ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 52,349 รายการ
วันที่ 24 กันยายน เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (กรมหลวงสงขลานครินทร์) พระผู้ได้รับการถวายพระสมัญญาภิไธยจากแพทย์และประชาชนทั่วไปว่า "พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย" ด้วยพระราชกรณียกิจที่ได้ทรงบำเพ็ญแก่วงการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทยมาตลอดระยะเวลา 12 ปีนั้น ได้เสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่โรงเรียนแพทย์ อีกทั้งได้ทรงพัฒนาการเรียนการสอน ตลอดจนการผลิตแพทย์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการวางรากฐานแก่การแพทย์ และการสาธารณสุขให้เจริญพัฒนาก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศในกาลต่อมา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จึงได้ขนานนามวันสำคัญนี้ว่า "วันมหิดล" เพื่อเป็นการถวายสักการะ และน้อมรำลึกต่อพระองค์ท่าน จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระนามเดิม สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช (1 มกราคม พ.ศ. 2435 – 24 กันยายน พ.ศ. 2472) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพแด่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นพระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระราชอัยกาในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์มีพระเชษฐาและพระเชษฐภคินีที่ประสูติร่วมพระราชมารดา 7 พระองค์ พระองค์มีคุณูปการแก่กิจการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของประเทศไทยประชาชนโดยทั่วไปคุ้นเคยกับพระนามว่า "กรมหลวงสงขลานครินทร์" หรือ "พระราชบิดา" และบางครั้งก็ปรากฏพระนามว่า "เจ้าฟ้าทหารเรือ" และ "พระประทีปแห่งการอนุรักษ์สัตว์น้ำของไทย" ส่วนชาวต่างประเทศเรียกพระนามว่า "เจ้าฟ้ามหิดล" หลังพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระองค์ทรงพระประชวรต้องประทับในพระตำหนักวังสระปทุม และสวรรคตเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 เวลา 16.45 น. ด้วยพระโรคฝีบิดในพระยกนะ (ตับ) โดยมีโรคแทรกซ้อนคือพระปัปผาสะบวมน้ำและพระหทัยวาย พระชนมายุได้ 37 พรรษา 8 เดือน 23 วัน ในปี พ.ศ. 2493 หรือ 21 ปี หลังจากที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทิวงคต คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บรรดาศิษย์เก่าศิริราช ผู้ที่ได้รับทุนของพระองค์ไปศึกษา ณ ต่างประเทศ ผู้ที่เคยได้รับพระมหากรุณาในประการอื่นๆ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้ร่วมใจกันสร้างพระราชอนุสาวรีย์ขึ้น โดยประดิษฐานไว้ ณ ใจกลางโรงพยาบาลศิริราช เพื่อน้อมเกล้าถวายความกตัญญูกตเวที ด้วย สำนึกในพระเมตตาคุณของพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย ที่ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจแก่วงการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศไทย ได้มอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการสร้าง โดยมีศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี เป็นผู้ควบคุมงาน ซึ่งพระราชานุสาวรีย์นี้ได้รับการตกแต่งเพิ่มเติมครั้งแรกเมื่อปี 2517 และอีกครั้งในปี พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่โดยสร้างรากฐานและบริเวณโดยรอบทั้งหมดเพื่อให้ถาวร สง่างามและสมพระเกียรติยิ่งขึ้น ดังที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ ครั้นพระราชอนุสาวรีย์สร้างเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินในพิธีเปิดพระราชนุสาวรีย์เมื่อวันที 24 เมษายน พ.ศ. 2493 หลีงจากนั้น 1 ปี วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2494 สโมสรนักศึกษาแพทย์ศิริราชและนักศึกษาพยาบาล โดยการนำของนายบุญเริ่ม สิงหเนตร นายกสโมสรนัก ศึกษาแพทย์และนางสาวชายัญ ปรักกะมะกุล หัวหน้านักศึกษาพยาบาล ได้นำนักศึกษาแพทย์และนักศึกษาพยาบาลตั้งแถวตามถนนจักรพงษ์หน้าพระบรมรูปสมเด็จพระราชบิดา จากนั้นหัวหน้านักศึกษาวางพวงมาลา แล้วผู้แทนนักศึกษาอ่านฉันท์ “ทูลกระหม่อมสดุดีอศิรวาท” ซึ่งประพันธ์โดย นายภูเก็ต วาจานนท์ หลังจากนั้น ศ.