ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 4,031 รายการ

 เกาะยอ  เป็นเกาะที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาบสงขลา ห่างจากอำเภอเมืองสงขลาประมาณ ๑๕ กิโลเมตร มีความโดดเด่นทั้งความงามทางธรรมชาติ สถาปัตยกรรม วิถีชีวิตของผู้คนที่สงบและเรียบง่าย หัตถกรรมอันเลื่องชื่อเช่นผ้าเกาะยอ ความอุดมสมบูรณ์ทางอาหาร เช่น ผลไม้ อาหารทะเล ฯลฯ สมกับคำขวัญประจำเกาะที่ว่า “สมเด็จเจ้าเป็นศรี ผ้าทอดีล้ำค่า นานาผลไม้หวาน ถิ่นอาหารทะเล เสน่ห์สะพานติณฯ สถาบันทักษิณลือนาม งดงามเรือนไทย” สำหรับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของเกาะยอนั้นปรากฏหลักฐานชัดเจนในสมัยอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ เป็นต้นมา โดยปรากฏภาพเกาะยอในแผนที่เมืองนครศรีธรรมราช จ.ศ.๙๗๗ (ราวพ.ศ.๒๑๕๘) และแผนที่เมืองสงขลาของมองซิเยอร์ เดอร์ ลามาร์ (Monsieur de la Mare) วิศวกรชาวฝรั่งเศสราว พ.ศ.๒๒๓๐ ........................................................................................................................................ เส้นทางถีบจักรยานรอบเกาะยอ สำหรับเส้นทางในวันนี้ ทางกลุ่มโบราณคดีขอนำเสนอ เส้นทางโบราณสถานวัดแหลมพ้อ - วัดโคกเปี้ยว - จุดชมวิวเกาะยอ - ศาลเจ้าไท้ก๋ง - โบราณสถานวัดท้ายยอ - วัดเขาบ่อ และขอแถมสถาบันทักษิณคดีศึกษา - เจดีย์บนเขากุฏิ (หากใจท่านนั้นยังไหว) ส่วนรายละเอียดแต่ละสถานที่นั้นจะบรรยายในแต่ละภาพค่ะ  เกาะยอเป็นเกาะที่เป็นมิตรกับนักปั่นจักรยาน เนื่องจากเป็นเกาะขนาดเล็กที่มีความเงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน มีรถขนาดใหญ่ขับขี่ไม่มาก สุนัขในเกาะยอก็ค่อนข้างเป็นมิตรและถนนลาดยางตลอดสาย การปั่นจักรยานเกาะยอจึงมีความปลอดภัยมาก นอกจากนี้ยังมีคาเฟ่สวยๆ ของกินอร่อยๆให้นักถีบได้นั่งพักให้หายเหนื่อยกันอีกด้วย และอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรพลาด คือ การถ่ายฟ้าและวิวของเกาะยอที่ไม่เคยเหมือนกันในแต่ละวัน ถือเป็นงานศิลปะชิ้นเอกที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ออกมาให้เราได้ชม แต่มีข้อควรระวังสักนิดหากเพื่อนๆปั่นจักรยานเพลินจนมืดค่ำ ควรจะติดไฟหน้าและท้ายรถจักรยานเพื่อความปลอดภัยในการปั่นนะคะ


          วันนี้ (วันจันทร์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕) เวลา ๑๓.๓๐ น. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรม ศิลปากร เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลผลการแข่งขันสร้างสรรค์เกมมรดกวัฒนธรรม FIT Game Jam 2022 (Fine Arts Game Jam) ณ ห้องประชุม ชั้น ๕ กรมศิลปากร อาคารเทเวศร์          จากการที่กรมศิลปากร ได้รับรางวัลที่ ๕ ในการแข่งขันระดับโลก The Cultural Heritage Game Jam จากงาน Global Game Jam® (GGJ) ที่จัดขึ้น ณ สหรัฐอเมริกา กรมศิลปากร จึงร่วมกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา จัดการแข่งขันสร้างสรรค์เกมมรดกวัฒนธรรม FIT Game Jam 2022 (Fine Arts Game Jam) จากโจทย์ของกรมศิลปากร ภายใน ๔๘ ชั่วโมง เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้สร้างสรรค์ ผลงานด้านสื่อเกม จากฐานความรู้ด้านมรดกวัฒนธรรมของชาติ มีผู้สมัครร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น ๙๑ คน โดยแบ่งเป็นทีม รวม ๑๖ ทีม แข่งขันระหว่างวันที่ ๒ - ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิร่วมตัดสินผลการแข่งขันในวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๖๕ ดังนี้          รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล ๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ ทีม Siam Majestic          รองชนะเลิศอันดับที่ ๑ เงินรางวัล ๑๒,๐๐๐ บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ ทีม Borrow time Tactic          รองชนะเลิศอันดับที่ ๒ เงินรางวัล ๘,๐๐๐ บาท พร้อมโล่รางวัล ได้แก่ ทีม VR          รางวัลขวัญใจ Gamer เงินรางวัล ๒,๐๐๐ บาท ได้แก่ ทีม Garuda Office          รางวัล The Gamer Must go on มี ๒ รางวัล ๆ ละ ๒,๐๐๐ ได้แก่ ทีม Golden River Valley และทีม Sangkhalokและทุกทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันได้รับประกาศนียบัตร จากกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมด้วย          การแข่งขันสร้างสรรค์เกมมรดกวัฒนธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ อีกก้าวที่สำคัญ ของการนำ Soft Power ด้านวัฒนธรรม มาใช้เพื่อสร้างสรรค์ ตามวิสัยทัศน์ใหม่ของกระทรวงวัฒนธรรม คือ “วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มีบทบาทนำในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย” โดยมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา และภาคเอกชน สืบสาน รักษาและต่อยอดงานศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืนสู่เยาวชนรุ่นต่อไป


โรคภัยไข้เจ๊บสมัยนี้มีมากมายแล้วคนที่บ้านเชียงสมัยก่อนประวัติศาสตร์เค้าเจ็บป่วยอะไรบ้างนะเชิญพบกับผลงานของนางสาวปิยะภัทร ราชวัตรนักศึกษาฝึกสหกิจสาขามานุษยวิทยาวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยนครพนม



           นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช เมื่อแรกสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ในความดูแลของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยใช้พื้นที่ของพระวิหารพระพุทธชินสีห์และพระวิหารพระศรีศาสดา เป็นที่จัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุประเภทต่าง ๆ ต่อมากรมศิลปากรได้ประกาศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช เมื่อพุทธศักราช 2504 และได้ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช เมื่อพุทธศักราช 2557 จากนั้นสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย จึงได้ดำเนินโครงการจัดแสดงนิทรรศการถาวร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช โดยเริ่มดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงมาเป็นลำดับตั้งแต่ปี 2561 กระทั่งแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปีนี้             การจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในอาคารได้รวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่มีประวัติเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธชินราช และวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร พิษณุโลก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งโบราณวัตถุเหล่านี้เป็นสิ่งของที่มีผู้ถวายแด่พระพุทธชินราชเป็นพุทธบูชา ทั้งพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และประชาชนทั่วไป แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธชินราช เช่น สังวาลประดับองค์พระพุทธชินราช และสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ต้นไม้เงินต้นไม้ทองที่ถวายโดยพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ภาพ : สังวาลพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก (ของเดิม)ภาพ : สายสะพายนพรัตนราชวราภรณ์ภาพ : พานพุ่มดอกไม้เงินดอกไม้ทอง รัชกาลที่ 6 ภาพ : ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ร.9นอกจากนี้ยังมีโบราณวัตถุที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดีในเขตจังหวัดพิษณุโลกและโบราณวัตถุที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธชินราชจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งอื่น ๆ แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 9 ส่วน ได้แก่            1. ส่วนจัดแสดงราช-ราษฎร์ศรัทธาบูชาพระพุทธชินราช จัดแสดงเรื่องราวพระราชศรัทธาของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนความศรัทธาของประชาชนผ่านหลักฐานที่เป็นสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งนำมาถวายพระพุทธชินราช เช่น ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง เครื่องแก้วเจียระไน เครื่องตามประทีป เป็นต้น            2. ส่วนจัดแสดงย้อนอดีตกาลโบราณคดีและประวัติศาสตร์พิษณุโลก นำเสนอพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของพิษณุโลก ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ตลอดจนความสำคัญของเมืองพิษณุโลกในช่วงระยะเวลาต่าง ๆ รวมถึงบทบาท สถานะของเมืองพิษณุโลกที่มีความสัมพันธ์กับสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา            3. ส่วนจัดแสดงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร