ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,579 รายการ

องค์ความรู้ เรื่อง "พระอรรธนารีศวร ประติมากรรมชิ้นเด่นที่มีเพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทย"จัดทำข้อมูลโดย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี


สวัสดีค่ะ #พี่โข่ทัยมีเรื๋องเล๋า วันนี้เรามีเรื่องราวเกี่ยวกับเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ที่เป็นสถาปัตยกรรมในสมัยสุโขทัย และเหลือหลักฐานให้เราพบเห็นในเมืองสรลวงสองแคว หรือ ปัจจุบันคือจังหวัดพิษณุโลกนั้นเองค่ะ ซึ่งในขณะนี้สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย กำลังดำเนินการตามโครงการขุดค้นขุดแต่งวัดเจดีย์ยอดทองอยู่ค่ะ มาค่ะ เรามาล้อมวงฟังเรื่องราวของวัดเจดีย์ยอดทองกันดีกว่าค่ะ ว่าวัดนี้มีความเป็นมาอย่างไรค่ะ -----------------------------------------------------------------------           วัดเจดีย์ยอดทอง หรือวัดยอดทอง ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก นอกกำแพงเมืองพิษณุโลก ในเขตพื้นที่ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โบราณสถานแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 - 20 โดยมีหลักฐานสำคัญ คือ เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือเจดีย์ทรงยอดดอกบัวตูม อันเป็นเอกลักษณ์ของเจดีย์ในศิลปะสุโขทัย ด้านหน้าเป็นวิหาร และมีคูน้ำล้อมรอบ .           ปัจจุบันวัดเจดีย์ยอดทอง นับว่าเป็นโบราณสถานเพียงแห่งเดียวในจังหวัดพิษณุโลกที่ยังปรากฏหลักฐานรูปแบบศิลปกรรมในสมัยสุโขทัยให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ยังไม่ได้รับการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบ  .           ปัจจุบันคูน้ำบางส่วนได้ถูกถม และวิหารด้านหน้าเจดีย์ประธานเป็นที่จอดรถของผู้มาติดต่อวัด ดังนั้นจึงควรเร่งดำเนินการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดีอย่างเร่งด่วน ในปีงบประมาณพ.ศ. 2563  สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย จึงได้เสนอโครงการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดีวัดเจดีย์ยอดทอง เพื่อศึกษาหลักฐานสำคัญในสมัยสุโขทัยของเมืองพิษณุโลก .            กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานครั้งแรก ในพ.ศ. 2479 ในชื่อว่า วัดยอดทอง ต่อมาได้ประกาศขอบเขตที่ดินโบราณสถานวัดยอดทองในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 118 ตอนพิเศษ 124 ง ประกาศ ณ วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2544 รวมเนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา .            วัดเจดีย์ยอดทองได้รับการบูรณะประมาณปี พ.ศ. 2533 – 2534 โดยดำเนินการบูรณะเฉพาะเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ส่วนฐานวิหารด้านทิศตะวันออกอยู่ด้านใต้อาคารไม้ของวัด .           ก่อนหนังสือพิษณุโลกของเราจะได้เขียนถึงวัดเจดีย์ยอดทองนั้น หนังสือนำเที่ยวเมืองสองแควหรือเมืองพิษณุโลก เขียนโดยนายบุญชด แสงต่าย (2477 : 227-228) เขียนถึงวัดเจดีย์ยอดทองเอาไว้ว่า ".....