ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,556 รายการ


ชื่อเรื่อง                     สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ.                       101/7ประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                   พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ               42 หน้า กว้าง 5.7 ซม. ยาว 57.5 ซม.หัวเรื่อง                     พระไตรปิฎก                              พระอภิธรรมบทคัดย่อ/บันทึก           เป็นคัมภีร์ใบลาน ธรรมอีสาน ฉบับล่องชาด มีไม้ประกับ



"พระปฐมบรมราชโองการ" : พระราชปณิธานในการทรงครองแผ่นดิน   วันฉัตรมงคล วันสำคัญของไทยเป็นวันระลึกถึงวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการในการเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์  ซึ่งในวันดังกล่าวนี้ ระหว่างพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระมหากษัตริย์จะมีการ ถวายพระปฐมบรมราชโองการ แก่ปวงชนชาวไทย ซึ่งถือเป็นพระราชดำรัสแรกในฐานะพระมหากษัตริย์ เพื่อแสดงพระราชปณิธานในการทรงครองแผ่นดิน   วันนี้หอสมุดได้รวบรวม "พระปฐมบรมราชโองการ" ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นับตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ จนถึงรัชกาลที่ ๑๐ ซึ่งมีเนื้อความเปลี่ยนแปลงมาตามยุคสมัยซึ่งล้วนแต่แสดงพระราชปณิธาน ในฐานะทรงเป็นผู้รับพระราชภาระแห่งบ้านเมือง พระราชดำรัสของแต่ละพระองค์จะเป็นอย่างไร ไปดูกันได้เลยครับ   ทั้งนี้ วันฉัตรมงคลจึงไม่ใช่เพียงวันสำคัญในเชิงพิธีการเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่ประชาชนชาวไทยทุกคนจะได้น้อมรำลึกถึงพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ และแสดงความจงรักภักดีด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสืบไป   อ้างอิง คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก.  พระปฐมบรมราชโองการ นับแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์.  สืบค้นเมื่อ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๘, จาก: https://phralan.in.th/Corona.../royalcoronationdetail.php... เดอะสแตนดาร์ด.  พระปฐมบรมราชโองการจากรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๑๐.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๘, จาก: https://thestandard.co/royal-coronation-first-royal-command/ ไทยพีบีเอ.  "พระปฐมบรมราชโองการ" พระราชปณิธานในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๘,  จาก: https://www.thaipbs.or.th/news/content/279039   จัดทำโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ


ชื่อเรื่อง                                สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ.                                  119/6 หมวดหมู่                               พุทธศาสนาประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ                           20 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56.5 ซม.                                       บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


เลขทะเบียน : นพ.บ.637/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 16 หน้า  ; 4.5 x 59 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 205 (84-93) ผูก 1 (2568)หัวเรื่อง : อานิสงส์ถวายธง--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.696/1กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 42 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : รักทึบ-ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 220 (227-242) ผูก 1ก (2568)หัวเรื่อง : มไลหมื่น--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.761/1กห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 10 หน้า ; 5 x 59 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 237 (407-416) ผูก 1ก (2568)หัวเรื่อง : ปัญญาบารมี--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



เลขทะเบียน    นม.บ.11/2ญ


รู้หรือไม่!! ศิลปกรรมที่มีอายุยาวนานกับงานบูรณาการระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น เป็นอย่างไร? เหตุใดต้องใช้วัสดุนำเข้า? การศึกษาชนิดของ "ยางรัก" วัตถุดิบหลักในการสร้างงาน? ทำไม่ต้อง "ไม้สนสึกิ"?วัฒนธรรมกับการออกแบบลวดลาย และการเตรียมความพร้อมช่างศิลปกรรมสำหรับการสร้างงานทำอะไรบ้าง?           สำนักช่างสิบหมู่ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาวิชาการ “ราชประดิษฐฯ วิจิตรศิลป์ สานสัมพันธ์สองแผ่นดิน งานศิลป์ประดับมุก” ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ชั้น 2 ณ วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ในวันพุธที่ 10 กันยายน 2568 เวลา 12.30 - 14.00 น. พบกับการสัมมนา เรื่อง “จากบูรณาการสู่แรงบันดาลใจสร้างสรรค์ต่อยอดสู่อนาคต” โดยวิทยากร :  1. พระมหาอนุลักษณ์ ชุตินนฺโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม 2. Ms.FUTSGAMI Yoko, Head of the Cultural Properties Information Section, Tokyo National Research Institute of Cultural Properties  3. Mr.YOSHIHIKO Yamashita, Expert in the conservation of Japanese lacquer 4. นายธนาวัฒน์ ตราชูชาติ หัวหน้ากลุ่มงานช่างหุ่น ปั้นลายและช่างมุก สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร 5. นางสาวชุตินันท์ กฤชนาวิน ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปะและการช่างไทย สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร   วิทยากรผู้แปลภาษา : นางสาวสุวิวรรณ เอื้อสุขกุล ล่ามอาสาไทย - ญี่ปุ่น สำนักงานโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม   รายละเอียดกำหนดการ 1_ROUF7UtwqclTsrXsNC9h4lcCsCI8cAY ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://forms.gle/NP3Cu2D1hgW9jAyq7


