ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,150 รายการ

          ราชวงศ์สุพรรณภูมิได้ครองกรุงศรีอยุธยาเป็นราชวงศ์ที่สองต่อจากราชวงศ์อู่ทอง และเป็นราชวงศ์ที่ได้ครองกรุงศรีอยุธยายาวนานที่สุด ชื่อราชวงศ์สุพรรณภูมิมาจากชื่อเมืองสุพรรณภูมิ ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ หรือขุนหลวงพ่องั่ว กษัตริย์ลำดับที่ ๓ ของกรุงศรีอยุธยาเคยปกครองมาก่อน           หลักฐานสำคัญที่กล่าวถึงชื่อเมืองสุพรรณภูมิ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๙ – ๒๑ คือ จารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (พ.ศ.๑๘๒๖) กล่าวถึงเมือง “สุพรรณภูมิ” อยู่ทางทิศใต้ของกรุงสุโขทัย “....เบื้องหัวนอนรอดคนที พระบาง แพรกสุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว....”           จารึกลานทองวัดส่องคบ ๑ จังหวัดชัยนาท พ.ศ ๑๙๕๑ (ตรงกับรัชสมัยพระเจ้ารามราชาธิราช พระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ราชวงศ์อู่ทอง พ.ศ.๑๙๓๘ – ๑๙๕๒) กล่าวถึง “...แม่นางพัวผู้มีคุณ แม่นางผู้ใจบุญ บุญชาวแม่ทั้งหลายพรรณรายศรัทธาอันโมทนาด้วย ธ เจ้าเมือง แต่ปีชวดนักษัตรสัมฤทธิศก ไพสาขวันอาทตย์ตราเอกาทศเกต จึงพระสงฆ์ทั้งหลาย แต่ ธ เจ้าเมืองประดิษฐานพระศรีรัตนธาตุ แห่งกรุงไชยสถานนาม มาตราหนึ่ง แต่ ธ เจ้าเมืองกระทำกุศลมาแต่กระโน้น ในสุพรรณภูมิ ธ ให้ทานเรียบร้อย ธ กระทำกุฎีพิหารในศรีอโยธยา ให้ข้าสองคนแม่ลูก พระสงฆ์สี่ตนแล้ว...” และในชินกาลมาลีปกรณ์ (พ.ศ. ๒๐๖๐) ได้กล่าวถึง วัตติเดชอำมาตย์ (สันนิษฐานว่า คือ ขุนหลวงพ่องั่ว) ครองเมืองสุพรรณภูมิ //เมืองสุพรรณภูมิเป็นเมืองสำคัญที่อยู่ร่วมสมัยกับกรุงสุโขทัยและนครศรีธรรมราช เป็นเมืองใหญ่ที่มีเจ้าเมืองปกครองสืบเนื่องมาจนถึงสมัยอยุธยาตอนต้น มีฐานะเป็นเมืองสำคัญคู่กับราชธานีกรุงศรีอยุธยาเมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) เสด็จสวรรคต ขุนหลวงพ่องั่วซึ่งครองเมืองสุพรรณภูมิได้ครองราชสมบัติสืบต่อมา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ และทรงเป็นต้นราชวงศ์สุพรรณภูมิปกครองกรุงศรีอยุธยา โดยมีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติในฐานะพระเชษฐาของพระมเหสีพระเจ้าอู่ทอง           ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระนครินทราธิราช ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (พ.ศ.๑๙๕๒ – ๑๙๖๗) ทรงรวมเอาเมืองใหญ๋ทั้งสาม คือ สุพรรณบุรี สุโขทัย และอยุธยา ผนวกเข้าด้วยกัน ทำให้กรุงศรีอยุธยามีฐานะเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรอยุธยาอย่างแท้จริง           พระมหากษัตริย์ราชวงศ์สุพรรณภูมิเสด็จขึ้นครองราชย์ในกรุงศรีอยุธยา มีทั้งสิ้น ๑๓ พระองค์ ดังนี้ ๑. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพ่องั่ว) พ.ศ.๑๙๑๓ – ๑๙๓๑ ๒. สมเด็จพระเจ้าทองจันทร์ หรือทองลัน พ.ศ.๑๙๓๑ ๓. สมเด็จพระอินทราชาธิราชที่ ๑ หรือสมเด็จพระนครินทราธิราช พ.ศ.๑๙๕๒ – ๑๙๖๗ ๔. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) พ.ศ.๑๙๖๗ – ๑๙๘๑ ๕. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ.๑๙๙๑ – ๒๐๓๑ ๖. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓ พ.ศ.๒๐๓๑ – ๒๐๓๔ ๗. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ พ.ศ.๒๐๓๔ – ๒๐๗๒ ๘. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๔ (สมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร)พ.ศ.๒๐๗๒ – ๒๐๗๖ ๙. สมเด็จพระรัษฏาธิราช พ.ศ.๒๐๗๖ – ๒๐๗๗ ๑๐. สมเด็จพระชัยราชาธิราช พ.ศ.๒๐๗๗ – ๒๐๘๙ ๑๑. สมเด็จพระยอดฟ้าหรือพระแก้วฟ้า พ.ศ.๒๐๘๙ – ๒๐๙๑ ๑๒. สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พ.ศ.๒๐๙๑ – ๒๑๑๑ ๑๓. สมเด็จพระมหินทราธิราช พ.ศ.๒๑๑๑ – ๒๑๑๒          ในสมัยของสมเด็จพระมหินทราธิราชกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ ๑ ให้แก่พม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๒ หลังจากนั้นพระมหากษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัยจึงได้ครองกรุงศรีอยุธยาสืบต่อมา เรียบเรียงโดย นางสาวเบญจพร สารพรม ภัณฑารักษ์ชำนาญการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ข้อมูลอ้างอิง นิภา สังคนาคินทร์. หนังสือนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี. หน้า ๒๕, ๒๖, ๖๒ อนงค์ หนูแป้น. หนังสือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี. หน้า ๑๔ แสงเทียน ศรัทธาไทย. ราชวงศ์สยาม. หน้า ๑๕๕ – ๑๕๖


