ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,835 รายการ
ขออนุญาตทำการค้าโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ
ขั้นตอนที่ ๑ ยื่นคำขอได้ที่สถานที่ ดังนี้
๑.๑ กรณีผู้ขอมีสถานที่ทำการค้าในเขตกรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ให้ยื่น ณ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร
๑.๒ กรณีที่ผู้ขอมีสถานที่ทำการค้าในเขตจังหวัดอื่นนอกจากข้อ ๑.๑ ให้ยื่น ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ตั้งอยู่ในจังหวัดนั้น หากในจังหวัดนั้นไม่มีพิพิธภัณฑ สถานแห่งชาติ ให้ยื่น ณ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดแห่งจังหวัดนั้น
ขั้นตอนที่ ๒ กรอกแบบฟอร์ม ศก.๑
๒.๑ กรณีเป็นบุคคลธรรมดา
๒.๒ กรณีเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ
๒.๓ กรณีเป็นนิติบุคคล
ขั้นตอนที่ ๓ แนบเอกสารและหลักฐาน
๓.๑ กรณีเป็นบุคคลธรรมดา
(ก) ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นซึ่งแทนบัตรประจำตัวประชาชนได้
(ข) สำเนาหรือภาพถ่ายทะเบียนบ้าน
(ค) รูปถ่ายครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวก ของผู้ขอรับใบอนุญาต ขนาด ๕ x ๖ เซนติเมตร ซึ่งถ่ายมาแล้วไม่เกินหกเดือน จำนวน ๒ รูป
(ง) แผนที่แสดงที่ตั้งสถานที่ทำการค้า
(จ) สำเนาหรือภาพถ่ายใบทะเบียนพาณิชย์ ใบทะเบียนการค้า หรือใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
๓.๒ กรณีเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ
(ก) บัญชีรายชื่อและสัญชาติของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน
(ข) ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นซึ่งใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ ของหุ้นส่วนผู้จัดการ
(ค) สำเนาหรือภาพถ่ายทะเบียนบ้านของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน
(ง) รูปถ่ายครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวก ของหุ้นส่วนผู้จัดการ นาด ๑ นิ้ว ซึ่งถ่ายมาแล้วไม่เกินหกเดือน จำนวน ๒ รูป
(จ) แผนที่แสดงที่ตั้งสถานที่ทำการค้า
(ฉ) สำเนาหรือภาพถ่ายใบทะเบียนพาณิชย์ ใบทะเบียนการค้าหรือใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
๓.๓ กรณีเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด
(ก) หนังสือรับรองของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแสดงการจดทะเบียน พร้อมทั้งวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด(ข) บัญชีรายชื่อและสัญชาติของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน (ค) ภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นซึ่งแทนบัตรประจำตัวประชาชนได้ ของหุ้นส่วนผู้จัดการ(ง) สำเนาหรือภาพถ่ายทะเบียนบ้านของหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้จัดการ(จ) รูปถ่ายครึ่งตัว หน้าตรง ไม่สวมหมวก ของหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้จัดการ ขนาด ๕ x ๖ เซนติเมตร ซึ่งถ่ายมาแล้วไม่เกินหกเดือน จำนวน ๒ รูป (ฉ) แผนที่แสดงที่ตั้งสถานที่ทำการค้า(ช) สำเนาหรือภาพถ่ายใบทะเบียนพาณิชย์ ใบทะเบียนการค้าหรือใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
๓.๔ กรณีเป็นบริษัทจำกัด
(ก) หนังสือรับรองของนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท
ชื่อวัตถุ ลูกปัดแก้วอำพันทอง
ทะเบียน ๒๗/๑๓/๒๕๕๘
อายุสมัย แรกเริ่มประวัติศาสตร์
วัสดุ(ชนิด) แก้ว
แหล่งที่พบ เป็นของกลางตามคดีอาญาเลขที่ ๑๒๒/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๗ ของสถานีตำรวจภูธรคลองท่อม อ.คลองท่อม จ.คลองท่อม สำนักศิลปากรที่ ๑๕ ภูเก็ต มอบให้ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๘
สถานที่เก็บรักษา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง
“ลูกปัดแก้วอำพันทอง”
ลูกปัดแก้วอำพันทองมีลักษณะเป็นลูกปัดทรงกลมเรียงต่อกัน ด้านนอกเป็นแก้วใส่ด้านในเป็นสีทอง ลูกปัดลักษณะนี้เรียกว่า “ลูกปัดแก้วอำพันทอง” (false gold-glass beads)
ลูกปัดแก้วอำพันทองมีที่มาจากความนิยมลูกปัดแก้วทองคำ (gold-glass bead)ซึ่งเป็นลูกปัดติดกันหลายลูกทำโดยการใช้แก้วใส ๒ ชั้นประสานกัน แก้วชั้นในมีการหุ้มแผ่นทอง (gold foil)แล้วจึงเคลือบด้วยแก้วชั้นนอก ต่อมาความนิยมในลูกปัดแก้วทองคำมีมากขึ้น ส่งผลให้มีการผลิตลูกปัดลอกเลียนแบบโดยไม่ใช้แผ่นทองหุ้มลงไป แต่ทำให้ลูกปัดมีลักษณะคล้ายสีทองหรือสีอำพันเรียกว่า “ลูกปัดแก้วอำพันทอง” ซึ่งเป็นลูกปัดที่เนื้อแก้วมีความเปราะบางและอาจแตกเป็นชั้นๆ ได้ง่าย แหล่งผลิตของลูกปัดรูปแบบนี้อยู่ที่เมืองชีราฟ (Shiraf)ประเทศอิหร่าน เบเรนิเก (Berenike)ประเทศอียิปต์ ซึ่งในประเทศอินเดียได้มีการนำเข้าลูกปัดแก้วอำพันทองในราวพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๘
ในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้พบลูกปัดแก้วอำพันทองที่แหล่งโบราณคดีซูไงมัส (Sugai Mas)ประเทศมาเลเซีย แหล่งโบราณคดีทุ่งตึก (เหมืองทอง) จังหวัดพังงา แหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ จังหวัดสุราษฎ์ธานี และแหล่งโบราณคดีเพิงผาทวดตาทวดยาย จังหวัดสงขลา
สำหรับลูกปัดแก้วอำพันทองชิ้นนี้พบที่แหล่งโบราณคดีคลองท่อม (ควนลูกปัด) ซึ่งเป็นเมือง- ท่าโบราณในสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ของภาคใต้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๖ – ๙ ลูกปัดแก้วอำพันทองจึงถือเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการค้ากับต่างแดน ซึ่งลูกปัดแก้วอำพันทองคงเป็นส่วนหนึ่งของสินค้าในสมัยนั้น
เอกสารอ้างอิง
- ผุสดี รอดเจริญ, “การวิเคราะห์ลูกปัดแก้วจากเมืองโบราณสมัยทวารวดี ในภาคกลางของประเทศไทย.” (วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๕๖.
- พรทิพย์ พันธุโกวิท และคณะ. โครงการเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์และแรกเริ่มประวัติศาสตร์ในเขตพื้นที่จังหวัดสงขลาและสตูล. กรุงเทพฯ : บริษัท บางกอกอินเฮ้า จำกัด, ๒๕๕๗.
