่งแร่เหล็กชนิดฮีมาไทต์ โดยอยู่ห่างจากแหล่งถลุงเหล็กบ้านนาตุ้มไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร  จากบันทึกชาวต่างชาติระบุไว้ว่าอย่างน้อยในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 แร่เหล็กดอยเหล็กเป็นที่รู้จักว่าเป็นเหล็กที่มีคุณภาพ โดยปรากฏในเอกสารการเดินทางชาวตะวันตกที่ระบุว่าเมืองลองเป็นแหล่งทรัพยากรแร่เหล็กที่สำคัญและมีคุณภาพดินแดนล้านนา อาทิ บันทึกของคาร์ล อัลเฟรด บ็อค กล่าวว่า              “...เมืองลคอร (ในที่นี้หมายรวมถึงเขตเมืองลองซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเมืองลำปางด้วย) ไม่เพียงแต่ร่ำรวยป่าไม้เท่านั้นแต่ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ ใกล้ตัวเมือง มีเหมืองแร่เหล็กที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง หนึ่งถึงสองแห่ง ข้าพเจ้าได้เห็นแร่กาลีนา จำนวนหนึ่งซึ่งคาดว่าแร่เหล่านี้มีอยู่เต็มภูเขาละแวกนี้ นอกจากนี้ยังมีทองแดงด้วยชาวพื้นเมืองที่นี่เป็นช่างฝีมือโลหะและผลิตปืนใช้เอง..”  จากผลการยิงรังสี X-Ray ด้วยเครื่องมือ Portable XRF แสดงให้เห็นว่าก้อนแร่เหล็กจากดอยเหล็กมีปริมาณแร่เหล็กออกไซต์มากถึงร้อยละ 70 ตรงกับผลการสำรวจทางธรณีวิทยาบริเวณดอยเหล็กของกรมทรัพยากรธรณีเมื่อ ปี พ.ศ. 2500 เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลแล้วจะพบว่าแร่เหล็กดอยเหล็กเป็นเหล็กที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐานขององค์กร “International Organization for Standard” มาตรฐานที่ “ISO/R1248-1970.E” ที่จัดแบ่งแร่เหล็กตามกลุ่มสี โดยแร่เหล็กที่ได้จากดอยเหล็กจัดเป็นแร่เหล็กสีแดง (Red Iron Ore) เกรด “B” ที่มีเหล็กออกไซต์ในก้อนแร่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70   ด้วยคุณภาพแร่เหล็กที่ดีทำให้ผลผลิตเหล็กของเมืองลองในท้องตลาดถือว่าเป็นเหล็กที่มีคุณภาพสูงดังปรากฏในงานกวีภาคเหนือช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 หลายฉบับ เช่น ค่าวฉลองคุ้มเจ้าหลวงนครแพร่ของศรีวิไชยกวีในราชสำนักแพร่ เมื่อ พ.ศ.2453 ความว่า“...มีเจ็ดสิบสอง เหล็กลองกล๋มเกลี้ยงจดจันเจียงแซ่ไว้ ...ห้าสิบสอง เหล็กลองไหลดั้นข่ามคงกะพันมากนัก... ถ้วนเจ็ดสิบสอง เหล็กลองแข็งนักต๋ำหนักมิ่งแก้วมงคล...” หรือวลีในภาคเหนือของประเทศไทยที่มักกล่าวว่า “เหล็กดีเหล็กเมืองลอง ตองดีตองเมืองพะเยา” เป็นต้น เอกสารอ้างอิง : ภูเดช แสนสา. “เมืองลอง : ความผันแปรของเมืองขนาดเล็กในล้านนาจากรัฐจารีตถึงปัจจุบัน,” .วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2552. สุรพล นาถะพินธุ. รากเหง้า บรรพชนคนไทย : พัฒนาการทางวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์ .กรุงเทพฯ : มติชน,   2550.  ศรีศักร วัลลิโภดม. เหล็ก โลหปฏิวัติ เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว : ยุคเหล็กในประเทศไทย : พัฒนาการทางเทคโนโลยีและสังคม .กรุงเทพฯ : มติชน, 2548. Carl Alfred Bock. Temples and Elephant The Narrative of a journal of Exploration through Upper Siam and Lao .New York: Cornell University Library, 1884. Ineke Joosten. Technology of early historical iron production in the Netherland .Amsterdam : Vrije University, 2004. Roberts, Benjamin W. and others,  Archaeometallurgy in Global Perspective : Methods and Syntheses .NewYork : Springer, 2014.



