ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,334 รายการ
ชาไข่มุกเครื่องดื่มยอดฮิต. กรุงเทพฯ: แม่บ้าน, 2562. 132 หน้า. ภาพประกอบ. 120 บาท.
ให้ข้อมูลเป็นแนวคิดสำหรับผู้ที่ต้องการเปิดร้านสร้างรายได้ หรือทำเครื่องดื่มด้วยตนเองด้วยสูตรเครื่องดื่มสุดฮิตอย่างมากมาย เช่นชาไข่มุกพ่นไฟ ชาชีส ชาผลไม้ และเครื่องท็อปปิ้งหลายชนิดมีสูตรให้ฝึกทำ มากกว่า 50 สูตรทั้งประเภทชงใส่นม ไม่ใส่นม เป็นแบบกาแฟ หรืแบบปั่นติดตามรายละเอียดของทุกสูตรได้ในสาระของหนังสือเล่มนี้
641.877
ช454
คะกะตะ, อะกิระ. โลกนี้ไม่มีอะไรที่คุณขายไม่ได้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: อมรินทร์ฮาวทู, 2563. 152 หน้า. 225 บาท.
เนื้อหาในเล่มนี้มี 4 บทคือบทที่1 เรื่องสิ่งจำเป็นสำหรับนักขายคือความรักและความตั้งใจจริง บทที่2 คือเรื่อง มอบความรักอันสูงสุดและความเคารพให้กับลูกค้าฉบับมารยาท บทที่ 3 คือเรื่อง จะได้เซ็นสัญญาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวิธีพูด ฉบับวิธีพูด บทที่ 4 คือเรื่อง สาเหตุที่ขายได้ กับ สาเหตุที่ขายไม่ได้ ซึ่งเกิดจาก แนวคิดมนุษย์คือผู้อ่อนแอ ติดตามรายละเอียดในหนังสือเล่มนี้เพื่อความสำเร็จในการขาย
658.81
ค229ล
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “๒๔๐ ปี การสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์” วิทยากรโดย นางสาวอรวรรณ ทรัพย์พลอย นักอักษรศาสตร์เชี่ยวชาญ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์และนายเอกลักษณ์ ลอยศักดิ์ นักอักษรศาสตร์ปฏิบัติการ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ดำเนินรายการโดย นางกมลชนก พรภาสกร นักวิชาการโสตทัศนศึกษา กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๕ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร และ Youtube Live : กรมศิลปากร
วันพฤหัสบดีที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๕ กลุ่มงานแผนงาน โครงการและวิเทศสัมพันธ์ กรมศิลปากร เข้าร่วมประชุมหารือ การจัดทำสิ่งเทียมโบราณวัตถุ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ตามคำขอของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติว่าด้วยการเขียนของโลก ประเทศเกาหลีใต้ ณ ห้องประชุม ๑ ชั้น ๘ อาคารกรมศิลปากร เทเวศร์
ที่มาภาพ : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกเพศทุกวัยและยังเป็นสถานที่ต้อนรับอาคันตุกะระดับชาติของประเทศไทย จึงเป็นแหล่งที่รวบรวมมรดกวัฒนธรรมของชาติไว้เป็นจำนวนมาก เป็นการยากที่จะบอกว่า โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุชิ้นไหนเป็นชิ้นเอกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เนื่องจากทุกชิ้นล้วนมีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุแนะนำ ๑๐ รายการ ที่จัดแสดงอยู่ภายในพระที่นั่ง และอาคารต่างๆ ที่ผู้เข้าชมไม่ควร พลาดชมและต้องไปให้ถึงอาคารจัดแสดงนั้นๆ ประกอบด้วย ๑. พระพุทธสิหิงค์ จัดแสดง ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระพุทธปฏิมาศิลปะสุโขทัย – ล้านนา หล่อด้วยสำริดกะไหล่ทอง อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ นับถือกันว่า เป็นพระพุทธปฏิมาศักดิ์สิทธิ์ทรงอานุภาพ ตามตำนานพระพุทธสิหิงค์กล่าวว่า ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานเป็นสิริมงคลยังพระนครหลวงและเมืองสำคัญแต่โบราณของไทยหลายแห่ง คือ นครศรีธรรมราช สุโขทัย กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา และในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๘ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท พระมหาอุปราชในรัชกาลที่ ๑ อัญเชิญจากเมืองเชียงใหม่มาประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปสำคัญประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เนื่องจากพระพุทธสิหิงค์เป็นพระพุทธรูปที่อำนวยความอุดมสมบูรณ์ จึงได้อัญเชิญออกไปให้ประชาชนสรงน้ำขอพรในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งภายหลังกรมศิลปากรได้ขอพระบรมราชานุญาตหล่อองค์จำลองสำหรับเทศกาลสงกรานต์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ๒. พระคเณศ จัดแสดงห้อง ศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท พระคเณศ ๔ กร จากจันทิสิงหส่าหรี เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ศิลปะชวาตะวันออก อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕ - ๑๖ ความสูง ๑๗๒ เซนติเมตร ลักษณะเป็นประติมากรรมจำหลักศิลานูนสูง ประทับนั่งบนบัลลังก์กะโหลกมนุษย์ หัตถ์ขวาบนถือขวาน หัตถ์ซ้ายบนถือพวงลูกประคำ หัตถ์ขวาและหัตถ์ซ้ายล่างถือถ้วยขนม ทรงศิราภรณ์ประดับด้วยกะโหลกมนุษย์ แม้แต่กุณฑล พาหุรัด เข็มขัด รัดองค์ ทองพระกร ทองพระบาท และภูษาทรงล้วนประดับด้วยลวดลายกะโหลกมนุษย์ และสวมสายยัชโญปวีตรูปงู ตามประวัติกล่าวว่า ผู้สำเร็จราชการเกาะชวาซึ่งเป็นชาวฮอลันดาน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในคราวเสด็จประพาสชวาเมื่อ พ.ศ.๒๔๓๙ ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในห้องศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท ๓. พระปัทมปาณีโพธิสัตว์ จัดแสดงห้อง ศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท พระปัทมปาณีโพธิสัตว์หรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ๒ กร ศิลปะศรีวิชัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๔ พบเพียงท่อนบนพระวรกาย พบที่วัดเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลักษณะเอียงพระวรกาย ทรงศิราภรณ์ ส่วนยอดของชฎามกุฎหักหายไป พระเนตรเหลือบต่ำ สวมสร้อยประคำและกรองศอ พระอังสาด้านซ้ายคล้องผ้าเฉวียงบ่า และทับด้วยสายยัชโญปวีตประดับหัวกวาง สันนิษฐานว่า อาจเป็นองค์เดียวกับพระโพธิ์สัตว์ปัทมปาณี ที่กล่าวถึงในจารึกจากวัดเวียงว่า ถึงพระเจ้าธรรมเสตะสร้างปราสาทอิฐสามหลังเพื่ออุทิศถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์สององค์ ซึ่งพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนี้มีผู้นับถืออย่างมากทั้งใน พุทธศาสนามหายานและวัชรยาน ซึ่งเคารพนับถืออยู่ในชวาภาคกลางในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงความเกี่ยวข้องระหว่างอาณาจักรศรีวิชัยในคาบสมุทรภาคใต้กับราชวงศ์ไศเลนทร์ในชวาภาคกลาง ๔. ตะเกียงโรมัน จัดแสดงห้องเอเชีย อาคารมหาสุรสิงหนาท ตะเกียงโรมัน ขุดพบที่ตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี ราชบัณฑิตยสภาได้มอบให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ ลักษณะตะเกียงหล่อด้วยสำริด ปลายด้ามมีช่องสำหรับวางไส้ตะเกียง ด้านบนมีฝาเปิดหล่อเป็นรูปพระพักตร์เทพเจ้าไซเลนุส (Silenus) ผู้เป็นอาจารย์ของเทพเจ้าไดโอนีซุส (Dionysus) เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่นของโรมัน ด้ามจับหล่อเป็นลายใบปาล์มและปลาโลมาคู่หันหน้าเข้าหากัน ตะเกียงนี้อาจหล่อขึ้นที่เมืองอเล็กซานเดรีย เมืองท่าทางทะเลในประเทศอียิปต์ เมื่อครั้งอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิโรมันราวก่อนพุทธศตวรรษที่ ๖ หรืออาจหล่อขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๐ และคงเป็นของที่พ่อค้าชาวอินเดียได้นำเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากบริเวณที่พบนั้น ตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าที่พ่อค้าชาวอินเดียเคยเดินทางผ่านไปมา ซึ่งสอดคล้องกับการค้นพบเหรียญโรมันสำริดของจักรพรรดิวิคโตรินุสที่เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าชุมชนโบราณในภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายกับโลกตะวันตก ได้แก่ กลุ่มประเทศแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนคือ กรีก-โรมัน รวมทั้งเปอร์เซีย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙ ซึ่งอาจเป็นการติดต่อโดยตรงกับพ่อค้าโรมันที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานตามบ้านเมืองท่าชายฝั่งของอินเดีย หรือติดต่อผ่านพ่อค้าชาวอินเดียที่เดินทางมาจากเมืองท่าต่าง ๆ ก็เป็นได้ ๕. พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา จัดแสดงอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาหรือที่เรียกกันว่า “หลวงพ่อศิลาขาว” ศิลปะทวารวดี พุทธศตวรรษที่ ๑๓ - ๑๔ พระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท เป็นพระพุทธรูปที่นำมาประกอบจาก ๕ ส่วนคือ พระเศียรและบั้นพระองค์ได้มาจากวัดพระยากง ตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ส่วนพระอุระ พระเพลา และพระบาท ได้จากวัดพระเมรุ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยช่างในอดีตใช้เทคนิคในการเข้าสลักลิ่มเพื่อยึดชิ้นส่วนทั้ง ๕ เข้าด้วยกัน เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๙ อาจารย์เศวต เทศน์ธรรม ผู้ซ่อมแซมพระพุทธรูปศิลาขาวทั้ง ๓ องค์คือ ประดิษฐานที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ได้ใช้ปูนซีเมนต์และปูนปลาสเตอร์ในการซ่อมองค์พระ และใช้แท่งสแตนเลสเป็นแกนเพื่อยึดชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งทั้งสามองค์ไม่พบชิ้นส่วนพระหัตถ์เลย ผู้ซ่อมแซมจึงใช้รูปแบบปางแสดงธรรมจากพระพุทธรูปนั่งขนาดเล็กในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา เป็นต้นแบบในการซ่อมแซม ๖. พระหายโศก จัดแสดงห้องล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา ประทับขัดสมาธิเพชร พระบาทไขว้กันแลเห็นฝ่าพระบาททั้งสองข้าง มีพระรัศมีรูปดอกบัวตูม พระโอษฐ์แย้มเล็กน้อย พระวรกายอวบอ้วน พระหัตถ์ขวาคว่ำอยู่บนพระชานุ (เข่า) นิ้วพระหัตถ์ชี้ลงด้านล่าง เป็นท่านั่งที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติตอน “มารผจญ” เป็นกิริยาที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกแม่พระธรณีมาเป็นพยานการบำเพ็ญพระบารมี ส่วนฐานพระพุทธรูปมีลักษณะเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย โดยบัวหงายมีขนาดใหญ่กว่าบัวคว่ำและปลายกลีบดอกบัวมีความอ่อนช้อย กลีบบัวมีการตกแต่งด้วยลายพฤกษา และลายช่อดอกโบตั๋น จากพุทธลักษณะที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นถึงพุทธศิลป์ล้านนาแบบสิงห์ ๑ กำหนดอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ อันเป็นยุคทองของล้านนาที่นิยมสร้างพระพุทธรูปแบบฐานบัวงอน ด้านหลังที่ฐานพระพุทธรูปมีจารึกด้วยอักษรไทย ภาษาไทย สมัยรัตนโกสินทร์ ว่า “พระหายโศก มาถึงกรุงเทพฯ วัน ๑ ๑๑+ ๕ ค่ำ (วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๕) ปิ์มเสงยังเป็นอัฐศก ศักราช ๑๒๑๘” ซึ่งตรงกับวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๙๙ ในรัชกาลที่ ๔ นาม “หายโศก”สะท้อนถึงธรรมเนียมการตั้งชื่อพระพุทธรูปล้านนาที่มักตั้งตามคติความเชื่อด้านพระพุทธคุณในเชิงขจัดปัดเป่า เคราะห์ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่อาจนำความทุกข์โศกมาสู่ผู้กราบไหว้บูชา แต่เดิมนั้นพระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปของหลวง และใช้ในการพระราชพิธีเท่านั้น ก่อนที่กรมพระราชพิธีจะส่งมาเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ปัจจุบันนี้ จัดแสดงอยู่ที่ห้องล้านนา อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ๗. ศิลาจารึกหลักที่ ๑ จัดแสดงห้องสุโขทัย อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดราชาธิวาส (วัดสมอราย) ในสมัยรัชกาลที่ ๓ และเสด็จจาริกธุดงค์ไปยังหัวเมืองเหนือเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๓๗๖ ทรงพบศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงและพระแท่นมนังคศิลาบาตร ที่เนินปราสาทเก่าสุโขทัย และทรงอ่านจารึกได้เป็นพระองค์แรก เนื้อหาในศิลาจารึกแบ่งออกเป็นสามตอนคือ ตอนที่ ๑ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๑ ถึง บรรทัดที่ ๑๘ เล่าประวัติของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ตั้งแต่ประสูติจนได้เสวยราชสมบัติใช้คำว่า “กู” เป็นหลัก ส่วนตอนที่ ๒ เล่าเรื่องเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงธรรมเนียมในเมืองสุโขทัย เล่าถึงการประดิษฐ์ตัวอักษรไทยเมื่อพ.ศ.๑๘๒๖ การสร้างพระธาตุเมืองศรีสัชนาลัยเมื่อพ.ศ.๑๘๒๘ และสร้างพระแท่นมนังคศิลาเมื่อพ.ศ.๑๘๓๕ โดยใช้คำว่า “พ่อขุนรามคำแหง” แทนคำว่า “กู” และจารึกตอนที่ ๓ ตั้งแต่ด้านที่ ๔ บรรทัดที่ ๑๒ ถึงบรรทัดสุดท้าย เป็นคำสรรเสริญพระเกียรติคุณพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และกล่าวถึงอาณาเขตเมืองสุโขทัยที่แผ่ออกไป สันนิษฐานว่า เป็นการจารึกภายหลังหลายปี เนื่องจากตัวหนังสือไม่เหมือนกับตอนที่ ๑ และตอนที่ ๒ จารึกหลักนี้กำหนดอายุตามปีศักราชที่ระบุไว้คือพ.ศ.