ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,053 รายการ

          กรมศิลปากร ออกประกาศปิดการให้บริการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ โบราณสถานที่เก็บค่าเข้าชม หอสมุดแห่งชาติ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ และโรงละครแห่งชาติ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัด ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ ๒๒ กรกฎาคม – ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ ยกเว้นแหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้ปิดบริการเป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม – ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔           นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) (ศปก.ศบค.) ได้มีข้อเสนอแนะให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครหรือผู้ว่าราชการจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ๑๓ จังหวัดตามคําสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ ๑๐/๒๕๖๔ เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กําหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ออกประกาศปิดสถานที่ต่าง ๆ ในท้องที่รับผิดชอบ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) โดยอาศัยอํานาจตามความในพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๕๘ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๒๘) ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ที่มุ่งเน้นลดการเดินทางและการออกนอกเคหสถานของประชาชน           ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติราชการของหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากรที่มีภารกิจการให้บริการ แหล่งเรียนรู้ เป็นไปในทิศทางเดียวกับแนวทางการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๓๒ แห่ง พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ อธิบดีกรมศิลปากรจึงประกาศ ดังต่อไปนี้           ๑. ให้แหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากรดังต่อไปนี้ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่กําหนดเป็นพื้นที่ควบคุม สูงสุดและเข้มงวด ตามคําสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ ๑๐/๒๕๖๔ เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กําหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการใน สถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ปิดการให้บริการเป็นการชั่วคราวระหว่าง วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๔ - วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ ยกเว้นแหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากรที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ กรุงเทพมหานครให้ปิดบริการเป็นการชั่วคราวระหว่างวันที่ ๒๐ กรกฎาคม – วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๔                   ๑.๑ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ                   ๑.๒ อุทยานประวัติศาสตร์                   ๑.๓ โบราณสถานที่กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนและจัดเก็บค่าเข้าชมตามที่บัญชี แนบท้ายกฎกระทรวงกําหนดค่าเข้าชมและค่าบริการอื่น สําหรับโบราณสถานที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้ว และ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑                   ๑.๔ หอสมุดแห่งชาติ                   ๑.๕ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ                   ๑.