ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,060 รายการ

ปริวาสกมฺมวิตฺถาร (ปริวาสฺสกมฺมพิษษดาร) ชบ.บ 115/1 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 159/6เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


      ศิลปะธนบุรี  ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔ (๒๐๐ ปีมาแล้ว)       เดิมอยู่ในหอทะเบียนพลแต่โบราณ กระทรวงกลาโหม ส่งมา       ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องศัสตราวุธ พระที่นั่งบูรพาภิมุข พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร       ประติมากรรมพระสุรัสวดี เทวดาผู้รักษากรมพระสุรัสวดี เดิมอยู่ในหอทะเบียนพลแต่โบราณ สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างสมัยกรุงธนบุรี กระทรวงกลาโหมมอบให้พิพิธภัณฑสถาน โดยหอทะเบียนพล หรือที่เรียกว่า “ศาลาสารบาญชี” เป็นอาคารสำหรับเก็บบัญชีสมุดทะเบียนพลเมือง ที่บันทึกจำนวนเลกไพร่หลวง ไพร่ราบ ไพร่สม พันทนาย ขุนหมื่นต่างๆ อยู่ในความดูแลของกรมพระสุรัสวดี สำหรับหอทะเบียนพลของกรุงเทพฯ เดิมตั้งอยู่ใกล้ศาลหลักเมือง และรื้อลงในต้นรัชกาลที่ ๕       กรมพระสุรัสวดี ปรากฏมาแต่ครั้งรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ แห่งกรุงศรีอยุธยา มีหน้าที่บันทึกทะเบียนไพร่พลและเตรียมกำลังพลสำหรับยามศึกสงคราม รวมทั้งลงทะเบียนคนเกิดและจำหน่ายทะเบียนเมื่อมีคนตาย คติแบบแผนนี้สืบทอดมาจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ ๕  พ.ศ. ๒๔๓๙ โปรดให้ย้ายกรมสุรัสวดีจากเดิมที่ขึ้นกับกระทรวงเมือง มาขึ้นกับกระทรวงกลาโหม ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๔๑ ได้เปลี่ยนชื่อ “กรมสุรัสวดี” เป็น “กรมสัสดี”


ชื่อเรื่อง                     การระวังรักษาและซ่อมหนังสือผู้แต่ง                       แม้นมาส ชวลิตประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือหายากหมวดหมู่                   บรรณารักษศาสตร์และสารนิเทศศาสตร์เลขหมู่                      025.7 ม875กสถานที่พิมพ์               พระนครสำนักพิมพ์                 กรุงเทพการพิมพ์ปีที่พิมพ์                    2516ลักษณะวัสดุ               100 หน้า หัวเรื่อง                     หนังสือ – การซ่อมภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึกรวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับการซ่อมแซม และเก็บรักษาหนังสือ ประกอบด้วย การระวังรักษาหนังสือ หนังสือที่ควรซ่อม เตรียมการซ่อมหนังสือ การซ่อมหนังสือ การเข้าเล่ม และนิตยสาร และอนุสาร


องค์ความรู้ ส่งเสริมการอ่านผ่านออนไลน์ เรื่อง “เที่ยวหาดคุ้งวิมาน จันทบุรี” หาดคุ้งวิมาน เป็นหาดที่สวยงามแห่งหนึ่งของจังหวัดจันทบุรี อยู่ในท้องที่ตำบลสนามไชย อำเภอนายายอาม ถ้ามาจากระยองจะแยกเข้าทางขวามือของเส้นทางถนนสุขุมวิท ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 301-302 ก่อนถึงตัวเมืองจันทบุรี ประมาณ 28 กิโลเมตร เข้าไป 27 กิโลเมตร ก็จะถึงชายหาดคุ้งวิมาน ก่อนถึงชายหาดคุ้งวิมานประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกซ้ายมือขึ้นไปบนภูเขาเตี้ยๆ คือ จุดชมวิวเนินนางพญา มีจุดชมวิวทิวทัศน์ มีมุมสวยๆ บนเขาและทางลาดที่มองออกไปทะเล มีถนนเลียบทะเลที่สวยที่สุดในภาคตะวันออก