ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,053 รายการ
นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งอย่างไม่เป็นทางการจากกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ว่าประติมากรรมรูปเคารพประกอบด้วย พระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ และรูปเคารพอื่น ๆ รวม ๑๓ รายการ ที่ Antiquities Trafficking Unit (ATU) สำนักงานอัยการนิวยอร์ก ได้ดำเนินคดีกับขบวนการลักลอบค้าโบราณวัตถุในสหรัฐอเมริกาซึ่งสิ้นสุดการพิจารณาคดีแล้ว มีความประสงค์ส่งคืนประเทศต้นทางคือประเทศไทย ซึ่งสถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ได้ให้ความอนุเคราะห์ดำเนินการขนส่ง โดยกรมศิลปากรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่ง ขณะนี้ทราบเบื้องต้นว่ามีกำหนดขนส่งมาถึงไทยในสัปดาห์นี้ อธิบดีกรมศิลปากร ได้กล่าวถึงความเป็นมาในการรับมอบประติมากรรมรูปเคารพชุดนี้ว่า ในระหว่าง การดำเนินการติดตามทับหลังจากปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้น นั้น กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือถึงกรมศิลปากรแจ้งว่าหน่วยปราบปรามการลักลอบค้าโบราณวัตถุ Antiquities Trafficking Unit (ATU) มีความประสงค์ส่งคืนรูปเคารพ ๑๓ รายการ ที่ได้จากการดำเนินคดีกับขบวนการลักลอบค้าโบราณวัตถุข้ามชาติของนาย Subhash Kapoor ซึ่งวัตถุจากการดำเนินคดีในลักษณะนี้ สหรัฐอเมริกามีนโยบายส่งคืนประเทศต้นทางของแหล่งที่มาของวัตถุ ซึ่งคณะกรรมการติดตามโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศกลับคืนสู่ประเทศไทย ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธาน ได้พิจารณาเห็นว่าการส่งคืนโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ในครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการดำเนินการติดตามโบราณวัตถุกลับคืนสู่ประเทศไทย ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยได้รับมอบโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ จากซีกโลกต่างๆ กลับคืนสู่ถิ่นกำเนิดต่อไปอีกหลายรายการ สำนักงานอัยการนิวยอร์กได้ส่งมอบประติมากรรมรูปเคารพทั้ง ๑๓ รายการ ให้รัฐบาลไทยเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๔ โดยมีกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เป็นตัวแทนรับมอบ และได้รับความอนุเคราะห์ในการดำเนิน การขนส่งโดยถุงเมล์ทางการทูต โดยใช้งบประมาณของกรมศิลปากร เป็นไปตามแนวทางความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ ที่เข้าเป็นคณะกรรมการในการดำเนินการติดตามโบราณวัตถุกลับสู่ประเทศไทย อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ กรมศิลปากรจะประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อรับมอบประติมากรรมรูปเคารพ ๑๓ รายการ โดยจะผ่านกระบวนการตรวจพิสูจน์ตามขั้นตอนการรับมอบโบราณวัตถุ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการต่างๆ แล้ว กรมศิลปากรจะนำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้เข้าชมและศึกษาเรียนรู้ต่อไป
การประชุมคณะกรรมการประเมินคุณภาพแหล่งเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมของกรมศิลปากร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยมีนายอรุณศักดิ์ กิ่งมณี รองอธิบดีกรมศิลปากร ประธานการประชุมคณะกรรมการประเมินคุณภาพ แหล่งเรียนรู้ฯ ซึ่งมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม ดังนี้ ๑. นายสมชาย ณ นครพนม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโบราณคดี ๒. นางสาวดวงกมล กมลานนท์ ผอ.กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ๓.นายชินณวุฒิ วิลยาลัย ผอ.กองโบราณคดี ๔. นางวัญญา ประคำทอง ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม และผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กรมศิลปากร และบุคลากรสังกัด กพร.กรมศิลปากร จำนวน ๓ ท่าน ในฐานะฝ่ายเลขานุการ
พร้อมทั้งคณะกรรมการภายนอกเข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ (Google Meet) จำนวน ๕ ท่าน ดังนี้ ๑. ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ อาจารย์ประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒. นางสาวลิลิน ทรงผาสุก ผอ.กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สพฐ. ๓. นางสาวนภัทร อินทรุณ ผอ.กลุ่มภารกิจติดตามและประเมินผลการพัฒนาระบบราชการ กพร. สพฐ. ๔. นางสาวจุฬาลักษณ์ ทรัพย์สุทธิ ผอ.กลุ่มภารกิจวิจัยและพัฒนาระบบราชการ กพร. สพฐ. และ ๕. นางสาววีณา ลาภจตุภุช นักพัฒนาการท่องเที่ยวชำนาญการพิเศษ กรมการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ผู้เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมทุกท่าน (จำนวน ๙ ท่าน) ได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) เว้นระยะห่าง (Distancing) สวมหน้ากากอนามัย/ผ้า (Mask wearing) ตลอดเวลา
#พี่นักโบชวนเที่ยวทิพย์ "...ตามรอยสยามมกุฎราชกุมาร ทอดพระเนตรโบราณสถาน...เมืองนครราชสีมา..."
