ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,769 รายการ


     ชื่อผลงาน: เวสสันดรชาดก กัณฑ์ฉกษัตริย์ (วาดไม่เสร็จ)      ศิลปิน: ขรัว อินโข่ง      เทคนิค: จิตรกรรมสีฝุ่นบนแผ่นไม้      ขนาด: กว้าง 75 ซม. สูง 55 ซม.      อายุสมัย: รัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 4 ปลายพุทธศตวรรษที่ 24)      รายละเอียดเพิ่มเติม: จิตรกรรมภาพเล่าเรื่องเวสสันดรชาดก ฝีมือการวาด โดย ขรัว อินโข่ง จิตรกรและพระภิกษุในราชสำนักคนสำคัญ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ขรัวอินโข่ง เป็นจิตรกรไทยคนแรกที่ริเริ่มนำเอาเทคนิคการแสดงความลึกด้วยเส้นนำสายตา (linear perspective) ในงานจิตรกรรมแบบตะวันตก มาประยุกต์ใช้ในการสร้างความลึกลวงตาในงานจิตรกรรมไทยประเพณี        Title: Vessantara Jataka, scene: reunion of the kings (unfinished work)      Artist: Khrua In-Khong      Technique: tempera on wooden panel      Size: 75 × 55 cm.      Period: Rattanakosin era, mid-19th Century, some years in the reign of King Mongkut (Rama IV)      Detail: This Vessantara Jataka panel was painted by Siamese royal painter and Buddhist monk named Khrua In-Khong, a foremost painter in the reign of King Mongkut (Rama IV). Reverend In-Khong is considered as the first Thai artist who adapted western art technique of linear perspective, to create optical illusion of depth and space in traditional Thai panting.



ชื่อเรื่อง                                บทสวดมนต์ (บทสวดมนต์) สพ.บ.                                  273/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           48 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 59 ซม.หัวเรื่อง                                 บทสวดมนต์ บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ  ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