สมกับชื่อที่เป็นวิมานของคุ้งแห่งนี้ เมื่อไปจนสุดเส้นทางจะเห็นเจดีย์กลางน้ำ จุดชมวิวบ้านหัวแหลม เมื่อมองออกไปอีกฝั่ง จะเห็นภูเขาที่เป็นจุดที่ตั้งของแหลมเสด็จ หาดคุ้งวิมานเป็นหาดทรายสีทอง ที่จุดชมวิวหินโคร่ง มีโขดหินผุดโผล่เป็นแห่งๆแต่งแต้มชายหาดให้สวยงามยิ่งขึ้นยามที่คลื่นถาโถมซัดเข้าหาโขดหินตามกำลังแรงของลม ทำให้น้ำแตกกระเซ็นเป็นฟองฝอยขาวพร่างตาตัดกับสีฟ้าสดใสของน้ำทะเล ไกลออกไปในยามเย็น จะเห็นเรือประมงอยู่ลิบๆ ฝูงนกนางนวลและนกทะเลบางชนิดบินฉวัดเฉวียนอย่างร่าเริงน่ามอง หลายคนอาจไม่รู้ว่า ใกล้ ๆ กับจุดชมวิวเนินนางพญา ถนนบูรพาชลทิต หาดคุ้งวิมาน มีลานกางเต็นท์อยู่ เพียงขับรถเลยจุดชมวิวเนินนางพญาไป ประมาณ 100 เมตร ลงเนินไป จะสังเกตเห็นลานหินที่เป็นลานจดรถ ติดกับลานจอดรถนี้เอง ที่เป็นที่ตั้งของลานกางเต็นท์ที่กำลังพูดถึง เป็นลานเล็ก ๆ กางเต็นท์ได้ประมาณ 10-15 เต็นท์ ลักษณะลาน เป็นลานดินลูกรังปรับให้ราบเรียบ แล้วปลูกหญ้าไว้ ดินค่อนข้างแข็ง สูดบรรยากาศกับลมทะเลใน ยามค่ำคืน สามารถถ่ายรูปในเวลากลางคืนได้อย่างสวยงาม จึงอยากเชิญชวนให้มาท่องเที่ยวกันที่หาดคุ้งวิมาน อ้างอิง : ที่ระลึกในพิธีเปิดหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี : อัมรินทร์ พริ้นติ้ง กรุ๊พ. 2533. มัทธิว เจ. (2542, เมษายน). “เที่ยวทะเลจันท์.” Trips Magazine. ปีที่ 3 ฉบับที่ 30 : หน้า 44-65. ผู้เรียบเรียง : นายประพนธ์ รอบรู้ นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี


ตราสัญลักษณ์ ๑๑๒ ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ลักษณะและความหมายของตราสัญลักษณ์ ตราสัญลักษณ์ประกอบด้วย ตราประจำกรมศิลปากรอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยแพรแถบพื้นเขียวขลิบทอง บนแพรแถบซ้าย - ขวา มีตัวเลขปีพุทธศักราช ๒๔๕๔ และ ๒๕๖๖ เป็นปีแรกเริ่มการสถาปนาจวบจนถึงปีปัจจุบัน ด้านล่างมีข้อความ "กรมศิลปากร" ด้านบนมีตัวเลข ๑๑๒ อยู่ภายในกรอบ หมายถึง การครบรอบ ๑๑๒ ปีแห่งการสถาปนากรมศิลปากร ผู้ออกแบบ : นายปัญญา โพธิ์ดี นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ สังกัด : กลุ่มศิลปประยุกต์และเครื่องเคลือบดินเผา สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม


         เนื่องด้วยวันที่ 13 มีนาคม คือ "วันช้างไทย" หอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชมนิทรรศการออนไลน์ เรื่อง "ช้างมงคล" ที่ปรากฏในเอกสารโบราณ โดยเนื้อหานิทรรศการประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 นำเสนอความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์ในสมัยโบราณที่ใช้เรียกอวัยวะส่วนต่างๆ ของช้าง ส่วนที่ 2 จะเป็นความรู้เกี่ยวกับการกำเนิดของช้างมงคลตามตำราคชศาสตร์ที่ปรากฏในเอกสารโบราณว่า “ช้างศุภลักษณ์” หรือช้างที่มีลักษณะมงคล พร้อมทั้งมีภาพประกอบจากเอกสารโบราณ ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตระกูล คือ ช้างตระกูลอิศวรพงศ์  ช้างตระกูลพรหมพงศ์  ช้างตระกูลวิษณุพงศ์  และช้างตระกูลอัคนิพงศ์  ส่วนที่ 3 กล่าวถึงช้างหลวงประจำรัชกาลในราชวงศ์จักรี ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 9 พร้อมเอกสารโบราณที่บันทึกทำเนียบนามช้างสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์           ผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการออนไลน์ เรื่อง "ช้างมงคล" ได้ที่ https://www.nlt.go.th/service/1565


