ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,230 รายการ

ผู้แต่ง : ทวี สว่างปัญญางกูร ปีที่พิมพ์ : 2533 สถานที่พิมพ์ : ม.ป.ท. สำนักพิมพ์ : ม.ป.พ.       พงศาวดารเมืองเชียงตุง หนังสือเล่มนี้ แปลจากพับกระดาสาเก่าของเมืองเชียงตุง อายุ 146 ปี ซึ่งในหน้าแรกระบุชื่อเต็มว่า พับหนังสือพื้นเมืองและจารีตราชประเพณีเขมรัฐตุงคบุรี เอกสารอักษรไทเขินโบราณเรื่องนี้ ยังไม่เคยมีการปริวรรตแปลและตีพิมพ์ในประเทศไทยเลย ที่มีแพร่หลายตามวัดในรัฐเชียงตุง คือ เรื่องตำนานตุงคฤาษี หรือตำนานเมืองเชียงตุงซึ่งได้ค้นพบในเขตพม่าและนำมาตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2527




เว็ปไซต์อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา: www.finearts.go.th/ayutthayahistoricalpark1. ที่ตั้ง        อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา มีเนื้อที่ 1,810 ไร่ ตั้งอยู่ภายในเกาะเมืองอยุธยา เขตเทศบาลเมือง พระนครศรีอยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ไม่สุภาพงจากกรุงเทพฯไปทางทิศเหนือ ตามถนนสายเอเซีย ระยะทางประมาณ 75 กิโลเมตร       กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา พื้นที่ 3,000 ไร่    2. ความสำคัญทางประวัติศาสตร์      ก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นในปี พ.ศ.1893 นั้น นักวิชาการเชื่อกันว่า บริเวณดังกล่าวได้มีบ้านเมือง ตั้งอยู่ก่อน แล้วเรียกว่า เมืองอโยธยา หรืออโยธยาศรีรามเทพนคร มีที่ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันออกนอกเกาะเมืองอยุธยา ปรากฏ หลักฐานโบราณสถาน ที่เป็นวัดสำคัญ เช่น วัดมเหยงค์ และวัดอโยธยา เป็นต้น รวมทั้งจากพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ อักษรนิติ กล่าวถึงการก่อสร้าง พระพุทธรูปที่เรียกว่า พระเจ้าพนัญเชิง พระประธานของวัดพนัญเชิง ที่ระบุว่า สร้างขึ้นก่อนที่ พระเจ้าอู่ทองจะสถาปนากรุงศรีอยุธยาถึง 26 ปี     ด้วยทำเลที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยาที่มีลักษณะเป็นเกาะเมืองมีแม่น้ำที่สำคัญ 3 สายไหลผ่าน คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี ทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ของแผ่นดิน รวมทั้งเป็นชุมทางคมนาคม และเป็นปราการธรรมชาติในการป้องกันข้าศึก ศัตรู กรุงศรีอยุธยาจึงเป็นราชธานีใหญ่สามารถกุมอำนาจเหนือเมืองใกล้เคียงเป็นเวลานาน      กรุงศรีอยุธยาเติบโตเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการค้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเซีย ในพุทธศตวรรษที่ 20-23 มีชาวต่างชาติ ทั้งจากเอเซีย และยุโรป เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ โปรตุเกส สเปน ฮอลันดา อังกฤษ และฝรั่งเศส เดินเรือเข้ามา ค้าขาย ซึ่งส่วนมาก มีสัมพันธ์ทางการทูตด้วย บ้างก็ได้รับพระราชทานที่ดินตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน ตั้งสถานีการค้า และศาสนสถาน หมู่บ้านส่วนใหญ่ ของชาวต่างประเทศจะอยู่นอกตัวเมืองมีเฉพาะชาวจีน แขกฮินดู และมุสลิมเพียงบางกลุ่ม ซึ่งมีความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกับราชสำนักเท่านั้น ที่ได้รับพระราชานุญาตให้สร้างบ้านเรือนอยู่ภายในเมือง      นอกจากนี้ กรุงศรีอยุธยายังมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านการปกครอง กฎหมายการศาล ระบบสังคม การศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม ประณีตศิลป์ ภาษาวรรณกรรม และนาฏดุริยางค์ศิลป์ศิลปะ วิทยาการทุกแขนง ที่คนไทยในอาณาจักรอยุธยาสั่งสมไว้นั้น เป็นอารยธรรมที่ กรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ยึดถือเป็นแบบแผน สืบทอดและพัฒนา เป็นอารยธรรมตามยุคสมัย หลายอย่างยังคงใช้สืบต่อมาตราบจนทุกวันนี้ 3. โบราณสถานสำคัญ      ด้วยเกาะเมืองอยุธยา ซึ่งกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ทั้งเกาะเมืองมีพื้นที่ประมาณ 4,800 ไร่ ลักษณะ ของเกาะเมืองเป็นไปตามสภาพของแม่น้ำที่กัดเซาะแผ่นดินมีรูปร่างไม่แน่นอน บางครั้งมีผู้สันนิษฐานว่า มีลักษณะคล้ายน้ำเต้า      แต่เดิมกำแพงเมืองเป็นคันดินและมีเสาไม้ระเนียด ต่อมามีการเปลี่ยนเป็นกำแพงอิฐในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ (พ.ศ. 2091-2111) และถูกทำลายในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 รวมทั้งมีการรื้อถอนกำแพงเมืองในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อนำอิฐมาใช้ ในการก่อสร้างที่กรุงเทพฯ และป้องกันไม่ให้มีการใช้กรุงศรีอยุธยาเป็นที่ซ่องสุมผู้คนอีกต่อไป      กรุงศรีอยุธยาเป็นลักษณะของเมืองน้ำ มีการออกแบบแนวคูคลองที่ทั้งใช้ประโยชน์ในการคมนาคม และเป็นการระบายน้ำในหน้า น้ำหลากด้วย ทำให้ผังเมืองอยุธยามีแม่น้ำลำคลองจำนวนมากเป็นเครือข่ายโยงใยกันทั้งนอกเมืองและในเมืองขนานไปกับแนวคูคลอง คือ ถนนที่เป็นทั้งถนนดินและถนน ปูอิฐ โดยมีสะพานสร้างข้ามคลองทั้งสะพานไม้และสะพานก่ออิฐมากกว่า 30 แห่ง โบราณสถาน เท่าที่สำรวจพบแล้วทั้งภายในเมืองและนอกกำแพงเมืองมีมากกว่า 425 แห่ง แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะโบราณสถานที่สำคัญ และอยู่ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาพื้นที่ 1,810 ไร่ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่ใจกลางเกาะเมืองและพื้นที่ด้านทิศเหนือ และตะวันตกเฉียงใต้ ของเกาะเมือง มีโบราณสถานที่สำรวจพบแล้วทั้งสิ้น 95 แห่ง ดังนี้      3.1 พระราชวังโบราณหรือพระราชวังหลวง พระราชวังโบราณ เป็นที่อยู่ของพระมหากษัตริย์และเป็นทั้งศูนย์กลางด้านการเมืองและการปกครองในเวลาเดียวกัน เมื่อแรกสร้าง กรุงศรีอยุธยานั้นพระเจ้าอู่ทอง (พ.ศ. 1893-1912) ทรงโปรดให้สร้างพระราชวังขึ้นในบริเวณที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งวัดพระศรีสรรเพชญ์      3.2 วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นวัดสมัยอยุธยา เดิมเป็นพระราชวังที่ประทับซึ่งสมเด็จ พระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสร้างขึ้น ต่อมาในรัชกาลสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ. 1991 โปรดให้ย้ายพระราชวังไปสร้างใหม่ทางด้านริมแม่น้ำลพบุรี และอุทิศพระราชวังให้เป็นวัดสำหรับ ประกอบ พิธีต่าง ๆ      3.3 วัดราชบูรณะ เป็นวัดที่สำคัญวัดหนึ่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดให้สถาปนาขึ้นในปี พ.ศ. 1967 ในบริเวณที่ถวายพระเพลิงศพเจ้าอ้ายพระยา เจ้ายี่พระยา พระเชษฐาทั้งสองของพระองค์ ซึ่งสิ้นพระชนม์ลงเนื่องจากการรบแย่งชิง ราชสมบัติ     3.4 วิหารพระมงคลบพิตร พระมงคลบพิตร เป็นพระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งในประเทศไทย สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น เมื่อ พ.ศ. 2499 จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้บูรณะวิหาร พระมงคลบพิตรใหม่ทั้งหมดดังที่ปรากฏในปัจจุบัน นอกจากนี้ ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ยังมีโบราณสถานที่ สำคัญแห่งอื่นอีก เช่น วัดพระราม วัดญาณเสน วัดธรรมิกราช วัดวรโพธิ์ วัดวรเชษฐาราม เป็นต้น     อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าโดดเด่น จนได้รับการขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีมรดกโลก จากการประชุม ณ กรุงคาร์เรจ ประเทศตูนิเซีย ในปี พ.