.
นับตั้งแต่ กิจการรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เปิดเดินรถอย่างเป็นทางการครั้งแรกนับตั้งแต่ วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2443 โดยมีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ทรงเสด็จพระราชดำเนินเมืองนครราชสีมา ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดเส้นทางเป็นปฐมฤกษ์ นั้น กิจการรถไฟสยามก็เติบโตเรื่อยมา โดยนำความเจริญมาสู่เมืองนครราชสีมา ในฐานะประตูสู่ที่ราบสูง ก่อให้เกิดการคมนาคม การแลกเปลี่ยนสินค้าอุปโภคและบริโภคได้สะดวก และหลากหลายมากยิ่งขึ้น จึงนับได้ว่ากิจการรถไฟทำให้เมืองนครราชสีมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดจนถึงปัจจุบัน
.
หลังจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเมืองนครราชได้ 3 ปีนั้น ในปี พ.ศ.2446 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวดำรงพระอิสริยายศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร (ขณะนั้นมีพระชนมายุ 22 พรรษา) พร้อมด้วยสมเด็จพระลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ (ขณะนั้นมีพระชนมายุ 14 พรรษา) และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ขณะนั้นมีพระชนมายุ 41 พรรษา) ได้เสด็จพระราชดำเนินเมืองนครราชสีมา ในระหว่างวันที่ 10-20 มกราคม พ.ศ.2446 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจราชการเมืองนครราชสีมา ในฐานะศูนย์กลางมณฑลนครราชสีมา (ลาวกลาง) และเสด็จทอดพระเนตรโบราณสถานในหลายแห่ง อาทิ 1. อำเภอสูงเนิน ประกอบด้วย เมืองโบราณเสมา ปราสาทเมืองแขก ปราสาทโนนกู่ 2. อำเภอพิมาย ประกอบด้วย ปราสาทพิมาย ท่านางสระผม กุฏิฤาษี ไทรงาม และ 3. อำเภอเมืองนครราชสีมา ประกอบด้วย ปราสาทพนมวัน
.
โดยในวันนี้ พี่นักโบ ขอพาทุกท่านตามรอยสยามมกุฏราชกุมาร เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ เเละคณะ เสด็จทอดพระเนตรโบราณสถาน กันครับ
#เริ่มต้นเสด็จทอดพระเนตรโบราณสถาน...
°วันที่ 12 มกราคม เวลาเช้า 1 โมงเศษ ได้เสด็จทรงม้าไปประทับรถไฟพิเศษไปประพาสอำเภอสูงเนิน เมื่อถึงสะเตชั่นสูงเนิน ได้เสด็จทรงม้าไปประทับที่ว่าการอำเภอประมาณครู่หนึ่ง แล้วเสด็จไปทอดพระเนตรเสมาร้าง (สันนิษฐานว่าคือเมืองโบราณเสมา) แลเทวสถานที่เมืองเก่า ซึ่งราษฎรเรียกว่าเมืองแขก กับเทวสถานกู่แลเทวสถานที่เมืองเก่า แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นรถไฟพิเศษที่ตำบลกุดจิก กลับไปประทับพลับพลาเมืองนครราชสีมา
.