           ต้นพระศรีมหาโพธิ์นับว่าเป็นต้นไม้มีความสำคัญในพุทธศาสนา มีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ ตอน พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลพุทธคยา เมืองพาราณสี และปรากฏภาพสลักรูปบัลลังก์เปล่าใต้ต้นโพธิ์ในศิลปะอินเดียโบราณ ทั้งนี้ยังปรากฏข้อความในกาลิงคโพธิชาดก (ในคัมภีร์พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย) พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบแก่พระอานนท์ว่าให้สัญลักษณ์แทนพระองค์หลังจากปรินิพพานแล้วคือต้นไม้ ทำให้มีการปลูกต้นโพธิ์ที่เชตวันวิหารเป็นครั้งแรกสมัยพุทธกาล เกิดการเคารพบูชาต้นโพธิ์ขึ้นฐานะตัวแทนของพระพุทธเจ้า ครั้งมีการเผยแพร่พุทธศาสนาจากอินเดียไปยังศรีลังกา ได้มีการอัญเชิญต้นพระศรีมหาโพธิ์ไปปลูกยังศรีลังกา และกลายเป็นสิ่งสำคัญที่มักมีในทุกอารามในศรีลังกาดังที่ปรากฏหลักฐานเป็นอาคารหรือฐานปลูกต้นศรีมหาโพธิ์เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างสำคัญ เรียกว่า โพธิมณฑล ต่อมาเมื่อพุทธศาสนาจากศรีลังกาได้เผยแพร่มายังบ้านเมืองในวัฒนธรรมสุโขทัยทั้งเมืองสุโขทัย เมืองศรีสัชนาลัย และเมืองกำแพงเพชร จึงได้นำความเชื่อเรื่องการบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์เข้ามา            แม้ว่าจะไม่ปรากฏหลักฐานเชิงประจักษ์เป็นต้นไม้ในโบราณสถานให้เห็นในปัจจุบัน แต่พบข้อความในจารึกสมัยสุโขทัยที่กล่าวถึงการปลูกโพธิ์ แสดงให้เห็นว่ามีการให้ความสำคัญกับต้นโพธิ์เช่นเดียวกับในศรีลังกา เช่น จารึกวัดศรีชุม มีความตอนหนึ่งกล่าวถึงพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีได้อัญเชิญต้นศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกามาปลูก “…พระศรีมหาโพธินครสิงหลนั้นก็ดี สมเด็จพระมหาเถรเป็นเจ้าเอามาปลูกเหนือดิน…”           จารึกวัดศรีพิจิตรกีรติกัลยาราม ได้กล่าวถึงสมเด็จพระศรีธรรมราชมาดามหาดิกลรัตนราชได้ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ภายหลังการสร้างวัดแล้วเสร็จใน ๓ ปีต่อมา “…สมเด็จพระศรีธรรมราชมาดามหาดิลกรัตนราช กรรโลง จึงสถิตสถาปนาปลูกพระพฤกษาธิบดีศรีมหา(โพธิ)…”          จารึกนครชุม ด้านที่ ๑ บรรทัดที่ ๗ – ๑๒ ความว่า “...ศรีสุริยพงศ์มหาธรรมราชาธิราชหากเอาพระศรีรัตนมหาธาตุอันนี้มาสถาปนาในเมืองนครชุมนี้ปีนั้น พระธาตุอันนี้ใช่ธาตุอันสามานย์ คือพระธาตุแท้จริงแล้ เอาลุกแต่ลังกาทวีปพู้นมาดาย เอาทั้งพืชพระศรีมหาโพธิ์ อันพระพุทธเจ้าเราเสด็จอยู่ใต้ต้นแลผจญพลขุนมาราธิราช ได้ปราบแก่สัพพัญญุตญาณเป็นพระพุทธมาปลูกเบื้องหลังพระมหาธาตุนี้...” กล่าวถึงการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและการปลูกต้นศรีมหาโพธิ์นำมาจากลังกาทวีปไว้ที่เมืองนครชุม โดยพระมหาธรรมราชาลิไท เมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๐๐          ในเขตอรัญญิกของเมืองกำแพงเพชร พบฐานโบราณสถานที่มีรูปแบบการก่อศิลาแลงเป็นขอบหรือกรอบเว้นตรงกลางให้เป็นลานดิน ไม่พบหลักฐานประเภทผนังอาคาร โครงสร้างหลังคา และการประดิษฐานพระพุทธรูปภายใน และไม่พบโครงสร้างของฐานรากเจดีย์ภายในแต่อย่างใด จึงมีข้อสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสถานที่สำหรับปลูกหรือประดิษฐานต้นโพธิ์ และพบฐานโบราณสถานรูปแบบข้างต้นในวัดดังต่อไปนี้           วัดพระนอนพบฐานโบราณสถานรูปแบบดังกล่าวด้านตะวันตกของวัด หลังเจดีย์ประธานจำนวน ๑ แห่ง และฐานโบราณสถานด้านหลังมณฑปของวัดอีก ๑ แห่ง วัดนาคเจ็ดเศียรพบฐานโบราณสถานจำนวน ๑ แห่ง ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันตกของอุโบสถ ซึ่งฐานโบราณสถานที่สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่สำหรับปลูกต้นโพธิ์ที่พบในวัดพระนอนและวัดนาคเจ็ดเศียรมีรูปแบบที่คล้ายกัน โดยพบการก่อศิลาแลงในผังรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสและเว้นตรงกลางเป็นลานดิน ด้านหน้าของฐานโบราณสถานมีศิลาแลงก่อเป็นอาสนะ (บัลลังก์) และเปรียบเทียบได้กับรูปแบบของโพธิมณฑลในศรีลังกา เช่น โพธิมณฑลที่อิสุรุมุณิยะปรากฏอาสนะเปล่าที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ หมายถึงวัชราสนะหรือบัลลังก์ตรัสรู้ เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าก่อนมีการสร้างพระพุทธรูป หรือโพธิฆระ (โพธิมณฑลที่มีหลังคาล้อมรอบโคนต้น) นอกจากนี้ที่อภัยคีรีวิหารมีการประดิษฐานพระพุทธรูปไว้บนอาสนะด้วย            วัดหมาผีพบฐานศิลาแลงก่อเป็นขอบบ่อในผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านทิศตะวันตกของเจดีย์ประธาน และที่วัดเพการามพบกรอบศิลาแลงรูปแปดเหลี่ยมที่ใช้ศิลาแลงขนาดสูง ๐.๘ เมตร ปักตั้งขึ้นเรียงกันและวางทับหลังศิลาแลงด้านบน ทั้งสองแห่งพบฐานโบราณสถานที่มีรูปแบบคล้ายกันคือมีการก่อศิลาแลงเป็นขอบเขตและเว้นตรงกลางเป็นลานดินไว้ ไม่พบอาสนะ (บัลลังก์) ด้านหน้าของฐานดังกล่าว            ตำแหน่งของฐานโบราณสถานที่สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่สำหรับปลูกต้นโพธิ์ยังมีความสัมพันธ์กับข้อความในจารึกนครชุมที่ระบุตำแหน่งว่ามีการปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ด้านหลังพระธาตุอีกด้วย เนื่องจากฐานอาคารที่พบมีตำแหน่งในแนวแกนหลักของวัดและตั้งอยู่ด้านหลังของเจดีย์ประธาน ทั้งนี้นอกจากที่เมืองกำแพงเพชรแล้วที่เมืองศรีสัชนาลัยก็พบลักษณะพื้นที่สำหรับปลูกต้นโพธิ์ที่ด้านทิศตะวันตกของวัดเจดีย์เจ็ดแถว และวัดยายตาที่พบฐานรูปแปดเหลี่ยมด้านทิศตะวันตกของเจดีย์ประธานและยังตั้งอยู่ในแนวแกนหลักของวัดเช่นกัน           นับว่าเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่านอกเหนือไปจากงานศิลปกรรมต่าง ๆ ในพุทธศาสนาที่พบแล้วบ้านเมืองในวัฒนธรรมสุโขทัยต่างรับความเชื่อการปลูกและบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกามาพร้อมกันกับการติดต่อสัมพันธ์เพื่อรับพระพุทธศาสนาด้วย-----------------------------------------------------------ที่มาของช้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร-----------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง :กรมศิลปากร. ประชุมจารึกภาคที่ ๘ จารึกสุโขทัย. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๔๘. พัชรินทร์ ศุขประมูล, วิเศษ เพชรประดับ และเมธินี จิระวัฒนา. รูปและสัญลักษณ์แห่งพระศากยพุทธ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, ๒๕๓๒. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พุทธศิลป์ลังกา. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๖. รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. พุทธศิลป์ไทยสายสัมพันธ์กับศรีลังกา. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ๒๕๖๓.


งานฉลองรัฐธรรมนูญหลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕ หรือรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ รัฐบาลระบอบใหม่ได้พยายามประชาสัมพันธ์เรื่องรัฐธรรมนูญและการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในวิธีการประชาสัมพันธ์ดังกล่าว คือ การจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ โดยจัดขึ้นครั้งแรกในวันที่ ๑๑-๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ และหลังจากนั้นรัฐบาลได้กำหนดจัดงานอย่างต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ โดยระยะเวลาในการจัดงานแต่ละปีแตกต่างกันไป เช่น - พ.ศ. ๒๔๗๖ จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ ๑๕ วัน ระหว่างวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ถึงวันที่ ๑๒ ธันวาคม- สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม กำหนดให้จัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ ๓ วัน ระหว่างวันที่ ๘ - ๑๐ ธันวาคม โดยวันแรกเป็นงานพระราชพิธี อีกสองวันที่เหลือเป็นงานฉลองและแสดงมหรสพ  อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการจัดงานส่วนใหญ่จะจัดประมาณ ๗ วัน ระหว่างวันที่ ๘-๑๔ ธันวาคม ซึ่งได้จัดงานขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ โดยกำหนดให้ทุกจังหวัดจัดงานในช่วงเวลาเดียวกัน แต่จำนวนวันและกิจกรรมอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับงบประมาณและศักยภาพของแต่ละจังหวัดวัตถุประสงค์ของการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญไม่เพียงเป็นการฉลองเหตุการณ์สำคัญที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น แต่มีวัตถุประสงค์หลักคือประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้จักและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจความหมายของรัฐธรรมนูญและหลัก ๖ ประการ ของคณะราษฎร (เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ เสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา) รัฐบาลจึงต้องการดึงดูดให้ประชาชนเข้ามาร่วมงานมากขึ้น ทำให้มีการจัดกิจกรรมรื่นเริงร่วมด้วย เช่น การแสดงมหรสพต่าง ๆ การประกวดการออกร้านค้า การจำหน่ายสินค้า การประกวดนางสาวสยาม การประกวดเรียงความ การประกวดประณีตศิลปกรรม กิจกรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นภายในงานจะอยู่ภายใต้แนวคิดการเสริมสร้างความเข้าใจที่ดีต่อรัฐธรรมนูญ ส่งเสริมให้เกิดความเลื่อมใสในระบอบรัฐธรรมนูญและหลัก ๖ ประการ แสดงสัญลักษณ์แทนรัฐธรรมนูญและหลัก ๖ ประการ เช่น รัฐธรรมนูญจำลอง เสา ๖ เสา ธง ๖ ผืน เป็นต้น  งานฉลองรัฐธรรมนูญลดบทบาทความสำคัญลงมากตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๐ เนื่องจากสงครามโลกและการเปลี่ยนแปลงกลุ่มบุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กระทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ยกเลิกงานฉลองรัฐธรรมนูญที่เป็นงานรื่นเริงโดยสิ้นเชิง คงไว้เพียงงานพระราชพิธีในวันที่ ๑๐ ธันวาคมเท่านั้นผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ภาพชุด การประกวดภาพเก่าเกี่ยวกับจังหวัดลำพูนอ้างอิง :๑. ชาตรี ประกิตนนทการ. ๒๕๕๒. “งานฉลองรัฐธรรมนูญ.” ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ (ตุลาคม ๒๕๕๒): ๑๖๔-๑๙๑.๒. ศราวุฒิ วิสาพรม. ๒๕๕๙. ราษฎรสามัญ หลังวันปฏิวัติ ๒๔๗๕. นนทบุรี: โรงพิมพ์มติชน.๓. นิตยสารสารคดี. ม.ป.ป. ย้อนอดีต ๖ เรื่องรื่นเริงที่เคยเกิดขึ้นในงานฉลองรัฐธรรมนูญ (Online).https://www.sarakadeelite.com/.../thailand-constitution.../, สืบค้นเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๔.๔. พิพิธภัณฑ์รัฐสภา. ม.ป.ป. งานฉลองรัฐธรรมนูญ-มหกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งยุค (Online). https://parliamentmuseum.go.th/ar63-feast.html, สืบค้นเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๖๔.


