ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 48,973 รายการ

วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๔ (ตรงกับเวลา ๐๑.๐๐ น. ของวันที่ ๒๓ เมษายน ตามเวลาในประเทศไทย) สถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลไทย ในการรับมอบโบราณวัตถุ ๑๓ รายการ จาก สำนักงานอัยการเขตนิวยอร์กและหน่วยสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา ในเบื้องต้นคาดว่าจะขนส่งมาพร้อมกับทับหลัง ๒ รายการ จากปราสาทเขาโล้นและปราสาทหนองหงส์ โดยมีกำหนดขนส่งถึงประเทศไทย ในเดือนพฤษภาคม นี้


องค์ความรู้เรื่อง...การสำรวจภาพลายเส้นใบเสมาบ้านกุดโง้ง ใบเสมาบ้านกุดโง้ง ตั้งอยู่ที่บ้านกุดโง้ง หมู่ที่ ๔ ตำบลบุ่งคล้า อำเภอเมืองชัยภูมิ จังหวัดชัยภูมิ หลักฐานที่พบบริเวณบ้านกุดโง้ง ได้แก่ กลุ่มใบเสมาจำนวนมากที่ปักอยู่ตามบริเวณเนินดินรอบหมู่บ้าน บางส่วนถูกนำมาเก็บรวบรวมไว้ที่วัดศรีปทุมคงคาราม เนื่องจากมีคนเข้ามาลักลอบขุดนำออกไปจากหมู่บ้าน จนกระทั่งพุทธศักราช ๒๕๓๘ กรมศิลปากร โดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๙ นครราชสีมา (ขณะนั้น) จึงได้จัดสร้างอาคารไว้ภายในวัดศรีปทุมคงคาราม เพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงใบเสมาเหล่านี้ ใบเสมาที่สำคัญที่บ้านกุดโง้ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มของใบเสมาที่มีการสลักลวดลายประดับเป็นภาพพระพุทธเจ้า ได้แก่ ภาพพระพุทธเจ้าหรือพระศรีศากยมุนี ภาพพระศรีอริยเมตไตย และภาพเล่าเรื่องราวชาดกตอนต่างๆ ในพุทธศาสนา ได้แก่ พรหมนารทชาดก เตมียชาดก ภูริฑัตชาดก มโหสถชาดก อัมพชาดก ปัญจาวุธชาดก วิฑูรบัณฑิตชาดก ปี พุทธศักราช ๒๕๖๓ กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ได้ดำเนินการสำรวจเก็บข้อมูลภาพสลักใบเสมาบ้านกุดโง้ง เชิงวิเคราะห์ เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลงานด้านศิลปกรรมที่ทรงคุณค่าให้คงอยู่ต่อไป ขั้นตอนการดำเนินงาน ๑. ดำเนินการสำรวจเก็บข้อมูลภาพลายเส้นตามร่องรอยที่หลงเหลืออยู่จริง ๒. ดำเนินการวิเคราะห์ลายเส้นใบเสมา ร่วมกับนักโบราณคดี เพื่อเติมเต็มภาพลายเส้นให้สมบูรณ์ ๓. ดำเนินการเติมภาพลายเส้นให้สมบูรณ์ ที่ได้ข้อมูลจากการวิเคราะห์ ๔. ดำเนินการจัดทำเสกลหน้างานจากแหล่งใบเสมา เพื่อให้ได้ความแม่นยำของระยะของลวดลาย ๕. ดำเนินการวาดภาพลายเส้นใบเสมาให้สมบูรณ์ตามแนวทางการวิเคราะห์ร่วมกับนักโบราณคดี ๖. ภาพผลงานการวาดลายเส้นลวดลายใบเสมาที่เติมเต็มให้สมบูรณ์ บนกระดาษกราฟที่เข้าเสกลตามสัดส่วนจริง ๗. นำภาพผลงานการวาดลายเส้นลวดลายใบเสมาที่เติมเต็มให้สมบูรณ์ มาดำเนินการวาดเส้นในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Illustrator เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายต่อไป ผู้เรียบเรียงนำเสนอโดย นางสาวนิตยา สาระรัตน์ นายช่างศิลปกรรมอาวุโส


นักท่องเที่ยวเข้ามาชมโบราณสถานปราสาทพนมวัน อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ประจำวันศุกร์ที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๖๔


  กรมศิลปากร โดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ขอเชิญชม นิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส "ศักย ขุนพลพิทักษ์" ระหว่างวันที่ 23 เมษายน – 30 พฤษภาคม 2564 ณ อาคารนิทรรศการ 4 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป...