นอกจากวัดนี้ ก็มีวัดเจดีย์ยอดทอง เป็นพระเจดีย์สูงลิ่วคล้ายพระปรางค์ บนยอดที่เสมาทำด้วยทองคำแท้ แต่พวกพะม่าเอาปืนใหญ่ยิงต้องเสมาทองคำหักและเก็บไปเสียแล้วเมื่อครั้งกระโน้น คงเหลือแต่ยอดด้วนให้อยู่ทางฝังรถไฟสายเหนือ ด้านตะวันออกตรงข้ามเยื้องประตูผีออก หรือตอนหลังโรงเรียนผดุงราษฎร์ออกไปเล็กน้อย ส่วนตัววิหารโบสถ์ทรุดโทรมหมดเหลือแต่ฐานและทรากป่าหญ้าขึ้นรกร้าง...." .          ต่อมา หนังสือ “พิษณุโลกของเรา” เขียนโดยนายหวน พินธุพันธ์ (2514 : 97-98) กล่าวถึงวัดเจดีย์ยอดทองไว้ว่า “วัดเจดีย์ยอดทองนี้ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลในเมือง ใกล้กับถนนพญาเสือ ซึ่งเป็นถนนที่แยกจากถนนเอกาทศรถ ทางขวามือตรงเหนือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุขึ้นไปไม่มากนัก และถนนพญาเสือนี้เป็นถนนที่ไปถึงวัดอรัญญิกนั่นเอง ก่อนจะถึงวัดอรัญญิก (เลยโรงเรียนผดุงราษฎร์ไปไม่มากนัก) จะมีถนนเล็กๆ ทางขวามือซึ่งรถยนต์แล่นเข้าถึงตัววัดเจดีย์ยอดทองได้ จะสังเกตเห็นเจดีย์แบบสุโขทัยแท้หรือแบบดอกบัวตูมสูงตระหง่านอยู่ .          โบราณสถานที่น่าสนใจของวัดนี้ก็คือ เจดีย์แบบสุโขทัยแท้ หรือแบบดอกบัวตูม ซึ่งมีอยู่องค์เดียวที่หาดูได้ยากในจังหวัดพิษณุโลก คือเป็นเจดีย์ที่มีองค์เจดีย์หรือองค์สถูป มีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม ส่วนยอดแหลมและฐานซ้อนกัน 3 ชั้น เป็นทรงสี่เหลี่ยม สำหรับองค์เจดีย์ใช้อิฐก่อโดยใช้ดินสอรอยต่อของอิสระก้อน มิใช่ใช้ปูนสอ ซึ่งยังสังเกตเห็นได้ชัด เจดีย์แบบนี้สันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยนั้น และคงมิได้นำแบบอย่างมาจากที่ใด ช่างในสมัยนั้นคิดแบบขึ้นเองจึงเรียกกันว่าแบบสุโขทัยแท้ จะพบเจดีย์แบบนี้ได้มากที่สุโขทัยและศรีสัชนาลัย ที่จังหวัดอื่นๆ ก็มีที่ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก สำหรับที่พิษณุโลกนี้ก็มีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือที่วัดเจดีย์ยอดทองนี่เอง ดังนั้นชาวพิษณุโลกควรจะภาคภูมิใจอย่างยิ่ง และควรช่วยกันรักษาไว้แต่น่าเสียดายที่ปรักหักพังไปเสียมาก ซ้ำยังมีคนร้ายไปลักขุดหาของมีค่าจนองค์เจดีย์ และฐานของเจดีย์เป็นโพรงลึก เกรงว่าในไม่ช้าอาจจะพังลงมาได้ ถ้าหากทางกรมศิลปากรไม่รีบซ่อมแซมเสียแต่บัดนี้และถ้าหากเจดีย์องค์นี้พังลงมาก็นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะเราจะหาดูเจดีย์แบบนี้ได้ไม่มากนักในเมืองไทย .        นอกจากองค์เจดีย์แล้วยังมีเนินดินอยู่หลายเนินด้วยกัน เข้าใจว่าเป็นฐานโบสถ์หรือวิหาร หรือฐานเจดีย์องค์เล็กๆ ก็ได้ และยังมีสระน้ำอีกหลายสระ บางสระก็ถูกชาวบ้านเอาดินถมเสียแล้ว จึงน่าเชื่อได้อย่างหนึ่งว่าวัดนี้คงจะสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย และที่ชื่อว่าวัดเจดีย์ยอดทองนั้น ที่ยอดของเจดีย์อาจจะเป็นทองหรือหุ้มทองมาก่อนก็ได้ ดังที่คุณบุญชด แสงต่าย เขียนไว้ตอนหนึ่งว่า “...