เลขวัตถุ ชื่อวัตถุ ขนาด (ซม.) ชนิด สมัยหรือฝีมือช่าง ประวัติการได้มา ภาพวัตถุจัดแสดง 46/2553 (14/2549) ชิ้นส่วนขวานหินขัด เนื้อสีดำ ย.5.4 ก.4.5 หิน ก่อนประวัติศาสตร์ ยุคหินใหม่ ได้จากบ้านเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จ.นครนายก เมื่อประมาณ พ.ศ. 2539


เลขทะเบียน : นพ.บ.427/2กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 24 หน้า ; 4.5 x 58 ซ.ม. : ชาดทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 154  (120-128) ผูก 2ก (2566)หัวเรื่อง : มาลาวิภักค์--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.571/8                             ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 28 หน้า ; 4 x 59 ซ.ม. : ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 186  (347-356) ผูก 8 (2566)หัวเรื่อง : เวสฺสนฺตรชาตก--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



องค์ความรู้ ส่งเสริมการอ่านผ่านออนไลน์ เรื่อง “วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม ” วันสำคัญในเดือนพฤษภาคมวันหนึ่ง คือ วันฉัตรมงคล ในสมัยรัชกาลที่ 9 ตรงกับวันที่ 5 พฤษภาคม ต่อมารัชกาลที่ 10 ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 4 พฤษภาคม จึงถือเอาวันนี้เป็นวันฉัตรมงคล พระราชพิธีฉัตรมงคล เป็นพระราชพิธีที่กำหนดให้มีขึ้น โดยถือวันครบรอบปีแห่งการเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติของพระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์แต่ละรัชกาล ถือเป็นวันมหามงคลสมัย ในการพระราชพิธีนั้นทรงบำเพ็ญพระราชกุศล สมโภชพระมหาเศวตฉัตรและเครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ เป็นการฉลองครบรอบปีที่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษก และเพื่อให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ราชสมบัติ และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน เพื่อทรงอุทิศกุศลสนองพระเดชพระคุณให้เป็นการเชิดชูพระเกียรติคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ และพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยโดยทั่วไป พระราชพิธีฉัตรมงคลนี้ได้เริ่มขึ้นในรัชกาลที่ 4 ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงการสมโภชเครื่องราชูปโภค และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ พระราชทานนามว่า พระราชพิธีฉัตรมงคล มีงาน 4 วัน ในเดือน 6 ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 5 พระราชพิธีนี้ยังคงทำในเดือนหก ต่อมาจนถึง พ.ศ. 2417 จึงเปลี่ยนมาทำในเดือน 12 อันเป็นเดือนที่ได้ทรงรับพระบรมราชาภิเษก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 การพระราชพิธีฉัตรมงคลได้เพิ่มการพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ซึ่งเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลสนองพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ถึงสมัยรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ยังทรงพระเยาว์และยังมิได้ทรงรับพระบรมราชาภิเษก