เมืองพิษณุโลก และพระพุทธชินราช จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา การบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร เมืองพิษณุโลก การเสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธชินราชของพระมหากษัตริย์ ตำนานประวัติและพุทธศิลป์ของพระพุทธชินราช            4. ส่วนจัดแสดงพุทธบูชาราชรัตนาภรณ์ จัดแสดงสังวาลประดับองค์พระพุทธชินราช และสายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ซึ่งพระมหากษัตริย์ถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธชินราช เพื่อแสดงถึงความสำคัญและความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธชินราชของพระมหากษัตริย์ไทย            5. ส่วนจัดแสดงกลองมโหระทึก จัดแสดงโบราณวัตถุประเภทกลองมโหระทึกที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร พิษณุโลกได้เก็บรักษาไว้             6. ส่วนจัดแสดงพุทธศิลปงาสลัก จัดแสดงโบราณวัตถุประเภทงาช้างและงาช้างแกะสลัก ที่ประชาชนถวายพระพุทธชินราชเป็นพุทธบูชา            7. ส่วนจัดแสดงพุทธพิมพปฏิมา จัดแสดงโบราณวัตถุประเภทพระพุทธรูปบุเงินบุทอง พระพุทธรูปแก้ว ที่ประชาชนถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระพุทธชินราช            8. ส่วนจัดแสดงโบราณวัตถุประเภทเครื่องไม้ จัดแสดงโบราณวัตถุประเภทเครื่องไม้ ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร พิษณุโลกได้เก็บรักษาไว้ เช่น ยานมาศ ตู้พระธรรม ดาวประดับเพดานพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น            9. ส่วนจัดแสดงโบราณวัตถุที่ประชาชนถวายพระพุทธชินราชเป็นพุทธบูชา เช่น เครื่องแก้วเจียระไน เครื่องถ้วยลายคราม เครื่องเบญจรงค์ เครื่องทองเหลือง เป็นต้น            พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช เปิดให้บริการโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 08.30 – 16.00 น. (ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์)



          พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จัดกิจกรรม "Scent of the Month – หอมทุกเดือน" นิทรรศการเล็ก ๆ แต่หอมจับใจ ชวนทุกท่านมาสัมผัส “กลิ่น” ที่บอกเล่าเรื่องราวของประเพณี วิถีชีวิต วันสำคัญ และเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนไปในแต่ละเดือน ในเดือนพฤษภาคม 2568 พบกับ “วันแรกในรั้วโรงเรียน” กลิ่นแป้งเด็ก นมโรงเรียน และหญ้าตัดใหม่ จะหอมละมุน ชวนให้หัวใจยิ้ม เหมือนวันเปิดเทอมวันแรก           ขอเชิญทุกท่านมาดมกลิ่นในวัยเยาว์ และรังสรรค์กลิ่นในแบบของคุณได้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 1 - 31 พฤษภาคม 2568 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3553 6100 ติดตามข่าวสารกิจกรรมได้ทาง Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี Suphanburi National Museum


         กรมศิลปากร ขอเชิญชวนร่วมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๖๙ ไปกับ พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ที่จะมาให้ข้อมูลกิจกรรมหลากหลาย ที่กรมศิลปากรพร้อมเสิร์ฟให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ ผ่านรายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ - ๑๑.๔๕ น. ผ่านช่องทาง Facebook: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร           รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร รวมทั้งกิจกรรมที่น่าสนใจของหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร กำหนดถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๑.๐๐ น. ตลอดปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๖๘ - กันยายน ๒๕๖๙