°วันที่ 14 มกราคม เวลาเช้า 1 โมงเศษ เสด็จทรงม้าออกจากหนองบัวบ้านตูม (บ้านตูม ตำบลทองหลาง อำเภอจักราช) ไปประทับร้อนที่พลับพลาห้วยศักราช (ปัจจุบันเรียก ห้วยจักราช) อำเภอ #เมืองพิมาย เวลาบ่าย 1 โมงเศษ เสด็จทรงช้างไปถึงวังหิน แล้วเสด็จประทับเรือทอดพระเนตรลำน้ำวังหิน ไปขึ้นที่ท่าริมเมือง แล้วเสด็จทรงช้างมาประทับแรมที่พลับพลาเมืองพิมาย เวลาประมาณย่ำค่ำเศษ
.
°วันที่ 15 มกราคม เวลาเช้า เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร #ปราสาทหินแลคลังเงิน (ปัจจุบันเรียก พลับพลาเปลื้องเครื่อง ปราสาทพิมาย) ซึ่งก่อด้วยหิน ตามที่ราษฎรได้เรียกกันมาแต่เดิม เมื่อทรงทอดพระเนตรทั่วแล้ว ได้เสด็จกลับยังพลับพลา ครั้นเวลาบ่ายได้เสด็จวอทอดพระเนตร #สระเพลง แล #เมรุพรหมทัตแล้วเสด็จประทับพลับพลาที่สนามหญ้าริมที่ว่าการอำเภอ ทอดพระเนตรมวย แล้วเสด็จประทับที่ว่าการอำเภอพิมาย มีรับสั่งให้นายเหม นายอำเภอเมืองพิมาย ทดลองเครื่องสัญญาชนิดที่เรียกลูกบ้าน มาประชุมจับโจรผู้ร้าย เมื่อลูกบ้านถือสาตราวุธมาประชุมพร้อมกัน ทอดพระเนตรแล้วเสด็จกลับพลับพลาที่ประทับ
.
°วันที่ 16 มกราคม เวลาเช้า เสด็จทรงม้าไปทอดพระเนตร #ท่านางสระผม #กุฏิฤาษี #ไทรงาม แล้วเสด็จลงประทับเรือมาตามลำน้ำมูล มาขึ้นที่ท่าสงกรานต์ เลยเสด็จกลับมายังพลับพลา ทอดพระเนตรการที่นายอำเภอลองเครื่องสัญญาชนิดจับโจรอีก เพื่อให้ช่างถ่ายรูปลูกบ้านที่มาประชุมนั้นไว้ แล้วทอดพระเนตรมวย ซึ่งนายอำเภอจัดมาถวาย
.
°วันที่ 17 มกราคม เวลาเช้า เสด็จทรงช้างออกจากอำเภอเมืองพิมายมาประทับร้อนที่พลับพลาบ้านโคกพระ เวลาบ่ายประมาณ 2 โมง เสด็จทรงม้ามาประทับแรมที่พลับพลาบ้านทองหลาง อำเภอกลาง (สันนิษฐานว่าคือ บ้านทองหลาง ตำบลโตนด อำเภอโนนสูง) ในที่นั้นได้มีมวยถวายทอดพระเนตร 1 คู่
.
°วันที่ 18 มกราคม เสด็จทรงช้างจากพลับพลาบ้านทองหลางมาประทับพักร้อนพลับพลาวัดพนมวัน ท้องที่อำเภอเมือง แลทรงทอดพระเนตรเพลงและ #ปราสาทหิน เวลาบ่าย เสด็จทรงช้างเข้าเมืองนครราชสีมา ประทับพลับพลาที่กองทหาร จนกระทั่งเช้าวันที่ 20 มกราคม จึงประทับรถไฟพิเศษกลับกรุงเทพฯ
กว่า 6 วัน ที่พระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์ให้
.
ความสนใจในการเสด็จทอดพระเนตรโบราณสถาน ทั้งในเขตอำเภอสูงเนิน อำเภอพิมาย และอำเภอเมืองนครราชสีมา ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นในการสำรวจโบราณสถานต่างภูมิภาค เพราะหลังจากเสด็จพระราชดำเนินเมืองนครราชาสีมาได้ 4 ปีนั้น พระองค์ก็เสด็จพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรโบราณสถานที่เมืองกำแพงเพชร เมืองสุโขทัย เมืองสวรรคโลก เมืองศรีสัชนาลัย เมืองพิษณุโลก และเมืองพิจิตร กว่า 67 วัน ดังปรากฏในหนังสือเที่ยวเมืองพระร่วง ซึ่งสามารถตามไปอ่านกันได้เลยครับ
.