หมวดหมู่                        พุทธศาสนาภาษา                            บาลี/ไทยหัวเรื่อง                          พุทธศาสนา—บทสวดมนต์                                    บทสวดมนต์ประเภทวัสดุ/มีเดีย            คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ                    32 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 57 ซม. บทคัดย่อ                      เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากพระครูวิมลสังวร วัดแค ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองฯ จ.สุพรรณบุรี  



       กล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศต่างๆ ทางด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ การค้าขาย


โครงการอบรมจัดตั้งเป็นสมาชิกอาสาสมัครท้องถิ่นในการดูแลรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรม (อส.มศ.) สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๙ ระหว่างวันที่ ๒๖-๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ



1. ว่าด้วยการรักษาศีล เจริญเมตตาภาวนาเพื่อทำตนให้พ้นทุกข์ 2. ว่าด้วยวินัยของสงฆ์โดยย่อ


การประชุมผู้บริหารกรมศิลปากร (Conference)วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙


นายขจร มุกมีค่าผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมาเป็นประธานในพิธีเปิด โครงการสังคีตวัฒนธรรมประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๘การแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ตอน "พาลีสอนน้อง"วันจันทร์ที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ณ อุทยานประวัติศาสตร์พิมายสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมากรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม




ปรีชา  พงศ์ภมร.  พระราชประวัติ ๕๕ กษัตริย์ไทยและพระบรมราชินี ทุกรัชกาล. พิมพ์ครั้งที่ ๑.  กรุงเทพฯ: บันดาลสาส์น, ๒๕๑๘.      เป็นหนังสือที่ได้แบ่งเนื้อหาทางด้านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับบุคคลไว้ตามยุคสมัยประวัติศาสตร์ของไทย ในสมัยต่าง ๆ ได้แก่ สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงธนบุรี ซึ่งมีรายชื่อพระมหาษัตริย์รวมทั้งสิ้น ๔๕ พระองค์ บอกเล่าถึงการปกครองประเทศ การทำสงคราม เป็นต้น




          จวนเรซิดัง กัมปอร์ต ถือเป็นอาคารเรือนไม้โบราณสำคัญอีกหนึ่งแห่งของจังหวัดตราด ตั้งอยู่ในเขตชุมชน ตำบลบางพระ อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยพระปราณีจีนประชา ปลัดฝ่ายจีนเมืองตราด เพื่อใช้เป็นเรือนหอให้กับบุตรสาว นามว่า สุด กับหลวงวรบาทภักดี นายอำเภอเมืองตราดในสมัยนั้น           ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ เมื่อพระยานรเชษฐวุฒิไวย (จางวางเอี่ยม) เจ้าเมืองตราด เกษียณอายุราชการ จึงได้ย้ายเข้าไปพักอาศัยในบ้านหลังดังกล่าว และเมื่อฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองตราดในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ฝรั่งเศสมีความประสงค์จะยึดบ้านหลังนี้เพื่อใช้เป็นที่ทำการ แต่ภายหลังทราบว่าเป็นบ้านเรือนของราษฎร จึงมิได้เข้ายึดครอง           เมื่อพระยานรเชษฐวุฒิไวยมิได้ใช้อยู่อาศัยแล้ว ฝรั่งเศสจึงได้เข้ามายึดครองและทำการปรับปรุงสร้างระเบียงขึ้นเพิ่มเติม แล้วใช้เป็นที่พำนักของ “เรสิดังต์ เดอเฟอริงสิมง” ข้าหลวงฝรั่งเศส ผู้ซึ่งได้รับการมอบหมายจากรัฐบาลฝรั่งเศสให้ปกครองจังหวัดตราด ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๔๗ – ๒๔๕๐ ชาวบ้านจึงเรียกชื่อบ้านหลังนี้ว่า “จวนเรซิดัง”           จากนั้น ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๕๐ – ๒๔๗๑ จวนเรซิดังถูกใช้เป็นที่พักของผู้ว่าราชการเมืองตราด และในปัจจุบันใช้เป็นอาคารสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดตราด           นอกจากจวนเรซิดัง กัมปอร์ต จะมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามและสะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบสถาปัตยกรรมในสมัยดังกล่าวได้เป็นอย่างดี โดยมีลักษณะเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ๓ ชั้น มีหลังคาเครื่องไม้ทรงปั้นหยาลดชั้นมุงกระเบื้อง ตัวอาคารชั้นล่างก่ออิฐถือปูน บริเวณด้านหน้าเป็นลานโล่งมีกำแพงก่ออิฐถือปูน บริเวณด้านบนมีพนักและลูกกรงประดับล้อมรอบ มีประตูทางเข้า ๒ ด้าน ได้แก่ ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ มีบันไดภายนอกอาคารขึ้นสู่ชั้น ๒ ซึ่งเป็นระเบียงก่อนเข้าสู่ห้องด้านใน ตัวอาคารชั้น ๒ และชั้น ๓ มีฝาเป็นไม้กระดานตีทับแนวนอนและหน้าต่างขนาดใหญ่ยาวแบบบานเปิดคู่เพื่อรับลม          กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานจวนเรซิดัง กัมปอร์ต ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๕ ตอนที่ ๑๘๘ ลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๓๑ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๑ งาน ๗๘ ตารางวา --------------------------------------ที่มาของข้อมูล : สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี--------------------------------------



black ribbon.