การพระราชพิธีจึงคงทำในนามพระราชพิธีรัชมงคล ต่อมาเมื่อได้รับพระบรมราชาภิเษกในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 รัฐบาลไทย ได้น้อมเกล้าฯ จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกถวาย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 เหล่าพสกนิกรชาวไทยได้ถือเอาวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคลรำลึก สำหรับในรัชกาลปัจจุบัน วันฉัตรมงคล ถูกกำหนดวันขึ้นตามวันบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีนี้ขึ้น เมื่อวันที่ 4 - 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 ดังนั้น วันฉัตรมงคลในปัจจุบัน จึงตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคม ของทุกปี อ้างอิง : บุญเติม แสงดิษฐ์. วันสำคัญ. กรุงเทพฯ : พัชรการพิมพ์. 2541. ผู้เรียบเรียง : นายประพนธ์ รอบรู้ นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี สำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี


อัมพร วีรวัฒน์.  วิธีใช้ห้องสมุด (Use of Libraries).  [กรุงเทพฯ]: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๑๔.          เป็นคู่มือการเรียนวิชาวิธีใช้ห้องสมุดสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแห่ง ซึ่งเน้นเนื้อหาวิชาทางปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่ ประกอบด้วย เนื้อหาและความรู้เกี่ยวกับ ๑. ห้องสมุดทั่วไป ๒. หอสมุดมหาวิทยาลัยรามคำแหง ๓. หนังสือ ๔. การจัดหมวดหมู่หนังสือ ๕. วิธีใช้บัตรรายการ ๖. หนังสืออ้างอิง ๗. วิธีค้นคว้าเพื่อทำภาคนิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์ ๘. วิธีจดโน้ต ๙. เชิงอรรถ และ ๑๐.  วิธีรวบรวมบรรณานุกรม พร้อมแบบฝึกหัด



องค์ความรู้ : สำนักการสังคีต เรื่อง ตามรอยครูดูโขน ละคร อยุธยา           ในบรรดามหรสพของไทยที่มีอยู่มากมายหลายอย่าง “โขน” นับเป็นนาฏกรรมชั้นสูงและเก่าแก่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ มีแบบแผนสืบมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ เมื่อเกิดขึ้นเริ่มแรกเป็นการเล่นมหรสพกึ่งพิธีกรรม  แล้วพัฒนาจนกลายมาเป็นการเล่นมหรสพที่นิยมตลอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยหลักฐานทางวิชาการ “โขน” คือแหล่งรวมศิลปะที่ปรับปรุงมาจากการเล่นโบราณ ๓ ประเภท คือ หนังใหญ่ กระบี่กระบอง และชักนาคดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธีอินทราภิเษก            การแสดงหนังใหญ่ เป็นมหรสพเก่าแก่ที่เคยขึ้นชื่อลือชามีมาแต่สมัยกรุงสุโขทัย จากศิลาจารึกหลักที่ ๘ ในสมัยพระมหาธรรมราชา (ลิไท) ได้กล่าวถึงมหรสพสมโภชในงานเทศกาลไหว้พระพุทธบาทบนเขาสุมนกูฏ พ.ศ.๑๙๐๓  ความว่า           “มีระบำ (รำ) เต้นเล่นทุกฉัน..ด้วยเสียงอันสาธุการบูชา อีกด้วยดุริยพาทย์ พิณฆ้องกลอง เสียงดังสีพอันดินจักหล่มอันใส”             จากข้อความดังกล่าว จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าการเต้นก็คือหนังใหญ่นั่นเอง หนังใหญ่นั้นจะแสดงโดยการเต้นและดำเนินเรื่องด้วยการพากย์ เจรจา โขนจึงได้รับอิทธิพลบางส่วนปรับปรุงมาจากหนังใหญ่ ดังที่ในหนังสือปุณโณวาทคำฉันท์ ของพระมหานาค วัดท่าทราย แต่งขึ้นในราว พ.