วัดเจดีย์ยอดทองเป็นพระเจดีย์สูงลิ่วคล้ายพระปรางค์ บนยอดที่เสมาทำด้วยทองคำแท้ แต่พวกพม่าเอาปืนใหญ่ยิงต้องเสมาทองคำหักและเก็บไปเสียแล้วเมื่อครั้งกระโน้น คงเหลือแต่ยอดด้วนให้อยู่ทางฝั่งทางรถไฟสายเหนือ ด้านตะวันออกตรงข้าม เยื้องประตูผีออกหรือตอนหลังโรงเรียนผดุงราษฎร์ออกไปเล็กน้อย ส่วนตัววิหารโบสถ์ทรุดโทรมหมด เหลือแต่ฐานและซาก”  . สิ่งสำคัญภายในวัด             ข้อมูลจากการสำรวจขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในปีพุทธศักราช 2544 ปรากฏหลักฐานภายในวัด ดังนี้            1.  เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ 12.25 เมตร สูง 22.70 เมตร มีแนวกำแพงล้อมรอบขนาดกว้าง 14.50 เมตร ยาว 14.50 เมตร ฐานกำแพงกว้าง 50 ซม. ก่ออิฐถือปูน มีทางเข้าทางทิศเหนือและทิศใต้ ขนาดกว้าง 1 เมตร ปรากฏซุ้มจระนำทั้งสี่ทิศ ซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืน ส่วนพระเศียร พระวรกายและพระกรหักหายไป            2.  วิหาร พบฐานอาคารก่อด้วยอิฐ ขนาดยาว 25 เมตร กว้าง 10 เมตร ฐานสูงประมาณ 30 ซม. แนวฐานส่วนใหญ่อยู่ใต้อาคารมุงสังกะสีของวัด          3.  คูน้ำรอบวัด กว้างประมาณ 90 เมตร ยาว 100 เมตร บริเวณด้านทิศเหนือค่อนข้างตื้นเขิน เพราะไม่ได้ดำเนินการขุดลอกชั้น ทิศใต้ถูกปรับเพื่อเป็นบ่อเลี้ยงปลาของวัด ส่วนทิศตะวันออกและทิศตะวันตกถูกถมไประหว่างการปรับปรุงสภาพวัด . การดำเนินงานทางโบราณคดี           สำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีพุทธศักราช 2564 จำนวนเงิน 2,000,000.- บาท (สองล้านบาทถ้วน) ถึงแม้ว่าเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ในปัจจุบันจะได้รับการบูรณะแล้ว แต่ยังไม่เคยมีการขุดค้นทางโบราณคดี อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากแผนผังที่ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดเจดีย์ยอดทอง จะพบว่า มีคูน้ำอยู่ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ของโบราณสถาน ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นคูน้ำโบราณที่ล้อมรอบวัดตามแบบแผนผังวัดในสมัยสุโขทัย (ปัจจุบันคูน้ำด้านทิศเหนือถูกถมเพื่อก่อสร้างอาคารไปแล้ว) ดังนั้น พื้นที่ด้านหน้าเจดีย์ประธานจึงควรเป็นพื้นที่ของวิหาร แม้ว่าในปัจจุบันวิหารด้านหน้าไม่ปรากฏสภาพให้เห็นบนพื้นผิวดิน แต่สันนิษฐานว่า ใต้ดินยังมีหลักฐานของวิหารเหลืออยู่ ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ส่วนที่เป็นวิหารพบว่า เป็นลานจอดรถของผู้มาติดต่อที่วัด และมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานดังนี้          1. เพื่อศึกษาข้อมูลทางด้านโบราณคดีอันจะนำไปสู่แผนการบูรณะและปรับภูมิทัศน์วัดเจดีย์ยอดทอง         2. เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของชาติ         3. เพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีสู่สาธารณชน .         จากการศึกษาและฐานข้อมูลของกรมศิลปากร พบเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ที่มีการสร้างซุ้มจระนำทั้ง 4 ทิศคล้ายกับวัดเจดีย์ยอดทอง 2 แห่ง คือ วัดตระพังเงินและวัดอ้อมรอบซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จังหวัดสุโขทัย 