        สำนักการสังคีต กรมศิลปากร จัดโครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๙ “สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมด้านดนตรีและนาฏศิลป์ โดยจัดการแสดงหลายประเภท ทั้งการแสดงโขน การแสดงละคร การแสดงวิพิธทัศนา การบรรเลงและขับร้องดนตรีไทย การบรรเลงและขับร้องดนตรีสากล สลับสับเปลี่ยนกันไปในทุกวันอาทิตย์ ระหว่างวันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙ จำนวน ๖ ครั้ง ตั้งแต่เวลา ๑๗.๓๐ น. – ๑๙.๓๐ น. ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ค่าเข้าชมการแสดงคนละ ๒๐ บาท นำส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน เพื่อร่วมกันอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมด้านนาฏดุริยางคศิลป์ของชาติ ให้คงอยู่และแพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง          เริ่มวันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๐๐ น. ขอเชิญชมการแสดงเนื่องในวันเปิดโครงการแสดงดนตรีสำหรับประชาชน ณ สังคีตศาลา ปีที่ ๖๙ “สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ณ สังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พบกับรายการแสดง ดังนี้          ๑. การบรรเลงและขับร้องดนตรีสากล          ๒. รำถวายความอาลัย “พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดวงประทีปทองส่องแผ่นดิน“          ๓. ระบำวานรพงศ์          ๔. รำถวายมือองค์ปะตาระกาหลา          ๕. โขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดกษิรชลมณโฑ นำแสดงโดย ศิลปินสำนักการสังคีต, กำกับการแสดงโดย ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ ศิลปินแห่งชาติ, อำนวยการแสดงโดย ศิริพงษ์  ทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต บัตรราคา ๒๐ บาท (รายการอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (วันและเวลาราชการ) โทร ๐ ๒๒๒๑ ๖๕๓๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๔๒         ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถไปชมการแสดงโครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๙ “สังคีตสุนทรีย์ถวายพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”ได้ทุกวันอาทิตย์ ระหว่างวันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙ และการแสดงสมโภชพระพุทธสิหิงค์ ในวันจันทร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เวลา ๑๗.๓๐ น. ณ เวทีสังคีตศาลา บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ติดตามรายละเอียดได้ทาง Facebook: สำนักการสังคีต กรมศิลปากร  


        กรมศิลปากร เชิญชวนทุกท่านติดตามชม “ศิลป์ stories“ คนกรมศิลป์มีเรื่องเล่า เพราะทุกเรื่องราวมีชีวิต และทุกเทคนิคมีความหมาย รายการ Podcast ที่สนุกและได้ความรู้จากกรมศิลปากร วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569  เวลา 14.00 – 15.00 น. ในตอน “โรครัก...โรคร้าย...โรคระบาดในประวัติศาสตร์ไทย” โดย ระชา ภุชชงค์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ดำเนินรายการโดย เอกลักษณ์ ลอยศักดิ์ นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ สามารถรับชมได้ผ่านช่องทาง Facebook:  กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม https://www.facebook.com/FineArtsDept  และ Facebook: กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร https://www.facebook.com/prfinearts  และช่อง Youtube: กรมศิลปากร https://www.youtube.com/@finearts.d         “ศิลป์ stories“ รายการ Podcast ที่สนุก และได้ความรู้จากกรมศิลปากร กำหนดออนไลน์ทุกวันเสาร์ที่ 2 และ 4 ของเดือน เวลา 14.00 - 15.00 น. เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม - กันยายน 2569  


ศุกร์สัญลักษณ์ : Suk Sanyalak (Friday Night Rag)   เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๒๐           เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๒๐ ทรงพระราชนิพนธ์ในพุทธศักราช ๒๔๙๗ เพื่อเป็นเพลงประจำวงดนตรี “ลายคราม” โดยบรรเลงทุกคราวที่ทรงดนตรีกับวงดนตรีลายครามและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ซึ่งเป็นนักดนตรีคนหนึ่งของวงดนตรีลายคราม แต่งคำร้องภาษาอังกฤษและคำร้องภาษาไทย ทรงพระราชทานออกบรรเลงครั้งแรกทางสถานีวิทยุ อ.ส.   Royal Composition Number 20           The twentieth royal musical composition was written in 1954 as the signature tune for the “Lay Kram” band, performed every time His Majesty joined the band. His Majesty requested Mom Rajawong Seni Pramoj, one of the Lay Kram Band musicians to write English and Thai lyrics, and had it performed for the first time on Aw Saw Radio.