๑๘๓๕ และเมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๖ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก (Memory of the World) องค์การยูเนสโก ๘. พระอิศวร จัดแสดงห้องสุโขทัย อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พระอิศวรสำริด สมัยสุโขทัย อายุประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ลักษณะตามประวัติกล่าวว่ารับมาจากเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ กรุงเทพฯ สันนิษฐานว่าคือ พระมเหศวร ที่กล่าวถึงในจารึกวัดป่ามะม่วงว่า พระมหาธรรมราชาธิราช ที่ ๑ (พญาลิไท) โปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานไว้ในหอเทวาลัยมหาเกษตรพิมาน คู่กับพระวิษณุอีกองค์หนึ่ง เมื่อปีฉลู มหาศักราช ๑๒๗๑ ตรงกับปีพุทธศักราช ๑๘๙๓ ๙. พระมหาพิชัยราชรถ จัดแสดงที่โรงราชรถ พระมหาพิชัยราชรถ เป็นราชรถที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๓๓๘ มีขนาดกว้าง ๔.๘๕ เมตร ความยาวรวมงอนรถ ๑๘ เมตร (ความยาวเฉพาะตัวรถ ๑๔.๑๐ เมตร) สูง ๑๑.๒๐ เมตร น้ำหนักรวม ๑๓.๗๐ ตัน ปัจจุบันใช้กำลังพลฉุดชักจากกรมสรรพาวุธทหารบก ๒๑๖ นาย เมื่อแรกสร้างนั้นโปรดให้สร้างขึ้นเป็นราชรถขนาดใหญ่ตามโบราณราชประเพณีที่เคยมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เพื่อเชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกออกถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง นับแต่นั้น พระมหาพิชัยราชรถเชิญพระโกศพระบรมศพพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี และพระบรมวงศ์ษานุวงศ์ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าในสมัยต่อ ๆ มา และใน พ.ศ.๒๕๖๐ ใช้ทรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ปัจจุบันพระมหาพิชัยราชรถได้เก็บรักษาไว้ ณ โรงราชรถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ๑๐. พระที่นั่งบุษบกเกริน จัดแสดง ณ พระที่นั่งอิสราวินิจฉัย พระที่นั่งบุษบกเกรินหรือบุษบกราชบัลลังก์ ตั้งอยู่ด้านหน้าพระทวารกลางของพระที่นั่งมุขกระสัน ด้านทิศตะวันออกของหมู่พระวิมาน เป็นพระที่นั่งไม้ทรงบุษบกขนาบด้วยเกรินทั้งซ้ายขวา ตกแต่งด้วยไม้แกะสลักรูปยักษ์ ครุฑ และเทพนม ปิดทองประดับกระจก สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงใช้เสด็จออกรับขุนนางหรือออกว่าราชการ ซึ่งบริเวณพื้นที่โดยรอบเรียกว่า ท้องพระโรงหน้า ถัดจากพระที่นั่งบุษบกเกรินเป็นชาลาและมีอาคารทิมคดตั้งอยู่สามด้านเรียกว่า ทิมมหาวงศ์ สำหรับเป็นที่ประชุมเหล่านักปราชญ์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพทรงสร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ต่อมาจากมุขกระสันและรื้อทิมมหาวงศ์ออก โดยมีพระที่นั่งบุษบกเกรินประดิษฐานเป็นประธานในอาคารหลังใหม่นามว่า พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้ประชาชนเข้าชมทุกวันพุธ – อาทิตย์ เวลา ๐๘.๓๐-๑๖.๐๐ น. (ปิดวันจันทร์ - อังคาร) สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐-๒๒๒๔-๑๔๐๒, ๐-๒๒๒๔-๑๓๓๓
อนุมานราชธน, พระยา. กวนอิม พระโพธิสัตว์แห่งการุณย์. พระนคร: โรงพิมพ์อุดม, 2495.
กนกศักดิ์ เวชยานนท์. ธนญชัยบัณฑิต. พระนคร: โรงพิมพ์นิยมวิทยา, 2495.
พระราชหัตถเลขาทรงสั่งราชการในรัชกาลที่ 5 และ 6 กับเรื่องประกอบ. พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2507.
พระครูประกาศสมาธิคุณ. ทสบารมีและบทภาวนา คาถาพัน เวสสันดรชาดก (มหาชาติ). พระนคร: โรงพิมพ์เลียงเซียงจงเจริญ, 2512.
