ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,047 รายการ

ประติมากรรมปูนปั้นรูปบุรุษ พบที่เจดีย์หมายเลข ๓ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง        ประติมากรรมปูนปั้นรูปบุรุษ ยืนเอียงสะโพก เกล้าผมเป็นมวยสูงที่เรียกว่าทรงชฎามกุฎ ไม่มีรายละเอียดของเครื่องประดับศีรษะ แต่ปรากฏผ้าหรือสายรัดที่โคนมวยผม ใบหน้าค่อนข้างเหลี่ยม คิ้วต่อกันเป็นปีกกา ตาเหลือบมองลงต่ำ จมูกโด่ง ริมฝีปากได้รูป แสดงอาการอมยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าแสดงความรู้สึกถึงความมีเมตตา เป็นประติมากรรมที่ถูกปั้นด้วยฝีมือช่างชั้นเยี่ยม ทั้งนี้ไม่ปรากฏรายละเอียดของเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ลักษณะการยืนแบบเอียงตนของประติมากรรมชิ้นนี้ แสดงถึงอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะ แต่เนื่องจากใบหน้าแสดงถึงงานฝีมือช่างที่เป็นเอกลักษณ์ของศิลปะทวารวดีแล้ว จึงกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว)          ประติมากรรมปูนปั้นชิ้นนี้ ไม่มีลักษณะทางประติมานวิทยาของรูปเคารพพระโพธิสัตว์ เช่น รูปพระอมิตาภะหรือสถูปจำลองบนมวยผม อาจเกิดจากมวยผมส่วนบนหักหายไปก็เป็นได้ แต่มีลักษณะที่โดดเด่นคือ ช่างได้ถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกถึงความมีเมตตา ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญที่พระโพธิสัตว์ทรงมีต่อมวลมนุษย์ ประกอบกับท่ายืนแบบเอียงตน ชวนให้นึกถึงประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์ ที่พบจากมืองโบราณสมัยทวารวดีอื่น ๆ ในภาคกลางของประเทศไทย เช่น พระโพธิสัตว์ดินเผา พบที่เจดีย์หมายเลข ๔๐ เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน งานประติมากรรมปูนปั้นถือเป็นหลักฐานสำคัญในการศึกษาเกี่ยวกับศิลปกรรมสมัยทวารวดี แสดงให้เห็นถึงวิธี และรสนิยมในการตกแต่งศาสนสถาน ที่มีความหลากหลาย ทั้งประติมากรรมรูปเคารพ เช่น พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ เทวดา หรือลวดลายประดับต่าง ๆ ชวนให้จินตนาการว่าเมื่อครั้งที่ศาสนสถานเหล่านี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จะเปี่ยมไปด้วยความสวยงาม และแสดงถึงความศรัทธาของช่างในสมัยทวารวดีมากเพียงใด -------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง-------------------------------------------------บรรณานุกรม กรมศิลปากร. ศิลปะทวารวดี ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๕๒. สมศักดิ์ รัตนกุล. โบราณคดีเมืองคูบัว. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๓๕.


หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดสุรินทร์


องค์ความรู้ จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร  เรื่อง โบราณสถานในจังหวัดกำแพงเพชร เมื่อครั้งเสด็จประพาสต้น ร.ศ. ๑๒๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชอัธยาศัยโปรดฯ ในการเสด็จประพาสทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง การเสด็จประพาสหัวเมืองใหญ่น้อยในประเทศนั้นมีจุดประสงค์เพื่อทรงตรวจราชการและสำรวจทุกข์สุขของราษฎรเป็นหลัก  บางคราวก็เสด็จไปเพื่อสำราญพระราชอิริยาบถ จึงไม่โปรดฯ ให้จัดการรับเสด็จอย่างเป็นทางการ ไม่ให้มีท้องตราสั่งหัวเมืองให้จัดทำที่ประทับแรม ณ ที่ใดๆ ไม่มีหมายกำหนดการล่วงหน้า และไม่มีพระประสงค์ที่จะแสดงพระองค์ให้ผู้อื่นรู้จัก กำแพงเพชรมีโบราณสถานขนาดใหญ่น้อยเป็นจำนวนมากทั้งภายในเมืองและนอกเมือง เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชรทางชลมารค ระหว่างวันที่ ๑๘ – ๒๗ สิงหาคม ๒๔๔๙ พระองค์ทรงถ่ายรูปบุคคล วัดวาอาราม โบราณสถาน และสถานที่ต่างๆ ของเมืองกำแพงเพชร แล้วทรงมีพระราชนิพนธ์เล่าเรื่องเสด็จประพาสต้นไว้ด้วย ลำดับการเสด็จประพาสต้นโบราณสถานต่างๆ ในจังหวัดกำแพงเพชร ๒๒ สิงหาคม ๒๔๔๙  เสด็จทอดพระเนตรเมืองไตรตรึงษ์ ทรงแวะวัดวังพระธาตุ และวัดเจดีย์เจ็ดยอด  ๒๓ สิงหาคม ๒๔๔๙  เสด็จประพาสในเมืองเก่ากำแพงเพชร ได้แก่ กำแพงเมือง ประตูบ้านโนน ป้อมเจ้าจันทร์ วัดพระแก้ว สระมน ศาลพระอิศวร  ๒๔ สิงหาคม ๒๔๔๙  เสด็จประพาสตอนเหนือของเมืองเก่ากำแพงเพชร ได้แก่ ป้อมเพชร ประตูสะพานโคม วัดพระนอน วัดพระสี่อิริยาบถ วัดอาวาสใหญ่  ๒๕ สิงหาคม ๒๔๔๙ เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชรฝั่งนครชุม ทอดพระเนตรวัดพระบรมธาตุ  ๒๖ สิงหาคม ๒๔๔๙ เสด็จประพาสวัดเสด็จ และวัดคูยาง บรรณานุกรม - พระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. เสด็จประพาสต้น ร.ศ. ๑๒๕. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พลับลิชชิ่ง, ๒๕๔๗.



สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน) เลขที่ ชบ.บ.5/1-4 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)






จดหมายเหตุเมืองนครราชสีมา.  กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2521           รวบรวมเนื้อหาเรื่องจดหมายเหตุนครราชสีมา เรื่องการฝึกหัวใจ โภชนาการในโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ความสัมพันธ์ของโรคกระดูกกับผู้สูงอายุ วิธีบริหารร่างกายเพื่อสุขภาพ และตำราอาหารภาคต่าง ๆ


- โบราณสถานวัดศรีโทล - .  โบราณสถานวัดศรีโทลตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยทางด้านทิศตะวันตก ห่างจากประตูอ้อหรือประตูเมืองด้านทิศตะวันตกไปประมาณ ๕๐๐ เมตร  ถือเป็นโบราณสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งในเขตอรัญญิก เมืองเก่าสุโขทัย . โบราณสถานแห่งนี้ประกอบด้วย มณฑปเป็นประธานของวัด ซึ่งเดิมเคยประดิษฐานพระพุทธรูปที่ได้ชำรุดหักพังไปหมดแล้ว มณฑปก่อขึ้นจากอิฐเป็นห้องสี่เหลี่ยม มีเสาสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่เพื่อรองรับส่วนบนที่เป็นหลังคาก่ออิฐน้ำหนักมาก  อาคารที่มีเครื่องบนก่อด้วยอิฐนี้แสดงระดับศักดิ์ความสำคัญของตัวอาคารประดิษฐานพระพุทธรูป ว่าแตกต่างจากวิหาร  ซึ่งเห็นเหลือแต่ฐานกับเสาที่ตั้งชิดกันอยู่ข้างหน้า  ตัววิหารเดิมมีส่วนบนเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง เป็นสถานที่สำหรับประชาชนทั่วไปเข้าไปเพื่อนมัสการพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในมณฑป องค์ประกอบทั้งหมดน่าจะเป็นการจำลองภาพสมัยพุทธกาลเมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่ในพระคันธกุฎี หรือกุฏิส่วนพระองค์ในพระอารามแห่งใดแห่งหนึ่ง  โดยมีวิหารสำหรับเป็นสถานที่ให้สาธุชนใช้เป็นที่สักการะพระพุทธองค์  เป็นอาคารที่แยกสัดส่วนต่างหากจากพระคันธกุฎี .  ชื่อวัดศรีโทล ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ ๔ วัดป่ามะม่วง ภาษาเขมร (ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑๑-๑๔) ความว่า “...พระมหาเถร...ผู้ทรงพระไตรปิฎกมาจากลังกาทวีปประจำอยู่...สีโทลโดยทิศทักษิณของป่ามะม่วง (เขียน) พระคาถาไว้สรรเสริญ พระเกียรติยศทั้งปวง...”  ทำให้สันนิษฐานว่าเดิมโบราณสถานวัดศรีโทลแห่งนี้เป็นที่จำพรรษาของพระมหาเถรผู้ทรงความรู้ในพระไตรปิฎกจากลังกาทวีป  พระมหาเถรผู้นี้ เชื่อกันว่าคือผู้ประพันธ์คาถาสรรเสริญพระเกียรติ พระมหาธรรมราชาลิไท ที่ทรงผนวช ณ ป่ามะม่วง เมื่อปี พ.ศ. ๑๙๐๔ (อ่านข้อมูลจารึกหลักนี้เพิ่มเติมได้ตามลิ้งก์นี้ >>> https://db.sac.or.th/inscriptions/inscribe/detail/1329)