          วัดบ้านทราย ตั้งอยู่เลขที่ ๑ หมู่ที่ ๒ ต.บ้านทราย อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี อยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดลพบุรี ห่างจากอำเภอเมือง ๓๒ กม. และห่างจากอำเภอบ้านหมี่ ๓.๕กม.            ประวัติความเป็นมา วัดบ้านทราย ชาวบ้านทรายสืบเชื้อสายมาจากชาว "ไทยพวน" ซึ่งเป็นชาวไทยที่มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ที่ "เมืองพวน" ในประเทศลาวในอดีต ต่อมาได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีเศษ แล้วโดยการนำของครูบานาวาหรือ "ภิกษุหล้า" ซึ่งออกธุดงค์มาจากเมืองเชียงขวาง เมืองเวียงจันทร์ เพื่อสืบหาญาติพี่น้องที่อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยก่อนแล้ว เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๖๙ การออกธุดงค์ของท่านจึงมีโอกาสพบกับพี่สาวของท่านชื่อ "ถอ" บริเวณวัดท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ต่อจากนั้นก็สร้างบ่อน้ำสร้างบ้านทราย สร้างวัด และพระอุโบสถขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๒ ซึ่งปรากฏอยู่กระทั่งทุกวันนี้           ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๙ ชาวบ้านทรายได้อพยพไปตั้งถิ่นฐานใหม่ (ณ ตำบลบ้านทรายในปัจจุบัน) โดยท่านครูบาราวาได้ออกธุดงค์มาพบแหล่งน้ำใหญ่ฤดูแล้งเดือน ๔ เดือน ๕ น้ำในวังนี้ก็ไม่แห้งจึงเรียกวังใหญ่นี้ว่า "วังเดือนห้า" และสร้างวัดบ้านทรายทางด้านทิศตะวันตกของวังเดือนห้าโดยมีครูบานาวาเป็นผู้นำสร้าง และเป็นสมภารวัดองค์แรก รวมทั้งวิหารหลังนี้ที่ยังเหลือไว้ในพระพุทธศาสนาจนถึงทุกวันนี้ ดังนั้นชาวบ้านทรายจึงถือว่าท่านเป็นต้นตระกูลของชาวบ้านทราย ที่ได้เคารพสักการะอย่างสูง ปัจจุบันได้รับการบูรณะแล้ว จากกรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี ในปีงบประมาณ ๒๕๖๒ (ที่มาของข้อมูล : รายการประกอบแบบโครงการบูรณะโบสถ์วัดบ้านทราย โดยกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี)


          วันพุธที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๐.๐๐ น. สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการอบรมพิพิธภัณฑสถานวิทยาแก่บุคคลภายนอก “เครือข่ายสัมพันธ์ : ๑๖ ปี พิพิธภัณฑ์วิทยา” ณ ห้องประชุมอาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยได้รับเกียรติจาก นายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานเปิดการประชุม และนางสาวนิตยา กนกมงคล ผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กล่าวรายงาน           การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการรับฟังความคิดเห็นจากบุคคลากร ผู้ปฏิบัติงานในแวดวงพิพิธภัณฑ์ไทย และเป็นผู้ที่ได้ผ่านการฝึกอบรมโครงการอบรมพิพิธภัณฑสถานวิทยาแก่บุคคลภายนอกในช่วง ๑๖ ปีที่ผ่านมา จำนวน ๓๐ ท่าน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและออกแบบหลักสูตรการอบรบในปีต่อ ๆ ไป           ทั้งนี้ นางสมลักษณ์ เจริญพจน์ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ (SPAFA) และนางปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ให้เกียรติร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนความรู้กับที่ประชุม