๖ โรงละครแห่งชาติ           ๒. ให้ผู้บังคับบัญชาของแหล่งเรียนรู้ที่กรมศิลปากรมีคําสั่งให้ปิดการให้บริการตามข้อ ๑ จัด ให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบุคลากรในหน่วยงานดําเนินมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งให้มากที่สุด โดยจะต้องไม่กระทบหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ และต้องดําเนินการภายใต้มาตรการป้องกันควบคุมโรคเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) อย่างเคร่งครัด           ๓. ในส่วนของแหล่งเรียนรู้ในสังกัดกรมศิลปากรที่ตั้งอยู่ในจังหวัดซึ่งถูกกําหนดเป็นพื้นที่ควบคุม สูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามคําสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ ๑๐/๒๕๖๔ เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กําหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ลงวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ให้หัวหน้าหน่วยงาน ติดตามประกาศหรือคําสั่งของจังหวัดเกี่ยวกับการปิดสถานที่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) โดยหากผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกประกาศ หรือคําสั่งให้ปิดการให้บริการแหล่งเรียนรู้เป็นการชั่วคราว ให้แหล่งเรียนรู้ในสังกัดของกรมศิลปากรปิดให้บริการตามระยะเวลาที่ประกาศหรือคําสั่งของจังหวัดนั้นกําหนด โดยไม่ต้องเสนอเรื่องให้อธิบดีกรมศิลปากรพิจารณาอนุญาต แต่ให้รายงานการปิดให้บริการตามประกาศหรือคําสั่งของจังหวัดตามลําดับชั้นขึ้นมาให้อธิบดีกรมศิลปากรทราบ           ๔. ให้หัวหน้าหน่วยงานแหล่งเรียนรู้ที่กรมศิลปากรมีคําสั่งให้ปิดการให้บริการตามข้อ ๑ ติดตาม ประกาศหรือคําสั่งของจังหวัดเกี่ยวกับการปิดสถานที่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด 19 (Corona Virus Disease 2019 (COVID-19)) โดยหากผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกประกาศหรือคําสั่งให้ขยายระยะเวลาปิดการให้บริการแหล่งเรียนรู้เป็นการชั่วคราวออกไปเกินกว่าที่กําหนดในประกาศฉบับนี้ ให้แหล่งเรียนรู้ในสังกัดของกรมศิลปากรขยายระยะเวลาการปิดให้บริการตามประกาศหรือคําสั่งของจังหวัดนั้น โดยไม่ต้องนําเสนอเรื่องให้อธิบดีกรมศิลปากรพิจารณาอนุญาต แต่ให้รายงานตามลําดับชั้นขึ้นมาให้อธิบดีกรมศิลปากรทราบด้วย


สารคดีเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๔ คลิกที่นี่


องค์ความรู้ : วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทยเรื่อง ฟ้อนเจิง ฟ้อนเจิง เป็นการฟ้อนของผู้ชาย นับเป็นการรำอาวุธชนิดหนึ่ง คือการร่ายรำด้วยเชิงดาบและมือเปล่าในท่าทางต่างๆ ซึ่งมักจะแสดงออกในลีลาของนักรบ ซึ่งท่าในการฟ้อนเจิงนี้มีหลายสิบท่า รวมทั้งใช้ดาบและมือเปล่า สำหรับการใช้ดาบนั้นก็ใช้ตั้งแต่ดาบเดี่ยว ดาบคู่ และใช้ดาบ ๔ เล่ม ๘ เล่ม ๑๒ เล่ม ซึ่งผู้ฟ้อนจะต้องมีความสามารถเป็นพิเศษ และก่อนที่จะมีการฟ้อนเจิง ก็ต้องมีการฟ้อนตบมะผาบเสียก่อน การฟ้อนตบมะผาบ เป็นการฟ้อนด้วยมือเปล่าที่ใช้ลีลาท่าทางยั่วเย้าให้คู่ปรปักษ์บันดาลโทสะ ในสมัยก่อนการรบกันใช้อาวุธสั้น เช่น ดาบ หอก แหลน เข้าโหมรันกัน โดยเหล่าทหารหาญจะรำดาบเข้าประชันกันเป็นคู่ๆ หรือเป็นพวกๆ ใครมีชั้นเชิงดีก็ชนะ ด้วยการรำตบมะผาบในท่าทางต่างๆ โดยถือหลักว่าคนที่มีโทสะจะขาดความยั้งคิด และเมื่อนั้นย่อมจะเสียเปรียบคนที่ใจเย็นว่า เมื่อมีการรำตบมะผาบแล้ว ก็จะมีการฟ้อนเจิงประกอบอีกด้วย เมื่อเห็นว่ามีความกล้าหาญพอแล้วก็เข้าปะทะกันได้ และการฟ้อนเจิงนั้น อาจจะใช้มือเปล่าได้ในท่าทางต่างๆ ที่ต้องใช้ความรวดเร็วว่องไว การเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนเป็นการปลุกตัวเองไปก่อนที่จะเริ่มต่อสู้จริงๆ (หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๓๒ : ๒๒) ฟ้อนเจิง เป็นนาฏกรรมที่สะท้อนรูปแบบศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยทางภาคเหนือที่นำเอาเรื่องราวของศิลปะป้องกันตัว ซึ่งเมื่อครั้งอดีตผู้ชายชาวล้านนามักจะมีการแสวงหาเรียนรู้ “เจิง” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันภัยให้กับตัวเอง