ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,575 รายการ

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ประธานตรวจการจ้าง พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้ควบคุมงาน ลงพื้นที่ตรวจรับงานโครงการบูรณะโบราณสถานปราสาทบ้านปราสาท (ปราสาทกังแอน) ตำบลกระเทียม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ (งวดที่2)


       จังหวัดอุดรธานี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี ร่วมกับ เทศบาลตำบลบ้านเชียง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี อำเภอหนองหาน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ขอเชิญเที่ยวงานเฉลิมฉลองมรดกโลกบ้านเชียง ประจำปี 2569" ระหว่างวันที่ 13 - 15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง และลานวัฒนธรรมบ้านเชียง ภายในงานพบกับความสนุกสนานย้อนรอยอารยธรรมโบราณ ขบวนแห่วิถีชีวิตมรดกโลกบ้านเชียงอำเภอหนองหาน และชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ประกอบด้วย         วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 การแสดงแสง สี เสียง สื่อผสม ชุด “ย้อนรอยบ้านเชียง มรดกโลกแห่งแรกของอุดรธานี” นำแสดงโดยน้องกระเต็น กุลปริยา ฆ้อนทอง 1st Runner Up Miss Face of Humanity 2024 และ mini concert จากศิลปินชื่อดัง ศาล สานศิลป์, ป๋อมแป๋มไมค์ทองคำ และ รุ่ง นครพนม          วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 การแสดงหมอลำกลอนพื้นบ้าน การแสดงดนตรีสากล จาก วงเซอร์เพนท์ และการแสดงโปงลาง จาก “วงโปงลางนาคาคำชะโนด         วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 การแสดงหมอลำกลอนพื้นบ้าน การแสดงโปงลางจาก ”วงโปงลางออนซอนหนองหาน“ และ mini concert จากศิลปินชื่อดัง ป๋อมแป๋มไมค์ทองคำ, รุ่ง นครพนม          นอกจากนี้ยังสามารถร่วมสนุกสนานกับกิจกรรม Workshop การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดเวลาทั้ง 3 วัน เช่น การสาธิตการปั้นหม้อ เขียนสีไหลายบ้านเชียง, การสาธิตการทำผ้าบาติกลายบ้านเชียง, การสาธิตการทอผ้า การมัดหมี่ ฯลฯ พร้อมรับของที่ระลึกที่ทำด้วยตัวคุณเองชิ้นเดียวในโลก


วันพุธที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เวลา ๐๘.๓๐ น. นางสาวปุณณภา สุขสาคร ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ พร้อมด้วยบรรณารักษ์ เข้าร่วมงาน 11ᵗʰ Cambridge Librarians’ Day 2026  "The Future of Publishing : The evolution of open research, ebook models, and supporting publishing for future researchers" จัดโดย Cambridge University Press, Asia ร่วมกับสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ ห้องประชุม ๑ ชั้น ๕ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


รายงานงบทดลองหน่วยเบิกจ่ายรายเดือนมกราคม ๒๕๖๙พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์


วันอาทิตย์ที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ น. นักศึกษาภาคพิเศษ กศบป. รายวิชาสุนทรียภาพของชีวิต มหาวิทยาลัยราชภัฏ สุรินทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จำนวน ๓๐ คน อาจารย์ ๑ คน เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยมี นายกรภัทร์ สุขใหญ่ พนักงานประจำพิพิธภัณฑ์ ให้การต้อนรับและบรรยายนำชม