องค์ความรู้จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด เรื่อง ข้าวของเครื่องใช้ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในจังหวัดร้อยเอ็ด (ฮวยน้า ฉีน้า เสี่ยหนา)


    - เทพาคือ ชื่อเมืองที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองจะนะ ในเอกสารต่างๆบันทึกชื่อเมืองแห่งนี้ไว้หลายรูปแบบเช่น เมืองเทพา เมืองเทภา เป็นต้น ส่วนในภาษาต่างประเทศได้แก่ Tepa Thepha เป็นต้น และในภาษามลายูท้องถิ่นออกเสียงชื่อเมืองนี้ว่า ตีบอ แต่สำหรับความหมายของคำว่าเทพานั้น รองศาสตราจารย์ประพนธ์ เรืองณรงค์ เห็นว่าเป็นคำมลายูคือ Tipar หมายถึง ไร่ข้าว ทั้งนี้อาณาเขตของเมืองเทพาในอดีตนั้นครอบคลุมพื้นที่ซึ่งเป็นอำเภอเทพาและอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลาในปัจจุบัน       - เทพายุคก่อนประวัติศาสตร์  พื้นที่ด้านตะวันตกและด้านใต้ของเมืองเทพา ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อย พบร่องรอยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้แก่  เพิงผาทวดตาทวดยาย ในเขาถ้ำตลอด ตำบลเขาแดง อำเภอสะบ้าย้อย พบโครงกระดูกมนุษย์ผู้ใหญ่ ๑ โครง สภาพไม่สมบูรณ์ มีอุทิศที่ฝังร่วมกับศพได้แก่ ลูกปัดเปลือกหอยและลูกปัดแก้ว เปลือกหอยแครงเจาะรู ๑ ชิ้น ชิ้นส่วนเครื่องมือเหล็กและชิ้นส่วนโลหะสำริด(ต่างหู?) จากการเก็บตัวอย่างถ่านจากชั้นดินต่างๆ เพื่อกำหนดอายุด้วยวิธีคาร์บอน-๑๔ พบว่า ปรากฏช่วงการใช้พื้นที่ทำกิจกรรมอย่างหนาแน่นเมื่อราว ๑๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว  ถ้ำเพิงในเขาคลองโกน ตำบลคูหา อำเภอสะบ้าย้อย พบโครงกระดูกมนุษย์เพศชาย อายุเมื่อเสียชีวิตประมาณ ๓๐ ปี จำนวน ๑ โครง เครื่องมือหิน เศษภาชนะดินเผาเนื้อหยาบสีเทาดำ ส้ม นวล และน้ำตาล ตกแต่งด้วยการขัดมัน กดประทับ และรวมควัน ลูกปัดแก้ว กระดูกสัตว์ และเปลือกหอยน้ำจืด จากการเก็บตัวอย่างถ่านจากชั้นดินต่างๆไปกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ ปรากฏว่าการกำหนดอายุด้วยวิธีคาร์บอน๑๔ มีค่าอายุราว ๙,๖๐๐ ปีมาแล้ว       - เทพาสมัยต้นยุคประวัติศาสตร์ ในช่วงเวลาหลังจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ไปจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๐ นั้น ร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีของเมืองเทพาในช่วงต้นยุคประวัติศาสตร์ได้ขาดหายไป       - เทพาสมัยอยุธยา (พุทธศตวรรษที่ ๒๐–๒๔)  