ด้วยรูปแบบและลีลาท่าทางในการแสดงออกที่มีทั้งความเข้มแข็ง สง่างาม ที่ซ่อนเร้นชั้นเชิงอันเป็นแม่ไม้เฉพาะตน ซึ่งสลับท่าทาง ไปมา ยากในการที่จะทำความเข้าใจ ฟ้อนเจิงเป็นศิลปะการฟ้อนที่แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิง ลีลาการต่อสู้ อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทย มีการต่อสู้ทั้งรุกและรับ หลอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ประลองไหวพริบปฏิภาณกัน เอาชนะกันอย่างมีชั้นเชิงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ข่มเหงเอาเปรียบกัน ฟ้อนเจิง แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ๑. ฟ้อนเจิงมือเปล่า ๒. ฟ้อนเจิงที่ใช้อาวุธ เช่น เจิงหอก เจิงดาบ เจิงไม้ค้อน เป็นต้น (สนั่น ธรรมธิ, ๒๕๓๗) สำหรับการเรียนฟ้อนเจิงนั้น ผู้เรียนต้องหามื้อจั๋นวันดี เป็นวันอุดมฤกษ์ ไปขอเรียนกับครูที่มีความสามารถ โดยต้องมีการขึ้นขันหรือ การจัดเครื่องคารวะ คือกรวยดอกไม้ธูปเทียน พลู หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร สุรา ผ้าขาว ผ้าแดง กล้วย อ้อย มะพร้าว และค่าครูตามกำหนด ครูบางท่านอาจเสี่ยงทายโดยให้ผู้จะสมัครเป็นศิษย์นำไก่ไปคนละตัว ครูเจิงคือผู้สอนฟ้อนเจิงจะขีดวงกลมที่ลานบ้านแล้วเชือดคอไก่ และโยนลงในวงนั้น หากไก่ของผู้ใดดิ้นออกไปตายนอกเขตวงกลม ก็คือว่าผีครูไม่อนุญาตให้เรียน และหากเรียนจนสำเร็จแล้ว ครูเจิง อนุญาตให้นำวิชาไปใช้ได้เรียกว่าปลดขันตั้ง โดยทำพิธียกขันตั้งคือพานเครื่องสักการะจากหิ้งผีครู แจกธูปเทียนดอกไม้จากในพานให้แก่ศิษย์ เป็นเสร็จพิธี (สนั่น ธรรมธิ, ๒๕๕๐) กล่าวโดยสรุปวัฒนธรรมการฟ้อนเจิง คือ ท่าทางที่ใช้ในการแสดงอย่างมีชั้นเชิง มีทั้งท่าทางที่เป็นการร่ายรําตามกระบวนท่าต่าง ๆ ตามแบบแผนที่แสดงออกถึงศิลปะในการต่อสู้ หรือเพื่อใช้ในการแสดง โดยท่ารํามีทั้งที่เป็นหลักสากล หรือท่ารําของแต่ละคนใช้ความสามารถในการแสดงเฉพาะตัว พลิกแพลง ดัดแปลง ประยุกต์ให้ดูสวยงาม ทั้งนี้สามารถฟ้อนโดยปราศจากอาวุธ หรือประกอบอาวุธ เช่น หอก ดาบ และไม้ค้อน เป็นต้น ทั้งหมดล้วนเป็นศิลปะของชาวล้านนาไม่ว่าจะใช้แสดงในงานบวช หรือประเพณีสำคัญต่าง ๆ จึงควรคู่แก่การอนุรักษ์ไว้ให้กับลูกหลานได้เรียนรู้และสืบทอดต่อไปอย่างยั่งยืน เรียบเรียงและรวบรวมโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่  แหล่งอ้างอิง :แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ.  สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๑). [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔,      จาก https://www.youtube.com/watch?v=3mL29vzCxlY, ๒๕๖๐.แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ.  สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๒). [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔,      จาก https://www.youtube.com/watch?v=zGmd19oUvmQ , ๒๕๖๐.แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ.  สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๓). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔,     จาก https://www.youtube.com/watch?v=S-LpC0M9C6I, ๒๕๖๐.สนั่น  ธรรมธิ.  นาฏดุริยการล้านนา.  เชียงใหม่ : สุเทพการพิมพ์, ๒๕๕๐.สนั่น  ธรรมธิ (บรรณาธิการ).  ฟ้อนเชิง : อิทธิพลที่มีต่อฟ้อนล้านนา.  เชียงใหม่ : โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๓๗.สนั่น  ธรรมธิ และธนชัย มณีวรรณ์.  สื่อเพื่อการเรียนรู้ภูมิปัญญาล้านนา ตอน ฟ้อนเชิง. [ซีดี - รอม].  เชียงใหม่ : โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา,  ๒๕๔๕.หอสมุดแห่งชาติ.  ระบำ รำ ฟ้อน.  พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๓๒.หอสมุดแห่งชาติ.  ระบำ รำ ฟ้อน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก https://www.finearts.go.th/chiangmailibrary/view/7209-ระบำ-รำ-ฟ้อน, ๒๕๖๐.


