ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,152 รายการ

ชื่อเรื่อง                     สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ.                       85/7หมวดหมู่                   พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ               46 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 57 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก                    เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา 






            กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน "การศึกษาและอนุรักษ์เรือโบราณพนมสุรินทร์ สู่การเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของกรมศิลปากร" วิทยากร นางสาวโสภิต ปัญญาขัน ผู้อำนวยการกลุ่มวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และนางสาวปรียานุช จุมพรม หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑ ราชบุรี ผู้ดำเนินรายการ นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๓ กรกฎาคมพุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ - ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร             รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร กำหนดถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๑.๐๐ น. ตลอดปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๖๗ - กันยายน ๒๕๖๘  


เลขทะเบียน : นพ.บ.691/8ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 4 x 54 ซ.ม. : ลานดิบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 217 (202-207) ผูก 8 (2568)หัวเรื่อง : สีวิไชปัญหา --เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม





        กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน "การพัฒนาศักยภาพแหล่งโบราณสถานในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย" วิทยากร นางสาวนาตยา ภูศรี ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ผู้ดำเนินรายการ นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ เวลา ๑๑.๐๐ - ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร        รายการ “ไขความรู้จากครูกรมศิลป์” มีรูปแบบเนื้อหาของรายการเกี่ยวกับประวัติความเป็นไทย เกร็ดประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญ ประเพณี วัฒนธรรม วีถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ผ่านการบอกเล่า ถ่ายทอดความรู้ แนวความคิด เนื้อหาวิชาการ จากประสบการณ์ของผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกรมศิลปากร กำหนดถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ทุกวันพฤหัสบดี เวลา ๑๑.๐๐ น. ตลอดปีงบประมาณ ๒๕๖๙ ระหว่างเดือนตุลาคม ๒๕๖๘ - กันยายน ๒๕๖๙


          เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 กรมศิลปากรได้จัดพิมพ์สมุดภาพมรดกศิลปวัฒนธรรม (สมุดบันทึก) เรื่อง “สืบศิลป์ สร้างสรรค์จรรโลงไทย” เพื่อเผยแพร่ข้อมูลความรู้ ผลงานของที่ระลึกจากต้นทุนทางวัฒนธรรม ภายใต้ภารกิจของกรมศิลปากร เป็นการนำภูมิปัญญาของบรรพชนมาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยยังคงคุณค่าความเป็นของแท้และดั้งเดิม แต่เพิ่มเติมการพัฒนาและต่อยอดให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น โดยมีภาพประกอบเป็นภาพเครื่องประดับ เครื่องใช้ และของที่ระลึกที่มีความสวยงามร่วมสมัย จัดพิมพ์สี่สี ปกแข็ง ด้านในประกอบด้วยกระดาษถนอมสายตาใช้บันทึกข้อความได้ พร้อมตารางนัดหมายตลอดทั้งปี จำหน่ายในราคา 270 บาท           ผู้ที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) ในวันและเวลาราชการ หรือสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th  สอบถามเพิ่มเติม Facebook ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร https://www.facebook.com/profile.php?id=100064378046167  รีบสั่งซื้อด่วนๆ มีจำนวนจำกัด


         พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง จังหวัดภูเก็ต พิพิธภัณฑ์ที่ทำให้เราได้ย้อนไปกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีในพื้นที่ภาคใต้ชายฝั่งทะเลอันดามันผ่านนิทรรศการการบอกเล่าเรื่องราว โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุตามยุคสมัย เริ่มตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แรกเริ่มประวัติศาสตร์ การค้าเมืองท่าโบราณ การปรากฏหลักฐานการเข้ามาของอักษรภาษาเขียน ศาสนาในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน ข้อมูลหลักฐานเริ่มต้นเมืองถลางสู่มณฑลภูเก็จ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของผู้คนที่อาศัยบนเกาะภูเก็ตตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน         ห้องที่ 2 ปรากฏภาษาเขียน และศาสนา เมื่อชาวอินเดียได้เดินทางเข้ามาทำการค้าในแถบพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน นอกจากจะนำสินค้าเข้ามาแล้ว ยังพบว่าชาวอินเดียได้มีการนำเอาภาษาเขียนและศาสนา เข้ามาในพื้นที่แถบนี้ด้วย โดยหลักฐานชิ้นสำคัญได้แก่ เทวรูปหินตะกอนภูเขาไฟ ที่ถูกสลักเป็นรูปเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู คือเทวรูปพระนารายณ์ พร้อมเทพบริวารอีกสององค์ได้แก่ ฤาษีมารกัณเฑยะ พระนางภูเทวี จากแหล่งโบราณคดีเขาพระนารายณ์ จังหวัดพังงา มีอายุประมาณ 1,200 ปี มาแล้ว ซึ่งเมื่อประดิษฐานด้วยกันจะครบองค์ประกอบตามคัมภีร์ศิลปศาสตร์ภาษาสันสกฤต มีชื่อเรียกว่า “วิษณุมัธยมโยคสถานกมูรติ” พบร่วมกับจารึกหลักที่ 26 (จารึกเขาพระนารายณ์) ที่ปรากฏตัวอักษรปัลลวะ ภาษาทมิฬ ที่ยืนยันถึงการเข้ามาของกลุ่มพ่อค้าชาวอินเดียใต้ นอกจากนั้นยังพบอิทธิพลของพุทธศาสนามหายาน ผ่านหลักฐานที่เป็นพระพิมพ์ดินดิบและพระพิมพ์ดินเผารูปแบบต่าง ๆ บางชิ้นด้านหลังยังพบจารึก อริยสัจสี่ พระคาถาเยธัมมา ด้วยภาษาสันสกฤต        จากหลักฐานและบันทึกของชาวต่างชาติ จะเห็นได้ว่าบนพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน มีผู้คนอยู่อาศัย และมีชาติต่าง ๆ เข้ามาแลกเปลี่ยนสินค้ามาอย่างยาวนาน เรื่อยมาจนถึงสมัยอยุธยาก็ได้ปรากฏในบันทึกพงศาวดาร เมืองถลาง คือหนึ่งในเมืองสำคัญในการทำการค้าขายแร่ดีบุก และจากบันทึกของเมืองนครศรีธรรมราช เมืองตะกั่วถลาง คือหนึ่งในเมืองสิบสองนักษัตรปีจอ เป็นเมืองที่มีทรัพยากรดีบุกที่สำคัญต่างเป็นที่หมายตาของชาวตะวันตกมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ภายหลังเกิดศึกสงครามเก้าทัพ ก่อให้เกิดสองวีรสตรี ได้แก่ คุณหญิงจันทร์(ท้าวเทพกษัตรี) และคุณมุก(ท้าวศรีสุนทร) สองพี่น้องที่ช่วยกันปกป้องเมืองถลางจากทัพของพม่าที่เข้ามาโจมตีเมืองถลางไว้ได้สำเร็จ   จากเมืองท่าโบราณ “ตักโกลา” สู่เมืองท่าดีบุก “ถลาง” และกำลังจะเข้าสู่ยุครุ่งเรืองของ “มณฑลภูเก็จ” ห้องต่อไปมีอะไร รอติดตามกันได้เลย           พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง เปิดให้เข้าชม ทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. อัตราค่าเข้าชม ชาวไทย ๒๐.- บาท ชาวต่างชาติ ๑๒๐.- บาท คณะหน่วยงาน สถานศึกษา สนใจเข้าชม ติดต่อสอบถาม โทร. ๐๗๖ - ๓๗๙๘๙๕ หรือทางกล่องข้อความ Facebook: Thalang National Museum พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง https://www.facebook.com/ThalangNationalMuseum  


