ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,226 รายการ
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : “อยากให้ย้าย” หรือ “อยากให้อยู่” : ว่าด้วยเหตุผลของคนสองจังหวัด (ตอนที่ 1) -- เมื่อเกือบร้อยปีก่อน พื้นที่จังหวัดสุโขทัยในปัจจุบันเคยเป็นท้องที่ของสองจังหวัด คือ จังหวัดสุโขทัย ตั้งศาลาว่าการที่อำเภอสุโขทัยธานี และจังหวัดสวรรคโลก ตั้งศาลาว่าการที่อำเภอเมืองสวรรคโลก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2475 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการยุบรวมมณฑลและจังหวัดบางแห่ง โดยมีจังหวัดต่างๆ ที่ถูกยุบรวมตามประกาศนี้จำนวน 8 จังหวัด หนึ่งในนั้นคือจังหวัดสุโขทัย ที่ถูกยุบรวมท้องที่เข้าไว้ในการปกครองของจังหวัดสวรรคโลก โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2475 เป็นต้นไป ผลจากประกาศนี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาในหมู่ชาวสุโขทัย และพากันยี่นคำร้องขอให้ย้ายศาลากลางจังหวัดกลับมาที่สุโขทัยเป็นจำนวนมาก ดังตัวอย่างคำร้องฉบับหนึ่งในเอกสารจดหมายเหตุชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 7 - รัชกาลที่ 8 ดังนี้. วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 หรือหลังจากยุบจังหวัดสุโขทัยไปแล้ว 3 เดือน ร้อยโทช้อย พรหมวิภา นายทหารนอกราชการ ได้ทำหนังสือมีใจความว่า ตนเคยรับราชการทหาร แต่ได้ลาออกจากราชการมาประกอบอาชีพที่ตำบลธานี อำเภอสุโขทัยธานี จังหวัดสวรรคโลก ทราบว่ามีราษฎรอำเภอสุโขทัยธานีจำนวนมากยื่นหนังสือร้องขอให้ที่ทำการจังหวัดสวรรคโลกย้ายมาตั้ง ณ ที่ทำการจังหวัดสุโขทัย (เก่า) ตนจึงขอเสนอความเห็นว่า ควรตั้งที่ทำการที่จังหวัดสุโขทัย (เก่า) โดยให้เหตุผลสรุปได้ดังนี้ 1. จำนวนพลเมืองในจังหวัดสุโขทัย (เก่า) มีมากกว่าจังหวัดสวรรคโลก ฉะนั้นเมื่อมีคนมาก ก็ย่อมต้องมีเจ้าหน้าที่ตรวจตราดูแลมาก และต้องให้การศึกษามาก จะส่งครูมาดูแลแค่ 3-4 คน โดยไม่มีผู้ใหญ่ตรวจตราดูแลไม่ได้ 2. จังหวัดสุโขทัย (เก่า) มีอาณาเขตกว้างขวางกว่า และมีพื้นที่ราบทำนาได้มากกว่าสวรรคโลก เมื่อนาได้รับการบำรุงให้อุดมสมบูรณ์แล้ว จำนวนพลเมืองก็จะมากขึ้นจนตั้งที่ทำการจังหวัดได้ 3. เงินรายได้ของจังหวัดสุโขทัย (เก่า) มีมากกว่าสวรรคโลก สามารถบำรุงให้เกิดความเจริญได้เร็วขึ้น 4. จำนวนคดีความในจังหวัดสุโขทัย (เก่า) มีมากกว่าสวรรคโลก รัฐบาลจึงควรเร่งแก้ไขด้วยการส่งข้าราชการมาช่วยดูแลกวดขันพลเมือง 5. ที่ทำการจังหวัดสุโขทัย (เก่า) ตั้งอยู่แทบใจกลางเมือง จะทำให้พลเมืองได้รับความสะดวกในกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ 6. สถานที่ราชการของจังหวัดสุโขทัย (เก่า) มีความกว้างขวางและงดงามกว่า และตั้งอยู่เป็นระเบียบไม่ปะปนกับบ้านเรือนของราษฎรเหมือนที่สวรรคโลก จึงสะดวกแก่การระวังรักษาและปกครองดูแล 7. บ้านพักของข้าราชการจังหวัดสุโขทัย (เก่า) มีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก่อสร้างเพิ่มเติมโดยเปล่าประโยชน์. ทั้งหมดนี้คือเหตุผลในมุมของชาวสุโขทัย ที่อยากให้ย้ายที่ทำการจังหวัดกลับมาอยู่ที่สุโขทัย เพื่อการพัฒนาจังหวัดให้มีความเจริญมากยิ่งขึ้น และเมื่อความสะดวกของราษฎรในการติดต่อราชการ แต่กว่าที่ชาวสุโขทัยจะสมหวังได้ที่ทำการจังหวัดตนเองกลับมา ต้องรออีกเกือบ 7 ปี และต้องแลกกับการหายไปของ “จังหวัดสวรรคโลก” ซึ่งในตอนหน้าจะนำเสนอมุมมองอีกด้านหนึ่งของชาวสวรรคโลกที่ไม่อยากให้ย้ายที่ทำการจังหวัดไปจากถิ่นของตน.ผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง: 1. สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 7 – รัชกาลที่ 8 ร.7-ร.8.2 ช/822 เรื่อง นายร้อยโทช้อย พรหมวิภา ขอให้ที่ทำการจังหวัดสวรรคโลกย้ายไปตั้งที่อำเภอสุโขทัยธานี [ 17 ก.ค. – 16 ก.ย. 2475 ].2. “ประกาศ เรื่องยุบรวมท้องที่บางมณฑลและบางจังหวัด.” (2474) ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 48, ตอน ก (21 กุมภาพันธ์): 576-578.#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
"กัลปพฤกษ์ ไม้มงคลสารพัดนึกแห่งสวรรค์"วัดหนองบัว ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน--- กัลปพฤกษ์ (ชื่อวิทยาศาสตร์: Cassia bakeriana ชื่อสามัญ: Pink Shower, Wishing tree) เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ความสูงประมาณ 10–15 เมตร เปลือกนอกสีเทาลำต้นมีรอยเป็นเส้นเล็กน้อยแตกกิ่งก้านพุ่งสู่ด้านบนไม่ค่อยเป็นระเบียบ ใบเป็นแผงมีใบย่อยประมาณ 5–6 คู่ออกเรียงตรงกันตามก้านใบเป็นคู่ๆใบบางเรียบปลายใบแหลม ขนาดของใบกว้างประมาณ 2–4 เซนติเมตร ใบยาวประมาณ 4–7 เซนติเมตร --- ลักษณะดอกออกเป็นช่อตามกิ่งก้านมีกลิ่นหอมมีสีชมพูแกมขาวดอกบาน มีความกว้างประมาณ 23 เซนติเมตร มีกลีบดอก 5 กลีบ ตรงกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้สีเหลืองผลเป็นฝักกลม ยาว มีสีดำ เมื่อแก่เนื้อในฝักมีสีขาวกั้นเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นจะมีเมล็ดเรียงอยู่ภายใน ฝักหนึ่งยาวประมาณ 15–30 เซนติเมตร จะออกดอกในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนถึงปลายเดือนมีนาคม--- ประโยชน์และสรรพคุณ คือ เนื้อในฝักเป็นยาระบายอ่อน ๆ เปลือกฝักและเมล็ดทำให้อาเจียน ลดไข้ และนอกจากนั้นยังปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อความสวยงามอีกด้วย--- ต้นกัลปพฤกษ์ พบมากในประเทศพม่าและทางภาคเหนือของประเทศไทย มีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น ชัยพฤกษ์ (ภาคเหนือ), กานล์ (เขมร-สุรินทร์), เปลือกขม (ปราจีนบุรี), กาลพฤกษ์ เป็นต้น--- ความเชื่อตามคติโบราณเชื่อกันว่า ต้นกัลปพฤกษ์ มีอยู่ในแดนสวรรค์ หากผู้ใดปรารถนาสิ่งใด จึงไปอธิษฐานจากต้นไม้นี้ได้ ในสมัยโบราณจึงมีการทำรูปแบบจำลองตันกัลปพฤกษ์ขึ้น โดยเกี่ยวเนื่องกับพิธีสำคัญในบางโอกาส และนอกจากนั้นยังพบในงานจิตรกรรมไทยประเพณี ในรูปลักษณ์ของต้นไม้ที่มีข้าวของเครื่องใช้เงินทองห้อยจากกิ่งหรือพาดกับต้นไม้ โดยบางแห่งจะมีการเขียนอักษรกำกับไว้ ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ดังเช่นข้อความในไตรภูมิพระร่วงที่กล่าวว่า "แลในแผ่นดินอุตรกุรุทวีปนั้น มีต้นกัลปพฤกษ์ต้นหนึ่ง โดยสูงได้ 100 โยชน์ โดยกว้างได้ 100 โยชน์ โดยรอบปริมณฑลได้ 300 โยชน์ แลต้นกัลปพฤกษ์นั้นผู้ใดจะปรารถนาหาทุนทรัพย์สรรพเหตุอันใดๆ ก็ดี ย่อมได้สำเรทธิในต้นไม้นั้นทุกประการ แล..."