องค์ความรู้ : วัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาวล้านนาไทยเรื่อง ฟ้อนเจิง ฟ้อนเจิง เป็นการฟ้อนของผู้ชาย นับเป็นการรำอาวุธชนิดหนึ่ง คือการร่ายรำด้วยเชิงดาบและมือเปล่าในท่าทางต่างๆ ซึ่งมักจะแสดงออกในลีลาของนักรบ ซึ่งท่าในการฟ้อนเจิงนี้มีหลายสิบท่า รวมทั้งใช้ดาบและมือเปล่า สำหรับการใช้ดาบนั้นก็ใช้ตั้งแต่ดาบเดี่ยว ดาบคู่ และใช้ดาบ ๔ เล่ม ๘ เล่ม ๑๒ เล่ม ซึ่งผู้ฟ้อนจะต้องมีความสามารถเป็นพิเศษ และก่อนที่จะมีการฟ้อนเจิง ก็ต้องมีการฟ้อนตบมะผาบเสียก่อน การฟ้อนตบมะผาบ เป็นการฟ้อนด้วยมือเปล่าที่ใช้ลีลาท่าทางยั่วเย้าให้คู่ปรปักษ์บันดาลโทสะ ในสมัยก่อนการรบกันใช้อาวุธสั้น เช่น ดาบ หอก แหลน เข้าโหมรันกัน โดยเหล่าทหารหาญจะรำดาบเข้าประชันกันเป็นคู่ๆ หรือเป็นพวกๆ ใครมีชั้นเชิงดีก็ชนะ ด้วยการรำตบมะผาบในท่าทางต่างๆ โดยถือหลักว่าคนที่มีโทสะจะขาดความยั้งคิด และเมื่อนั้นย่อมจะเสียเปรียบคนที่ใจเย็นว่า เมื่อมีการรำตบมะผาบแล้ว ก็จะมีการฟ้อนเจิงประกอบอีกด้วย เมื่อเห็นว่ามีความกล้าหาญพอแล้วก็เข้าปะทะกันได้ และการฟ้อนเจิงนั้น อาจจะใช้มือเปล่าได้ในท่าทางต่างๆ ที่ต้องใช้ความรวดเร็วว่องไว การเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนเป็นการปลุกตัวเองไปก่อนที่จะเริ่มต่อสู้จริงๆ (หอสมุดแห่งชาติ, ๒๕๓๒ : ๒๒) ฟ้อนเจิง เป็นนาฏกรรมที่สะท้อนรูปแบบศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยทางภาคเหนือที่นำเอาเรื่องราวของศิลปะป้องกันตัว ซึ่งเมื่อครั้งอดีตผู้ชายชาวล้านนามักจะมีการแสวงหาเรียนรู้ “เจิง” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันภัยให้กับตัวเอง ด้วยรูปแบบและลีลาท่าทางในการแสดงออกที่มีทั้งความเข้มแข็ง สง่างาม ที่ซ่อนเร้นชั้นเชิงอันเป็นแม่ไม้เฉพาะตน ซึ่งสลับท่าทาง ไปมา ยากในการที่จะทำความเข้าใจ ฟ้อนเจิงเป็นศิลปะการฟ้อนที่แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิง ลีลาการต่อสู้ อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทย มีการต่อสู้ทั้งรุกและรับ หลอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ประลองไหวพริบปฏิภาณกัน เอาชนะกันอย่างมีชั้นเชิงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ข่มเหงเอาเปรียบกัน ฟ้อนเจิง แบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ ๑. ฟ้อนเจิงมือเปล่า ๒. ฟ้อนเจิงที่ใช้อาวุธ เช่น เจิงหอก เจิงดาบ เจิงไม้ค้อน เป็นต้น (สนั่น ธรรมธิ, ๒๕๓๗) สำหรับการเรียนฟ้อนเจิงนั้น ผู้เรียนต้องหามื้อจั๋นวันดี เป็นวันอุดมฤกษ์ ไปขอเรียนกับครูที่มีความสามารถ โดยต้องมีการขึ้นขันหรือ การจัดเครื่องคารวะ คือกรวยดอกไม้ธูปเทียน พลู หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร สุรา ผ้าขาว ผ้าแดง กล้วย อ้อย มะพร้าว และค่าครูตามกำหนด ครูบางท่านอาจเสี่ยงทายโดยให้ผู้จะสมัครเป็นศิษย์นำไก่ไปคนละตัว