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เปิดให้บริการแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว ระหว่างวันที่ ๑๔-๑๘ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๙ มีผู้เข้าชมทั้งสิ้น ๔๐๐ คน




วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 พระอาจารย์ ตัวแทนคณะสงฆ์จังหวัดนครราชสีมา และคณะกรรมการบุญเมืองนครราชสีมา 558 ปี ร่วมกับเพจ กิน เที่ยว วัด เข้าสัมภาษณ์ นางพัชมณ ศรีสัตย์รสนา ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา เพื่อประชาสัมพันธ์งาน บุญเมืองนครราชสีมา 558 ปี ตักบาตรพระ 10,000 รูป  พร้อมทั้งพาเข้าเยี่ยมชมห้องอีสานศึกษาด้วยกัน วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 นี้ ขอเชิญร่วมสร้างมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่ของชาวโคราช 


          วันพุธที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๙ องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย นำโดยนางสาวณัฏฐ์ธนีนาฏ บัวขาว หัวหน้าฝ่ายสำรวจ และออกแบบ พร้อมด้วยนายวีระศักดิ์ อินทิสาร ผู้ช่วยวิศวกรโยธา และนายวันชนะ กัญญาจิตต์ ผู้ช่วยนายช่างเขียนแบบ เข้าหารือร่วมกับนางสาวมนัชญา วาจก์วิศุทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น พร้อมด้วยนายกิตติพงษ์ สนเล็ก ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี นายกิตติพงษ์ คุณวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน นางสาววราพร รัตนวงษ์ นักโบราณคดีชำนาญการ และนายนิพนธ์ ศรีอ่อน นายช่างสำรวจ ในการปรับปรุงอาคารพิพิธภัณฑ์จังหวัดหนองคาย



วันอังคารที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เวลา ๑๖.๐๐ น. นางสาวปุณณภา สุขสาคร ผู้อำนวยการหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ร่วมพูดคุย แนะนำกิจกรรมและบริการของหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ ในรายการจราจรเพื่อชุมชน ทางสวท.เชียงใหม่ F.M. 93.25 MHz ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่


เมื่อปีพ.ศ. ๒๑๐๑ พระเจ้าบุเรงนองกะยอดินนรธา เข้าโจมตีอาณาจักรล้านนาเป็นผลสำเร็จ ทำให้ราชวงศ์ตองอูของพม่าเข้าครอบครองและปกครองล้านนา ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. ๒๑๐๑ จนถึงปีพ.ศ. ๒๓๑๗ เป็นระยะเวลา ๒๑๖ ปี ดังนั้นอาณาจักรล้านนาจึงตกเป็นประเทศราชของราชวงศ์ตองอู โดยทางฝ่ายพม่าได้ให้ทางล้านนาเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลในราชอาณาจักรพม่า อย่างไรก็ตามชาวล้านนายังคงยึดถือจารีตประเพณีเดิมของท้องถิ่น จึงทำให้ส่งผลให้ต่อศิลปวัฒนธรรมของทางล้านนาที่ยังคงดำเนินต่อไปและไม่ได้รับการแทรกแซงจากทางฝ่ายพม่ามากนัก จากการได้เห็นพระพุทธรูป และคำจารึกในการสร้างพระพุทธรูปขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ทางพม่าปกครอง อย่างเช่น พระพุทธรูปของวัดช้างค้ำ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๓๒ และพระพุทธรูปเมืองรายเจ้า ของวัดชัยพระเกียรติ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๐๘ เป็นต้น พระนางวิสุทธิเทวี ทรงเป็นพระมหาเทวีแห่งอาณาจักรล้านาในราชวงศ์มังราย ซึ่งเป็นผู้ปกครององค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มังราย ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. ๒๑๐๑ – ๒๑๒๑ และถือว่าเป็นกษัตรีย์พระองค์ที่ ๒ ก่อนที่การปกครองอาณาจักรล้านนาจะตกไปสู่ภายใต้การปกครองในราชวงศ์ตองอู โดยที่พระนางวิสุทธิเทวี ยังคงสนองนโยบายการขยายอำนาจจากล้านนา อย่างเช่นในปีพ.ศ. ๒๑๑๒ ทรงส่งกองทัพเข้าร่วมรบในการทำศึกกับกรุงศรีอยุธยา ตำนานเมืองเชียงใหม่ (๙๔) “ปีมะโรง จุลศักราช ๙๓๐ (พ.ศ. ๒๑๑๑) พระเจ้าบุเรงนองยึดได้กรุงศรีอยุธยา (ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาว่า เสียกรุงศรีอยุธยาให้บุเรงนอง แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๙ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๑๒)” ประมวลวิชาพูล, พระยา. (๒๐-๒๑) “ปีมะเส็งเอกศก พ.ศ. ๒๑๑๒ เมื่อพระเจ้ากรุงหงสาวดีตีกรุงศรีอยุธยาได้แล้ว ขัดเคืองพระเจ้าชัยเชษฐาธิราชที่มาช่วยกรุงศรีอยุธยา จึงยกทัพจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นไปเมืองพิษณุโลกไปจัดกองทัพแยกเป็น ๒ กอง ให้พระมหาอุปราชาพระเจ้าแปร พระเจ้าอังะยกมาตีหัวเมือง ขึ้นเมืองล้านช้างข้างใต้กองหนึ่ง พระเจ้าตองอู เจ้าเมืองสารวดีเป็นทัพหน้า พระเจ้าหงสาวดีเป็นทัพหลวง ยกขึ้นมาตีเมืองเวียงจันทน์ทางด่านสมอสอกองหนึ่ง พระเจ้าชัยเชษฐาธิราชจึงอพยพกวาดต้อนเอาไพร่พลหนีลงไป ตั้งค่ายอยู่ปากน้ำงืม พระเจ้าหงสาวดียกกองทัพตามไปล้อมไว้และเข้าที่ค่ายปากน้ำงืม ได้รับกันเป็นสามารถ พะม่าที่ค่ายไม่แตก พอกองทัพหงสาวดีขาดสะเบียงอาหาร ผู้คนล้มตายลงเป็นอันมาก พระเจ้าหงสาวดี ก็ต้องเลิกทัพกลับพระเจ้าชัยเชษฐาธิราชก็กวาดครอบครัวคืนมาอยู่เมืองเวียงจันทน์ตามเดิม” และในประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยาว่า เสียกรุงศรีอยุธยาให้บุเรงนอง แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๙ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๑๒” ในปีพ.ศ. ๒๑๑๗ ทรงร่วมส่งกองทัพไปปราบล้านช้างในเวียงจันทน์ เพราะเป็นที่ทราบดีกันว่าในขณะนั้นอำนาจและอิทธิพลของพระเจ้าบุเรงนองมีอยู่มากและต้องการขยายราชอาณาจักร ในขณะนั้นที่พระนางวิสุทธิเทวีปกครองอยู่ภายใต้อำนาจของทางฝ่ายพม่านั้น พระนางจึงพระบรมราโชบายในการปกครองเพื่อต้องการประคับประคองบ้านเมืองเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับราชอาณาจักรไปมากกว่าเดิมตลอดจนรัชสมัยของพระนางเอง ประมวลวิชาพูล, พระยา. (๒๒-๒๓) “ปลายปีจอฉศก พ.ศ. ๒๑๑๗ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกทัพหลวงไปเมืองล้านช้างเอง กองทัพยกไปคราวนั้น ๔ ทัพ คือ พระเจ้าตองอู ทัพหนึ่ง พระเจ้าแปรทัพหนึ่ง พระมหาอุปราชาทัพหนึ่ง ซึ่งมีไพร่พลชาวเมืองหงสาวดีและกรุงศรีอยุธยาและเมืองเชียงใหม่สมทบกัน พระเจ้าหงสาวดีเป็นแม่ทัพหลวงทัพหนึ่ง ตรงไปเมืองล้านช้าง พระยาแสนสุรินทร์ขว้างฟ้ารู้ข่าวว่าพระเจ้าหงสาวดียกมาก็ทิ้งเมือง พากองทัพเข้าซ่อนอยู่ในป่าพระเจ้าหงสาวดีให้พระมหาอุปราชาล้านช้างลงมาอยู่เมืองเวียงจันทน์และจัดกองทัพลงมารักษาเมือง ให้สร้างป้อมคูมั่นคง และสะสมเสบียงอาหารไว้เป็นอันมาก...” จากการพระนางวิสุทธิเทวีทรงได้รับการยอมรับจากขุนนางพม่าที่มาปกครองเมืองเชียงใหม่ ด้วยเหตุนี้ในปีพ.