--- วัดหนองบัว เป็นวัดเก่าแก่ที่มีรูปแบบศิลปะไทลื้อ ลักษณะวิหารเป็นอาคารที่ทรงคุณค่าในด้านสถาปัตยกรรมพื้นบ้านที่สวยงามและหาชมได้ยาก วัดนี้สร้างขึ้นในราวพุทธศักราช 2405 สมัยรัชกาลที่ 4 โดยท่านครูสุนันต๊ะ ครูบาหลวง สิ่งที่น่าสนใจในวัดหนองบัวคือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ได้สะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการแต่งกายของผู้หญิงที่นุ่งผ้าซิ่นลายน้ำไหล หรือผ้าซิ่นตีนจกที่สวยงาม นับว่ามีคุณค่าทางศิลปะและความสมบูรณ์ของภาพใกล้เคียงกับภาพจิตรกรรมฝาผนังของวัดภูมินทร์ในเมืองน่าน ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารเล่าเรื่องหนึ่งในปัญญาสชาดก ซึ่งเป็นพระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า สันนิษฐานว่าเขียนโดยทิดบัวผัน ช่างเขียนลาวพวน และยังมีภาพของเรือกลไฟและดาบปลายปืน ซึ่งเริ่มเข้ามาในประเทศไทย ในสมัยรัชกาลที่ 4 - รัชกาลที่ 5 นอกจากนี้ด้านหลังวัดหนองบัวยังเป็นที่ตั้งของศูนย์บริการวัฒนธรรมสายใยชุมชน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและขายผ้าซิ่นทอมือพื้นเมืองของชาวน่าน รวมถึงแสดงข้าวของเครื่องใช้ของชาวบ้านในชุมชนอีกด้วย--- หากนักท่องเที่ยวท่านใดมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมวัดหนองบัวในช่วงนี้ นอกจากจะได้เยี่ยมชมวิหารที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของไทลื้อ และภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สำคัญและงดงามแห่งหนึ่งในจังหวัดน่าน ท่านยังจะได้ชมดอกกัลปพฤกษ์ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งอวดโฉมสีชมพูขาวสดใสที่ทางวัดปลูกประดับไว้ภายในวัดหนองบัวอีกด้วย#วัดหนองบัว #ท่าวังผา #น่าน
พระโพธิสัตว์เมตไตรย
แบบศิลปะ : ทวารวดี
ชนิด : สำริด
ขนาด : กว้าง 3 เซนติเมตร สูง 9.5 เซนติเมตร
ลักษณะ : พระโพธิสัตว์เมตไตรย
สภาพ : ชำรุด
ประวัติ : พบที่โบราณสถานหมายเลข 18 (วัดโขลงสุวรรณคีรี) เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี
สถานที่จัดแสดง : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี จังหวัดราชบุรี
แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/ratchaburi/360/model/11/
ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/ratchaburi
นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากมีการสำรวจพบชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์ภายในถ้ำเขาค้อม หมู่ที่ 10 ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล จึงมอบหมายให้สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา ลงพื้นที่ตรวจสอบ ซึ่งได้รับรายงานว่าเจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ 11 สงขลา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2567 พบว่า ถ้ำเขาค้อมตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขาหินปูนลูกโดดซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมอ่างเก็บน้ำด้านหลังของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสตูล จากการสำรวจทางโบราณคดี พบหลักฐานที่สำคัญ ได้แก่ ชิ้นส่วนโครงกระดูกมนุษย์ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา ชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ เปลือกหอยน้ำจืดและเปลือกหอยทะเล เป็นต้น