ศ. ๒๒๙๔ ถึง ๒๓๐๑ เป็นระยะเวลา ๗ ปี  ปลายรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ  ได้กล่าวไว้ว่า “มหรสพที่แสดงฉลองพระพุทธบาทในตอนกลางคืนว่ามีการเล่นหนังใหญ่อยู่ด้วย ”           เมื่อแสดงหนังใหญ่กันนาน ๆ เข้า ทั้งผู้ชมและผู้แสดงคงเกิดความเบื่อหน่าย สำหรับผู้ชมคงเบื่อในเรื่องตัวหนังเคลื่อนไหวอิริยาบถไม่ได้  ฉลุสลักเป็นรูปอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ส่วนผู้แสดงคงเบื่อหน่ายที่จะนำตัวหนังออกไปเชิด เพราะตัวหนังบางตัวมีขนาดใหญ่สูงถึง ๒ เมตร  เช่น หนังเมือง  หนังปราสาท จึงมีผู้คิดจะออกไปแสดงแทนตัวหนังแต่ไม่รู้ว่าจะแต่งตัวอย่างไร ขณะที่ในอยุธยาช่วงยุคสมัยนั้นมีการเล่นในพระราชพิธีอินทราภิเษกอย่างหนึ่ง คือ ชักนาคดึกดำบรรพ์  การแสดงแบบนี้ต้องใช้ผู้แสดงจำนวนมาก แต่งกายเป็นเทวดา ยักษ์  ลิง  มีสุครีพ  พาลี เป็นตัวเอก ผู้ที่คิดจะออกแสดงแทนหนังใหญ่  จึงเอาเครื่องแต่งกายการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์มาแต่ง เมื่อมีเครื่องแต่งกายแล้วก็ยึดเอาเรื่องรามเกียรติ์ที่ใช้แสดงหนังใหญ่มาเป็นเรื่องแสดง  และใช้การดำเนินเรื่องด้วยการพากย์ เจรจา มีปี่พาทย์บรรเลงประกอบการแสดง ส่วนจอหนังหนังใหญ่ต่อมาโขนก็ได้ปรับปรุงนำเอามาใช้กับโขนเรียกว่า “โขนหน้าจอ”           ครั้งสมัยอยุธยาก่อนถึงรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ พระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งในสมัยอยุธยาตอนปลาย ละครในจะเล่นเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์กับเรื่องอุณรุทเพียง ๒ เรื่องเท่านั้น ยังไม่ปรากฏว่าเล่นเรื่องอิเหนา เพราะเรื่องรามเกียรติ์กับเรื่องอุณรุทเป็นพงศาวดารอินเดียที่ชนชาวอินเดีย  มีความเชื่อและถือเป็นคติมาแต่โบราณ ให้ความนับถือในลัทธิไสยศาสตร์ว่าพระนารายณ์เสด็จอวตาร ลงมาบำรุงมนุษย์โลกให้เกิดความสุข จึงยึดถือว่าการเล่นหรือแสดงเรื่องตำนาน เช่น เรื่องรามเกียรติ์หรือเรื่องมหาภารตะ เป็นการเฉลิมพระเกียรติยศพระเป็นเจ้า ก่อให้เกิดสวัสดิมงคลแก่ผู้เล่น และผู้ดู           ในสมัยโบราณคงเป็นเพราะพวกพราหมณ์ชาวอินเดีย ที่เป็นครูบาอาจารย์ในด้านพิธีกรรม ซึ่งเดินทางเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยา สอนให้คนไทยเล่นแสดงตำนาน เช่น เล่นเรื่องรามเกียรติ์ หรือเรื่องกฤษณาวตาร คือ เรื่องอุณรุท จึงได้เกิดมีประเพณีการเล่นโขนเกิดขึ้น  ซึ่งเรื่องตำนานการเล่นโขนของไทย มีเค้ามูลอยู่ในกฎมนเทียรบาลในตอนตำราพระราชพิธีอินทราภิเษก (อินทราภิเษก หมายถึง การสถาปนาขึ้นเป็นพระราชา โดยลักษณะ ๓ ประการ ตามความเชื่อคติโบราณว่า ๑.พระอินทร์นำเครื่องราชกกุธภัณฑ์มาถวาย ๒.เสี่ยงเอาราชรถมาเกยที่ฝ่าพระบาท ๓.เอาฉัตรทิพย์มากาง) โดยมีเนื้อความบันทึกไว้กระบวนเล่นไว้ว่า          “ให้ปลูกสร้างเขาพระสุเมรุสูงเส้น ๑ กับ ๕ วา ที่ท้องสนามหลวงและที่เชิงเขาทำเป็นรูปนาค ๗ เศียรเกี้ยวพันเขาพระสุเมรุ แล้วให้ “เลก” (หมายถึงกรม) ตำรวจแต่งเป็นรูปอสูร ๑๐๐ ตน มหาดเล็กเป็นเทวดา ๑๐๐ องค์ และเป็นพญาวานร อาทิ พาลี สุครีพ ท้าวมหาชมพู และไพร่พล บริวารอีก ๑๐๐ ตัว รวมวานรทั้งหมด ๑๐๓ ตัว โดยให้ทำการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ให้อสูรเป็นฝ่ายชักด้านหัว ส่วนเทวดาชักหางและวานรชักปลายหาง ซึ่งการพระราชพิธีอินทราภิเษกจะมีกำหนดชักนาคดึกดำบรรพ์ในวันที่ ๕ ของพระราชพิธี”          ลักษณะที่ทำการชักนาคดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธีอินทราภิเษกดังที่กล่าวมานี้ คือการแสดงตำนานในไสยศาสตร์เพื่อความสิริสวัสดิมงคล  อันมีมูลเหตุอันเดียวกันกับที่เล่นโขนเรื่องรามเกียรติ์ หลักฐานครั้งแรกที่เล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ เกิดขึ้นหลังจากตั้งกรุงศรีอยุธยาได้เพียง ๘ ปี ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ครั้งที่ ๒ มีหลักฐานในหนังสือพระราชพงศาวดาร ได้กล่าวถึงการเล่นดึกดำบรรพ์หรือชักนาคดึกดำบรรพ์ของกษัตริย์ในสมัยกรุงศรีอยุธยาบางพระองค์ไว้ว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดี ๒ ว่าเมื่อศักราช ๘๓๘  ปีวอกอัฐศก  (พ.ศ. ๒๐๑๗)  พระองค์ประพฤติการเบญจาเพส จะประกอบพระราชพิธีอินทราภิเษก จึงทรงให้เล่นดึกดำบรรพ์ อีกครั้งในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ทรงประกอบพระราชพิธีลบศักราชเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๘๑ ทรงเอาแบบอย่างมาทำอีกครั้งหนึ่ง           ตามที่กล่าวมานี้บางทีที่เกิดตั้งกรมโขนขึ้น อาจจะมาแต่การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธีอินทราภิเษกก็ได้และโดยทำนองจะมีพระราชพิธีอื่น ๆ  อันมีการเล่นการแสดงตำนานซึ่งมี เกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ จึงเป็นเหตุให้มีการฝึกฝัดโขนหลวงขึ้นไว้สำหรับเล่นในพระราชพิธี โดยเอามหาดเล็กหลวงมาหัดโขนเป็นแบบแผน ซึ่งมีปรากฏข้อมูลอยู่ในตำราอินทราภิเษกตามที่กล่าวมาแล้ว เหตุเพราะ พวกมหาดเล็กหลวงเป็นลูกผู้ดี  ฉลาดเฉลียวฝึกหัดเข้าใจง่าย  การฝึกฝัดโขนหากใครได้รับเลือกก็จะมีความยินดี ถือว่าได้รับการยกย่องอย่างหนึ่ง จึงเป็นประเพณีสืบมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่พวกโขนหลวงนับว่าอยู่ในหมู่พวกผู้ดีที่เป็นมหาดเล็ก สมัยนั้นจึงมีบุตรหลานข้าราชการผู้ใหญ่มากมายไปฝึกโขน          โขนสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงเป็นการเล่นสำหรับพระราชพิธีที่สำคัญ เช่น พิธีอินทราภิเษกหรือราชาภิเษก จึงเป็นข้อห้ามมิให้ผู้อื่นเล่นแต่ปรากฏเป็นความนิยมในชั้นหลังต่อมาว่า การฝึกหัดโขนนั้นทำให้ชายหนุ่มที่ได้รับการฝึกหัดแคล่วคล่องว่องไวในกระบวนการรบพุ่ง เป็นประโยชน์ไปจนถึงการรบสู้ข้าศึก จึงโปรดพระราชทานอนุญาตให้เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้ว่าราชการเมืองหัดโขนได้โดยไม่ห้ามปรามเหมือนเมื่อแรก  ด้วยเห็นเป็นประโยชน์แก่ราชการแผ่นดิน ดังนั้นเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แต่ก่อนใครมีสมพลบ่าวไพร่มาก จึงมักนิยมหัดโขนขึ้นเพื่อสำหรับประดับเกียรติยศ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อมีการนำทหารมหาดเล็กและตำรวจหลวง เข้ามาฝึกโขน ท่วงท่าการรบในโขนน่าจะเกิดขึ้นจากท่าอาวุธโบราณที่ใช้เล่นกระบี่กระบอง ผสมผสานกับท่าขึ้นลอยที่นำรูปแบบมาจากหนังใหญ่ เมื่อโขนมีขึ้นแพร่หลายการเล่นโขนก็เล่นไปจนในการมหรสพซึ่งเป็นการใหญ่ เช่น การฉลองพระอาราม ตลอดจนนิยมเล่นในงานศพผู้มีบรรดาศักดิ์สูงมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา           โขนและละครสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นการเล่นหรือการแสดงของผู้ชาย