นิพฺพานสุตฺต (นิพฺพานสูตร)  ชบ.บ.75/1-1ค  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.195/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  58 หน้า ; 4 x 52 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 108 (133-140) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : ปญฺญาสชาดก(ลำจันทะมาต)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.303/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 20 หน้า ; 4.5 x 55 ซ.ม. : ทองทึบ-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 123  (275-286) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : จุลเวทลฺลสตฺต (จุลเวทัลลสูตร)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


ชื่อเรื่อง                     วัดไชยวัฒนารามผู้แต่ง                       กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือท้องถิ่นISBN/ISSN                 974-418-028-5หมวดหมู่                   ศาสนาเลขหมู่                      294.3135 ศ528วสถานที่พิมพ์               กรุงเทพฯสำนักพิมพ์                 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไอเดียสแควร์ปีที่พิมพ์                    2537ลักษณะวัสดุ               170 หน้า : ภาพประกอบ ; 29 ซม.หัวเรื่อง                     วัดไชยวัฒนารามภาษา                       ไทยบทคัดย่อ/บันทึก           เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติวัดไชยวัฒนาราม ลักษณะของสถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่ภายในวัด ประติมากรรม จิตรกรรม โบราณวัตถุ และประวัติการอนุรักษ์และพัฒนาวัดซึ่งกรมศิลปากรได้เข้าไปดำเนินการขุดแต่งตั้งแต่ปี 2530