โครงการเสริมสร้างวินัย คุณธรรม จริยธรรมและจรรยา สำหรับข้าราชการกรมศิลปากร
กิจกรรมพิเศษ
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมศิลปากร ครบรอบ ๑๐๒ ปี
เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
"พระบิดาแห่งการอนุรักษ์มรดกไทย"
ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ ถึงวันเสาร์ที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๖
พบกับกิจกรรม อ่านเป็น เล่นสนุก เขียน & คิดพิชิตรางวัล ชมนิทรรศการและการแสดง
เพชรบุรี นับเป็นหัวเมืองสำคัญแห่งหนึ่งในภาคตะวันตก ปรากฏร่องรอยของอารยธรรมมาตั้งแต่สมัยทวารวดี และปรากฏร่องรอยทางศิลปกรรม สถาปัตยกรรมของโบราณวัตถุสถานในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก ชื่อของเมืองเพชรบุรีปรากฏอยู่ในหลักฐานต่าง ๆ เช่น ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช รวมไปถึงเอกสารของต่างประเทศ ก็ปรากฏชื่อซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นชื่อของเมืองเพชรบุรี นอกจากนี้ยังมีตำนานว่าด้วยการสร้างเมืองหลายเรื่อง เช่น ตำนานมหาเภตรา ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช หรือประวัติศาสตร์ของเมืองเพชรบุรี ซึ่งอยู่ในจดหมายเหตุลาลูแบร์ ครั้งสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้น ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพชรบุรีเป็นหัวเมืองชั้นในที่สำคัญ ด้วยเป็นเส้นทางเดินทัพของพม่า โดยเฉพาะในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นอกจากความสำคัญในทางประวัติศาสตร์แล้ว ในทางพุทธศาสนา อาจกล่าวได้ว่าเพชรบุรีเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัดวาอารามสำคัญจำนวนมาก ตลอดจนศาสนสถานสำคัญ เช่น ถ้ำเขาหลวง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ได้เคยเสด็จพระราชดำเนินเมืองเพชรบุรีมาตั้งแต่ครั้งยังทรงผนวชอยู่ในสมณเพศ ปรากฏในเทศนาพระราชประวัติ ครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ว่า ได้เสด็จมายังถ้ำเขาหลวง และถ้ำเขาย้อย เป็นอาทิ ครั้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้วในพุทธศักราช ๒๓๙๔ ก็ยังคงเสด็จพระราชดำเนินเมืองเพชรบุรีเรื่อยมา โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะถ้ำเขาหลวง ตลอดจนศาสนสถานอื่น ๆ ในเมืองเพชรบุรี สิ่งซึ่งเป็นประจักษ์พยานในพระราชศรัทธาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ การที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูป อุทิศถวายอดีตบูรพกษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ และโปรดเกล้าฯ ให้มีพระพุทธรูปอุทิศถวายเจ้านายในพระบรมราชวงศ์จักรีวงศ์ทั้งพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ รวมไปถึงเจ้าจอมมารดาบางท่าน ยังปรากฏพระนาม และนามจารึกไว้ที่ฐานพระพุทธรูปเหล่านั้นในปัจจุบัน ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระราชศรัทธา เสด็จฯ มาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวายแก่พระราชวงศ์อยู่หลายคราว นอกจากถ้ำเขาหลวงแล้ว อนุสรณ์แห่งพระราชศรัทธาในเมืองเพชรบุรียังปรากฏในสถานที่ต่าง ๆ เช่น วัดมหาสมณาราม ซึ่งเดิมเป็นวัดเล็ก ๆ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม และยกขึ้นเป็นพระอารามหลวง นับเป็นพระอารามฝ่ายธรรมยุติกนิกายแห่งแรกในเมืองนี้ ทรงสถาปนาพระเจดีย์ทรงลังกาองค์ใหญ่บนยอดเขามหาสวรรค์ พระราชทานนามว่า พระธาตุจอมเพชร รวมถึงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระปรางค์วัดมหาธาตุ ซึ่งได้พังลงมาในปีพุทธศักราช ๒๔๐๖ และโปรดเกล้าฯ ให้จัดเศวตฉัตร ๙ ชั้น กางกั้นเหนือพระพุทธคันธารราษฎร์ พระพุทธรูปสำคัญแห่งวัดใหญ่สุวรรณาราม ด้วยทรงมีพระราชศรัทธานับถือในพระพุทธรูปองค์นี้มาก แม้ล่วงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปแล้ว พระมหากษัตริย์รัชกาลต่อ ๆ มา ยังคงดำเนินตามอย่างครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้น อย่างคราวพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงอุตสาหะ เสด็จพระราชดำเนินมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชาถึงสองคราว คือในปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ ณ วัดมหาธาตุวรวิหาร และในปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ ณ พระธาตุจอมเพชร ภาพ : พระธาตุจอมเพชร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สถาปนาขึ้นบนเขามหาสวรรค์ และพระราชนามไว้ ให้เป็นเสมือนจอมเจดีย์สำคัญ แห่งเมืองเพชรบุรีข้อมูล/ภาพ : นายวสันต์ ญาติพัฒ ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี
เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๙ สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลสนามชัย จัดกิจกรรมรณรงค์ดูแลรักษามรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี ๒๕๕๙ ณ โบราณสถานวัดสนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยว่าที่ร้อยตรีสุพีร์พัฒน์ จองพานิช ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดและเข้าร่วมกิจกรรมพร้อมกับนายวิเศษ เพชรประดับ ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายปิยพัฒน์ เจริญสุข นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสนามชัย คณะผู้บริหารหน่วยงานราชการ สมาชิกอาสาสมัครฯ (อส.มศ.) และประชาชนทั่วไป
วันที่ ๒ เมษายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กำหนดให้เป็นวันอนุรักษ์มรดกไทยตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘ เพื่อเทิดพระเกียรติและแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงประกอบพระกรณียกิจทางด้านการอนุรักษ์และสืบสานมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ทั้งนี้ ส่งเสริมให้หน่วยงานด้านวัฒนธรรมจัดกิจกรรมเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทยโดยมีวัตถุประสงค์ คือ
๑. เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่ามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ ๒. เพื่อรณรงค์ให้มีการสงวนรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างถูกวิธี ๓. เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนและภาคเอกชนได้มีความรู้สึกร่วมในความเป็นเจ้าของโบราณสถาน โบราณวัตถุและร่วมรับผิดชอบดูแลทะนุบำรุงรักษาได้เป็นมรดกไทยประจำถิ่น ๔. เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ๕. เพื่อลดอัตราการสูญเสีย และการถูกทำลายของโบราณสถานโบราณวัตถุให้น้อยลง ๖. เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติ ซึ่งมีผลให้วัฒนธรรมไทยเบี่ยงเบนเปลี่ยนทิศทางไป
ที่มา :
http://www.lib.ru.ac.th/journal/apr/apr02-ThaiHeritage.htmlhttp://www.finearts.go.th/…/๒-เมษายน-วันอนุรักษ์มรดกไทย.html
ในการนี้ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า คณะเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี
***บรรณานุกรม***
กรมศิลปากร
ประชุมพงศาวดารภาคที่ 23 ตำนานการเกณฑ์ทหารกับตำนานกรมทหารราบที่ 4 พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชเพลิงพระศพ หม่อมเจ้าหญิงวิไลกัญญา ภาณุพันธุ์ ณเมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 7 กรกฎาคม พุทธศักราช 2509