เอกสารอ้างอิง
อ้างอิงข้อมูลจาก สำเนา ลายพระหัตถ์ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ ถึง กรมขุนสมมตอมรพันธุ์ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จตรวจประพาสตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา ที่ 2453/13050 ลงวันที่ 4 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 122 (พ.ศ.2446) จากหนังสือรวมเรื่องเมืองนครราชสีมา น.178-182
.
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีปฏิบัติการ
ออกแบบกราฟฟิกโดย นายธันยธรณ์ วรรณโพธิพร ผู้ช่วยนักโบราณคดี
วันพุธที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๔ นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา พร้อมด้วยนายชำนาญ กฤษณสุวรรณ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน และนายภาณุวัฒน์ เอื้อสามาลย์ หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ลงพื้นที่ตรวจโบราณสถานอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ปราสาทบ้านบุ และการดำเนินงานโครงการบูรณะโบราณสถานสะพานขอม จังหวัดบุรีรัมย์
หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ขอแนะนำหนังสือน่าอ่าน ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๔ ที่จัดให้บริการ ณ ห้องหนังสือทั่วไป ๑ ทั้งหนังสือทั่วไปและหนังสือที่จัดพิมพ์โดยกรมศิลปากรที่น่าสนใจ จำนวน ๔๓ รายการ โดยผู้ใช้บริการสามารถเข้าชมหนังสือแนะนำ พร้อมรายละเอียดได้ที่ หนังสือแนะนำ และเข้าชมรายการหนังสือใหม่ประจำเดือนได้ที่ ข่าวประชาสัมพันธ์ หรือ เฟซบุ๊ก (Facebook) นอกจากนี้ยังสามารถสืบค้นข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศของทางหน่วยงานได้ที่ บริการสืบค้นข้อมูลทรัพยากร โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าใช้บริการหนังสือใหม่ตัวเล่มจริงได้ที่ ห้องหนังสือทั่วไป ๑ ตามวันเวลาทำการของหน่วยงาน >> เปิด : วันอังคาร-วันเสาร์ เวลา ๐๙.๐๐-๑๗.๐๐ น. ปิด : วันอาทิตย์ - วันจันทร์ และวันหยุดตามประกาศของทางราชการ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ๐๕๓ - ๘๐๘๕๕๑ ต่อ ๑๙ หรือทาง เฟซบุ๊ก (Facebook) หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ หรือ ทางอีเมล (E-mail) : nlt.chiangmai.hotmail.com
แนะนำโดย : ชุติกาญจน์ สายละออ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาสังคมศาสตร์ เอกการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้บริการตามปกติ วันพุธถึงวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๘.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ปิดทำการวันจันทร์และวันอังคาร โดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19) ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด สำหรับผู้สนใจเข้าชมการจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีนิทรรศการพิเศษที่แนะนำให้ไปชม ได้แก่ นิทรรศการพิเศษ เรื่อง “อารยธรรมวิวัฒน์ ลพบุรี - ศรีรามเทพนคร” นำเสนอความรู้เกี่ยวกับอิทธิพลของศิลปะลพบุรี (เขมรในประเทศไทย) ที่ส่งผลต่อบ้านเมืองบนแผ่นดินไทย ซึ่งยังคงมีอิทธิพลในสมัยต่อมาโดยเฉพาะศิลปะอยุธยา และตกทอดมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยโบราณวัตถุชิ้นสำคัญที่นำมาจัดแสดง คือ ชิ้นส่วนประติมากรรมพระโพธิสัตว์สำริดจากบ้านโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา จัดแสดง ณ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน เปิดให้เข้าชมจนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ และอีกหนึ่งนิทรรศการที่ไม่ควรพลาดไปชมคือ นิทรรศการพิเศษ เรื่อง “ทับหลังปราสาทหนองหงส์ และปราสาทเขาโล้น กลับคืนสู่ประเทศไทย” โดยนำเสนอข้อมูลทางประวัติศาสตร์ หลักฐานต่างๆที่ได้สืบค้น รวมถึงขั้นตอนการดำเนินงานติดตาม เพื่อให้เข้าใจถึงขั้นตอนและวิธีการกว่าจะได้มาซึ่งโบราณวัตถุต้องใช้ระยะเวลา และความร่วมมือจากหลายฝ่าย กระตุ้นจิตสำนึกในการรักและหวงแหนมรดกวัฒนธรรมของไทยให้คงอยู่สืบไป จัดแสดงให้ชม ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เปิดให้เข้าชมจนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ เช่นเดียวกัน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๔๐๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๗๐
วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เวลา ๐๙.๐๐ น. สำนักหอสมุดแห่งชาติจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "การพัฒนาเครือข่ายการใช้งานแอปพลิเคชันของหอสมุดแห่งชาติ" ผ่านโปรแกรม Zoom โดยมีอธิบดีกรมศิลปากร (นายประทีป เพ็งตะโก) เป็นประธานในพิธีเปิด และรองอธิบดีกรมศิลปากร (นายพนมบุตร จันทรโชติ) เป็นผู้กล่าวรายงาน การอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ในระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยทีมวิทยากรจากบริษัท Openserve และหอสมุดแห่งชาติ ผู้เข้าร่วมการอบรมเป็นบุคลากรของสำนักหอสมุดแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน ๕๐ คน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการ ระหว่างวันที่ ๗ - ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๔ มีผู้เข้าชมทั้งสิ้น ๖๔ คน โดยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ อย่างเคร่งครัด
กิจกรรม " Cleaning Day " ประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ร่วมกันทำความสะอาดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด - ๑๙ หลังปิดบริการให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมนิทรรศการ
ชื่อเรื่อง : เขากินคีโตกันอย่างไร?
ผู้แต่ง : ธวัชชัย ลักเซ้ง
ปีที่พิมพ์ : 2563
เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-577-149-8
เลขเรียกหนังสือ : 613.25 ธ395ข
ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป
ห้องบริการ : หนังสือทั่วไป 1
สาระสังเขป : คำว่า “อ้วน” พูดเบาๆก็เจ็บ หากเป็นคนอ้วนคงไม่สนุกแน่ที่มีใครมาว่าคุณอ้วน ถ้าเลือกได้คนบนโลกใบนี้ก็ไม่อยากมีใครเป็นคนอ้วน ความอ้วนนั้นไม่ได้เพียงแค่บั่นทอนทางจิตใจและยังทำให้ขาดความมั่นใจในตนเอง ยังส่งผลต่อสุขภาพที่จะมีโรคต่างๆ ตามมาอีกด้วยซึ่งหลาย ๆ คนนั้นได้สรรหาวิธีการลดความอ้วน เช่น การกินยาลดน้ำหนัก ดูดไขมัน ผ่าตัดกระเพาะ ออกกำลังกาย หรือบางคนอาจจะเปลี่ยนวิธีการกิน เช่น การกินซีดี (ซีดี หมายถึง carnivore diet ซึ่งเป็นการเน้นกินเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว) จนมาถึงในปัจจุบันนี้มีสูตรไดเอตที่เป็นที่นิยมและมีผู้คนพูดถึงมากที่สุดคือ “คีโตเจนิกไดเอต (ketogenic diet)” หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “คีโต” เนื่องจากสามารถลดน้ำหนักได้อย่างรวดเร็ว และยังสามารถบรรเทาโรคหรืออาการบางชนิดได้อีกด้วย การกินคีโตนั้นโดยส่วนใหญ่จะเน้นกินไขมันเป็นหลักถึง 75% ของพลังงานที่ต้องใช้ต่อวัน โปรตีนปานกลาง 20% และจำกัดคาร์โบไฮเดตให้น้อยที่สุดคือ 5% การใช้พลังงานต่อวันร่างกายจะดึงไขมันไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าน้ำตาล เป็นพลังงานที่สะอาดทำให้เกิดอนุมูลอิสระได้น้อย
แนะนำหนังสือโดย : ชุติกาญจน์ สายละออ (นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาสังคมศาสตร์ เอกการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)