ชื่อเรื่อง                         มงฺคลตฺถทีปนี(มังคลัตถทีปนีอัฏฐกถา)   สพ.บ.                           310/5หมวดหมู่                        พุทธศาสนาภาษา                            บาลี/ไทยหัวเรื่อง                          พุทธศาสนา                                    พระสูตร                                    มงคลสูตรประเภทวัสดุ/มีเดีย            คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ                    70 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 58 ซม. บทคัดย่อเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


          วัดจักรวาฬภูมิพินิจ (วัดจักรวาลภูมิพินิจ) ตั้งอยู่ที่ บ้านหนองหมื่นถ่าน หมู่ที่ ๕ ตำบลหนองหมื่นถ่าน อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ โดยนายสิงห์ สิงห์เสนา (ปู่เมืองปาก) มีถิ่นเดิมอยู่บ้านหนองแล้ง แขวงสุวรรณภูมิ ได้พาครอบครัวและญาติมาตั้งบ้านใหม่ คือ บ้านหนองหมื่นถ่าน ต่อมาได้ชักชวนชาวบ้านสร้างวัดจักรวาฬขึ้น และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๕๑ มีโบราณสถานที่สำคัญ คือ สิม (อุโบสถ) หลังเก่า          สิม (อุโบสถ) หลังเก่า ลักษณะเป็นสิมทึบ ก่ออิฐถือปูน ตั้งบนฐานเอวขัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ขนาด ๓ ห้อง รวมห้องมุขด้านหน้า มีประตูทางเข้าด้านทิศตะวันออกเชื่อมต่อกับบันได โครงสร้างอาคาร ใช้เสาและผนังรับโครงสร้างหลังคาทรงจั่ว มุงกระเบื้องไม้ (แป้นเกล็ด) หน้าบันตีไม้เป็นลายตะวัน ประดับกระจกเงา มุมทั้งสามของหน้าบันประดับดอกลอยขนาดใหญ่ แผงรวงผึ้งไม่มีเสาด้านในคู่หน้า ทำให้รวงผึ้งหย่อนเกือบถึงระดับเดียวกับระเบียงห้องมุข ประดับไม้แกะสลักลายกนกเครือ และลายดอกลอยด้านล่างบริเวณโค้งรวงผึ้ง คันทวยเป็นไม้แกะสลัก ผนังภายนอกด้านหน้ามีฮูปแต้ม (ภาพจิตรกรรม) เป็นภาพ พุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าออกผนวช ภาพมารผจญ และภาพขุมนรก ด้านในอุโบสถเป็นภาพวรรณคดี เรื่องสังข์สินไซ (สังข์ศิลป์ชัย)          สิม (อุโบสถ) หลังเก่า วัดจักรวาลภูมิพินิจ ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๘ ตอนพิเศษ ๑๒๔ ง หน้า ๘ วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๔ และระวางแนวเขตพื้นที่ประมาณ ๑ ไร่ ๒ งาน ๓๔ ตารางวา-------------------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูลโดย นางสาวศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี -------------------------------------------------------------อ้างอิงจาก กรมศิลปากร. (๒๕๕๖). ทำเนียบโบราณสถานขึ้นทะเบียนสำนักศิลปากรที่ ๑๐ ร้อยเอ็ด (พ.ศ. ๒๔๗๘ – ๒๕๔๕). ขอนแก่น : บริษัทเพ็ญพรินติ้งจำกัด. ปิยนันท์ ชอบศิลประกอบ. (๒๕๕๒).รายงานการสำรวจข้อมูลโบราณสถานวัดจักรวาลภูมิพินิจ หมู่ ๕ และหมู่ ๑๓ บ้านหนองหมื่นถ่าน ตำบลหนองหมื่นถ่าน อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด. กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๐ ร้อยเอ็ด. (เอกสารพิมพ์คอมพิวเตอร์) สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี. (๒๕๖๓). โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้วในพื้นที่สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี (เล่ม ๒ : จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดนครพนม จังหวัดร้อยเอ็ด). อุบลราชธานี : ห้างหุ้นส่วนจำกัด อุบลกิจออฟเซทการพิมพ์.






ชื่อเรื่อง                                มหานิปาตวณฺณนา (ทสชาติ) ชาตกฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (มหาชนก-วิธูรบัณฑิต) สพ.บ.                                  270/ค/2ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           52 หน้า กว้าง4.3 ซ.ม. ยาว 51 ซ.ม. หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา                                           ชาดก                                           เทศน์มหาชาติ                                           คาถาพัน บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


ชื่อเรื่อง                                บทภาวนา (ความภาวนา) สพ.บ.                                  262/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           22 หน้า กว้าง 5 ซม. ยาว 58 ซม.หัวเรื่อง                                 พุทธศาสนา--บทภาวนา                                           พุทธศาสนา--คำสอน                                           บทสวดมนต์ บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดทุ่งอุทุมพร ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


#เครื่องมือเครื่องใช้ในภาคเหนือแซะแซะ คือ เครื่องช้อนปลาบริเวณท้องนาหรือหนองน้ำตื้น ๆ ส่วนใหญ่ใช้ช้อนปลาเล็กและแมลงบางประเภท ลักษณะเป็นปากกรอบทรงสามเหลี่ยม กว้าง เอียงหงายทะแยงขึ้น ๔๕ องศา มีด้ามจับยาวประมาณ ๓๐ - ๖๕ เซนติเมตร ส่วนท้ายยกสูงยึดติดกับด้ามจับ มีหลายขนาด ขอบหลังของแซะรูปร่าง คล้ายตัวยูสานลายขัดแตะ ตัวแซะสานด้วยลายสองตา เพื่อให้น้ำไหลผ่านสะดวกแต่กันกุ้ง ปลา หรือแมลงตัวเล็กได้ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ชุดภาพส่วนบุคคลของนายบุญเสริม สาตราภัยอ้างอิง : เทพพิทักษ์ บุญทา. ม.ป.ป. คู่มือเครื่องมือประมงพื้นบ้านภาคเหนือภายใต้โครงการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม. คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่.


เลขทะเบียน : นพ.บ.182/1กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  42 หน้า ; 4 x 55 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 104 (101-109) ผูก 1ก (2565)หัวเรื่อง : แปดหมื่นสี่พันธ์ขันธ์ --เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


พาลุกานิสํสกถา (พาลุกานิสํสกถา)  ชบ.บ.65/1-1  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


black ribbon.