พระนคร
โรงพิมพ์พระจันทร์ 2509
หนังสือประเพณีทำศพ และ ประเพณีบวชนาค เคยพิมพ์รวมอยู่ในประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของกรมศิลปากร
หมวดหมู่ พุทธศาสนาภาษา บาลี/ไทยอีสานหัวเรื่อง ทาน (พุทธศาสนา) อานิสงส์ประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 16 หน้า : กว้าง 5ซม. ยาว 55 ซม. บทคัดย่อ
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับชาดทึบ ได้รับบริจาคมาจากพระอธิการเด่น ปญฺญาทีโป วัดคิรีรัตนาราม ต.ดอนคา อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ดำเนินการอนุรักษ์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2534
๑. ชื่อโครงการ แผนปฏิบัติงานตามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการดำเนินงานแลกเปลี่ยนวิทยากร ทางโบราณคดี โบราณสถาน วัฒนธรรม และพิพิธภัณฑสถานฯ ระหว่าง กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย และ กรมมรดก กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
๒. วัตถุประสงค์ เพื่อสำรวจ ทำสำเนาจารึกเอกสารโบราณในเขตวัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว
๓. กำหนดเวลา ระหว่างวันที่ ๘ – ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐
๔. สถานที่ ๑. พิพิธภัณฑ์วัดพู แขวงจำปาสัก สปป. ลาว
๒. คลังพิพิธภัณฑ์วัดพู แขวงจำปาสัก สปป.ลาว
๓. โบราณสถานในแขวงจำปาสัก สปป.ลาว
๕. หน่วยงานผู้จัด กรมศิลปากร
๖. หน่วยงานสนับสนุน กลุ่มงานวิเทศสัมพันธ์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ( งบประมาณ )
๗. กิจกรรม
วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๐
เวลา ๐๘.๓๐ น. ผู้แทนศึกษาจารึกเดินทางถึง สปป.ลาว
เวลา ๑๔.๐๐ น. เยี่ยมคารวะท้าวอุดมสี แก้วสักสิด ผู้อำนวยการมรดกโลกวัดพูจำปาสัก ท้าวสุบัน หัวหน้าขะแหนงพิพิธภัณฑ์วัดพู ท้าวบุนทำ ปาคำ รองขะแหนง พิพิธภัณฑ์วัดพู เพื่อรับทราบข้อมูลและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงาน โดยพิพิธภัณฑ์วัดพูจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกในการสำรวจ และ จัดทำสำเนาจารึกในแขวงจำปาสัก ระหว่างวันที่ ๙ – ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐
วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๐
เวลา ๐๘.๓๐ น. คณะผู้แทนศึกษาจารึก เดินเท้าเข้าไปสำรวจ และทำสำเนาจารึกบนภูเขา รอบวัดพู จำนวน ๓ แหล่ง ดังนี้
๑. จารึกอูบมุง เป็นจารึกแผ่นหินทราย ฝังอยู่บริเวณหน้าปราสาทอูปมุง บนภูเขาวัดพู ขนาดกว้าง ๑๑๒ เซนติเมตร สูง ๑๘๙ เซนติเมตร
จารึกจำนวน ๑ ด้าน อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต จำนวน ๗ บรรทัด คณะทำงานจัดทำสำเนาจารึก จำนวน ๓ สำเนา
๒. จารึกถ้ำเลก ๑, ๒ เป็นจารึกบนเพดานถ้ำ จำนวน ๒ ข้อความ อยู่บนภูเขาวัดพู จารึกถ้ำเลก ๑ และ ๒ เป็นจารึกที่แสดงรายละเอียดของการเตรียมพื้นที่ในการจารึก ด้วยการตีกรอบล้อมรอบข้อมูลจารึกไว้ภายใน จารึกถ้ำเลก ๑ มีขนาด กว้าง ๔๐ เซนติเมตร ยาว ๗๐ เซนติเมตร จารึกข้อความ ๕ บรรทัด ส่วนจารึกถ้ำเลก ๒ มีขนาดกว้าง ๒๐ เซนติเมตร ยาว ๔๒ เซนติเมตร จารึกข้อความ ๒ บรรทัด จารึกทั้งสองรายการ บันทึกข้อความด้วยอักษรขอมโบราณ ภาษาสันสกฤต คณะทำงานได้บันทึกภาพ และบันทึกข้อมูลเท่านั้น เนื่องจากจารึกอักษรชัดเจน และมีเวลาจำกัด จึงมิได้ทำสำเนา
๓. จารึกพูเพ เป็นจารึกบนหินทรายขนาดใหญ่ ใกล้ลำธาร บริเวณภูเขาวัดพู จารึกอักษรอยู่ในกรอบที่มีขนาดกว้าง ๔๔ เซนติเมตร ยาว ๖๔ เซนติเมตร จารึกอักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต จำนวนบรรทัด ทำสำเนาจารึก จำนวน ๒ สำเนา
วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๐ คณะผู้แทนศึกษาจารึกออกเดินทางถึงคลังพิพิธภัณฑ์วัดพู ริมถนน ช่องเม็ก จำปาสัก เวลา ๐๙.๐๐ น.บันทึกข้อมูลและทำสำเนาจารึก ๓ รายการ ดังนี้
๑. จารึกส่าง ๑ เป็นจารึกบนแท่นฐานหินทราย ขนาดความกว้างของฐานแต่ละด้าน ๙๐ เซนติเมตร ฐานสูง ๕๐ เซนติเมตร พบที่บ้านห้วยสระหัว แขวงจำปาสัก อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต จำนวน ๓ บรรทัด จัดทำสำเนาจำนวน ๕ สำเนา
๒. จารึกส่าง ๒ เป็นจารึกบนแท่นฐานหินทราย ขนาดความกว้าง ๑๐๔ เซนติเมตร สูง ๓๕ เซนติเมตร พบที่บ้านห้วยสระหัว แขวงจำปาสัก อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต จำนวน ๓ บรรทัด จัดทำสำเนาจารึก ๕ สำเนา
๓. จารึกส่าง ๓ เป็นจารึกบนแท่นหินทรายขนาดใหญ่ จำนวน ๔ ด้าน ขนาดความกว้างด้านละ ๖๐ เซนติเมตร ความสูง ๓๐๐ เซนติเมตร จารึกอักษรลบเลือน เหลือเพียง ๓ ด้าน จำนวนด้านละ ๕๑ – ๕๒ บรรทัด จัดทำสำเนาจารึกเฉพาะด้านที่ ๑ จำนวน ๒ สำเนา
เวลา ๑๕.๐๐ น. คณะทำงานได้เข้าสำรวจจารึกภายในคลังพิพิธภัณฑ์วัดพู โดยมีเจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วัดพู อำนวยความสะดวก พบจารึกจำนวน ๓ รายการ บางรายการชำรุดมาก ไม่สมควรทำสำเนา จึงวัดขนาดและบันทึกภาพ ได้ทำสำเนาจารึก จำนวน ๒ หลัก คือ
๑. จารึกในคลังพิพิธภัณฑ์วัดพู ๑ เป็นจารึกหินทราย รูปใบเสมา ขนาดฐานกว้าง ๔๒ เซนติเมตร สูง ๖๙ เซนติเมตร หนาบน ๒๐ เซนติเมตร หนาล่าง ๓๑ เซนติเมตร ไม่ทราบแหล่งที่พบ สันนิษฐานว่าพบในบริเวณวัดพู อักษรขอมโบราณ จำนวน ๑๒ – ๑๔ บรรทัด แต่อักษรค่อนข้างลบเลือน ทำสำเนาจารึก จำนวน ๓ สำเนา
๒. จารึกในคลังพิพิธภัณฑ์วัดพู ๒ เป็นจารึกหินทราย ขนาดกว้าง ๕๓ เซนติเมตร สูง ๖๔ เซนติเมตร หนา ๑๐ เซนติเมตร พบที่โบราณสถานโพนสาวเอ้ บ้านทางคบ แขวงจำปาสัก อักษรปัลลวะและอักษรขอมโบราณ จำนวน ๓ ด้าน ด้านที่ ๑ มี ๖ บรรทัด ด้านที่ ๒ มี ๕ บรรทัดและด้านที่ ๓ มี ๒ บรรทัด ทำสำเนาด้านที่ ๑ จำนวน ๓ สำเนา ด้านที่ ๒ จำนวน ๓ สำเนา และด้านที่ ๓ จำนวน ๔ สำเนา
๘. คณะผู้แทนไทย
๑. นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร
๒. นางสาวเอมอร เชาวน์สวน นักภาษาโบราณเชี่ยวชาญ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
๓ นางเสริมกิจ ชัยมงคล ภัณฑารักษ์ชำนาญการพิเศษ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
๔. นายพงศ์พิศิษฏ์ กรมขันธ์ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี
๙. สรุปสาระของกิจกรรม
๑. ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับจารึกโบราณในแขวงจำปาสัก
๒. สำรวจเส้นทาง บันทึกข้อมูลจารึก และบันทึกภาพ สถานที่พบจารึกทั้ง ๘ รายการ
๓. ทำสำเนาจารึกและบันทึกภาพจารึกที่พบใหม่ในแขวงจำปาสัก จำนวน ๘ รายการ รายการละ ๒ – ๕ สำเนา
๔. มอบสำเนาจารึกให้พิพิธภัณฑ์วัดพู สปป.ลาว จำนวน ๖ รายการ / ๖ สำเนา และสำนัก ศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี จำนวน ๒ รายการ / ๒ สำเนา
๑๐. ข้อเสนอแนะการจัดกิจกรรม
๑. เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์วัดพู สปป.ลาว มีความสนใจในการอ่าน แปล จารึกอักษรโบราณ และประสงค์จะเรียนรู้ให้สามารถอ่านแปลจารึกได้ จึงเสนอขอความอนุเคราะห์ให้นักวิชาการฝ่ายไทยช่วยจัดกิจกรรมอ่าน แปล อักษรโบราณในโอกาสต่อไป