ศ. ๒๑๐๘ ตรงกับเดือนมกราคม ขึ้น ๑๓ ค่ำ ยามตูดซ้าย (เวลาประมาณ ๑๒.๐๐-๑๓.๓๐ น) พระนางทรงพระราชฐานะเป็นเจ้านายอาวุโส ตำแหน่งพระมหาเทวี หรือกษัตรีย์แห่งล้านนา โดยได้รับเกียรติจากเจ้าทัพไชยพญาจ่าบ้าน (สังราม) ข้าหลวงชาวอังวะ หงสาวดีที่มาประจำการในเชียงใหม่ เสนาอำมาตย์ และราษฎรทั้งหลาย ร่วมกันอัญเชิญรวบรวมพระพุทธรูปต่างๆ ที่ชำรุดเสียหายจากสงคราม หรือเคยอยู่กระจัดกระจายแตกหักและชำรุดมารวมไว้แล้วนำมาหล่อหลอมยุบรวมกันใหม่ อันแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจการเคารพในพระศาสนาเพื่อให้เป็นพระพุทธรูปที่สมบูรณ์เป็นองค์เดียว โดยพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวมีพระนามว่า “พระพุทธรูปเมืองรายเจ้า” หล่อด้วยโลหะผสมทองหนักมากถึง ๕,๐๐๐ วิส ซึ่งคำว่า วิส เป็นภาษามอญ ทั้งนี้ชาวล้านนาได้ระบุปริมาณน้ำหนักของพระพุทธรูปมีประมาณ ๕,๐๐๐ กิโลกรัม ซึ่ง ๑,๐๐๐ กิโลกรัม เท่ากับ ๑ ตื้อ รวมกันเป็น ๕ ตื้อ (มีน้ำหนักเท่ากับ ๕๐ โกฏิ) โดยที่ชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปนี้กันว่า “พระเจ้าห้าตื้อ” นอกจากนี้ยังมีจารึกในส่วนต่างๆ ของพระพุทธรูปเมืองรายเจ้า ได้แก่ ดวงชะตาและติถี อยู่บริเวณฐานใต้พระชานุ (เข่า) ด้านขวา ส่วนดวงชะตา ศักราช และหรคุณ อยู่บริเวณฐานใต้พระชานุ (เข่า) ด้านซ้าย เป็นอักษรไทยยวน สำหรับเวลาสร้าง ชื่อผู้สร้าง น้ำหนัก และวัตถุประสงค์ที่สร้างพระพุทธรูป โดยจารึกอักษร ๓ บรรทัด อยู่บริเวณด้านหน้าฐานพระพุทธรูป เป็นตัวอักษรพม่า ประกอบด้วยภาษาพม่า มอญ และบาลี โดยภาษาพม่าจะเป็นตัวอักษรนูน และชื่อผู้ต้นคิดการสร้างพระพุทธรูป เวลาแต่งตั้งกรรมการสร้าง ชื่อกรรมการ เวลาหล่อ น้ำหนัก พระนามของพระพุทธรูป วัตถุประสงค์ที่สร้าง และคำปรารถนา โดยจารึกอักษร ๕ บรรทัด อยู่บริเวณด้านหลังฐานพระพุทธรูป เป็นอักษรไทยยวน ประกอบด้วยภาษาไทยยวน สันสกฤต บาลี และเขมร ทั้งนี้การสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นการไถ่โทษ ขอขมาและถวายพระเกียรติแด่พระวิญญาณของพระเจ้ามังราย ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ไม่โกรธแค้นต่อกองทัพพม่าที่มายึดเมืองเชียงใหม่ พร้อมกันนี้ผู้ที่บูชาพระพุทธรูปองค์นี้ถือได้ว่าบูชาพระเจ้ามังรายในเวลาเดียวกัน ในขณะเดียวกันเจ้าทัพไชยพญาจ่าบ้าน (สังราม) อธิษฐานเมื่อสิ้นชีวิตไปแลัว ขอให้ตนได้ไปเกิดในสวรรค์เทวโลก เช่นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หรือชั้นดุสิต รวมถึงให้เกิดทันยุคพระศรีอริยเมตไตรยและขอให้บรรลุถึงแก่นิพพานในภพหน้า เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ๒๕๑๙. (๑๐๒) “ด้วยเดชะกุศลเจตนาที่ได้สร้างพระพุทธเมืองรายองค์นี้ พร้อมทั้งที่ได้สร้างรั้ว (ลง) ชาดปิดทองคำรอบมหาเจดีย์เจ้า เจ้าทัพไชยสังรามจ่าบ้าน จึงตั้งคำปรารถนาว่า ในชาตินี้ให้มีชีวิตยืนตามกำหนดอายุ เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว ก็ให้ได้ไปเกิดในสวรรค์เทวโลก เช่นสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ หรือชั้นดุสิตเป็นต้น และให้อยู่ที่เวียงแก้วนี้ ตามกำหนด (เวลาที่มีบุญอยู่ได้) และเมื่อพระอริยเมตไตรยเสด็จลงมา (เกิดเพื่อ) เป็นพระ (พุทธเจ้า) ขอให้ (ข้าพเจ้า) เกิดในสมัยเดียวกันนี้ ในตระกูลอันประเสริฐ คือ ท้าว พระยา...