ครูเจิงคือผู้สอนฟ้อนเจิงจะขีดวงกลมที่ลานบ้านแล้วเชือดคอไก่ และโยนลงในวงนั้น หากไก่ของผู้ใดดิ้นออกไปตายนอกเขตวงกลม ก็คือว่าผีครูไม่อนุญาตให้เรียน และหากเรียนจนสำเร็จแล้ว ครูเจิง อนุญาตให้นำวิชาไปใช้ได้เรียกว่าปลดขันตั้ง โดยทำพิธียกขันตั้งคือพานเครื่องสักการะจากหิ้งผีครู แจกธูปเทียนดอกไม้จากในพานให้แก่ศิษย์ เป็นเสร็จพิธี (สนั่น ธรรมธิ, ๒๕๕๐) กล่าวโดยสรุปวัฒนธรรมการฟ้อนเจิง คือ ท่าทางที่ใช้ในการแสดงอย่างมีชั้นเชิง มีทั้งท่าทางที่เป็นการร่ายรําตามกระบวนท่าต่าง ๆ ตามแบบแผนที่แสดงออกถึงศิลปะในการต่อสู้ หรือเพื่อใช้ในการแสดง โดยท่ารํามีทั้งที่เป็นหลักสากล หรือท่ารําของแต่ละคนใช้ความสามารถในการแสดงเฉพาะตัว พลิกแพลง ดัดแปลง ประยุกต์ให้ดูสวยงาม ทั้งนี้สามารถฟ้อนโดยปราศจากอาวุธ หรือประกอบอาวุธ เช่น หอก ดาบ และไม้ค้อน เป็นต้น ทั้งหมดล้วนเป็นศิลปะของชาวล้านนาไม่ว่าจะใช้แสดงในงานบวช หรือประเพณีสำคัญต่าง ๆ จึงควรคู่แก่การอนุรักษ์ไว้ให้กับลูกหลานได้เรียนรู้และสืบทอดต่อไปอย่างยั่งยืน เรียบเรียงและรวบรวมโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่  แหล่งอ้างอิง :แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ.  สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๑). [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔,      จาก https://www.youtube.com/watch?v=3mL29vzCxlY, ๒๕๖๐.แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ.  สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๒). [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔,      จาก https://www.youtube.com/watch?v=zGmd19oUvmQ , ๒๕๖๐.แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรม สร้างเสริมสุขภาพ.  สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนาฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ ๓). [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔,     จาก https://www.youtube.com/watch?v=S-LpC0M9C6I, ๒๕๖๐.สนั่น  ธรรมธิ.  นาฏดุริยการล้านนา.  เชียงใหม่ : สุเทพการพิมพ์, ๒๕๕๐.สนั่น  ธรรมธิ (บรรณาธิการ).  ฟ้อนเชิง : อิทธิพลที่มีต่อฟ้อนล้านนา.  เชียงใหม่ : โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๓๗.สนั่น  ธรรมธิ และธนชัย มณีวรรณ์.  สื่อเพื่อการเรียนรู้ภูมิปัญญาล้านนา ตอน ฟ้อนเชิง. [ซีดี - รอม].  เชียงใหม่ : โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา,  ๒๕๔๕.หอสมุดแห่งชาติ.  ระบำ รำ ฟ้อน.  พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๓๒.หอสมุดแห่งชาติ.  ระบำ รำ ฟ้อน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔, จาก https://www.finearts.go.th/chiangmailibrary/view/7209-ระบำ-รำ-ฟ้อน, ๒๕๖๐.