“…ส่วนตัวเมืองนครราชสีมานั้น ก็มีความเชื่อใจว่า #ถ้าไม่ตายเสียก่อนคงจะได้ไปเห็น เป็นการแน่ใจมากกว่าประเทศยุโรป ซึ่งไม่เชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บจะปล่อยให้ไปได้..” . พระราชหัตถเลขาที่กล่าวถึงข้อความดังกล่าว ระบุปี รัตนโกสินทรศก ที่ ๑๑๐ หรือตรงกับ ปี ๒๔๓๔ ซึ่งทุกท่านๆ ทราบหรือไม่ ? ครับ ว่าจริงๆแล้ว หลังจากนั้น ๖ ปี ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จไปทวีปยุโรปเป็นครั้งเเรก ในปี ๒๔๔๐ ก่อนจะได้เสด็จมา #เมืองนครราชสีมา ของเราเสียอีก . หลังจากเสด็จกลับจากยุโรปได้ ๓ ปี พระองค์พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์จึงได้เสด็จพระราชดำเนิน เมืองนครราชสีมา ในคราวเปิด เปิดทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา อย่างเป็นทางการ ซึ่งมีระยะทางทั้งสิ้น ๒๖๕ กิโลเมตร งบประมาณรวมทั้งสิ้น ๑๗,๕๘๕,๐๐๐ บาท ในวันที่ ๒๑ธันวาคม ปี ๒๔๔๓ โดยเดินทางถึงเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นศูนย์กลางมณฑลลาวกลาง ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน และประทับพักแรมเพื่อตรวจราชการ เยี่ยมเยี่ยนราษฎร ตลอดจนทอดพระเนตรโบราณสถาน จนถึงวันที่ ๒๕ ธันวาคม ปี ๒๔๔๓ จึงเสด็จพระราชดำเนินกลับพระนคร โดยรถไฟ รวมเวลากว่า ๔ วัน ๓ คืน ซึ่งการเสด็จพระราชดำเนินมาเมืองนครราชสีมาในครั้งนี้ นับเป็น #ครั้งแรกและครั้งเดียวตลอดรัชสมัย จนกระทั่งเสด็จสวรรคตในปี ๒๔๕๓ . การเสด็จพระราชดำเนินเมืองนครราชสีมาในครั้งนี้ นอกเหนือจากพระราชภารกิจตรวจราชการส่วนราชการต่างๆ และเยี่ยมเยียนพสกนิกร แล้ว พระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรโบราณสถานหลายแห่ง อาทิ ศาลหลักเมือง วัดกลางนคร (วัดพระนารายณ์มหาราชวรวิหาร) สถานพระนายณ์ รวมไปถึง กำแพงเมือง ประตูเมือง ซึ่งอยู่ในเขตเมืองนครราชสีมาแล้ว ในวันที่ ๒๔ ธันวาคม ปี ๒๔๔๓ พระองค์ เหล่าพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารได้เสด็จพระราชดำเนินไปยัง โบราณสถานปราสาทพนมวัน ซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองนครราชสีมาด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นระยะทางกว่า ๑๕ กิโลเมตร . โดยรายละเอียดการเดินทางดังกล่าวถูกบันทึกไว้ ความว่า “… #แล้วเสด็จทรงม้าพระที่นั่งไปประพาสวัดพนมวัน ทอดพระเนตรอันเป็นของโบราณ ทำด้วยศิลาแลงแท่งใหญ่ๆ ประดับซ้อนขึ้นไป แล้วทรงจารึกพระบรมนามาภิไธยเป็ยอักษรย่อ จ.ป.ร. ในแผ่นศิลาฝาผนังวิหาร และมีอักษรว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประพาส เมื่อ รัตนโกสินทรศก ๑๑๙” แลลงวันตามจันทรคติ วัน ๒ เดือน ๒ ขึ้น ๔ ค่ำ พุทธศักราช ๒๔๔๓ . ซึ่งแม้ในขณะนี้ เราจะยังไม่พบภาพถ่ายเก่าเพื่อยืนยันเหตุการณ์ให้ชัดเจนในคราวล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ เสด็จพระราชดำเนินในช่วงเวลานั้น แต่จารึกพระปรมาภิไธยย่อ พร้อมด้วยข้อความดังกล่าว เป็นประจักษ์พยานถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ชัดเจนเป็นอย่างดี เพราะการจารึกในลักษณะปรากฏในอีกหลายสถานที่ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปถึง . ด้วยเพราะกิจการรถไฟ จึงทำให้ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ได้เสด็จพระราชดำเนิน เมืองนครราชสีมา ได้ตามพระราชประสงค์ และยังได้เสด็จทอดพระเนตรปราสาทพนมวัน ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทยอีกด้วย ดังที่กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่าการเสด็จพระราชดำเนินเมืองนครราชสีมาของพระองค์ในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวตลอดรัชสมัย . นับตั้งแต่วันที่ ๒ เมษายน ปี ๒๕๖๔ เป็นต้นมา กรมศิลปากร ได้เริ่ม เปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมโบราณสถานปราสาทพนมวันเป็นครั้งแรก ในราคา ๑๐ บาท สำหรับชาวไทย และราคา ๕๐ บาท สำหรับชาวต่างชาติ หากมีโอกาสแวะเวียนมายังเมืองนครราชสีมา ก็อยากให้เข้ามาเยี่ยมชมกับนะครับ เพราะในปัจจุบันได้ดำเนินการบูรณะด้วยวิธีอนัสติโลซิส เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา แหล่งอ้างอิง พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทาน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงใหญ่เมืองนครราชสีมา ร.ศ.110 หรือ พ.ศ.2434 กรมศิลปากร, รวมเรื่องเมืองนครราชสีมา เรื่อง การเสด็จพระราชดำเนินเปิดทางรถไฟ (กรุงเทพฯ: พระนคร, 2511), น. 104-116