        กรมศิลปากรเปิดให้ประชาชนเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในสังกัด ทุกแห่งทั่วประเทศ เนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย ในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๘ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชม (ฟรี)         งานพิพิธภัณฑสถานในประเทศไทยถือกำเนิดขึ้นเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงริเริ่มการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานขึ้นเป็นครั้งแรก ณ พระที่นั่งราชฤดีในพระบรมมหาราชวัง โดยจัดแสดงสิ่งสะสมที่ทรงรวบรวมไว้ จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายวัตถุจัดแสดงมาไว้ที่พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นอาคารใหม่ที่ใหญ่กว่า สามารถจัดวางสิ่งของในลักษณะของพิพิธภัณฑสถาน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ จากพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ มาไว้ที่อาคารใหม่ คือ หอคองคอเดีย โดยเรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Royal Siamese Museum หรือ มิวเซียมหลวง โดยมีพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๔๑๗ ถือเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม จนถึงพุทธศักราช ๒๔๓๐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมิวเซียมหลวงจากพระบรมมหาราชวังไปจัดตั้งในพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า โดยใช้พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เป็นห้องจัดแสดงในยุคแรก  เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ดำรงสิริราชสมบัติ ได้พระราชทานพื้นที่ทั้งหมดของพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า ให้เป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นับเป็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจการพิพิธภัณฑสถานครั้งสำคัญ ทรงให้การสนับสนุนการดำเนินงานพิพิธภัณฑสถานให้เป็นไปตามแนวทางสากลมากยิ่งขึ้น ถือเป็นต้นแบบแนวทางการบริหารจัดการพิพิธภัณฑสถานไทยในเวลาต่อมา          พิพิธภัณฑสถานได้รับการจัดตั้ง สืบทอด และพัฒนาเรื่อยมาทุกยุคทุกสมัย สอดคล้องกับความต้องการของสังคม  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นอกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในสังกัดกรมศิลปากร ยังมีพิพิธภัณฑสถานทั้งที่เป็นของภาครัฐและเอกชนในประเทศไทยมากมาย ครอบคลุมทุกประเภทสาขาความรู้ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อคนในชาติ ด้วยเหตุนี้คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๘ ประกาศให้วันที่ ๑๙ กันยายน ของทุกปี เป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทย เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานพิพิธภัณฑสถานสำหรับประชาชนเป็นครั้งแรก รวมถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ในบรมราชจักรีวงศ์ที่ทรงวางรากฐานและเป็นแบบอย่างในการดำเนินกิจการงานด้านพิพิธภัณฑ์ให้เจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด          กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบการบริหารจัดการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ ได้พัฒนาและปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตมีมาตรฐาน และทันสมัย มีการจัดกิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดให้ประชาชนเข้าชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชม ในวันที่ ๑๙ กันยายนของทุกปี พร้อมทั้งจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้เข้าร่วมกิจกรรมและชมความก้าวหน้าของพิพิธภัณฑ์ไทยในฐานะแหล่งศึกษาและเรียนรู้มรดกศิลปวัฒนธรรมอันสำคัญยิ่งของชาติ          กรมศิลปากรขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมเนื่องในวันพิพิธภัณฑ์ไทย พุทธศักราช ๒๕๖๘ ชมความก้าวหน้าของกิจการพิพิธภัณฑ์ไทย ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ขอเชิญร่วมกิจกรรมพิเศษ ฮาโลวีนนี้ ผีบ่ได้มาหลอก แต่มาชวนหมู่เฮามาเฮ็ดกิจกรรมม่วน ๆ ในโครงการบรรยายทางวิชาการ “ถอดความรู้จากโบราณวัตถุสู่ชุมชน” ครั้งที่ ๑ ปีที่ ๒ เรื่อง “ความรู้เรื่องผีและพิธีกรรมของหมอเหยาแห่งเทือกเขาภูพาน” วันศุกร์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๓.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ผู้ร่วมงานจะได้รับฟังเรื่องราวของพิธีเหยา และผีอีสานสุดขนลุกแต่กะม่วน และเบิ่งการสาธิตในการทำพิธีเหยา          พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม จะได้รับของที่ระลึกสุดเท่ “Magnet ผีอีสาน” แรงบันดาลใจจากผีในความเชื่ออีสาน ติดตู้เย็นกะคูล ใช้เปิดฝาขวดกะจ๊าบ ของมีจำนวนจำกัดเด้อ รีบมาลงทะเบียนโลด ก่อนผีสิลักไปซ่อน! เปิดลงทะเบียนถึงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๘ เท่านั้น สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม หรือกดลิงก์นี้ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScttuiOXiug9D89JQONufrezMMSkVom6nX0FyJ7RvS3vfd0Yw/viewform (ไม่เสียค่าลงทะเบียน และไม่มีเกียรติบัตร) สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๔๓๒๔ ๖๑๗๐ Facebook: Khon Kaen National Museum พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น https://www.facebook.com/KhonKaenNationalMuseum  



งานประเพณีลอยกระทงของไทย มีมาแต่สมัยสุโขทัย โดยมีคติความเชื่อว่าเป็นการบูชา และขอขมาพระแม่คงคาเป็นการสะเดาะเคราะห์ และบูชาพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นการบูชารอยพระบาท เป็นต้นงานลอยกระทงเริ่มทำตั้งแต่ กลางเดือน11 ถึงกลางเดือน12 ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก น้ำจะเต็มสองฝั่งแม่น้ำ ที่นิยมมากคือ ช่วงวันเพ็ญเดือน 12 เพราะพระจันทร์เต็มดวง ทำให้แม่น้ำใสสะอาด แสงจันทร์ส่องเวลากลางคืน เป็นบรรยากาศที่สวยงาม เหมาะแก่การลอยกระทงบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องพิธีสิบสองเดือน กล่าวไว้ว่า การลอยพระประทีป ลอยกระทงนี้ เป็นนักขัตฤกษ์ที่รื่นเริงทั่วไปของชนทั้งปวงทั่วกัน ไม่เฉพาะแต่การหลวง แต่จะนับว่าเป็นพระราชพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ ด้วยไม่มีพิธีสงฆ์ พิธีพราหมณ์อันใดที่เกี่ยวข้องเนื่องในการลอยพระประทีปนั้น เว้นไว้แต่จะเข้าใจว่า ตรงกับคำที่ว่า ลอยโคมลงแช่น้ำเช่นกล่าวมาแล้ว แต่ควรนับถือว่าเป็นราชประเพณีซึ่งมีมาในแผ่นดินสยามแต่โบราณ ตั้งแต่พระนครยังอยู่ฝ่ายเหนือ เมื่อตรวจดูในกฎมนเฑียรบาลซึ่งได้ยกมาอ้างในเบื้องต้น ต่อความที่ว่า พิธีจองเปรียงลดชุดลอยโคมลงน้ำไป มีข้อความต่อไปว่า “ตั้งระทาดอกไม้ในพระเมรุ 4 ระทา หนัง 2 โรง” การเรื่องนี้ก็คงจะตรงกันกับที่มีดอกไม้เพลิงที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามและที่ชลาทรงบาตร บูชาหอพระในพระบรมมหาราชวัง ต่อนั้นไปก็ว่าด้วยการลอยพระประทีปที่ว่าในกฎหมายนี้มีเนื้อความเข้าเค้าเรื่องนพมาศ ซึ่งว่า ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ซึ่งเป็นพระสนมเอก แต่ครั้งพระเจ้าอรุณมหาราช คือพระร่วง ซึ่งเป็นเจ้าแผ่นดินสยาม ตั้งแต่กรุงตั้งอยู่ ณ เมืองสุโขทัย ได้กล่าวไว้ว่า ในเวลาฤดูเดือนสิบสองเป็นเวลาเสด็จลงประพาสในลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน พระอัครมเหสีและพระสนมฝ่ายใน ตามเสด็จในเรือพระที่นั่งทอดพระเนตรการนักขัตฤกษ์ ซึ่งราษฎรเล่นในแม่น้ำตามกำหนดปี เมื่อนางนพมาศได้เข้ามารับราชการ จึงได้คิดอ่านทำกระทงถวายพระเจ้าแผ่นดิน เป็นรูปดอกบัวและรูปต่างๆให้ทรงลอยตามสายน้ำไหล และคิดคำขับร้องถวายแด่พระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระดำริจัดเรือพระที่นั่งเทียบขนานกันให้ใหญ่กว้าง หนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้บรรยายถึงลักษณะของกระทงที่นางนพมาศประดิษฐ์ถวายพระร่วงเจ้า ดังนี้“...