การทำสมุดไทย และการเตรียมใบลาน             การทำสมุดไทยและการเตรียมใบลาน มีวิธีการที่แปลก น่าสนใจ และควรศึกษาอย่างยิ่ง แต่ละอย่างต้องใช้แรงงานและเวลาพอสมควร จึงผลิตออกมาเป็นเล่ม เป็นผูก ใช้ประโยชน์ในการขีดเขียนได้อย่างดี             โดยทั่วไปหนังสือสมุดไทยมี ๒ สี คือ สีดำ และสีขาว เรียกว่าสมุดไทยดำ และสมุดไทยขาว ในภาคใต้นิยมเรียกสมุดไทยดำและสมุดไทยขาวว่า บุดดำและบุดขาว สมุดไทยนี้ส่วนใหญ่ทำจากเปลือกของต้นข่อย จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสมุดข่อย              หนังสือใบลาน เป็นหนังสือโบราณประเภทหนึ่งซึ่งจารลายลักษณ์อักษรลงบนใบของต้นลาน ใบลานที่ใช้เป็นใบลานที่ไม่แก่จัด เรียกกันว่าเพสสาด คือใบอ่อนที่สองซึ่งเริ่มจะคลี่กลีบใบออกนั่นเอง  ใบลานที่รวมได้มาทั้งหมดมีขนาดไม่เท่ากัน ก่อนที่จะนำไปตกแต่งเพื่อใช้ประโยชน์ต้องคัดเลือกให้ได้ขนาดเท่า ๆ กันทุกใบ ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ แล้วจึงนำไปเจียนก้านลาน ลานที่เจียนก้านแล้วจะมีลักษณะเป็นแผ่นบาง ๆ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า นำลานไปแช่น้ำนาน ๑ คืน หรือประมาณ ๒๔ ชั่วโมง บางท้องถิ่นนำใบลานไปต้มในน้ำซาวข้าว ต้มให้เดือดแล้วจึงนำออกผึ่งหรือตากให้แห้ง ตากให้ถูกแดดและน้ำค้าง ประมาณ ๑-๒ วัน ใบลานที่แห้งสนิทดีแล้วต้องคลี่ออก เช็ดทำความสะอาดทีละใบก่อนที่จะนำมาแทงลาน ซึ่งใช้ขนอบเป็นพิมพ์สำหรับแทงลานโดยเฉพาะ นำใบลานที่แทงแล้วประมาณ ๑๐-๒๐ ใบ มาเรียงซ้อนกันแล้วประกับด้วยขนอบตามขนาดที่ต้องการ  ใบลานแต่ละกับที่แห้งแล้ว ต้องนำลานทั้งกับมาไสด้วยกบให้ขอบลานเรียบเสมอกันทั้ง ๔ ด้าน แล้วทำความสะอาดลานทีละใบโดยใช้ทรายละเอียดคั่วหรือตากแดดให้ร้อนจัดโรยลงบนใบลาน แล้วใช้ลูกประคบลูบไปมาให้ผิวหน้าลานเรียบพร้อมทั้งใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาดใบลานดีแล้ว จากนั้นจึงใช้เหล็กแหลมเผาไฟเจาะตามช่องที่แทงไว้ในตอนแรก แล้วจัดใบลานเข้าผูก พร้อมจะใช้จารหนังสือได้ทันที             หนังสือสมุดไทยและคัมภีร์ใบลาน เป็นหลักฐานวิชาการที่มีคุณลักษณะทางเสริมสร้างทักษะแก่นักศึกษาและประชาชนในด้านประวัติการของประเทศชาติ และภูมิหลังของอารยธรรมแห่งสังคมกลุ่มต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วราชอาณาจักรไทย นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เอกสารที่บันทึกสรรพวิชาการของบรรพชนไทยเหล่านั้น เป็นเสมือนกระจกเงาที่ส่องสะท้อนให้เห็นอารยธรรม วัฒนธรรม จริยธรรม มนุษยธรรม และคุณธรรม ที่มีมาแต่อดีต ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นแบบอย่างในการปูพื้นฐานสู่สังคมปัจจุบันและอนาคต รวมรวบโดย.   นางสมร  พูนพนัง  บรรณารักษ์ชำนาญการ  หอสมุดแห่งชาตินครศรีธรรมราช อ้างอิง.   ก่องแก้ว   วีรประจักษ์.  หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร.  กรุงเทพฯ ; กรมศิลปากร, ๒๕๓๐.



ตีพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรี พระยาสุรวงศ์วิวัฒน์ (เตี้ยม บุนนาค) ม.ว.ม., ป.ช., ท.จ.ว. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส  เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๕


          มหามกุฎราชสันตติวงศ์ ๒ กรกฎาคม ๒๔๑๘ วันประสูติพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร           พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศรวรฤทธิ์ ประสูติแต่หม่อมสุภาพ ประสูติเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๔๑๘ มีพระนามเดิมว่า "หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร"           ทรงศึกษาวิชา ณ ประเทศอังกฤษ ที่โรงเรียนวอเรนส์ ฮิลส์, แฮร์โรว์, ตรินิตี, มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และโรงเรียนกฎหมาย กรุงลอนดอน สอบไล่ได้วิชาทางกฎหมายมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เป็นเนติบัณฑิตอังกฤษ            ในรัชกาลที่ ๕ รับราชการเป็นเลขานุการพิเศษ ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฏ์ครั้งทรงเป็นผู้กำกับราชการทูต ณ ยุโรป เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๐ ต่อมาในพุทธศักราช ๒๔๔๓ เป็นนักเรียนผู้ช่วยกองที่ปรึกษา กระทรวงการต่างประเทศ แล้วไปเป็นเลขานุการพิเศษ กระทรวงมหาดไทย พุทธศักราช ๒๔๔๕ เป็นปลัดมณฑลนครศรีธรรมราช และผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา พุทธศักราช ๒๔๔๘ เป็นอุปทูตสยามกรุงปารีส กระทรวงการต่างประเทศ พุทธศักราช ๒๔๔๙ เป็นอัครราชทูตสยามกรุงปารีส มาดริด ลิสบอน พุทธศักราช ๒๔๕๒ เป็นรองเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม            ในรัชกาลที่ ๖ เป็นเสนาบดี เมื่อพุทธศักราช ๒๔๕๓ ต่อมาในพุทธศักราช ๒๔๕๔ รับพระราชทานยศเป็นมหาอำมาตย์เอก พุทธศักราช ๒๔๕๕ เป็นอัครราชทูตพิเศษมีอำนาจเต็มประจำกรุงปารีส หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ สถาปนาและรับพระราชทานพระสุพรรณบัฏเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร           เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๔๖๒ ทรงเป็นผู้แทนสยาม ลงนามในสนธิสัญญาแวร์ซายส์ครั้งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๑ ร่วมกับพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นเทววงศวโรทัย           พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร นับเป็นพระราชนัดดาพระองค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่ได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศเป็นพิเศษ           พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร สิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ ๗ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๗๑ พระชันษา ๕๔ ปี   ภาพ : มหาอำมาตย์เอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร


black ribbon.