วันพุธที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๔ นางลาวัณย์ ยวงทองและคณะ บ้านนาบัว ตำบลสวาย อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ มอบโบราณวัตถุศิลปวัตถุ จำนวน ๓ รายการ ได้แก่เชิงอัก ๑ อัน และอัก ๒ อัน แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและชาติสืบไป โดยมีนายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ เป็นผู้รับมอบ


วันพุธที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๔ นางสาวศรินทิพย์ นิสังรัมย์ และนายอรุณ มาลัยทอง ราษฎรตำบลเมืองลีง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ มอบโบราณวัตถุ ภาชนะดินเผาในวัฒนธรรมเขมร จำนวน ๑ รายการ ในนามของชุมชนบ้านกรูด ให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ กรมศิลปากร โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองลีงเป็นผู้ประสานงานและร่วมเป็นพยานในการมอบโบราณวัตถุเพื่อเก็บรักษาไว้เป็นมรดกของชาติต่อไป



          วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๔ เวลา ๑๔.๐๐ น. นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยครอบครัว “ศักย ขุนพลพิทักษ์” ผู้บริหารกรมศิลปากร และแขกผู้มีเกียรติร่วมชมนิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส “ศักย ขุนพลพิทักษ์” รอบปฐมทัศน์ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า กรุงเทพมหานคร โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าชม ระหว่างวันที่ ๒๓ เมษายน - ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๔ ณ อาคารนิทรรศการ ๔ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป           นายศักย ขุนพลพิทักษ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจิตรกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เป็นศิลปินผู้มากด้วยทักษะและความสามารถทางด้านจิตรกรรมคนสำคัญของสำนักช่างสิบหมู่ เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญ ทั้งในงานจิตรกรรมภาพเหมือนบุคคลแบบสากลและงานจิตรกรรมไทย เป็นศิลปินที่สามารถเขียนภาพจิตรกรรมไทยแบบดั้งเดิมและภาพจิตรกรรมแบบใหม่ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้อย่างลงตัว โดยได้ฝากฝีมือการออกแบบ เขียนภาพจิตรกรรมไทยในวัดสำคัญๆ ทั้งในไทยและต่างประเทศไว้เป็นจำนวนมาก ตลอดช่วงชีวิตของคุณศักย ขุนพลพิทักษ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นศิลปินผู้อุทิศตน สร้างสรรค์ผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ในทักษะฝีมือ ในฐานะศิลปินคุณภาพของกรมศิลปากร การเสียชีวิตของคุณศักย ขุนพลพิทักษ์ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา นับเป็นการสูญเสียบุคลากรอันทรงคุณค่าของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และของประเทศ           นิทรรศการในครั้งนี้ได้รวบรวมผลงานการสร้างสรรค์ทางด้านทัศนศิลป์ที่สำคัญ โดยเฉพาะผลงานจิตรกรรมซึ่งคุณศักย ขุนพลพิทักษ์ ที่ได้สร้างสรรค์ไว้ตลอดช่วงชีวิตของการเป็นศิลปิน นำมาจัดแสดงในนิทรรศการพิเศษนี้ เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติและเผยแพร่เกียรติคุณของศิลปิน ผ่านผลงานที่นำมาจัดแสดง