เมื่อใด พระ (อริยเมตไตรย) ได้ตรัสรู้เป็น สัพพัญญูแล้ว ขอให้ (พระองค์) บวช (ข้าพเจ้า) โดย (กล่าว) ว่า “เอหิภิกขุ” ร่วมอยู่ในสำนักพระเมตไตรย แล้วขอบรรลุถึงนิพพาน ร่วมกับพระพุทธเจ้า (องค์นั้น) เทอญ” พระพุทธรูปเมืองรายเจ้า มีลักษณะรูปแบบพุทธศิลป์เหมือนแบบพระพุทธสิหิงค์จำลอง หรือ “สิงห์หนึ่ง” คือ พระเกศโมลีดอกบัวตูม พระศกขมวดเป็นก้นหอย ชายสังฆาฏิอยู่เหนือพระถันปลายเป็นแฉกคล้ายเขี้ยวตะขาบสั้นๆ พระพักตร์กลมอมยิ้ม พระหนุ (คาง) เป็นปม นั่งขัดสมาธิเพชรประทับนั่งอยู่บนฐานบัวคว่ำบัวหงาย เกสรเป็นเส้นริ้วยาวสูง เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยที่พม่าได้ที่เข้าปกครองอาณาจักรล้านนามีเจตนาที่ต้องการสืบทอดประเพณีและศิลปะอันงดงามของล้านนา พระพุทธรูปเมืองรายเจ้า ประทับอยู่ในซุ้มโขงภายในพระวิหาร วัดชัยพระเกียรติ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเชื่อกันว่าหากผู้ใดได้เข้ามาสักการะกราบไว้พระเจ้าห้าตื้อ แล้วจะรอดพ้นจากอันตรายต่างๆ นอกจากนี้เป็นการเสริมเกียรติยศ ประสบความสำเร็จและสมปรารถนา ส่วนด้านฝาผนังของพระวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นเรื่องราวจากนิทานชาดกไว้ได้อย่างสวยงาม เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖. ประมวลวิชาพูล, พระยา.  พงศาวดารเมืองล้านช้างและลำดับสกุลชาลีจันทร์ ราชตระกูลล้านช้างเวียงจันทร์.  พระนคร: โรงพิมพ์มงคลการพิมพ์, ๒๕๐๐. พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐. เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ๒๕๑๙.          คำจารึกที่ฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่.  กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๙.


เมื่อปีพ.ศ. ๒๑๐๑ พระเจ้าบุเรงนองกะยอดินนรธา เข้าโจมตีอาณาจักรล้านนาเป็นผลสำเร็จ ทำให้ราชวงศ์ตองอูของพม่าเข้าครอบครองและปกครองล้านนา ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. ๒๑๐๑ จนถึงปีพ.ศ. ๒๓๑๗ เป็นระยะเวลา ๒๑๖ ปี ดังนั้นอาณาจักรล้านนาจึงตกเป็นประเทศราชของราชวงศ์ตองอู โดยทางฝ่ายพม่าได้ให้ทางล้านนาเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลในราชอาณาจักรพม่า อย่างไรก็ตามชาวล้านนายังคงยึดถือจารีตประเพณีเดิมของท้องถิ่น จึงทำให้ส่งผลให้ต่อศิลปวัฒนธรรมของทางล้านนาที่ยังคงดำเนินต่อไปและไม่ได้รับการแทรกแซงจากทางฝ่ายพม่ามากนัก จากการได้เห็นพระพุทธรูป และคำจารึกในการสร้างพระพุทธรูปขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ทางพม่าปกครอง อย่างเช่น พระพุทธรูปของวัดช้างค้ำ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๓๒ และพระพุทธรูปเมืองรายเจ้า ของวัดชัยพระเกียรติ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๒๑๐๘ เป็นต้น พระนางวิสุทธิเทวี ทรงเป็นพระมหาเทวีแห่งอาณาจักรล้านาในราชวงศ์มังราย ซึ่งเป็นผู้ปกครององค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มังราย ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. ๒๑๐๑ – ๒๑๒๑ และถือว่าเป็นกษัตรีย์พระองค์ที่ ๒ ก่อนที่การปกครองอาณาจักรล้านนาจะตกไปสู่ภายใต้การปกครองในราชวงศ์ตองอู โดยที่พระนางวิสุทธิเทวี ยังคงสนองนโยบายการขยายอำนาจจากล้านนา อย่างเช่นในปีพ.