การพระราชพิธีจองเปรียง ในวันเพ็ญเดือนสิบสอง เป็นวันนักขัตฤกษ์ชักโคม ลอยโคม นางนพมาศ ได้ประดิษฐ์โคมลอย ตกแต่งเป็นรูปดอกกระมุทมาน กลีบรับแสงพระจันทร์ ใหญ่ประมาณเท่ากระทงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย แล้วก็เอาผลพฤกษาลดาชาติมาแกะจำหลักเป็นรูปมยุระคณาวิหคหงส์ ให้จับจิกเกสรบุปผชาติอยู่ตามดอกกระมุทเป็นระเบียบเรียบร้อยวิจิตรไปด้วยสีย้อมสดสว่างควรจะทอดทัศนายิ่งนัก ทั้งเสียบแซม เทียน ธูปและประทีปน้ำมันเปรียงเจือด้วยไขข้อพระโค...” (ดอกกระมุท หือโกมุท เป็นดอกบัวประเภทบัวเผื่อน บัวผัน ที่ขยายกลีบบานในเวลากลางคืน กลางวันหุบ ระแทะ คือล้อเกวียน) นอกจากการลอยกระทงแล้ว ในศิลาจารึกหลักที่ 1 บรรทัดที่ 14 ยังได้กล่าวถึงการเผาเทียนเล่นไฟว่า“...เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวง เที้ยรย่อมคนเสียดกัน เข้ามาดูท่านเผาเทียนเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดั่งจักแตก...” ท่านผู้รู้ทั้งหลานสันนิษฐานว่างานดังกล่าวนั้นน่าจะเป็นการเผาเทียนเล่นไฟ ในงานเทศการลอยกระทง เพราะมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก จากข้อความในศิลาจารึกตอนนี้นายนิคม มุสิกคามะ ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยเมื่อปี พ.ศ.2520 ได้เสนอให้จังหวัดสุโขทัยพลิกฟื้นประวัติศาสตร์ประเพณีลอยกระทงขึ้นให้เป็นงานระดังชาติ เพื่อแนะนำจังหวัดสุโขทัย เพื่อให้ชื่องานตามศิลาจารึกว่า “งานเผาเทียน เล่นไฟ” จุกเน้นที่เป็นหัวใจของงานนี้คือ การฟื้นฟูประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ พลุ ตะไล ไฟพะเนียง ดอกไม้ไฟชนิดต่างๆ ดังนั้นจังหวัดสุโขทัย กรมศิลปากร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้ร่วมกันจัดงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2520 เป็นประจำทุกปีจนถึงปัจจุบัน โดยใช้อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เป็นสถานที่จัดงานดังกล่าวเอกลักษณ์ประเพณีประลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ เป็นที่เลื่องลือ มีทั้งกระทงทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ งานฝีมืออันวิจิตรที่สะท้อนความประณีตของช่างศิลป์เมืองสุโขทัย ตลาดปสานโบราณ หรือตลาดแลกเบี้ย การจำลองบรรยากาศการซื้อ ขาย แบบโบราณ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงกลิ่นอายวัฒนธรรมด้วยการแลกหอยเบี้ยแทนเงินสด เพื่อใช้ซื้อขาย อาหารพื้นเมือง และการแสดงแสง สี เสียง สัมผัสเรื่องราวประวัติศาสตร์มนต์เสน่ห์อารยธรรมเมืองมรดกโลกพิธีและกิจกรรมในภาคกลางวันจะมีขบวนแห่นางนพมาศ และการออกร้าน จัดนิทรรศการ ส่วนในเวลากลางคืนจะมีการประดับไฟ หรือจุดเทียนตามโบราณสถานต่างๆซึ่งมีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ของงานประเพณีลอยกระทงจังหวัดสุโขทัย มีการลอยกระทง และจุดดอกไม้ไฟอย่างสวยงามทั่วท้องน้ำและตระพังต่างๆ ใบบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย มีการจัดประกวดกระทง การแสดงแสง เสียงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรุงสุโขทัย ณ บริเวณวัดมหาธาตุ ตลอดจนการแสดงนาฏศิลป์และมหรสพต่างๆ


black ribbon.