๒. ควรจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้จากจารึกที่สำรวจพบในครั้งนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของกรมศิลปากร โดยผนวกรวมความรู้จากจารึกพระเจ้าจิตรเสนที่พบในประเทศไทย เพื่อ เป็นชุดข้อมูลสำเร็จรูปให้แก่เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ของ สปป.ลาว ใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการสำรวจจารึกต่อไป
๓. การจัดกิจกรรมสำรวจและทำสำเนาจารึก ควรกำหนดแผนล่วงหน้า เพื่อจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ และระยะเวลาดำเนินการให้สอดคล้องกับปริมาณงาน เพื่อความปลอดภัย และประโยชน์สูงสุดของการทำงาน
นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ
นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร สรุปรายงานการเดินทางไปราชการ
หมวดหมู่ พุทธศาสนาภาษา บาลี/ไทยหัวเรื่อง พุทธศาสนา—บทสวดมนต์ บทสวดมนต์ พระอภิธรรมประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 22 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 56.5ซม. บทคัดย่อ
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากพระครูวิมลสังวร วัดแค ต.รั้วใหญ่ อ.เมืองฯ จ.สุพรรณบุรี
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในช่วงเวลาดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2532 จังหวัดสุพรรณบุรี โดยนายอารีย์ วงศ์อารยะ (ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี) มีดำริที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย เพื่อเป็นอนุสรณ์เทิดพระเกียรติพระองค์ และเพื่อเป็นสถานที่รวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำนา ประเพณี วิถีชีวิตของชาวนาไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงงานโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับข้าวและการเกษตรในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าชมและได้รับองค์ความรู้ที่เป็นอาชีพหลักของชาวไทย การก่อตั้งโครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย เกิดขึ้นจากความร่วมมือทั้งจังหวัดสุพรรณบุรี โดยจังหวัดสุพรรณบุรีจัดหางบประมาณในการก่อสร้างเป็นหลัก อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยกรมศิลปากรรับผิดชอบในการออกแบบก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย ซึ่งมีแนวทางการออกแบบภายใต้แนวความคิดของบ้านเรือนไทยภาคกลางที่มีใต้ถุนสูง กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ออกแบบอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี สถาปนิกผู้ออกแบบโดย นายอุดม สกุลพาณิชย์ สถาปนิก กองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี (หลังแรก) เป็นอาคาร 2 ชั้น ขนาด 19.20 เมตร x 25.20 เมตร ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ที่ผสมผสานระหว่างเรือนไทยและยุ้งฉางข้าวของชาวนา ซึ่งเป็นลักษณะที่อยู่อาศัยที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นภาคกลาง เป็นแนวความคิดหลักในการออกแบบอาคารพิพิธภัณฑ์ การก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2532 และกระทรวงศึกษาธิการ (ในขณะนั้นกรมศิลปากรสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ) ได้ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย จังหวัดสุพรรณบุรี ในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 117 ตอนที่ 112 วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2533 ประกาศ ณ วันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2533 วันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2532 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี ณ บริเวณ ศาลากลาง (หลังเก่า) ถนนประชาธิปไตย ตำบลท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่รวบรวมเครื่องมือเครื่องใช้ที่พระองค์ทรงใช้เมื่อครั้งทรงทำนาประวัติศาสตร์ที่บึงไผ่แขก ตลอดจนนิทรรศการข้อมูลความรู้ด้านการทำนา ประเพณี วิถีชีวิตของชาวนาไทย วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2537 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี อย่างเป็นทางการ จากนั้นเป็นต้นมา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี ได้เปิดบริการให้ประชาชนเข้าชม โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการเข้าชมจวบจนปัจจุบัน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย สุพรรณบุรี เปิดให้บริการเป็นเวลากว่า 30 ปีมาแล้ว ข้อมูลประกอบการเรียบเรียง : นายปณิธาน เจริญใจ สถาปนิกชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เครดิตภาพถ่าย : หอจดหมายเหตุแห่งชาติจังหวัดสุพรรณบุรี, นางสาวภัทรา เชาว์ปรัชญากุล ภัณฑารักษ์ชำนาญการ (บันทึกภาพวันที่ 1 เมษายน 2563)ที่มาของข้อมูล: Facebook Page : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย Thaifarmersnationalmuseum เผยแพร่วันที่ 20 เม.ย. 2563
ถ้ำวัวแดง ตั้งอยู่ที่ บ้านหนองแสง หมู่ ๗ ตำบลโพนงาม อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก – ยอดมน บริเวณที่พบภาพเขียนสีเป็นเพิงหินที่เกิดจากการกัดเซาะตามธรรมชาติ ลักษณะเป็นก้อนหิน ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนลานหินกลางป่า ห่างจากจุดผ่อนปรนช่องตาอูไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ ๒.๕ กิโลเมตร เพิงหินมีขนาดกว้าง ๓.๓ เมตร ยาว ๖.๗ เมตร สูง ๑.๙๖ เมตร ภาพเขียนสีถ้ำวัวแดง พบครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในสมัยนั้น ชาวบ้านเห็นว่า ภาพที่พบมีลักษณะคล้ายวัว จึงเรียกที่แห่งนี้ว่า “ถ้ำวัวแดง” ภาพเขียนสีอยู่บริเวณผนังทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเพิงหิน มีขนาดกว้าง ๘๐ เซนติเมตร ยาว ๑๑๐ เซนติเมตร ตัวภาพเขียนด้วยสีแดง มีภาพสัตว์ลักษณะคล้ายวัว เป็นศูนย์กลางของภาพ หากสังเกตจะพบรอยสีจางๆบนภาพวัว ลักษณะคล้ายภาพคนกำลัง ขี่วัว ทางด้านขวาของภาพวัวเป็นภาพสามเหลี่ยมระบายสีทึบ ล้อมรอบด้วยภาพลายเส้น ทั้งเส้นตรง เส้นซิกแซก และเส้นก้างปลา (รูปสามเหลี่ยมไม่มีฐานเรียงซ้อนกัน) เมื่อดูโดยรวมคล้ายภาพวัวอยู่กลาง พื้นที่โล่ง ใกล้กับเพิงหิน (ภาพสามเหลี่ยมระบายสีทึบ) มีแนวทางเดิน (เส้นตรงสั้นๆ) และแนวภูเขาอยู่ทางฝั่งขวา (รูปสามเหลี่ยมไม่มีฐานเรียงซ้อนกัน) ล้อมรอบไปด้วยป่า (เส้นซิกแซก) ซึ่งภาพที่ปรากฏคล้ายกับสภาพ ภูมิประเทศในจุดที่พบภาพเขียนสีดังกล่าว ภาพเขียนสีที่พบนอกจากจะบ่งบอกว่าพื้นที่ป่าบุณฑริกในอดีตมีวัวอาศัยอยู่ ยังสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์ในอดีตที่ไม่มีเทคโนโลยีทันสมัยแบบยุคปัจจุบัน ก็มีความรู้ความสามารถในการสำรวจ และสามารถถ่ายทอดสภาพพื้นที่โดยรอบออกมาเป็นภาพเขียนสีได้ ---------------------------------------------------เรียบเรียงข้อมูล : นางสาวศุภภัสสร หิรัญเตียรณกุล นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี อ้างอิง ศิลปากร, กรม. โดย สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี. รายงานการสำรวจเบื้องต้นโครงการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งโบราณคดีผาแต้มและแหล่งภาพเขียนสีพื้นที่อีสานตะวันออก (กิจกรรมดำเนินงานปีที่ ๑ ในจังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. ๒๕๖๒). ม.ป.ท. : ม.ป.ป.,๒๕๖๒. (อัดสำเนา)