ศ. ๒๑๑๒ ทรงส่งกองทัพเข้าร่วมรบในการทำศึกกับกรุงศรีอยุธยา ตำนานเมืองเชียงใหม่ (๙๔) “ปีมะโรง จุลศักราช ๙๓๐ (พ.ศ. ๒๑๑๑) พระเจ้าบุเรงนองยึดได้กรุงศรีอยุธยา (ประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาว่า เสียกรุงศรีอยุธยาให้บุเรงนอง แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๙ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๑๒)” ประมวลวิชาพูล, พระยา. (๒๐-๒๑) “ปีมะเส็งเอกศก พ.ศ. ๒๑๑๒ เมื่อพระเจ้ากรุงหงสาวดีตีกรุงศรีอยุธยาได้แล้ว ขัดเคืองพระเจ้าชัยเชษฐาธิราชที่มาช่วยกรุงศรีอยุธยา จึงยกทัพจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นไปเมืองพิษณุโลกไปจัดกองทัพแยกเป็น ๒ กอง ให้พระมหาอุปราชาพระเจ้าแปร พระเจ้าอังะยกมาตีหัวเมือง ขึ้นเมืองล้านช้างข้างใต้กองหนึ่ง พระเจ้าตองอู เจ้าเมืองสารวดีเป็นทัพหน้า พระเจ้าหงสาวดีเป็นทัพหลวง ยกขึ้นมาตีเมืองเวียงจันทน์ทางด่านสมอสอกองหนึ่ง พระเจ้าชัยเชษฐาธิราชจึงอพยพกวาดต้อนเอาไพร่พลหนีลงไป ตั้งค่ายอยู่ปากน้ำงืม พระเจ้าหงสาวดียกกองทัพตามไปล้อมไว้และเข้าที่ค่ายปากน้ำงืม ได้รับกันเป็นสามารถ พะม่าที่ค่ายไม่แตก พอกองทัพหงสาวดีขาดสะเบียงอาหาร ผู้คนล้มตายลงเป็นอันมาก พระเจ้าหงสาวดี ก็ต้องเลิกทัพกลับพระเจ้าชัยเชษฐาธิราชก็กวาดครอบครัวคืนมาอยู่เมืองเวียงจันทน์ตามเดิม” และในประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยาว่า เสียกรุงศรีอยุธยาให้บุเรงนอง แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๙ ปีมะเส็ง พ.ศ.๒๑๑๒” ในปีพ.ศ. ๒๑๑๗ ทรงร่วมส่งกองทัพไปปราบล้านช้างในเวียงจันทน์ เพราะเป็นที่ทราบดีกันว่าในขณะนั้นอำนาจและอิทธิพลของพระเจ้าบุเรงนองมีอยู่มากและต้องการขยายราชอาณาจักร ในขณะนั้นที่พระนางวิสุทธิเทวีปกครองอยู่ภายใต้อำนาจของทางฝ่ายพม่านั้น พระนางจึงพระบรมราโชบายในการปกครองเพื่อต้องการประคับประคองบ้านเมืองเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับราชอาณาจักรไปมากกว่าเดิมตลอดจนรัชสมัยของพระนางเอง ประมวลวิชาพูล, พระยา. (๒๒-๒๓) “ปลายปีจอฉศก พ.ศ. ๒๑๑๗ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกทัพหลวงไปเมืองล้านช้างเอง กองทัพยกไปคราวนั้น ๔ ทัพ คือ พระเจ้าตองอู ทัพหนึ่ง พระเจ้าแปรทัพหนึ่ง พระมหาอุปราชาทัพหนึ่ง ซึ่งมีไพร่พลชาวเมืองหงสาวดีและกรุงศรีอยุธยาและเมืองเชียงใหม่สมทบกัน พระเจ้าหงสาวดีเป็นแม่ทัพหลวงทัพหนึ่ง ตรงไปเมืองล้านช้าง พระยาแสนสุรินทร์ขว้างฟ้ารู้ข่าวว่าพระเจ้าหงสาวดียกมาก็ทิ้งเมือง พากองทัพเข้าซ่อนอยู่ในป่าพระเจ้าหงสาวดีให้พระมหาอุปราชาล้านช้างลงมาอยู่เมืองเวียงจันทน์และจัดกองทัพลงมารักษาเมือง ให้สร้างป้อมคูมั่นคง และสะสมเสบียงอาหารไว้เป็นอันมาก...” จากการพระนางวิสุทธิเทวีทรงได้รับการยอมรับจากขุนนางพม่าที่มาปกครองเมืองเชียงใหม่ ด้วยเหตุนี้ในปีพ.ศ. ๒๑๐๘ ตรงกับเดือนมกราคม ขึ้น ๑๓ ค่ำ ยามตูดซ้าย (เวลาประมาณ ๑๒.๐๐-๑๓.