ปรากฏเรื่องราวของเมืองเทพา ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งระบุว่าพระพนมวังและนางเสดียงทองได้แต่งตั้งเจระวังสาเป็นราชาระวังเจลาบู ให้ครองเมืองจะนะเทพา แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าตั้งเมืองอยู่ ณ สถานที่แห่งใด จนกระทั่งสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานปรากฏในพงศาวดารเมืองพัทลุงว่าเมืองเทพา มีฐานะเป็นเมืองขึ้นของเมืองพัทลุง        - เทพาสมัยธนบุรี (ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๔)  ปรากฏชื่อเมืองเทพาในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) ในเหตุการณ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตีเมืองนครศรีธรรมราชแตกในพ.ศ.๒๓๑๒ ว่า “...ฝ่ายเจ้าพระยาจักรีแม่ทัพเรือ เจ้าพระยาพิชัยราชาแม่ทัพบก ยกทัพติดตามเจ้าเมืองนครไปเถิงเมืองเทพา จับจีนจับแขกมาไถ่ถามได้เนื้อความว่าเจ้าเมืองนครหนีไปเมืองตานี...” และปรากฏเรื่องราวเหตุการณ์เดียวกันนี้ในพงษาวดารเมืองสงขลา ฉบับเจ้าพระยาวิเชียรคิรี บุญสังข์ด้วย      - เทพาสมัยรัตนโกสินทร์ เทพาในฐานะเมืองขึ้นของสงขลา (พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๓๙) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เมืองเทพามีฐานะเป็นเมืองขึ้นของเมืองสงขลาภายใต้สังกัดของกรมพระกลาโหม โดยไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มของเมืองมลายูประเทศราช เจ้าเมืองมีอำนาจบังคับบัญชาเหมือนกับเมืองจะนะ  เทพาภายใต้มณฑลนครศรีธรรมราช (พ.ศ.๒๔๓๙-๒๔๗๕) ในพ.ศ.๒๔๓๙ มีการจัดตั้งมณฑลนครศรีธรรมราช เมืองเทพาจึงเปลี่ยนฐานะจากเมืองขึ้นของเมืองสงขลามาเป็นอำเภอในสังกัดเมืองสงขลา โดยรวมที่จะแหนซึ่งเคยขึ้นกับเมืองสงขลามาสมทบเรียกว่า “อำเภอเมืองเทภา” โดยแต่งตั้งหลวงต่างใจเป็นนายอำเภอ ส่วนพระดำรงเทวฤทธิ์(เรือง) ผู้ว่าราชการเมืองท่านเดิมให้เลื่อนขึ้นเป็นเหมือนจางวางคือที่ปรึกษา      - เทพาที่บ้านพระสามองค์ สำหรับที่ตั้งเมืองเทพาในช่วงต้นกรุงนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงปรากฏหลักฐานว่าบ้านเจ้าเมืองเทพาในพ.ศ.๒๔๓๒ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเทพาตรงกันกับเกาะใหญ่กลางน้ำ (บริเวณบ้านพระสามองค์)      - บ้านเจ้าเมืองเทพา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรเมืองเทพาที่บ้านพระสามองค์ในพ.ศ.๒๔๓๒ ทรงบันทึกเรื่องราวของบ้านเจ้าเมืองเทพาไว้ตอนหนึ่งว่า “...ดูนกเข้าไซแล้วจึงได้ข้ามฟากไปที่พลับพลาหน้าหมู่บ้านที่เป็นเมืองเทพานั้น มีเรือนเจ้าเมืองและราษฎรประมาณสัก ๓๐ หลัง ปลายแหลมวัดที่เกาะสีชังอยู่ข้างแน่นหนากว่ามาก...”  