วันศุกร์ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๔ นายธนภัทร จิตสุทธิผล ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น พร้อมด้วยกรรมการตรวจรับพัสดุ ตรวจรับงานโครงการบูรณะและปรับปรุงภูมิทัศน์อุโบสถ (สิม) วัดศรีธาตุประมัญชา ตำบลจำปี อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี







     ชื่อเรื่อง : ซ่อมเองได้ ง่ายนิดเดียว      ผู้แต่ง : โยชิดะ, โทรุ      สำนักพิมพ์ : อินสปายร์      ปีพิมพ์ : 2560      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-04-4686-5      เลขเรียกหนังสือ : 643.7 ย899ซ      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1 สาระสังเขป : บ้าน คือสถานที่พักผ่อนที่ดีที่สุดของหลายๆ คน หากบ้านที่เรารักและหวงแหนเกิดชำรุด เสียหายขึ้นก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนธรรมดาจะ    แก้ไขหรือซ่อมแซมได้ด้วยตัวเอง ทางเลือกหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ก็คือ การมอบหมายหน้าที่ให้ช่างมืออาชีพมาจัดการซ่อมแซม และอาจจะมาพร้อมกับความกังวลใจของคนที่เป็นเจ้าของบ้านว่า จะหาช่างจากที่ไหนดี / จะซ่อมได้หรือเปล่า / ขั้นตอนจะยุ่งยากไหม / ค่าใช้จ่ายจะสูงหรือเปล่า มากมายสารพัดความกังวลใจ แต่ "ซ่อมเองได้ ง่ายนิดเดียว" จะทำให้มือสมัครเล่นอย่างคุณพ่อบ้านแม่บ้านที่อาจไม่มีทักษะมืออาชีพช่าง สามารถที่จะจัดการแก้ไข ซ่อมแซมบ้านอันเป็นที่รักของตนเองได้ เพราะรวมเทคนิคซ่อมแซมที่อยู่อาศัยไว้ให้ไม่ว่าจะเป็นรั้วบ้าน ประตู พรม ฝาผนัง ก๊อกน้ำรั่ว      มุ้งลวดขาด ประตูดัง ทั้งนอกบ้านและในบ้านล้วนมีครบ อาทิ ซ่อมแซมพื้นห้องที่เป็นหลุมหรือรูไหม้ วิธีเปลี่ยนกระบอกกุญแจ แก้ไขท่อน้ำฝนอุดตัน ซ่อมแซมร่องกระเบื้อง วิธีซ่อมและเปลี่ยนท่อเมื่อน้ำรั่วจากท่อเลื่อน ซ่อมแซมเก้าอี้ วิธีทำชั้นวางของแบบแขวนอย่างง่าย วิธีเปลี่ยนและทำความสะอาดพัดลมระบายอากาศ ซ่อมปลั๊กไฟเครื่องใช้ไฟฟ้า วิธีทำความสะอาดรถยนต์ วิธีติดตั้งราวบันได วิธีรับมือเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เป็นต้น รวมทั้งยังแนะนำความรู้พื้นฐานการใช้เครื่องมือและวัสดุต่างๆ เหมาะเป็นคู่มืองานช่างสามัญประจำบ้านที่มีไว้แล้วอะไรจะพังก็หายห่วง เพราะทุกคนก็สามารถซ่อมเองได้ บ้านแสนรักก็จะกลับมาสวยงามด้วยมือของคุณพ่อบ้านแม่บ้านอีกครั้ง