หากพูดถึงภาพจำของคนไทยสมัยก่อน สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ "รอยยิ้มฟันดำ" และ "เชี่ยนหมาก" ที่วางอยู่คู่กายผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แก้ง่วง และถือเป็นความงามรูปแบบหนึ่ง นอกจากนี้ ยังใช้สำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน ใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความเคารพนับถือและมิตรภาพ ใช้เป็นส่วนประกอบในการประกอบพิธีสำคัญ อีกทั้งยังสะท้อนวิถีชีวิตการดูแลสุขภาพปากและฟัน หมากไม่ได้เป็นเพียงแค่ของขบเคี้ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานานนับศตวรรษ . วัฒนธรรมการกินหมากในประเทศไทย สันนิษฐานว่ารับมาจากศาสนาพราหมณ์ เพราะหมากและใบพลูเป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมทางศาสนา ปรากฏหลักฐานครั้งแรกสมัยสุโขทัย บนศิลาจารึก หลักที่ ๑ ด้านที่ ๑ จารึกว่า “...ป่าหมากป่าพลูพ่อเชื้อมันไว้แก่ลูกมันสิ้น” ด้านที่ ๒ จารึกว่า “...สร้างป่าหมากพลูทั่วเมืองนี้ทุกแห่งมีป่าหมาก ป่าพลู มีไร่ มีนา มีถิ่นตาน” หลักศิลาจารึกวัดศรีชุม หลักที่ ๒ จารึกว่า “ปลูกดอกไม้ต้นใหญ่หลายพรรณแก่...พระศรีมหาโพธิ์ไว้คนแต่งเฝ้ารักษาหลายครั้ง มีทั้งสวนหมากสวนพลูไว้” หลักที่ ๓ จารึก ว่า “อันฝูงเท้าพระยาทั้งหลายอันเป็นมิตรสหาย อันมีในบัดนี้” สันนิษฐานได้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็กินหมากพลู โดยได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมการกินหมากมาจากขอม และขอมก็รับวัฒนธรรมมาจากอินเดีย . สมัยอยุธยา หมากและพลูนับเป็นพืชทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ตั้งแต่ครั้งสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไทยส่งหมากไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ได้เงินปีละ ๗๕,๐๐๐ เหรียญ และใบพลูก็ยังเป็นสินค้าที่มีการเก็บภาษีอากรอีกด้วย ในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ ได้มีการกล่าวถึงการกินหมากของคนไทยในสมัยอยุธยาไว้ว่า“...เป็นธรรมเนียมเจ้าของบ้านต้องยอมให้แขก ที่มาสู่เหย้านั่งที่ตนเคยนั่ง และต้องเชื้อเชิญให้ยอมนั่ง ภายหลังก็ยกผลไม้ ของว่างและของหวานมาเลี้ยง บางที่ก็ถึงเลี้ยงข้าวปลาด้วย และข้อสำคัญนั้นเจ้าของบ้าน ต้องส่งเชี่ยนหมากแลทีชาให้แขกรับประทาน ด้วยมือเอง...” และจากบันทึกของลาลูแบร์อีกตอนหนึ่งที่ว่า “ในพระราชมณเทียรพระมหากษัตริย์นั้น ข้าราชการที่เข้าเฝ้าไม่กล้าไอ จาม หรือบ้วนน้ำหมาก ถ่มเสลด และไม่กล้าสั่งมูลนาสิก หมากที่อมติดปากไว้นั้นก็กลืนน้ำหมากเอือก ๆ ให้หายเข้าไปในคออย่างแช่มชื่น” แสดงให้เห็นว่าการกินหมากพลูเป็นวัฒนธรรมสังคมไทยมาแต่ครั้งโบราณ และเป็นที่นิยมทั้งชนชั้นสูงจนถึงประชาชนทั่วไป หากกษัตริย์เสด็จไปในที่แห่งใด ก็จะมี ผู้อัญเชิญพานพระศรี สำหรับใส่หมากพลูติดตามไปด้วย เชี่ยนหมากจึงสามารถใช้ในการกำหนดสถานะบรรดาศักดิ์ของเจ้านายไทยในสมัยก่อนด้วย . ต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นสมัยที่ ย่าโม หรือ ท้าวสุรนารี มีชีวิต (พ.ศ. ๒๓๑๔-๒๓๙๕) การกินหมากยังคงเป็นวัฒนธรรมร่วมของ คนไทยทุกชนชั้น ผู้คนยังนิยมกินหมากตั้งแต่กษัตริย์จนถึงชาวบ้านทั่วไป ดังเช่นในสมัยอยุธยา ด้วยบริบททางประวัติศาสตร์ และความเชื่อทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมา ชาวโคราชจึงเชื่อว่าย่าโมชอบกินหมากเช่นกัน ดังนั้น ชาวโคราช และนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองโคราช จึงมักมาขอพรให้คุณย่าโมช่วย ปกปักรักษา คุ้มครอง ให้ปลอดภัย มีโชคลาภ ไร้โรคภัย จึงได้เกิดพิธีการตำหมากถวายย่าโม เพื่อขอพรขึ้น และมักจะตำหมากถวายพร้อมทั้งนำผลไม้ ดอกไม้มาไหว้สักการะขอพรคุณย่าโม เมื่อสมปรารถนาแล้ว ก็มักจะมาตำหมากถวายอีกครั้งหนึ่ง . เมื่อสุขสมหวังตามแรงปรารถนา คำหมากศักดิ์สิทธิ์ที่ตำถวายคุณย่าโมนั้น กลับมีคุณค่าอีกครั้ง และได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ แทนที่จะถูกทิ้งไปตามสภาพ โดย ห้องเสื้อดีเทล ดีกรีแชมป์รางวัลเหรียญทองสีเทรนด์บุ๊คประเภทผ้ายกเล็ก ประจำปี ๒๕๖๔ และรางวัลเหรียญทอง ประเภทผ้ายกเล็ก จากการประกวดผ้าลายพระราชทานลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ระดับประเทศ โดยดีไซน์เนอร์ได้นำ “คำหมาก” มาสร้างสรรค์ใหม่ ให้กลายเป็นสีย้อมผ้า ตามแนวพระดำริเรื่องแฟชั่นแห่งความยั่งยืน ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ งานผ้าที่มีชื่อว่า “สมปรารถนา จากแรงศรัทธา” . “สมปรารถนา จากแรงศรัทธา” ด้วยศรัทธาที่ต่อยอด กล่าวคือ จากผู้ที่มาแก้บนด้วยการถวายหมากพลู เมื่อสมปราถนาแล้ว สามารถที่จะนำคำหมากนั้น มาให้ทางห้องเสื้อดีเทล ได้รังสรรค์เป็นผลงานที่มีคุณค่าทางจิตใจ เก็บไว้เป็น ผ้าไหมที่เป็นตัวแทนแห่งศรัทธา และเป็นของที่ระลึกที่มีคุณค่าทางจิตใจ เก็บไว้เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลาน . ในขั้นตอนการผลิต ห้องเสื้อดีเทลได้นำคำหมากที่แล้วเสร็จจากการถวายคุณย่าโม มาคั้นกรองเอาน้ำด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นนำเส้นไหมที่แช่น้ำ บิดหมาดลงแช่ข้ามคืน จากนั้นบิดตากแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด และนำไปสู่ขั้นตอนการทอเป็นขั้นตอนสุดท้าย ด้วยวิธีการผลิตที่พิถีพิถัน ทำให้ได้เส้นไหมที่คงทน เงางาม ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม สีติดทนนาน เพราะในคำหมากประกอบไปด้วยสารให้สี และสารตรึงสีในตัว ทำให้เกิดมิติใหม่ของการย้อมผ้า ด้วยเศษวัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น ตามหลักการ SDGs ที่ตระหนักถึงคุณค่าและการใช้งานของสิ่งแวดล้อมแบบมากถึงมากที่สุด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ท้องถิ่น ต่อยอดภูมิปัญญา สร้างสรรค์แนวคิดและสินค้าใหม่อย่างยั่งยืน . บรรณานุกรม กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม. การกินหมาก ไม่ใช่พิธีเฉพาะของไทย ใคร ๆ ในภูมิภาคเขาก็กิน. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙, จาก: https://shorturl.at/fjlVO. กองส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร. วัฒนธรรมการกินหมากพลู ในประเทศไทย. พิษณุโลก: กอง. ประวัติท้าวสุรนารี และวัดศาลาลอย เมืองนครราชสีมา. นครราชสีมา: ตะวันรุ่งซินดิเคท, ๒๕๕๒. วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. มรดกวัฒนธรรมพื้นบ้าน. กรุงเทพฯ: ต้นอ้อ, ๒๕๔๔. สุพิชฌาย์ จินดาวัฒนภูมิ. “วัฒนธรรมการกินหมากในสังคมไทยสมัยก่อน.” ใน งานประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ ๑๐. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม, ๒๙-๓๐ มีนาคม ๒๕๖๑. . ขอขอบคุณ คุณธงชัย พันธุ์สง่า ศิลปินช่างทอผ้า จากกลุ่มดีเทล ชุมชนเครือข่ายทางวัฒนธรรมหนองไผ่ล้อม, สัมภาษณ์ . จัดทำโดย นางรสสุคนธ์ ตั้งนภากร บรรณารักษ์ชำนาญการ #ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ #ย่าโม #ย่าโมคุ้มครอง #ท้าวสุรนารี #ท้าวสุรนารีวีรสตรีแห่งเมืองโคราช #ตำหมากถวายย่า #สมปรารถนา #สมปรารถนาทุกประการ