๓๐ น) พระนางทรงพระราชฐานะเป็นเจ้านายอาวุโส ตำแหน่งพระมหาเทวี หรือกษัตรีย์แห่งล้านนา โดยได้รับเกียรติจากเจ้าทัพไชยพญาจ่าบ้าน (สังราม) ข้าหลวงชาวอังวะ หงสาวดีที่มาประจำการในเชียงใหม่ เสนาอำมาตย์ และราษฎรทั้งหลาย ร่วมกันอัญเชิญรวบรวมพระพุทธรูปต่างๆ ที่ชำรุดเสียหายจากสงคราม หรือเคยอยู่กระจัดกระจายแตกหักและชำรุดมารวมไว้แล้วนำมาหล่อหลอมยุบรวมกันใหม่ อันแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจการเคารพในพระศาสนาเพื่อให้เป็นพระพุทธรูปที่สมบูรณ์เป็นองค์เดียว โดยพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวมีพระนามว่า “พระพุทธรูปเมืองรายเจ้า” หล่อด้วยโลหะผสมทองหนักมากถึง ๕,๐๐๐ วิส ซึ่งคำว่า วิส เป็นภาษามอญ ทั้งนี้ชาวล้านนาได้ระบุปริมาณน้ำหนักของพระพุทธรูปมีประมาณ ๕,๐๐๐ กิโลกรัม ซึ่ง ๑,๐๐๐ กิโลกรัม เท่ากับ ๑ ตื้อ รวมกันเป็น ๕ ตื้อ (มีน้ำหนักเท่ากับ ๕๐ โกฏิ) โดยที่ชาวบ้านเรียกพระพุทธรูปนี้กันว่า “พระเจ้าห้าตื้อ” นอกจากนี้ยังมีจารึกในส่วนต่างๆ ของพระพุทธรูปเมืองรายเจ้า ได้แก่ ดวงชะตาและติถี อยู่บริเวณฐานใต้พระชานุ (เข่า) ด้านขวา ส่วนดวงชะตา ศักราช และหรคุณ อยู่บริเวณฐานใต้พระชานุ (เข่า) ด้านซ้าย เป็นอักษรไทยยวน สำหรับเวลาสร้าง ชื่อผู้สร้าง น้ำหนัก และวัตถุประสงค์ที่สร้างพระพุทธรูป โดยจารึกอักษร ๓ บรรทัด อยู่บริเวณด้านหน้าฐานพระพุทธรูป เป็นตัวอักษรพม่า ประกอบด้วยภาษาพม่า มอญ และบาลี โดยภาษาพม่าจะเป็นตัวอักษรนูน และชื่อผู้ต้นคิดการสร้างพระพุทธรูป เวลาแต่งตั้งกรรมการสร้าง ชื่อกรรมการ เวลาหล่อ น้ำหนัก พระนามของพระพุทธรูป วัตถุประสงค์ที่สร้าง และคำปรารถนา โดยจารึกอักษร ๕ บรรทัด อยู่บริเวณด้านหลังฐานพระพุทธรูป เป็นอักษรไทยยวน ประกอบด้วยภาษาไทยยวน สันสกฤต บาลี และเขมร ทั้งนี้การสร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นการไถ่โทษ ขอขมาและถวายพระเกียรติแด่พระวิญญาณของพระเจ้ามังราย ผู้สร้างเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ. ๑๘๓๙ ไม่โกรธแค้นต่อกองทัพพม่าที่มายึดเมืองเชียงใหม่ พร้อมกันนี้ผู้ที่บูชาพระพุทธรูปองค์นี้ถือได้ว่าบูชาพระเจ้ามังรายในเวลาเดียวกัน ในขณะเดียวกันเจ้าทัพไชยพญาจ่าบ้าน (สังราม) อธิษฐานเมื่อสิ้นชีวิตไปแลัว ขอให้ตนได้ไปเกิดในสวรรค์เทวโลก เช่นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หรือชั้นดุสิต รวมถึงให้เกิดทันยุคพระศรีอริยเมตไตรยและขอให้บรรลุถึงแก่นิพพานในภพหน้า เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ๒๕๑๙. (๑๐๒) “ด้วยเดชะกุศลเจตนาที่ได้สร้างพระพุทธเมืองรายองค์นี้ พร้อมทั้งที่ได้สร้างรั้ว (ลง) ชาดปิดทองคำรอบมหาเจดีย์เจ้า เจ้าทัพไชยสังรามจ่าบ้าน จึงตั้งคำปรารถนาว่า ในชาตินี้ให้มีชีวิตยืนตามกำหนดอายุ เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้ว ก็ให้ได้ไปเกิดในสวรรค์เทวโลก เช่นสวรรค์ชั้นดาวดึงษ์ หรือชั้นดุสิตเป็นต้น และให้อยู่ที่เวียงแก้วนี้ ตามกำหนด (เวลาที่มีบุญอยู่ได้) และเมื่อพระอริยเมตไตรยเสด็จลงมา (เกิดเพื่อ) เป็นพระ (พุทธเจ้า) ขอให้ (ข้าพเจ้า) เกิดในสมัยเดียวกันนี้ ในตระกูลอันประเสริฐ คือ ท้าว พระยา...