     ชื่อเรื่อง : สร้างสติ รักษาจิต สู้ COVID-19      ผู้แต่ง : ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์      สำนักพิมพ์ : นานมีบุ๊คส์      ปีที่พิมพ์ : 2563      เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-04-4932-3      เลขเรียกหนังสือ : 616.91 ย127ส      ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป      ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1 สาระสังเขป : วิกฤตโควิด-19 (COVID-19) ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรง มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกจำนวนกว่า 190 ล้านคน ผู้เสียชีวิตกว่า 4.1 ล้านคน โดยยังมี    ผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เนื่องด้วยจำนวนเตียงและบุคลากรที่ดูแลนั้นมีน้อยเกินกว่าที่จะรับดูแลได้ทั้งหมด ผู้ติดเชื้อหลายรายที่ยังต้องรอการรักษาอยู่ที่บ้านหรือที่อยู่อาศัย ท่ามกลางครอบครัว เพื่อนบ้าน ชุมชน จนนำไปสู่ภาวะเครียด กังวล ส่งผลต่อสุขภาพจิตทั้งผู้ที่ติดเชื้อและผู้ที่ดูแลรอบข้าง ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 การดูแลจิตใจให้เข้มแข็งถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง "สร้างสติ รักษาจิต สู้ COVID-19" มุ่งเน้นการฝึกสติด้วยตัวเองเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่ทุกคนต่างก็ต้องแยกตัวไม่ให้รับหรือส่งเชื้อไวรัสไปสู่ผู้อื่น ซึ่งมีการกล่าวถึง การฝึกสมาธิสยบความว้าวุ่นและความเครียดจากโควิด-19 /การจัดการกับความเครียดจากวิกฤตโควิด-19 / ฝึกสติให้เป็นวิถีชีวิตทั้งในระหว่างและหลังวิกฤตโควิด-19 / สติในจิต (สติปล่อยวาง) ให้เราอยู่กับโควิด-19 แต่ไม่เป็นทุกข์กับมัน / สติช่วยไทยฝ่าวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างไร การฝึกสติเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางจิตที่จำเป็นเพื่อรับมือกับวิกฤตโควิด-19 เหมาะสำหรับผู้ที่กักตนอยู่ที่บ้านและอยากเปลี่ยนวิกฤตนี้เป็นโอกาสในการสร้างความเข้มแข็งทางใจ ระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ จนถึงเวลาหลายเดือน อาจเป็นช่วงเวลาที่มีความว้าวุ่นทางจิตใจ เช่น กลัว เครียด เหงา ท้อแท้ ซึ่งนอกจากจะเป็นผลเสียต่อจิตใจแล้วยังมีผลกระทบต่อ สุขภาพด้วย เพราะความเครียดและว้าวุ่นใจที่ต่อเนื่องมีผลกระทบต่อการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย การดูแลจิตใจของตนเองให้เข้มแข็งจึงมีความสำคัญยิ่ง เพื่อช่วยให้ตนเอง ครอบครัว องค์กร สังคม และประเทศชาติพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ 




พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการ ระหว่างวันที่ ๑๔ - ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ มีผู้เข้าชมทั้งสิ้น ๑๗ คน โดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด - ๑๙ อย่างเคร่งครัด


black ribbon.