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมนิทรรศการ ระหว่างวันที่ ๑๖-๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๕ มีผู้เข้าชมทั้งสิ้น ๖๙ คน โดยปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคโควิด ๑๙ อย่างเคร่งครัด
๑๗ เมษายน ๒๕๖๕ ครบรอบ ๑๓ ปี
การเปิด"พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์" อย่างเป็นทางการ
รำลึกพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ สังกัดสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จังตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่รวบรวมสงวนรักษาจัดแสดงเรื่องราวและวัตถุทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของจังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษา การท่องเที่ยว และสันทนาการ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ มีจุดเริ่มต้นเมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๗ จากข้าราชการและประชาชนร่วมกันรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุในจังหวัดสุรินทร์จัดแสดงไว้ที่ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์เพื่อให้ประชาชนได้เยี่ยมชม ต่อมาสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์ได้อนุญาตให้ใช้ห้องประชุมเดิมขนาดพื้นที่ ๖ x ๖ เมตร จึงได้เคลื่อนย้ายโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุมาเก็บรักษาและจัดแสดง ณ อาคารสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสุรินทร์
ลำดับต่อมา ในพุทธศักราช ๒๕๓๕ กรมศิลปากรมีนโยบายจะปรับปรุงและจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำจังหวัด(พิพิธภัณฑ์เมือง) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ จึงได้บรรจุโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ไว้ในแผนและได้ขออนุญาตใช้ที่ดินราชพัสดุจากกรมธนารักษ์บริเวณกิโลเมตรที่ ๔ ถนนปัทมนนท์(ช่วงสุรินทร์-ปราสาท) เป็นสถานที่สร้างอาคารจัดแสดง เริ่มก่อสร้างราวปลายปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ แล้วเสร็จในปีพุทธศักราช ๒๕๕๒
พิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ อย่างเป็นทางการ
เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๒ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ-รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์
ทรงปลูกต้นกันเกรา ต้นไม้ประจำจังหวัดสุรินทร์ บริเวณด้านหน้าอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์
อาคารและการจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์
อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ มีลักษณะผสมผสานระหว่างปราสาทขอมโบราณกับเรือนอีสาน จัดแสดงเรื่องราวสำคัญทรงคุณค่ายิ่งของจังหวัดสุรินทร์ ๕ เรื่อง ดังนี้
ธรรมชาติวิทยา จัดแสดงลักษณะทางกายภาพของจังหวัด ได้แก่ ลักษณะทางธรณีวิทยา สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ และเรื่องข้าวหอมมะลิเนื่องจากพื้นที่จังหวัดสุรินทร์เป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
ประวัติศาสตร์โบราณคดี จัดแสดงเรื่องราวของคนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่ราว ๒,๐๐๐ ปี ที่ผ่านมาจนถึงสมัยล้านช้าง-อยุธยา สิ่งที่น่าสนใจในส่วนนี้ ได้แก่ ภาชนะดินเผาที่คนในอดีตใช้ฝังศพ จากแหล่งโบราณคดีบ้านโนนสวรรค์ ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ แต่ละใบสูงประมาณ ๑.๔๐ เมตร รวมทั้งเครื่องอุทิศที่มอบให้กับผู้ตายด้วย
ประวัติศาสตร์เมือง เป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์จังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่พุทธศักราช.๒๓๐๒ ถึงปัจจุบัน ทั้งเรื่องการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา การจัดแสดงในส่วนนี้ได้จำลองเหตุการณ์สำคัญ อาทิ เส้นทางรถไฟจังหวัดสุรินทร์ สภาพตลาดการค้าในยุคแรกๆ การศึกษาในอดีต