นพ.สุด แสงวิเชียร และ ศ.นพ.เติม บุนนาค วางพวงมาลาของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้ขนานนามวันสำคัญนี้ว่า "วันมหิดล" เพื่อเป็นการถวายสักการะ และน้อมรำลึกต่อพระองค์ท่าน และนับตั้งแต่ปี 2494 เป็นต้นมา ทุกวันที่ 24 กันยายน จะมีกิจกรรมที่สำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จพระราชดำเนินทรงวางพวงมาลา ณ พระราชานุสาวรีย์ สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ภายในโรงพยาบาลศิริราช มีพิธีวางพวงมาลาถวายบังคมพระรูป พร้อมทั้งอ่านคำสดุดีพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เป็นประจำทุกปี --------------------------------------------ผู้เรียบเรียง : นายประพนธ์ รอบรู้ นักวิชาการโสตทัศนศึกษาชำนาญการ หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี-------------------------------------------- อ้างอิงเว็บไซต์ kapook https://hilight.kapook.com/view/15723 เว็บไซต์ Hfocus https://www.hfocus.org/content/2014/12/8843 เว็บไซต์ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี https://th.wikipedia.org/.../%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80...
ผู้แต่ง : -
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ 1
สถานที่พิมพ์ : พระนคร
สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร
ปีที่พิมพ์ : 2510
หมายเหตุ : คณะศิษยานุศิษย์พิมพ์แจกในงานหล่อพระพุทธรูปปางนาคปรกและรูปพระเทพสังวรวิมล ณ วัดเจริญสุขารามวรวิหาร อำเภอบางคณฑี จังหวัดสมุทรสงคราม วันที่ 26-28 พฤษภาคม พุทธศักราช 2510
เนื้อหากล่าวถึงพระมหาบุรุษลักษณะ กับ ปฐมสมโพธิกถาเฉพาะตอนที่กล่าวถึงมงคล 108 และอนุพยัญชนะ 80 ไว้เสียด้วยเพื่อให้สมบูรณ์และสะดวกในการศึกษา
บทความ ประเพณีวันสารทเดือนสิบของจังหวัดนครศรีธรรมราช
สำหรับช่วงเทศกาล ทำบุญวันสารทเดือนสิบในปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ ครั้งแรกในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนสิบ หรือที่เรียกว่า วันรับเปรต ตรงกับวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๖๓ ส่วนครั้งที่สอง วันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ เรียกว่า วันส่งเปรต ตรงกับวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๓ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลา จึงขอเสนอ บทความ ประเพณีวันสารทเดือนสิบของจังหวัดนครศรีธรรมราช
ประเพณีวันสารทเดือนสิบของจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้รับอิทธิพลด้านความเชื่อมาจากทางศาสนาพราหมณ์ ผสมผสานกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาซึ่งเข้ามาในภายหลัง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศล ให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพชนและญาติที่ล่วงลับ ที่ได้รับการปล่อยตัวมาจากนรกที่ตนต้อง จองจำอยู่ เนื่องจากผลกรรมที่ตนได้เคยทำไว้ตอนที่ยังมีชีวิต ประเพณีสารทเดือนสิบ จะมีขึ้นในวันแรม ๑ ค่ำ ถึงแรม ๑๕ ค่ำเดือนสิบของทุกปี ซึ่งส่วนใหญ่จะตรงกับเดือนกันยายน แต่ส่วนใหญ่จะนิยมทำบุญในช่วงวันแรม ๑๓ – ๑๕ ค่ำ มากกว่า เชื่อกันว่าวิญญาณของบรรพบุรุษจะได้รับการปล่อยตัวจากนรกในทุกวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๐ มายังโลกมนุษย์ เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้องที่ได้เตรียมการอุทิศไว้ให้ หลังจากนั้นก็จะกลับไปยังนรกในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ เป็นประเพณีที่มุ่งทดแทนพระคุณของบรรพบุรุษ แม้ว่าจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวไทยทุกคนควรต้องยึดถือปฏิบัติ รวมทั้งปลูกฝังให้อนุชนรุ่นหลัง ได้ปฏิบัติสืบทอดต่อ ๆ ไป เพราะอย่างน้อยหากคนเราระลึกถึงเรื่องเปรต ก็จะสำนึกถึงบาปบุญคุณโทษ รวมทั้งการแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวที ที่เป็นหัวใจสำคัญ ในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข จะสังเกตตพบว่าลูกหลานที่ไปทำงานต่างจังหวัดจะเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อมาร่วมทำบุญวันสารทเดือนสิบอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษของตนเองอย่างพร้อมเพรียงกัน