แต่การเล่นโขนและละครสมัยโบราณนั้นต่างกันมาก เพราะโขนเป็นการเล่นของผู้ดีมีบรรดาศักดิ์ เล่นในพระราชพิธีตามที่กล่าวมาแล้ว ส่วนละครเป็นการเล่นของราษฎรที่รับจ้างหาเลี้ยงชีพ ส่วนผู้หญิงก่อนที่จะมาหัดละครในนั้น เล่นเพียงแค่เป็นนางรำหรือนางระบำ หาได้เล่นเป็นเรื่องเหมือนอย่างโขนหรือละครไม่          ในด้านการแสดงโขนจะเริ่มมีการแสดงมาแต่ยุคสมัยใดในเมืองไทย ไม่ปรากฏหลักฐานไว้เป็นที่แน่ชัด แต่เริ่มมีการกล่าวถึงหลักฐานการแสดงนาฏกรรมประเภทนี้ไว้ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกษัตริย์พระองค์ที่ ๒๘ แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยบันทึกของ มองสิเออ เดอ ลา ลูแบร์  ราชทูตชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเมืองไทยเพื่อเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาขณะนั้น ได้จดบันทึกเล่าเรื่องว่าได้ดูทั้งโขน ละคร และระบำ  โดยกล่าวว่าโขนและละครนั้นผู้ชายเล่น จึงน่าเชื่อว่าในสมัยนั้นละครผู้หญิงยังไม่มีเล่น สำหรับการแสดงโขนมองสิเออ เดอ ลา ลูแบร์ ได้บันทึกเรื่องราวกล่าวไว้ว่า           “เป็นการร่ายรำเข้า ๆ ออก ๆ หลายคำรบตามจังหวะซอและเครื่องดนตรีอย่างอื่น ผู้แสดงสวมหน้ากาก (หัวโขน) และถืออาวุธ ฯ ”              เหตุนี้จึงเชื่อถือได้ว่าโขนนับเป็นมหรสพอย่างหนึ่งของไท  ที่น่าจะมีการแสดงแพร่หลายมาก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  โดยนำวิธีการแสดงและเนื้อเรื่องมาจากหนังใหญ่อันเป็นต้นกำเนิดของโขนอย่างหนึ่ง  ซึ่งมีการแสดงมาก่อนและเล่นเรื่องรามเกียรติ์เช่นกัน  แล้วนำเครื่องแต่งกายและศิราภรณ์มาจากการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์          ในสมัยกรุงศรีอยุธยาโขนจะไม่นิยมแสดงเพียงเรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอุณรุท อีกเรื่องหนึ่งที่แสดง แต่ต่อมาเมื่อมีละครในหรือละครหลวงผู้หญิงเกิดขึ้น  จึงเลือกเอาเรื่องโขนบางตอนที่เหมาะแก่กระบวนร่ายรำ เช่น ในเรื่องอุณรุทหรือเรื่องกฤษณาวตาร  มาคิดปรุงกับกระบวนฝึกซ้อมละครให้พวกนางรำของหลวงเล่น  ครั้นเล่นก็เห็นว่าดีจึงให้มีละครผู้หญิงของหลวงขึ้น และในชั้นแรกจะเล่นแต่เรื่องอุณรุท  บางทีจะเป็นเพราะเหตุที่ละครในหรือละครหลวงผู้หญิงได้นำเรื่องอุณรุทไปเล่นหรือแสดงนั่นเอง โขนจึงไม่ได้เล่น เรื่อง อุณรุทหรือกฤษณาวตาร  จะนิยมเล่นแต่เรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น ต่อมาเมื่ออิเหนาเกิดขึ้นอีกเรื่องหนึ่งจึงนำมาเล่นเป็นละครในอีกเรื่องหนึ่ง --------------------------------------- แหล่งข้ออ้างอิง - เด่นดวง   พุ่มศิริ. ศิลปะการแสดงของไทย. หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพรองศาสตราจารย์ เด่นดวง  พุ่มศิริ. กรุงเทพมหานคร :  กองโรงพิมพ์กรมสารบรรณทหารอากาศ, ๒๕๒๘.   - ธนิต  อยู่โพธิ์. โขน.  พระนครนคร : โรงพิมพ์ศิวพร, ๒๕๑๑.  - สุรพล  วิรุฬห์รักษ์. วิวัฒนาการนาฏยศิลป์ไทยในกรุงรัตนโกลินทร์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๗.  - เสรี หวังในธรรม. ละครผู้ชาย.  นาฎศิลป์และดนตรีไทย. ศูนย์สังคีตศิลป์ครั้งที่ ๕๔, ๒๕๒๓.      --------------------------------------------- เรียบเรียงโดย นายจรัญ  พูลลาภ นักวิชาการละครและดนตรีชำนาญการพิเศษ สำนักการสังคีต  


black ribbon.