ชาติพันธุ์วิทยา เป็นเรื่องวิถีชีวิตของคนสุรินทร์ ๓ กลุ่มใหญ่ ซึ่งมีความแตกต่างแต่ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว ทั้งยังมีความเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง กลุ่มชาติพันธุ์กวยหรือกูยมีความเชี่ยวชาญในการจับและฝึกช้าง กลุ่มชาติพันธุ์เขมรเชี่ยวชาญการออกแบบผลิตผ้าไหมและเครื่องเงิน กลุ่มชาติพันธุ์ลาวมีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่ายศรัทธาในพระพุทธศาสนาและยึดมั่นในขนบประเพณี การจัดแสดงในส่วนนี้มีการจำลองบ้านเรือน หุ่นจำลองการประกอบพิธีกรรม ภาพถ่ายและภาพวาดขนบประเพณี อันเป็นเอกลักษณ์ทั้ง ๓ กลุ่มชาติพันธุ์
มรดกดีเด่น เป็นการเรียบเรียงเรื่องราว และรวบรวมวัตถุอันเป็นมรดกทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมของคนสุรินทร์ ได้แก่ ดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ผ้าไหมของแต่ละกลุ่มชน เครื่องประดับเงิน และเรื่องช้าง การจัดแสดงนำเสนอโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ หุ่นจำลอง ภาพถ่าย วีดีทัศน์ และฉากจำลองบรรยากาศหมู่บ้านเลี้ยงช้าง เป็นสื่อให้หวลรำลึกถึงมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นสุรินทร์ที่สั่งสมมาแต่อดีตตกทอดสานต่อเป็นวิถีถิ่นในปัจจุบัน
การเดินทาง เริ่มต้นจากหน้าอนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดี เดินทางตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๑๔ ถนนปัทมนนท์ (ช่วงสุรินทร์ – ปราสาท) ไปประมาณ ๔ กม. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ อยู่ซ้ายมือ มีรถเมล์สาย ๒ (บ้านดงมัน – บ้านตะเคียน) ผ่านทั้งวัน แต่ละเที่ยวห่างกัน ๓๐ นาที
วันเวลาทำการ เปิดวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖๐๐ น.
ปิดวันจันทร์ วันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์
ที่ตั้ง เลขที่ ๒๑๔ หมู่ ๑๓ ต.เฉนียง ถนนปัทมนนท์ (ช่วงสุรินทร์ – ปราสาท) อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์
รหัสไปรษณีย์ ๓๒๐๐๐ โทรศัพท์/โทรสาร ๐๔๔ - ๕๑๓๒๗๔
เรียบเรียงโดย นางปริญญา สุขใหญ่ ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์
บรรณานุกรม
ฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ,คณะกรรมการ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดสุรินทร์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการและกรมศิลปากร พิมพ์ครั้งที่ ๑, ๒๕๔๔.
ศิลปากร, กรม นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร์.กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนต์พับลิชชิ่ง จำกัด, พิมพ์ครั้งแรก ๒๕๕๐.
ศิลปากร, กรม ประวัติศาสตร์เมืองสุรินทร์. กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนต์พับลิชชิ่ง จำกัด, พิมพ์ครั้งแรก ๒๕๕๐.
แนะนำ E-book หนังสือหายาก เรื่อง ศรีอนุสรณ์ศรีอนุสรณ์. พระนคร: โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2494.
กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ ในนามกรมธนารักษ์ และหน่วยงานเครือข่ายทางวัฒนธรรม จัดงานเฉลิมฉลอง "ใต้ร่มพระบารมี 240 ปี กรุงรัตนโกสินทร์"ร่วมเดินทางย้อนอดีต เรียนรู้ประวัติศาสตร์กรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านนิทรรศการเหรียญและเงินตรากว่า 2,000 รายการนิทรรศการถาวร- ปฐมบทแห่งเงินตรา- นานาอาณาจักรเหรียญ- เริ่มต้นอาณาจักรไทย- กษาปณ์รัตนโกสินทร์- เหรียญกับสังคมไทยนิทรรศการพิเศษ- สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระผู้ปฏิรูปเหรียญกษาปณ์ไทย- เงินตรารัตนโกสินทร์เข้าชมฟรี! ระหว่างวันที่ 20 - 24 เมษายน 2565 ตั้งแต่เวลาเปิดทำการถึง 20.00 น.(รอบรับชมสุดท้ายเวลา 19.00 น. และมีรอบทุก 1 ชั่วโมง)