รายละเอียดอ่านได้ในบทความนี้
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺมเทสนา(เทศนาสังคิณี-มหาปัฏฐาน)สพ.บ. 108/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 18 หน้า กว้าง 5 ซ.ม. ยาว 54.8 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา บทสวดมนต์บทคัดย่อ/บันทึกเป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจาก วัดประสพสุข ต.ทับตีเหล็ก อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง เทศนา (ธัมมสังคิณี-มหาปัฎฐาน)สพ.บ. 179/5ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 46 หน้า กว้าง 4.4 ซ.ม. ยาว 55.3 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา ธรรมเทศนาบทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ภาษาบาลี-ไทย ฉบับลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดพยัคฆาราม ต.ศรีประจันต์ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
เลขทะเบียน : นพ.บ.91/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 42 หน้า ; 5 x 56 ซ.ม. : ทองทึบ ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 54 (122-128) ผูก 2 (2564)หัวเรื่อง : สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (พระอภิธัมมสังคิรี-พระสมันตมหาปัฎฐาน) --เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ขอมภาษา : บาลี-ไทยบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง ปฐมสมฺโพธิ (ปฐมสมโพธิ)สพ.บ. 159/27ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 46 หน้า กว้าง 5.5 ซ.ม. ยาว 56 ซ.ม. หัวเรื่อง พุทธศาสนา พระพุทธเจ้า
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม เส้นจาร ฉบับล่องชาด ได้รับบริจาคมาจากวัดสัปรสเทศ ต.วังยาง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
บทพระอัยการลักษณะตัดฟ้อง ชบ.ส.๘๒
เจ้าอาวาสวัดเทพประสาท ต.สัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี
มอบให้หอสมุด ๒๓ ก.ค. ๒๕๓๕
เอกสารโบราณ (สมุดไทย)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
เลขที่ ชบ.บ.29/1-3
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
ต้ร่มพระบารมี ๒๓๘ ปี กรุงรัตนโกสินทร์
เนื่องในโอกาสสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ครบ ๒๓๘ ปี หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารฯ พะเยา ขอร่วมฉลองวาระพิเศษนี้ ด้วยการนำเสนอตัวอย่างเอกสารจดหมายเหตุที่แสดงความจงรักภักดีต่อบุรพกษัตริย์และอาณาประชาราษฎร์สุขสโมสร
" รำลึกในพระมหากรุณา ปวงประชาได้ประโยชน์ "
ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนพะเยา ร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณมาอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมหนึ่งที่จัดขึ้นทุกปีคือ พิธีถวายบังคมพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เนื่องในวันปิยมหาราช ดังในพุทธศักราช ๒๕๒๐ ซึ่งเป็นปีแรกที่อำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย ได้รับการยกสถานะขึ้นเป็นจังหวัดพะเยา ความพิเศษจึงมีการจัดงานฉลองรับขวัญการจัดตั้งจังหวัด แล้วปล่อยพันธุ์ปลานับแสนตัวลงสู่กว๊านเพื่อเทิดพระเกียรติ ยังผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนได้ใช้บริโภคสืบไป
ผู้เขียน : ธานินทร์ ทิพยางค์ (นักจดหมายเหตุ)
เอกสารอ้างอิง :
หจช.พย. (2) กษ 1.1.1.1 / 8 เอกสารสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การปล่อยปลาลงสู่กว๊านพะเยา (27 มี.ค. 2515 - 13 ต.ค. 2521)
องค์ความรู้เรื่อง "กันป่วย คู่มือรักษาสุขภาพในรัชกาลที่ ๖"เรียงเรียงโดย นายไอยคุปต์ ธนบัตร นักอักษรศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มประวัติศาสตร์ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
พระธาตุแช่แห้ง หลักฐานความสัมพันธ์กับสุโขทัย แต่ทำไมรูปแบบศิลปะเป็นแบบล้านนา?