          “ขยันให้ถูกที่ ทำดีให้ถูกเวลา” เป็นคำคมที่มักได้ยินจากทั้งสุภาษิตไทยและจีน อีกทั้งยังได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเรื่องจริง ดังเหตุการณ์ที่ปรากฎในเอกสารจดหมายเหตุจังหวัดนครพนม แผนกมหาดไทย เรื่อง ผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นคนขยันประจำอำเภอในปี ๒๔๙๔           ในระหว่างพ.ศ. ๒๔๙๔ - ๒๔๙๗ กระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมเสนอรายชื่อบุคคล เพื่อพิจารณาเข้ารับขันเงินรางวัลคนขยันประจำปี และนำรางวัลมามอบให้แก่ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ โดย “ขันเงิน” ที่จะได้รับเป็นรางวัลนั้น มีลักษณะเป็นขันเงินตักบาตรขนาดกลาง พร้อมด้วยทัพพีและพานรอง จำนวน ๑ ชุด โดยการมอบจะต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของกระทรวงมหาดไทยตามที่ระบุในหนังสือว่า           “ในการแจกจ่ายขันเงินรางวัลแก่คนขยันประจำอำเภอและกิ่งอำเภอ กระทรวงมหาดไทยใคร่ขอให้จังหวัดปฏิบัติการให้เป็นไปโดยสมเกียรติแก่ผู้รับตามสมควร โดยจะจัดมอบในงานพิธีใด ๆ ของทางราชการหรือจะจัดเป็นพิธีแจกโดยเฉพาะก็ได้ ทั้งนี้ โดยมีจุดประสงค์ที่จะกระตุ้นเตือนใจแก่ผู้ที่ได้ร่วมพิธีได้ทราบและถือเป็นแบบอย่าง กับเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็นคนขยันอีกด้วย”           จังหวัดนครพนมจึงได้เสนอรายชื่อคนขยันของแต่ละอำเภอ ประจำปี พ.ศ. ๒๔๙๔ จำนวน ๘ คน คนละ ๑ อำเภอ ได้แก่ ๑.นายทุ่ม คำหุ่ง อำเภอเมืองนครพนม ๒.นายมาก ก่านจันทร์ อำเภอท่าอุเทน ๓.นายป่าน คำชนะ กิ่งอำเภอบ่อศรีสงคราม ๔.นายอุ่นแก้ว เชียงใหม่ อำเภอธาตุพนม ๕.นายคอน แสนสุภา อำเภอนาแก ๖.นายอาน จำใบรัตน์ อำเภอมุกดาหาร ๗.นายจันทร์ ศรีษาพันธ์ กิ่งอำเภอคำชะอี ๘.นายอ้วน อภัยโส กิ่งอำเภอบ้านแพง--------------------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นางสาวพัชราภรณ์ สุวรรณะ นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี --------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง - กรมศิลปากร. (๒๕๔๔). งานศิลปกรรมช่างโลหะ. กรุงเทพฯ: เอ.พี.กราฟิค ดีไซน์และการพิมพ์ - หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร อุบลราชธานี. นพ ๑.๒/๓๑ ผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นคนขยันประจำอำเภอในปี ๒๔๙๔ (๘ พ.ค. - ๒๒ มิ.ย. ๒๔๙๗)