เมื่อใด พระ (อริยเมตไตรย) ได้ตรัสรู้เป็น สัพพัญญูแล้ว ขอให้ (พระองค์) บวช (ข้าพเจ้า) โดย (กล่าว) ว่า “เอหิภิกขุ” ร่วมอยู่ในสำนักพระเมตไตรย แล้วขอบรรลุถึงนิพพาน ร่วมกับพระพุทธเจ้า (องค์นั้น) เทอญ” พระพุทธรูปเมืองรายเจ้า มีลักษณะรูปแบบพุทธศิลป์เหมือนแบบพระพุทธสิหิงค์จำลอง หรือ “สิงห์หนึ่ง” คือ พระเกศโมลีดอกบัวตูม พระศกขมวดเป็นก้นหอย ชายสังฆาฏิอยู่เหนือพระถันปลายเป็นแฉกคล้ายเขี้ยวตะขาบสั้นๆ พระพักตร์กลมอมยิ้ม พระหนุ (คาง) เป็นปม นั่งขัดสมาธิเพชรประทับนั่งอยู่บนฐานบัวคว่ำบัวหงาย เกสรเป็นเส้นริ้วยาวสูง เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าในสมัยที่พม่าได้ที่เข้าปกครองอาณาจักรล้านนามีเจตนาที่ต้องการสืบทอดประเพณีและศิลปะอันงดงามของล้านนา พระพุทธรูปเมืองรายเจ้า ประทับอยู่ในซุ้มโขงภายในพระวิหาร วัดชัยพระเกียรติ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเชื่อกันว่าหากผู้ใดได้เข้ามาสักการะกราบไว้พระเจ้าห้าตื้อ แล้วจะรอดพ้นจากอันตรายต่างๆ นอกจากนี้เป็นการเสริมเกียรติยศ ประสบความสำเร็จและสมปรารถนา ส่วนด้านฝาผนังของพระวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นเรื่องราวจากนิทานชาดกไว้ได้อย่างสวยงาม เรียบเรียงโดย : นายธีรบูลย์ มิตรมโนชัย นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก เชียงใหม่ สำนักศิลปากรที่ ๗ เชียงใหม่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม แหล่งอ้างอิง : ประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค), พระยา.  พงศาวดารโยนก.  กรุงเทพฯ: บุรินทร์การพิมพ์, ๒๕๑๖. ประมวลวิชาพูล, พระยา.  พงศาวดารเมืองล้านช้างและลำดับสกุลชาลีจันทร์ ราชตระกูลล้านช้างเวียงจันทร์.  พระนคร: โรงพิมพ์มงคลการพิมพ์, ๒๕๐๐. พระครูโสภณกวีวัฒน์ (ธนจรรย์ สุระมณี).  ตำนานเมืองเชียงใหม่.  เชียงใหม่: โรงพิมพ์มิ่งเมือง, ๒๕๕๐. เพนธ์, ฮันส์. และสำนักนายกรัฐมนตรี. คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย และจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ๒๕๑๙.          คำจารึกที่ฐานพระพุทธรูปในนครเชียงใหม่.  กรุงเทพฯ: สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๙.


       มาเพ้นท์แก้วกันเถอะ ........พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม “Workshop เพ้นท์แก้วลายไทย” พร้อมรับน้ำสมุนไพรกลับบ้านไปดื่มให้สดชื่น วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พระราชวังจันทรเกษม ตั้งแต่เวลา 17.00 - 21.00 น. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “Night at The Palace ย้อนเวลา ชมวัง 4 ศตวรรษ พระราชวังจันทรเกษม” เปิดให้เข้าชมพระราชวังจันทรเกษมยามค่ำคืน ทุกวันศุกร์ - อาทิตย์ ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 – 21.00 น. พิเศษปีนี้ !!! เปิดให้เข้าชมภายในอาคารพลับพลาจตุรมุขด้วย อัตราค่าธรรมเนียมเข้าชม ชาวไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 120 บาท ผู้พิการ และชาวไทยผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี เข้าชมฟรี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 3525 1586 Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม:Chantharakasem National Museum https://www.facebook.com/chantharakasemmuseum 


black ribbon.