ผลจากการศึกษาวิเคราะห์โบราณวัตถุในเบื้องต้นกำหนดให้เขาค้อมเป็นแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ สมัยหินใหม่ กำหนดอายุราว 3,000 – 6,000 ปีมาแล้ว อ้างอิงผลจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีเพิงผาปาโต๊ะโร๊ะ อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เมื่อปี พ.ศ.2553 ซึ่งพบโครงกระดูกยุคก่อนประวัติศาสตร์ กำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ราว 3,000 ปีมาแล้ว ผลจากการดำเนินงานทางด้านโบราณคดีที่ผ่านมาพบแหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นพื้นที่จังหวัดสตูลเป็นที่อยู่อาศัยของชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทย โดยสำรวจพบแหล่งโบราณคดีอย่างน้อย 46 แหล่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลเพื่อประกาศรายชื่อให้ครอบคลุมทั้งหมด
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า กรมศิลปากรขอขอบคุณหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมกันปกป้องคุ้มครองและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้และท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นการค้นพบที่สำคัญซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาค้นคว้าทางโบราณคดีของกรมศิลปากรและการพัฒนางานวิชาการต่อไปในอนาคต
ชื่อเรื่อง ตำนานธาตุพนม (ธาตุพนม)สพ.บ. 447/1หมวดหมู่ พุทธศาสนาภาษา บาลี-ไทยอีสานหัวเรื่อง พุทธศาสนา ตำนาน ประวัติประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 18 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 38 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ไม่มีไม้ประกับ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง ประชุมบทร้องเพลงไทย ภาค 3ผู้แต่ง กรมศิลปากรประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ดนตรีเลขหมู่ 784.7695911 ป246หสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์ศิวพรปีที่พิมพ์ 2500ลักษณะวัสดุ 48 หน้า หัวเรื่อง เพลงไทยเดิมภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกข้าราชการศิลปิน และนักเรียนโรงเรียนนาฏศิลป์ กรมศิลปากร พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายเหนี่ยว ดุริยพันธุ์ ณ เมรุวัดสังเวชวิศยาราม 31 สิงหาคม 2500
กองโบราณคดีใต้น้ำ แจ้งประกาศกรมศิลปากร เรื่อง แนวทางการดำน้ำในแหล่งโบราณสถานเรือสุทธาทิพย์ เนื่องด้วยตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของแหล่งเรือจมสุทธาทิพย์ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี กรมศิลปากรจึงได้ออกประกาศว่าด้วยแนวทางปฏิบัติในการดำน้ำและการทำกิจกรรมในพื้นที่แหล่งเรือจมสุทธาทิพย์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และคุ้มครองแหล่งโบราณสถานใต้น้ำที่ทรงคุณค่าแห่งนี้ ให้ยังคงความเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ใต้น้ำที่สำคัญสืบไป ท่านสามารถดาวน์โหลดประกาศฯ เพื่อศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์นี้ https://shorturl.asia/pQSts
สภาพธรรมที่เป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้ 37 ประการ หมายถึง การอบรมวิปัสสนาภาวนา เริ่มตั้งแต่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 73/1หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 40 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา