ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 49,735 รายการ

         เนื่องในเทศกาลปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร จัดกิจกรรมพิเศษสักการะพระพุทธรูป “มงคลพุทธปฏิมา เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙” อัญเชิญพระพุทธรูปที่กอปรด้วยพุทธศิลป์อันงดงาม โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นพระประธาน พร้อมด้วยพระพุทธรูปอีก ๙ องค์ ที่จัดแสดงและสงวนรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โดยล้วนเป็นพระพุทธรูปที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ในโอกาสที่ราชบัณฑิตยสภาได้ดำเนินการปรับปรุงและขยายส่วนจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานเดิม ให้เป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลในวาระแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่          พระพุทธรูปทั้ง ๑๐ องค์ ประกอบด้วย          ๑. พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๑           ๒. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗           ๓. พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์ ศิลปะลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘           ๔. พระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะลังกา พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘           ๕. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะก่อนอยุธยา แบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙           ๖. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙           ๗. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๐           ๘. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะอยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒           ๙. พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ศิลปะลังกา แบบสิริวัฒนบุรีหรือแคนดี พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๔           ๑๐. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะพม่า แบบมัณฑะเลย์ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕          ขอเชิญพุทธศาสนิกชนสักการะพระพุทธรูป “มงคลพุทธปฏิมา เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙” ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ระหว่างวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๘ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๔ มกราคม  ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ น. - ๑๖.๐๐ น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ   +++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ พระพุทธรูปทั้ง ๑๐ องค์ "มงคลพุทธปฏิมา เทศกาลปีใหม่ ๒๕๖๙"๑. พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะ ล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ (๕๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด สูงพร้อมฐาน  ๑๓๕  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๖๓  เซนติเมตร   องค์พระสูง  ๗๘.๕  เซนติเมตร   ประวัติ        สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้าพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่เมื่อพุทธศักราช ๒๓๓๐ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร   พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปสัมฤทธิ์กะไหล่ทอง ประทับขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองวางซ้อนกันบนพระเพลาแสดงปางสมาธิ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ตามตำนานพระพุทธสิหิงค์ได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นสิริยังพระนครหลวงโบราณหลายแห่ง นับแต่สุโขทัย เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา ตราบเท่าถึงกรุงรัตนโกสินทร์      ๒. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ  ศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ (๙๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด                สูงพร้อมฐาน  ๒๘.๒  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๙.๓  เซนติเมตร ประวัติ               พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙            พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัยองค์นี้ มีรูปแบบอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบปาละ อาทิ การประทับขัดสมาธิเพชร ชายจีวรที่แผ่ออกมาด้านหน้าบริเวณกึ่งกลางพระเพลา แผ่นประภามณฑลทึบ ขอบประดับแถบลายกระหนกเปลว ส่วนยอดด้านบนลักษณะมน ขณะเดียวกันยังแสดงอิทธิพลของศิลปะชวา อาทิ พระวรกายค่อนข้างอวบอ้วน ตลอดจนรูปแบบของงานช่างท้องถิ่น คือส่วนชายจีวรสั้นเป็นแผ่น ส่วนปลายตัดตรง รูปแบบของพระพุทธรูปองค์นี้สามารถเทียบเคียงได้กับพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่พบในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย   ๓. พระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์   ศิลปะ ลพบุรี พุทธศตวรรษที่ ๑๘ (๘๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด                 สูง  ๓๕.๕  เซนติเมตร ประวัติ               พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙   การแสดงปางประทานอภัย ๒ พระหัตถ์เป็นลักษณะพิเศษของพระพุทธรูปศิลปะลพบุรี สันนิษฐานว่าคลี่คลายมาจากปางแสดงธรรมสองพระหัตถ์ หรือ วิตรรกมุทราในพระพุทธรูปศิลปะทวารวดี ปางนี้มีที่มาจากภาษาสันสกฤตเรียกว่า อภยมุทรา (อภย แปลว่า ไม่มีภัย และมุทรา แปลว่า การแสดงท่าทางด้วยมือ) หมายถึง “การไม่มีภัยทั้งปวง” หรือ “การไม่หวั่นเกรงภัยใด ๆ”       ๔. พระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะ   ลังกา พุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๘ (๘๐๐ - ๑,๐๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด              สูงพร้อมฐาน  ๒๘  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๒๐  เซนติเมตร ประวัติ            พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ เดิมได้มาจากเมืองเชียงราย            พระพุทธรูปปางสมาธิสัมฤทธิ์ พุทธลักษณะที่ปรากฏเป็นพระพุทธรูปศิลปะลังกา สมัยโปลนนารุวะ สร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ศรีลังกาย้ายเมืองหลวงจากเมืองอนุราธปุระทางตอนเหนือลงมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พุทธศิลป์ในเวลานี้แสดงลักษณะที่สืบทอดต่อมาจากสมัยอนุราธปุระผสานกับแรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียใต้ นิยมสร้างพระพุทธรูปที่มีพระพักตร์กลมมน มีอุษณีษะต่ำ ยอดพระรัศมีเป็นเปลว พระเกศาขมวดเป็นก้นหอย ไม่มีอุณาโลม พระอังสากว้าง พระอุระหนา บั้นพระองค์เล็ก     ๕. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ ก่อนอยุธยา แบบอู่ทองรุ่นที่ ๑ ครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ ๑๘ - ๑๙ (๖๕๐ - ๗๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด สูง  ๔๗.๕  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๓๕.๕  เซนติเมตร  ประวัติ              พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม     พ.ศ. ๒๔๖๙ เดิมได้มาจากเมืองสรรค์      พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย จากพุทธศิลป์กำหนดเป็นพระพุทธรูปแบบอู่ทอง รุ่นที่ ๑ ซึ่งเป็นศิลปะก่อนสมัยอยุธยา แสดงความคาบเกี่ยวกับพระพุทธรูปในช่วงปลายของศิลปะลพบุรี พบมากบริเวณเมืองโบราณก่อนสมัยอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท จนในอดีตขนานนามพระพุทธรูปกลุ่มนี้ว่า “พระเมืองสรรค์” เมื่อภายหลังการสถาปนาอาณาจักรอยุธยา เมืองสรรคบุรีจึงกลายเป็นเมืองสำคัญในฐานะเมืองลูกหลวงและเมืองหน้าด่าน      ๖. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ สุโขทัย กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๙ (๗๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด               สูงพร้อมฐาน  ๓๔.๕  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๓๐.๕  เซนติเมตร ประวัติ              พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙           พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย จัดเป็นพระพุทธรูประยะแรกของศิลปะสุโขทัยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่าง “หมวดเบ็ดเตล็ด” มีพระพักตร์ที่ค่อนข้างกลม พระหนุเป็นปม พระศอสั้น กับ “หมวดใหญ่” ที่มีพระอังสาใหญ่ พระอุระนูน บั้นพระองค์คอด พระอุทรเป็นร่องลึก สังฆาฏิพาดลงมาจากพระอังสาซ้ายเป็นแนวตรง หรือลักษณะการนั่งด้วยการประทับขัดสมาธิราบบนฐานหน้ากระดาน พระพุทธรูปองค์นี้จึงมีความสำคัญในฐานะหลักฐานแสดงจุดเชื่อมต่อของพระพุทธรูประยะแรกที่จะพัฒนาไปสู่งานพุทธศิลป์ที่ได้รับความนิยมและได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดของศิลปกรรมไทย    ๗. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ ล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๐ (๖๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด                สูงพร้อมฐาน  ๗๐.๕  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๔๓  เซนติเมตร ประวัติ               พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙   ภายหลังการสถาปนาอาณาจักรล้านนา ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ประมาณ ๖๐๐ ปีมาแล้ว พระพุทธรูปล้านนากลับไปรับแรงบันดาลใจจากศิลปะอินเดียแบบปาละผ่านทางศิลปะพุกามอีกครั้งหนึ่ง พระพุทธรูปจึงปรากฏพระพุทธลักษณะ พระพักตร์กลม พระวรกายอวบอ้วน ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน ปลายแยกออกเป็นเขี้ยวตะขาบ ประทับขัดสมาธิเพชร แต่ลักษณะที่แตกต่างไปคือ การทำชายจีีวรบริเวณระหว่างพระเพลาแยกออกเป็นสองชาย แทนที่จะคลี่ออกเป็นรูปพัดอย่างศิลปะปาละ พุกาม และหริภุญชัย         ๘. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ อยุธยา พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ๒๒ (๔๐๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด                สูงพร้อมฐาน  ๔๒.๕  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๓๓  เซนติเมตร ประวัติ               พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙          พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย ขัดสมาธิเพชรสมัยอยุธยาตอนกลาง (พุทธศตวรรษที่ ๒๑ - ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๓) ซึ่งมีแรงบันดาลใจและรูปแบบจากพระพุทธสิหิงค์ หรือพระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร ในศิลปะล้านนา แต่มีลักษณะเฉพาะที่ต่างไป อาทิ พระพักตร์มีการทำเส้นขอบไรพระศก จีวรมีการเล่นชายสังฆาฏิ โดยตกแต่งริ้วผ้าซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ และส่งอิทธิพลต่อพระพุทธปฏิมาสมัยอยุธยาพื้นที่ภาคใต้ โดยเรียกตามลักษณะพระวรกายอ้วนป้อมว่า “แบบขนมต้ม” หรือ “พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชรศิลปะอยุธยา สกุลช่างนครศรีธรรมราช” โดยเป็นที่นิยมสร้างและจำลองแบบนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๒ ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ๙. พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ศิลปะ          ลังกา แบบสิริวัฒนบุรีหรือแคนดี พุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๔ (๔๐๐ - ๕๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด          สูงพร้อมฐาน  ๓๔.๕  เซนติเมตร องค์พระสูง  ๓๐.๕  เซนติเมตร  ประวัติ               พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙           พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรม ศิลปะลังกา แบบสิริวัฒนบุรีหรือแคนดี สร้างขึ้นในสมัยที่มีเมืองแคนดีเป็นเมืองหลวง อยู่ทางตอนกลางของเกาะลังกา เจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๓ - ๒๔ ตรงกับช่วงอยุธยาตอนปลายและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระพุทธรูปสมัยแคนดีพบว่ามีการสร้างด้วยวัสดุที่หลากลาย หากเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่มักใช้การก่ออิฐถือปูน หากมีขนาดรองลงมาหรือขนาดเล็กนิยมสร้างด้วยงาช้างหรือไม้ ขณะที่พระพุทธรูปที่สร้างจากสัมฤทธิ์พบได้น้อยมาก     ๑๐. พระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะ      พม่า แบบมัณฑะเลย์ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๔ – ต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ (๑๕๐ - ๒๐๐ ปีมาแล้ว) ขนาด       สูงพร้อมฐาน  ๓๒.๒  เซนติเมตร หน้าตักกว้าง  ๒๗.๒  เซนติเมตร  ประวัติ           พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๙           พระพุทธรูปสัมฤทธิ์ประทับขัดสมาธิเพชรปางมารวิชัย ศิลปะพม่าแบบมัณฑะเลย์ ช่วงปลายสมัยราชวงศ์โก้นบอง หรือที่รู้จักกันในชื่อ ราชวงศ์คองบอง หรืออลองพญา (พ.ศ. ๒๒๙๕ – ๒๔๒๘) พุทธลักษณะสำคัญคือ กรอบพระพักตร์เป็นแถบกว้างพาดเหนือพระนลาฏคล้ายไรพระศกประดับด้วยแก้วสีแดงและเขียวอย่างเทคนิคของช่างหลวง ซึ่งเตรียมพื้นผิวด้วยธาโย (thayo) เป็นวัสดุผสมน้ำรักพม่ากับผงไม้หรือปูนขาว พระอุษณีษะที่มีลักษณะสูงและกว้าง โดยไม่มียอดพระรัศมี ครองจีวรห่มเฉียงปิดพระอังสาซ้าย ชักชายจีวรมาปิดบนพระอังสะด้านขวา  ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


         อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ขอเชิญรับชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ในงาน "อยุธยานาวา เมืองท่านานาชาติ ร่มพระบารมีสิริยาลัย" ณ เวทีใหญ่ วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประจำสัปดาห์นี้ โดยในวันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569 พบกับการบรรเลงและขับร้องวงดนตรีสากล โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และศิลปินเพชรในเพลง เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป, วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม 2569 การแสดง "เพลงลำตัด" โดยคณะแม่ศรีนวล ขำอาจ ศิลปินแห่งชาติ เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป, วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2569 "การแสดงโปงลาง" โดยวิทยาลัยนาฏศิลป ร้อยเอ็ด เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน ณ วัดไชยวัฒนาราม และวัดพระราม เวลา 18.30 - 21.30 น. วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ได้อีกด้วย  ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมชมการแสดงและเที่ยวชมโบราณสถานยามราตรีได้โดยเสียค่าธรรมเนียมเข้าชมตามปกติ ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 80 บาท สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3524 2525 Facebook: อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา Ayutthaya Historical Park https://www.facebook.com/AY.HI.PARK 


       สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น ชวนมาฟังเรื่องเล่า สนุก ได้ความรู้ จาก “ภาพเขียนสี” ของจริงในพื้นที่ขอนแก่นและใกล้เคียง โบราณคดีไม่ไกลตัวอย่างที่คิด! การบรรยายพิเศษในโครงการ “ถอดความรู้จากโบราณวัตถุสู่ชุมชน” ครั้งที่ 2 ปีที่ 2 หัวข้อ “Rock Arts in Khon Kaen and Nearby Area” ในวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 - 16.00 น. ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น โดยมีหัวข้อการบรรยายที่น่าสนใจ 3 เรื่อง ได้แก่         1.  เรื่อง “การถอดลายเส้นภาพเขียนสีด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์” บรรยายโดย นางสาวทรัพย์อนันต์ ซื่อสัตย์ ปฏิบัติงานด้านโบราณคดีและวัฒนธรรม สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น         2.  เรื่อง “การเก็บข้อมูลภาคสนามในแหล่งภาพเขียนสี” บรรยายโดย นางสาวประวินัส ภารสุวรรณ นักวิชาการวัฒนธรรม สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น         3.  เรื่อง “การตีความทางโบราณคดีของแหล่งภาพเขียนสี” บรรยายโดย นางสาวทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น         ภายในงานไม่ได้มีแค่นั่งฟัง แต่ยังได้ลงมือทำจริง! ร่วมสร้างสรรค์งานศิลปะด้วย “สีจากหินธรรมชาติ” แบบเดียวกับคนยุคก่อนประวัติศาสตร์, สนุกกับการประทับตรา “ภาพเขียนสี” จากแหล่งโบราณคดีในขอนแก่นและพื้นที่ใกล้เคียง, รับของที่ระลึกสุดพิเศษ โปสการ์ดและสติกเกอร์จากภาพเขียนสีจริง ส่งตรงจากนักโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น         ท่านจะได้พบกับการบรรยายเข้าใจง่ายจากนักวิชาการตัวจริง ที่จะพาทุกคนไปรู้จัก “ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำ”ผ่านการบรรยายทางวิชาการ ทั้งนี้ ที่นั่งมีจำนวนจำกัด ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถสแกน QR Code ลงทะเบียน หรือกดลิ้งก์นี้https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfV4gs2E7c4w5AK7TyylqmLv5bX55zav4liTjCQe_ehA9PdJw/viewform แล้วมาเปิดมุมมองโบราณคดีไปด้วยกัน