ศ.2536 ด้วยหลักเกณฑ์ที่ว่า เป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ที่หาได้ยากยิ่ง หรือเป็นพยาน หลักฐานแสดงขนบธรรมเนียมประเพณี หรืออารยธรรมซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่ หรืออาจสูญหายไปแล้ว 4. การบริการและการท่องเที่ยว      จากกรุงเทพมหานคร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ผ่านประตูน้ำพระอินทร์ แยกเข้าทางหลวงหมายเลข 32 แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข 309 เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้ทางหลวงหมายเลข 304 (ถนนแจ้งวัฒนะ) หรือ ทางหลวงหมายเลข 302 (ถนนงามวงศ์วาน) เลี้ยวขาวเข้าทางหลวงหมายเลข 306 (ถนนติวานนท์) ข้ามสะพานนนทบุรี ไปจังหวัด ปทุมธานี จากนั้นใช้เส้นทางปทุมธานี - สามโคก - เสนา ทางหลวงหมายเลข 311 เลี้ยวขวาที่อำเภอ เสนา ทางหลวงหมายเลข 3263 เข้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้เส้นทาง กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี ทางหลวงหมายเลข 306 ถึงทางแยกสะพานปทุมธานี เลี้ยวเข้าสู่เส้นทางหลวงหมายเลข 3309 ผ่านศูนย์ศิลปาชีพบางไทร เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางรถไฟ ใช้ขบวนที่เดินทาง สู่ภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในเขตอำเภอบางปะอิน อำเภอ พระนครศรีอยุธยา และ อำเภอภาชี ทางเรือ ปัจจุบันการเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโดยทางน้ำ เป็นที่นิยมของ นักท่องเที่ยว เพราะนอกจากจะได้ ชมทัศนียภาพและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว ยังเป็นการย้อนให้เห็นถึงประวัติศาตร์สมัย กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และมีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติโดยทางเรือบนแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งนี้ บริษัทเรือนำเที่ยวไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา      - บริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด              โทร. 02 222-5330, 02 225-3002-3     - เรือโอเรียนเต็ลควีน                              โทร. 02 236-0400-9     - เรือริเวอร์ซันครุ้ยส์                                โทร. 02 266-9125-6     - เรือฮอไรซันครุ้ยส์                                โทร. 02 236-7777 ต่อ 1204-5     - บริษัท เรือเบญจรงค์ จำกัด                   โทร. 0235 211036 การเที่ยวชม      เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.00 – 18.00 น.                         อัตราค่าเข้าชม ผู้มีสัญชาติไทย 10 บาท                         ผู้มีสัญชาติอื่น 40 บาท การท่องเที่ยว    สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา 035 245123-4                         สำนักงาน ททท. 035 246076-7 หรือ 1672โรงแรมที่พัก     อยุธยาแกรนด์โฮเต็ล 035 335483                        กรุงศรีริเวอร์ 035 244333                        อโยธยา 035 252249                        อู่ทองอินน์ 035 242236                        บ้านไทยเกสท์เฮ้าส์ 035 242394 ร้านอาหารแนะนำ ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยาหลังวัดจีน ส้มตำบึงพระราม ร้านอาจารย์สุกัญญา ตำรวจท่องเที่ยว 035 242352 หรือ 1155 ตำรวจทางหลวง 035 361059 หรือ 1193 สินค้าพื้นเมือง เครื่องหวาย เครื่องจักสาน มีดอรัญญิก ปลาตะเพียนสาน โรตีสายไหม


  วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 กรมศิลปากรถวายเทียนจำนำพรรษา ณ พระวิหารหลวง วัดมหาธาตุ- ยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมีนายสมชาย  ณ นครพนม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโบราณคดี เป็นประธานในพิธีนำถวายเทียน และพระสุวิมลธรรมาภรณ์ พระราชาคณะ วัดมหาธาตุยุว- ราชรังสฤษฎิ์ รับการถวายเทียน                        สำหรับวันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญในพุทธศาสนาที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ตลอดระยะเวลาฤดูฝนที่มีกำหนดเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตามที่พระธรรมวินัยบัญญัติไว้ โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรือที่เรียกติดปากกันโดยทั่วไปว่า จำพรรษา ("พรรษา" แปลว่า ฤดูฝน, "จำ" แปลว่า พักอยู่) พิธีเข้าพรรษานี้ถือเป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์โดยตรง ละเว้นไม่ได้ วันเข้าพรรษานั้น เป็นวันที่ให้พระสงฆ์ได้หยุดพักการเผยแผ่ศาสนาไปตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งจะเป็นไปด้วยความยากลำบากในช่วงฤดูฝน เพื่อป้องกันความเสียหายจากการอาจเดินเหยียบย่ำธัญพืชของชาวบ้าน ที่ปลูกลงแปลงในฤดูฝน และช่วงเวลาจำพรรษาตลอด 3 เดือนนั้น เป็นช่วงเวลาและโอกาสสำคัญที่พระสงฆ์จะได้มาอยู่ จำพรรษารวมกันภายในวัด เพื่อศึกษาพระธรรมวินัยจากพระสงฆ์ที่ทรงความรู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ด้วยการเข้าพรรษา ตามปกติการจำพรรษา เริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี (หรือเดือน 8 หลัง ถ้ามีเดือน 8 สองหน) และสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งตรงกับวันออกพรรษา                      วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกพิเศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร สร้างในสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่าวัดสลัก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อทรงตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี และทรงสร้างพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับและสร้างพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นที่ประทับสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และทรงโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดสลัก พร้อมกับการก่อสร้างพระราชวังบวรสถานมงคล จากนั้นทรงเปลี่ยนชื่อวัดจากวัดสลัก เป็น”วัดนิพพานาราม” เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้ใช้วัดนิพพานารามเป็นสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกใน พ.ศ. 2331 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดพระศรีสรรเพชญ” และใน พ.ศ. 2346 พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดพระศรีรัตนมหาธาตุราชวรมหาวิหาร” ตามชื่อวัดในกรุงศรีอยุธยาที่เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช  ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระบรม โอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร บูรณะวัดมหาธาตุฯ และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดมหาธาตุยุวราช รังสฤษฎิ์”   ที่มา : http://www.manager.co.th/Local           http://th.wikipedia.org/wiki




เมื่อวันที่ ๑๒ - ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา สำนักศิลปากรที่ได้อบรมโครงการเสริมสร้างวินัย คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาสำหรับข้าราชการในสังกัด ณ ห้องประชุมหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ โดยมีนายสุพจน์ พรหมมาโนช ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่ เป็นประธานฯ




วันพฤหัสบดีที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒เวลา ๑๑.๐๐ น. คณะครูและนักเรียนโรงเรียนแวงน้อยศึกษาอ. แวงน้อย จ. ขอนแก่นจำนวน ๑๐๐ คนเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่นโดยมีนางแพรว ธนภัทรพรชัย เป็นผู้ให้การต้อนรับ


แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน           เครื่องปั้นดินเผา แบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะของเนื้อดินคือ ๑.เครื่องปั้นดินเผาชนิดเนื้อดิน หรือ เอิร์ทเทนแวร์ (Earthenware) เผาด้วยไฟในอุณหภูมิ ๘๐๐ –๑๑๕๐ องศาเซลเซียส ๒.เครื่องปั้นดินเผาชนิดเนื้อหิน หรือ สโตนแวร์ (Stoneware) เผาด้วยไฟในอุณหภูมิ ๑๑๙๐ –๑๓๙๐ องศาเซลเซียส ๓.เครื่องปั้นดินเผาชนิดเนื้อกระเบื้อง หรือ พอร์สเลน (Porcelain ware) เผาด้วยไฟในอุณหภูมิ ๑๒๕๐ องศาเซลเซียสเป็นต้นไป           ในประเทศไทยพบหลักฐานการผลิตภาชนะดินเผาขึ้นใช้ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์มีทั้งที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและเพื่อประกอบพิธีกรรม มีหลายประเภทขึ้นอยู่กับการใช้งาน อาทิ ชาม หม้อ กระปุก ไห เป็นต้น โดยมีขนาดและรูปทรงรวมทั้งมีการประดับตกแต่งหลายรูปแบบ เช่น ทาน้ำดิน ลายขูดขีด ลายเชือกทาบ ลายเขียนสี ภาชนะสามขา เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นกับความนิยมและความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการผลิตของแต่ละท้องถิ่น และได้มีพัฒนาการต่อมาโดยลำดับ ภาชนะดินเผาที่พบมีทั้งที่ผลิตขึ้นเองในท้องถิ่น และนำเข้ามาจากต่างประเทศ โดยภาชนะดินเผาแบบแรกสุดที่พบเป็นแบบเนื้อดิน หรือ เอิร์ทเทนแวร์ ส่วนแบบเคลือบนั้น มีการผลิตขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ เป็นต้นมา           แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน เป็นแหล่งเตาผลิตเครื่องปั้นดินเผาอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือราว ๗.๕ กิโลเมตร กระจายอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณบุรีหรือริมแม่น้ำท่าจีนฝั่งตะวันตกเป็นระยะทางยาวประมาณ ๗ กิโลเมตร อยู่ในเขตตำบลรั้วใหญ่ และบริเวณบ้านบางปูน บ้านโพธิ์พระยา ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี           จากการขุดค้นทางโบราณคดี ได้พบร่องรอยของเตาเผาที่ผลิตเครื่องปั้นดินเผาโบราณ โครงเตาเป็นเตากูบที่ก่อด้วยดินเหนียวสร้างซ้อนทับในแนวเดียวกัน จำนวน ๑๐ เตา เป็นเตาแบบระบายความร้อนขึ้น ( Crossdraft Kiln) ขนาดโดยเฉลี่ยของเตายาว ๕-๘ เมตร   กว้าง ๒-๓ เมตร ผนังด้านข้างหนาราว ๒๐ เซนติเมตร แบ่งออกเป็นสามส่วน คือ ห้องบรรจุเชื้อเพลิงสำหรับใส่ฟืนด้านหน้า พื้นลาดเอียงประมาณ ๑๐-๑๕ องศา, ห้องวางภาชนะ เป็นส่วนที่มีพื้นที่มากเนื่องจากต้องนำภาชนะที่ต้องการจะเผามาวาง พื้นเตาส่วนนี้ยกสูงขึ้นจากห้องบรรจุเชื้อเพลิงราว ๖๐ เซนติเมตร, ด้านในสุด เป็นปล่องสำหรับระบายควันไฟออก           จากการศึกษาวิเคราะห์หลักฐานทางด้านโบราณคดีสามารถกำหนดอายุของแหล่งเตาเผาแห่งนี้มีอายุในช่วงก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘-๑๙ หรือประมาณ ๖๐๐ ปีมาแล้ว    ศิลปะของลวดลายที่ปรากฏบนภาชนะได้รับอิทธิพลของศิลปะทวารวดีและศิลปะลพบุรีซึ่งแหล่งผลิตภาชนะดินเผาแห่งนี้ยังคงได้ผลิตภาชนะต่อเนื่องมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑           ภาชนะที่พบที่แหล่งเตาเผาบ้านบางปูนมีทั้งประเภทเนื้อดิน แบบที่เรียกว่า เอิทเทนแวร์(Earthenware) และประเภทเนื้อหิน แบบที่เรียกว่า สโตนแวร์ (Stoneware)  โดยภาชนะประเภทเนื้อดินที่พบมีทั้งชาม, อ่าง และหม้อหรือไหก้นกลม ซึ่งมีการเคลือบน้ำดินสีแดงและเขียนลวดลายเป็นแนวเส้นขนาน  ส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งส่วนใหญ่เป็นไห จะมีตกแต่งลายบริเวณส่วนปาก คอ ก้น ไหล่  ลวดลายที่พบเป็นลายกดประทับภายในแนวเส้นขนานซ้อนกันเป็นแถว คั่นด้วยแนวลายหวี บางทีมีการประดับลายปั้นติดเป็นลายพู่ หรือลายเทพนมในแนวลายคล้ายใบโพธิ์ หรือใบเสมา ส่วนไหใบสำคัญจะประดับด้วยภาพเล่าเรื่อง เช่นภาพบุคคลคล้องช้าง หรือกำลังฝึกช้าง การล่าสัตว์ ภาพบุคคลไถนา ภาพบุคคลขี่ม้ากวัดแกว่งดาย ภาพบุคคลกำลังรบกัน ภาพลายกดประทับเป็นลายช้างเดินเรียงต่อกันเป็นแถวเป็นต้น


วันจันทร์ที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๒เวลา ๑๐.๐๐ น.คณะศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลบ้านดุง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี จำนวน ๑๑๘ คนเข้าเยี่ยมชมหลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน โดยมีนางสาวอารียา เนียมสอาด เป็นวิทยากรนำชม พร้อมอำนวยความสะดวก


อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 30 มีนาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด



เชิญร่วมกิจกรรมสันทนาการเนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ปี ๒๕๕๖ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น ไม่เสียค่าใช้จ่าย



***บรรณานุกรม***  หนังสือหายาก  สถานเอกอัครราชฑูตอินโดเนเซีย.  ประเทศ 3,000 เกาะ  อินโดเนเซีย :  สุมาตรา  ชะวา  กาลิมันตันซูลาเวซี  โมลูกัซ  อิเรียนตะวันตก.  พระนคร : โรงพิมพ์ไทยพิทยา, ๒๕๐๑.


black ribbon.