          ย้อนรอยแผ่นดินพระจอมเกล้าฯ : เรื่องเล่าจากพงศาวดาร           ตอนที่ ๓ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงพระผนวชสามเณร           นำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจ จากพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ (ขำ บุนนาค) หลักฐานชิ้นสำคัญที่มีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย           สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ เป็นพระราชโอรสชั้นเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระเมตตายิ่งด้วย ด้วยเหตุที่ทรงดำรงพระยศชั้น เจ้าฟ้า พระราชบิดาจึงโปรดให้จัดพิธีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์อย่างเต็มตำรา ตามแบบแผนราชประเพณี เพื่อเป็นการรักษาแบบแผนธรรมเนียมของราชสำนักไว้ และเป็นพระเกียรติยศแก่บ้านเมือง           ในพุทธศักราช ๒๔๐๙ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ ทรงผนวชเป็นสามเณร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ตั้งการพระราชพิธี ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารฯ ดังนี้          ลุศักราช ๑๒๒๘ ปีขาล อัฐศก เป็นปีที่ ๑๖ วันพุธ เดือน ๘ ขึ้น ๖ ค่ำ เวลาบ่าย ตั้งการสมโภชเวียนเทียนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงพระผนวชสามเณร         รุ่งขึ้นณวันพฤหัสบดี เดือน ๘ ขึ้น ๗ ค่ำ เวลาเช้า ตั้งกระบวนแห่ มีกระบวนช้าง กระบวนม้า ออกประตูเทวาพิทักษ์ ไปเลี้ยวถนนเจริญกรุงมาทางถนนเฟื่องนคร ขึ้นมาถนนบำรุงเมือง แล้วเข้าประตูสวัสดิโสภา ทรงพระผนวชเป็นสามเณรในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เสร็จแล้วก็ประทับอยู่ในพระอุโบสถ เวลาบ่ายพระสงฆ์ราชาคณะได้สวดพระพุทธมนต์ รุ่งขึ้นเวลาเช้าพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้วก็ตั้งกระบวนแห่แต่ล้วนทหารปืนทั้ง ๔ ไปประทับอยู่วัดบวรนิเวศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็เสด็จไปส่งที่วัดบวรนิเวศ ทรงพระราชรถคันเดียวกันทั้ง ๒ พระองค์         ครั้นส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอแล้ว เสด็จกลับมาพระบรมมหาราชวัง รับสั่งให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาสทำกระจาดใหญ่ เหมือนอย่างในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดฯ ให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทำกระจาดใหญ่ถวายกัณฑ์เทศน์แด่เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงผนวชสามเณรนั้น มีอย่างธรรมเนียมมาดังนี้   ภาพ : สามเณรเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์  


องค์ความรู้ : กลุ่มภาษาและวรรณกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เรื่อง คนจีนตัวอย่างในพระราชทรรศนะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยนายปารเมศ อภัยฤทธิรงค์ นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ





       ชื่อผลงาน: ภาพร่างต้นแบบจิตรกรรมฝาผนัง เวสสันดรชาดก วัดราชาธิวาส      ศิลปิน: สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (พ.ศ. 2406 - 2490) และคาร์โล ริโกลี  ศิลปินอิตาลี (พ.ศ. 2426 - 2505)      เทคนิค: จิตรกรรมสีฝุ่นบนแผ่นไม้      ขนาด: กว้าง 100 ซม. สูง 70.5 ซม.      อายุสมัย: รัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 6      รายละเอียดเพิ่มเติม: หนึ่งในงานศิลปกรรมสำคัญชิ้นประวัติศาสตร์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่าง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ได้รับการยกยกว่า “สมเด็จครู” และ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” กับ คาร์โล ริโกลี จิตรกรมีชื่อชาวอิตาลี ซึ่งทางราชสำนักว่าจ้างให้เข้ามาเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ในเทคนิคปูนเปียกแบบตะวันตก ประดับภายในพระอุโบสถวัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร        Title: mural sketch for a fresco in Uposot (ordination hall) of Wat Rachatiwat, depicted a scene from Vessantara Jataka      Artist: HRH Prince Narisara Nuvadtivongs (1863 - 1947) & Carlo Rigoli (1883 - 1962)       Technique: tempera on wooden panel      Size: 100 × 70.5 cm.      Period: Rattanakosin era, first quarter of 20th Century, some years in the reign of King Vijiravudh (Rama VI)      Detail: One of our important pieces of art which is an evidence of a significant collaboration between HRH Prince Narisara Nuvadtivongs whom the public praised as “Nai-Chang Yai” (the great artisan) of Rattanakosin era, and Carlo Rigoli (Italian painter) whom Siamese court commissioned to paint fresco as a decoration in Uposot (ordination hall) of Wat Rachatiwat, Bangkok.



ชื่อเรื่อง                                ปญฺญาปารมี (ปัญญาบารมี) สพ.บ.                                  272/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           36 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 59 ซม.หัวเรื่อง                                 ธรรมเทศนา                                           ธรรมะกับชีวิตประจำวัน บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องชาด  ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


black ribbon.