***บรรณานุกรม***  สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทวีปัญญา เล่ม 1 เมษายน-กันยายน ร.ศ 123 ครบ พ.ศ.2447 มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปภัมภ์จัดพิมพ์โดยเสด็จพระกุศล ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงบำเพ็ญในคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร วันที่ 26 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2522 ครบ 54 ปี กรุงเทพฯ  โรงพิมพ์มหามกุฎราชวิทยาลัย 2522



เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม 2560 นางสาวพรพรรณ หงสไกร หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี ให้การต้อนรับ นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัช ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ที่เข้าเยี่ยมเนื่องในโอกาสเดินทางมาตรวจราชการ รอบที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 เขตตรวจราชการที่ 2 และเพื่อหารือการดำเนินงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมของจังหวัดชัยนาท








กรมศิลปากรชี้แจงประเด็นข่าวกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ กรมศิลปากรแถลงข่าวชี้แจงประเด็นกุฏิพระโบราณที่วัดสิงห์ จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหาย โดยนายเอนก สีหามาตย์ รองอธิบดีกรมศิลปากร นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี นายช่างโยธาและวิศกรควบคุมงาน เป็นผู้แถลงข่าว ณ ห้องประชุมกรมศิลปากร ตามที่รายการเรื่องเล่าเสาร์ – อาทิตย์ ประจำวันอาทิตย์ที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ ประจำวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง ๓ และหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ ได้เสนอข่าวเกี่ยวกับกุฏิพระโบราณ ที่วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี พังทลายเสียหายทั้งหมด สาเหตุจากช่างที่กรมศิลปากรจ้างมาซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ นั้น   กรมศิลปากร โดยสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวดังนี้ ๑. วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่ซึ่งยังปรากฏเจดีย์ โบสถ์ วิหารเก่าแก่ ควรค่าแก่การศึกษาด้านประวัติศาสตร์โบราณคดี พระพุทธรูปสำคัญของวัดคือ หลวงพ่อโต พระพุทธรูปลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อเพชร) นอกจากนี้ยังมีโกศบรรจุอัฐิหลวงพ่อพญากราย ซึ่งเป็นพระมอญธุดงค์มาจำพรรษา ที่วัดสิงห์ บนกุฏิของวัดมีพิพิธภัณฑ์ เก็บรักษาของเก่า ได้แก่ ตุ่มสามโคก แท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองสามโคก ใบลานอักษรมอญ ตู้พระธรรม และพระพุทธรูป ด้านหน้าวัดสิงห์มีการขุดค้นพบโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ซึ่งถือ เป็นหลักฐานของการตั้งชุมชนมอญในสมัยแรกในบริเวณนี้นับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ เล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๑๐๙   ๒. กรมศิลปากร สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการฟื้นฟูบูรณะโบราณสถานที่ประสบอุทกภัย โครงการบูรณะโบราณสถานวัดสิงห์ จำนวน ๑๒,๐๒๐,๐๐๐ บาท โดยแบ่งเป็น ๒ โครงการ - โครงการงานบูรณะโบราณสถาน จำนวนเงิน ๔,๔๕๐,๐๐๐ บาท - โครงการงานปรับยกระดับ (ปรับดีด) วงเงินสัญญาจ้าง ๗,๕๓๙,๐๐๐ บาท ดำเนินการว่าจ้างบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด เป็นผู้ดำเนินงาน ตามสัญญาจ้างเลขที่ ๑๒/๒๕๕๕ เริ่มสัญญาวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ สิ้นสุดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยมีนายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายช่างโยธาชำนาญงาน สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้ควบคุมงาน   ๓. เมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๒๑.