บ้านเจ้าเมืองเทพาบ้านพระสามองค์ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการรื้อถอนไปเมื่อใด แต่ในท้องถิ่นยังคงเหลือหลักฐานคือต้นประดู่ใหญ่สองต้น ซึ่งกล่าวกันว่าเดิมมีศาลาตั้งอยู่หนังหนึ่ง ผู้ใดจะเข้าพบเจ้าเมืองเทพาจะต้องพักคอยในบริเวณนี้ก่อน โดยต้นประดู่ทั้งสองนี้อยู่ห่างจากวัดพระสามองค์ไปทางทิศใต้ประมาณ ๙๐๐ เมตร       - วัดเทพาไพโรจน์  เล่ากันว่าในอดีตนั้นมีพระภิกษุชื่อนวล ธุดงค์มาถึงสถานที่แห่งนี้เมื่อพระนวลฉัน “จังหัน” คือภัตตาหารเช้าซึ่งผู้คนนำมาถวายจำนวนมากแล้ว ปรากฏว่ามีข้าวเหลืออยู่ ท่านจึงเอาข้าวที่เหลือนั้นปั้นเป็นพระพุทธรูปแล้วห่อด้วยดินเหนียวขึ้นได้ชื่อว่า ”พระจังหัน” ต่อมาเมื่อสำเร็จเป็นพระพุทธรูปแล้วก็เก็บดอกไม้มาบูชา และได้นำดอกไม้บูชาที่แห้งเหี่ยวนั้นนำมาปั้นเป็นพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่งได้ชื่อว่า "พระเกสร” และในช่วงนั้นธูปเทียนหายากจึงเอาแก่นจันทน์ซึ่งเป็นไม้หอมมาจุดเป็นธูปบูชา และได้เก็บเอาเศษไม้หรือขี้เถ้าจากไม้แก่นจันทร์มาปั้นเป็นพระพุทธรูปอีกองค์ได้ชื่อว่า "พระแก่นจันทน์” รวมเป็นสามองค์  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงบันทึกเรื่องราวของวัดเทพาไพโรจน์ในพ.ศ.๒๔๓๒ไว้ตอนหนึ่งว่า “...มีวัดอยู่วัดหนึ่งเป็นของเก่า แต่พระเทพาเรืองคนนี้มาปฏิสังขรณ์ขอที่วิสุงคามสิมา ได้ให้ใบอนุญาตและเติมท้ายชื่อเดิมซึ่งชื่อว่าวัดเทพา ให้มีเรืองอีกคำหนึ่งชื่อวัดเทพาไพโรจน์ ได้ออกเงินช่วยในการวัดสองชั่ง...”         - เทพาที่บ้านพระพุทธ  พ.ศ.๒๔๔๓ ได้ย้ายเมืองเทพามาตั้งที่บ้านพระพุทธ โดยยังปรากฏหลักฐานคือตีนเสาก่อด้วยปูนของที่ว่าการอำเภอเก่า เรียกชื่อในท้องถิ่นว่า “เสาหลักอำเภอเทพา” ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนบ้านพระพุทธ กล่าวกันว่าเมื่อมีการย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่บ้านท่าพรุแล้ว อาคารที่ว่าการได้ปรับเปลี่ยนเป็นอาคารเรียนของโรงเรียนบ้านพระพุทธ (ปัจจุบันรื้อถอนไปแล้ว)       - เทพาที่บ้านท่าพรุ พ.ศ.๒๔๗๕ ทางราชการได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่บ้านท่าพรุใกล้สถานีรถไฟท่าม่วง และต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อสถานีรถไฟท่าม่วงเป็นสถานีรถไฟเทพาตามชื่ออำเภอ        - ผู้ว่าราชการเมืองเทพา  สำหรับรายชื่อผู้ว่าราชการเมืองเทพาเท่าที่ปรากฏพบว่าในพ.ศ.๒๔๐๑ (สมัยรัชกาลที่ ๔) นายกล่อมเป็นผู้ว่าราชการเมืองเทพา และในพ.ศ.๒๔๒๘ (สมัยรัชกาลที่ ๕) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ “...ให้นายเรืองมหาดเล็กเวรศักดิ เปนพระดำรงเทวฤทธิ ผู้ว่าราชการเมืองเทพา ขึ้นเมืองสงขลา ถือศักดินา ๑๖๐๐ ตั้งแต่           ณ วันอังคาร เดือนสิบสอง ขึ้นสิบเอจค่ำ ปีรกาสัปตศก ศักราช ๑๒๔๗... และนับเป็นผู้ว่าราชการเมืองเทพาในระบบเจ้าเมืองคนสุดท้ายด้วย -------------------------------------- เรียบเรียงข้อมูลโดย นายสารัท ชลอสันติสกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๑๑ สงขลา


black ribbon.