บทความทางวิชาการ " การบูรณะวิหารพระนาก วัดจักรวรรดิ์" วิหารพระนาก วัดจักรวรรดิ์ สร้างขึ้นเมื่อราว พ.ศ.๒๓๗๐ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เดิมเป็นวิหารหรือหอพระที่ประดิษฐานพระบางเมื่อครั้งที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้อัญเชิญมาจากนครหลวงเวียงจันทร์ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๐๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้พระราชทานพระบางกลับไปประดิษฐานที่นครหลวงพระบาง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระนาก จากหอพระในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกันมาประดิษฐานไว้ในวิหารแทน จึงเรียกวิหารหลังนี้ว่า วิหารพระนาก วิหารพระนากมีความพิเศษหลายประการที่พบไม่บ่อยนักในอาคารในรุ่นราวคราวเดียวกัน อาทิเช่น การตกแต่งผนังภายนอกด้วยงานจิตรกรรมลายแผงหรือลายแย่งแบบราชวัตร (ลายตาราง) ซึ่งมีลักษณะเป็นดอกพุดตานก้านแย่งจากดอกตูมออกไปทั้งสี่ทิศ ตัวลายสีเหลืองถมพื้นดำ คล้ายกับทำให้ดูเหมือนเป็นการตกแต่งด้วยลายทอง อย่างไรก็ตามการตกแต่งผนังภายนอกดังกล่าวนี้เป็นงานที่เขียนขึ้นใหม่ในยุคหลัง แต่ยังคงรูปแบบลวดลายตามอย่างของเดิม ซุ้มประตู-หน้าต่าง ปั้นปูนเป็นลายดอกพุดตานปิดทอง ตัวบานเขียนด้วยลายทองสอดสีรูปมังกร สิงโต และสัญลักษณ์มงคลในวัฒนธรรมจีน ซึ่งถือเป็นงานศิลปกรรมชิ้นสำคัญของวิหารแห่งนี้ การตกแต่งหน้าบันด้วยลายปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบลายคราม แสดงเรื่องราวของแม่กาเผือกซึ่งเป็นตำนานที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ในภัทรกัลป์ และยังเป็นตำนานที่มีอิทธิพลมากในแถบล้านช้างและล้านนา การทำช่องซุ้มประดับประทีป ซึ่งอาจพบเจอได้บ้างในวิหารที่อื่นๆ เช่น วัดไพชยนต์พลเสพย์ เป็นต้น แต่ช่องซุ้มประดับประทีปที่วิหารพระนากนี้ หากนับดูจะได้เท่ากับ ๒๔ ช่อง ซึ่งทำให้นึกไปถึงอดีตพุทธทั้ง ๒๔ พระองค์ การตกแต่งพนักบันไดด้านหน้าด้วยลายปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบลายคราม เป็นรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของพุทธประวัติตอนมารผจญ ซึ่งโดยทั่วไปมักไม่ปรากฏการการนำเรื่องราวดังกล่าวมาแสดงภายนอกอาคาร นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการเขียนลายทองรูปดอกไม้ที่กรอบช่องเปิดพาไล (กรอบหน้าต่างแนวผนังรอบนอก) ซึ่งหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก ที่สำคัญคาดว่าวิหารพระนาก หรือวิหารพระบางหรือหอพระบางเดิม อาจมีหน้าต่างตรงกรอบช่องเปิดพาไล (กรอบหน้าต่างแนวผนังรอบนอก) เนื่องจากพบว่าไม้กรอบพาไลบางส่วนมีร่องเดือย และร่องรางรับบาน อ้างอิง กรมศิลปากร. ศิลปวัฒนธรรมไทย เล่ม 4 : วัดสาคัญกรุงรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, 2525). 217-218 ปฐมพงษ์ สุขเล็ก. “พระบาง” จากลาวสู่สยาม มาเพราะ “การเมือง” ส่งกลับเพราะ “ความเชื่อ”, ใน ศิลปวัฒนธรรม, ฉบับมกราคม 2556. อมรรัตน์ จริงวาจา. จิตรกรรมลายแผงสมัยรัชกาลที่ 3 – รัชกาลที่ 4 : วิเคราะห์ที่มารูปแบบและพัฒนาการ, วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2560. http://gis.finearts.go.th/fineart/ วัดจักรวรรดิราชาวาส เรียบเรียง ธีระยุทธ์ สุวลักษณ์ นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน กองโบราณคดี เอื้อเฟื้อข้อมูล พงศธร เหียงแก้ว ศุภกิจจ์ เสถียรอินทร์ เรียบเรียง ธีระยุทธ์ สุวลักษณ์ นักวิชาการช่างศิลป์ชำนาญการ กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน กองโบราณคดี




การรับมอบเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นการรับมอบเอกสารราชการหรือเอกสารส่วนบุคคล นักจดหมายเหตุจะต้องทำการตรวจเช็คเอกสาร ต้องดำเนินการตรวจสอบกับบัญชีขอสงวนเอกสารราชการให้ถูกต้อง ครบถ้วนตามที่ขอสงวนไว้หรือบัญชีรับ-ส่งมอบเอกสารครบหรือไม่ ทำความสะอาดเอกสาร หากเอกสารที่อยู่ในแฟ้มดังภาพ จะต้องถอดเอกสารออกจากแฟ้ม และจัดทำใบกำกับเอกสารตามรายการที่ระบุไว้ และมัดปึกเอกสาร ทำใบกำกับปึกเอกสารให้เรียบร้อย โดยใบกำกับเอกสารจะระบุชื่อหน่วยงาน / บุคคล เจ้าของเอกสาร วันเดือนปีที่รับมอบเอกสาร ปริมาณเอกสารหรือจำนวนมัดเอกสาร จัดเก็บเข้าศูนย์เก็บเอกสาร เพื่อรอดำเนินการขั้นตอนต่อไป


black ribbon.