           กรมศิลปากรได้เปิดห้องจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งดำเนินงานบูรณะพร้อมการจัดแสดงห้องต่างๆ ระหว่างปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๓ ตามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ จัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่พบบนผืนแผ่นดินไทย หลัง พ.ศ. ๑๘๐๐ เป็นต้นมา อันเป็นช่วงเวลาของการก่อกำเนิดบ้านเมืองขนาดใหญ่ระดับรัฐ หรืออาณาจักรในแต่ละภูมิภาค โดยจัดแสดงโบราณวัตถุรวม ๙๑๘ รายการ แบ่งเป็น            -ห้องล้านนา นำเสนอเรื่องราวอาณาจักรที่ พญามังราย สถาปนาเมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ โดยมีศูนย์กลาง อยู่ที่เมืองเชียงใหม่ โบราณวัตถุสำคัญ อาทิ ศิลปโบราณวัตถุประเภทเครื่องพุทธบูชา ที่พบจากวัดร้างในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และหลวงพ่อนาก พระพุทธรูปซึ่งพระยายุธิษฐิระ เจ้าเมืองพะเยาเป็นผู้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๙          -ห้องสุโขทัย จัดแสดงความรุ่งเรืองของรัฐขนาดใหญ่นามว่า สุโขทัย แห่งราชวงศ์พระร่วง ซึ่งสถาปนา เมื่อ พ.ศ. ๑๗๙๒ โบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่จัดแสดงในห้องนี้คือ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ สมัยพ่อขุนรามคำแหง          -ห้องกรุงศรีอยุธยา นับจากการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ ปรากฏโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ที่เป็นประจักษ์พยานสำคัญถึงความรุ่งเรืองมั่นคงทางการเมืองการปกครอง ความเจริญทางเศรษฐกิจ และความรุ่งเรืองในพระพุทธศาสนา เป็นรากฐานให้กับศิลปกรรมรัตนโกสินทร์ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นศิลปะประจำชาติไทยในปัจจุบัน โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ อาทิ ธรรมาสน์สังเค็ด วัดใหญ่สุวรรณาราม จังหวัดเพชรบุรี และตู้พระธรรมวัดเซิงหวาย ซึ่งมีลวดลายรดน้ำปิดทองประณีตงดงามเป็นเลิศ           -ห้องกรุงธนบุรี – รัตนโกสินทร์ตอนต้น โบราณวัตถุชิ้นสำคัญ อาทิ พระแท่นของสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช พระเก้าอี้พับของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งทรงใช้ในยามราชการสงคราม ฉากลับแลลายกำมะลอเรื่องอิเหนา เป็นต้น          -ห้องกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงตระหนัก ถึงความสำคัญของการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาชาติ จึงทรงส่งราชทูตไปยังราชสำนักชาติมหาอำนาจตะวันตก ทรงวางรากฐานในการยอมรับศิลปวิทยาการสมัยใหม่ และนำมาพัฒนาให้สังคมไทยมีความทันสมัยเช่นสากล จากการติดต่อกับต่างชาติตะวันตกโดยเฉพาะยุโรป อเมริกา การสร้างสรรค์งานศิลปกรรมจึงมีอิทธิพลตะวันตกเพิ่มขึ้นโดยลำดับ ทั้งนี้ สถาบันศาสนาและพระมหากษัตริย์ นอกจากเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทย ยังมีส่วนสำคัญที่ช่วยธำรงรักษาวัฒนธรรมประเพณีของชาติ ที่เป็นเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ได้จนถึงปัจจุบัน โบราณวัตถุสำคัญที่จัดแสดงในห้องนี้ อาทิ ลูกโลกและรถไฟจำลอง สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ พระโธรน พระราชอาสน์สำหรับประทับให้ข้าราชการยืนเข้าเฝ้า ซึ่งสร้างขึ้นเป็นองค์แรกใน พ.ศ. ๒๔๑๖          ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าชมโฉมใหม่ของห้องนิทรรศการถาวรภายในอาคารประภาสพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้ทุกวันพุธ-วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ น. – ๑๖.๐๐ น. ปิดวันจันทร์ – วันอังคาร



วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๔ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. มีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ทั้งหมด ๑๕ คน แบ่งเป็น นักท่องเที่ยวชาวไทย ชาย ๕ คน หญิง ๙ คน เด็ก/เยาวชน หญิง ๑ คน ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. มีนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมหลุมขุดค้นวัดโพธิ์ศรีใน ทั้งหมด ๑๐ คน แบ่งเป็น นักท่องเที่ยวชาวไทย ชาย ๕ คน หญิง ๔ คน เด็ก/เยาวชน หญิง ๑ คน และมีการทำความสะอาดพื้นที่ทุกสองชั่วโมงตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19



black ribbon.