กิจกรรมตามหาภาพหาย 


         พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา จัดกิจกรรม Talk & Tour with Archaeologists (and Curator) “พิมายโฉมใหม่ ตอนที่ 1: โบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ในแอ่งโคราช” กิจกรรมที่จะพาทุกท่านยลโฉมห้องจัดแสดงยุคก่อนประวัติศาสตร์แบบเจาะลึก จัดหนักจัดเต็มกับ 2 ผู้เชี่ยวชาญ คุณประพิศ พงศ์มาศ นักโบราณคดีผู้เชี่ยวชาญด้านโครงกระดูกมนุษย์และพิธีกรรมความเชื่อหลังความตาย และคุณรัชนี ทศรัตน์ อดีตหัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีแอ่งโคราชและผู้ขุดค้นแหล่งโบราณคดีสำคัญๆมากมาย เช่น บ้านส่วย บ้านโนนวัด บ้านหลุมข้าว เนินอุโลก โนนบ้านจาก ฯลฯ ดำเนินรายการโดย คุณวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา และคุณนัยนา มั่นปาน พบกันวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 10.30 – 15.00 น. (กำหนดการเริ่มลงทะเบียนเวลา 09.00 เป็นต้นไป กิจกรรม Tour with Archaeologists เริ่มเวลา 10.30 น. และกิจกรรม Talk with Archaeologists เริ่มเวลา 13.00 น.) ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยแสกนคิวอาร์โค้ด หรือกดลิงก์นี้ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdnY3ijwlrroczAE-zNE5sKPwLZf08R5z4QtSCraql444Yi6A/viewform รีบด่วน ที่นั่งมีจำนวนจำกัด สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 4447 1167 Facebook "Phimai National Museum:พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย" https://www.facebook.com/PhimaiNationalMuseum   



black ribbon.