.
พระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่ที่เวียงภูเพียงแช่แห้ง อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน ห่างจากตัวเมืองน่านปัจจุบันไปทางทิศตะวันออกราว ๓ กิโลเมตร
.
หลักฐานเอกสารพื้นเมืองน่าน ฉบับวัดพระเกิดกล่าวว่า พระธาตุแช่แห้งสร้างขึ้นราว พ.ศ. ๑๘๙๖ เพื่อบรรจุพระธาตุจำนวน ๗ องค์ และพระพิมพ์เงิน พระพิมพ์ทอง อย่างละ ๒๐ องค์ ซึ่งพระยาการเมือง เจ้าผู้ครองเมืองพลัว/ปัว (เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางมาก่อนเมืองน่านปัจจุบัน) ได้รับจากพระยาลิไท กษัตริย์สุโขทัย จากการไปช่วยสร้างวัดหลวงอภัย
.
โดยรูปแบบของพระธาตุแช่แห้งเมื่อแรกสร้างนั้นไม่ชัดเจน ทราบเพียงว่าสูงจากพื้นดินราว ๑ วา
.
แต่ด้วยช่วงเวลาดังกล่าวเมืองน่านมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสุโขทัย อีกทั้งงานศิลปกรรมอื่นๆ ทั้งประติมากรรมและสถาปัตยกรรมที่มีอายุใกล้เคียง/หลังพระธาตุแช่แห้งลงมาเล็กน้อย ล้วนสะท้อนอิทธิพลศิลปะสุโขทัยทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีการสันนิษฐานว่ารูปแบบของพระธาตุแช่แห้งเมื่อแรกสร้างอาจได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะสุโขทัยเช่นกัน โดยอาจมีรูปแบบเป็นเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์(?) หรืออาจมีรูปแบบคล้ายเจดีย์ช้างล้อม(?)ได้หรือไม่
.
ภายหลังเมืองน่านถูกผนวกเข้ากับล้านนาราว พ.ศ. ๑๙๙๓ - ๒๑๐๑ ก่อนจะอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และขึ้นกับรัตนโกสินทร์ตามลำดับ
.
ซึ่งระยะตั้งแต่เมืองน่านถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของล้านนาเป็นต้นมานี้เองก็ได้พบว่ามีการซ่อมสร้างองค์พระธาตุครั้งใหญ่ ตลอดจนปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมรูปแบบองค์เจดีย์หลายครั้งจนถึงปัจจุบัน
.
ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าพระธาตุแช่แห้งสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่น่านกับสุโขทัยมีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น รวมถึงระยะแรกอาจมีรูปแบบเช่นเดียวกับเจดีย์ในศิลปะสุโขทัยก็เป็นได้
.
แต่ด้วยความที่พระธาตุแห่งนี้เป็นพระธาตุสำคัญจึงมีการปฏิสังขรณ์เรื่อยมา โดยที่การสร้างครอบทับหลายครั้งเกิดขึ้นในช่วงที่น่านอยู่ภายใต้การปกครองของล้านนา จึงทำให้รูปแบบของเจดีย์ในปัจจุบันเป็นเจดีย์แบบล้านนานั่นเอง