๓๐ น. นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา ได้รับแจ้งจากตัวแทนบริษัทกันต์กนิษฐ์ ก่อสร้าง จำกัด ในเวลาประมาณ ๑๖.๓๐ น. ขณะที่คนงานอยู่ในช่วงพัก ไม่มีใครอยู่ภายในบริเวณอาคารกุฏิโบราณ ได้ยินเสียงพร้อมทั้งปูนฉาบของตัวอาคารกะเทาะหลุดร่วงลงมา แล้วมุมอาคารด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เกิดการทรุดตัวลง ทำให้กระเบื้องหลังคาและโครงสร้างหลังคาทั้งหมด ทรุดลงมากองอยู่บริเวณพื้นไม้ชั้นสองของอาคาร ทำให้น้ำหนักบรรทุกของพื้นมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากนั้นผนังด้านทิศใต้ ก็ได้พังทลายตามลงมาเนื่องจากรับหนักของหลังคาที่ทรุดลงมาไม่ไหว   ๔. เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เวลา ๙.๐๐ น.ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี (นายประทีป เพ็งตะโก) นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ วิศวกรชำนาญการพิเศษ นายจมร ปรปักษ์ประลัย สถาปนิกชำนาญการ นายเฉลิมศักดิ์ ทองมา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก และคณะกรรมการวัดสิงห์ ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและหาสาเหตุของการพังทลาย ได้ข้อสรุปดังนี้ ๔.๑ การที่อาคารเกิดการทรุดตัว เนื่องจากพื้นดินรับฐานรากอาคารอยู่ในที่ต่ำชุ่มน้ำตลอดทั้งปี ทำให้อ่อนตัวรับน้ำหนักอาคารไม่ไหวทำให้ผนังอาคารทรุดตัวลงมาประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน ๔.๒ ผนังอาคารมีร่องรอยแตกร้าวจำนวนมาก พบร่องรอยนี้จากการสำรวจเพื่อจัดทำรูปแบบรายการการอนุรักษ์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๐ - ๒๕๕๔ ๔.๓ ปูนสอเสื่อมสภาพจากการถูกน้ำแช่ขังและใช้งานอาคารมาเป็นเวลานาน ทำให้การยึดตัวของอิฐและปูนสอไม่ดี เป็นสาเหตุให้ตัวอาคารทรุดลงมา ๔.๔ สภาพอาคารที่ปูนฉาบผนังนอกหลุดร่อน ทำให้น้ำซึมผ่านเข้าไปในผนังทำให้ ปูนสอชุ่มน้ำ ทำให้แรงยึดเกาะระหว่างอิฐต่ำ ๔.๕ ขณะที่อาคารทรุดตัวอยู่ระหว่างการขุดเพื่อตรวจสอบฐานของอาคารส่วนที่ จมดินเพื่อเตรียมการกำหนดระยะที่ทำการตัดผนังเพื่อเสริมคานถ่ายแรง ยังไม่ได้ทำการตัดผนัง จึงยังมิได้มีการรบกวนโครงสร้างของอาคารโบราณ แต่ตัวอาคารก็เกิดการทรุดตัวลงมาเสียก่อน   หลังจากทำการตรวจสอบพื้นที่แล้ว สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี ได้สั่งการให้บริษัทผู้รับจ้างทำการค้ำยันผนังส่วนที่เหลือโดยให้ดำเนินการตามคำแนะนำของวิศวกร และทำการจัดเก็บวัสดุส่วนที่สามารถนำมาก่อสร้างเพื่อคืนสภาพอาคารไปจัดเก็บในที่ให้เรียบร้อย รวมทั้งได้เร่งรัดให้ผู้รับจ้างดำเนินการบูรณะกุฏิให้คืนสภาพโดยเร็ว โดยให้บริษัทผู้รับจ้างร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้เกี่ยวข้อง ปรับปรุงรูปแบบรายการ และวิธีปรับดีดให้สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพปัจจุบันของกุฏิ และให้ดำเนินการบูรณะกุฏิให้กลับคืนสภาพเดิม โดยให้เป็นไปตามรูปแบบรายการบูรณะที่ได้รับอนุญาต


อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 28 มีนาคม 2556   ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด   สถานที่ : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ติดต่อ : เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ 02-2222222


ศุกร์, 21 มีนาคม 2556,  1:00 - 10:00   อบรมผู้ใช้งานระบบสัมมนาออนไลน์ ในวันที่ 22 มีนาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 โดยเจ้าหน้าที่บริษัท เอ็มเวิร์ค กรุ๊ป จำกัด สถานที่ : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศติดต่อ : เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ 02-2222222


วันพุธที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ นายขจร มุกมีค่า ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครราชสีมา ลงพื้นที่ตรวจสอบความคืบหน้างานสำรวจตรวจสภาพ โบราณสถานบารายเมืองพิมายด้านทิศใต้ และถากถางกำจัดวัชพืชเพื่อวางแนวสำรวจถนนเข้าสู่แหล่ง เพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม งบประมาณ ๒๕๕๙


black ribbon.