ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,894 รายการ
การแบ่งยุคสมัยด้วยพัฒนาการทางเทคโนโลยีการผลิตเครื่องมือ ในการแบ่งตามเกณฑ์นี้จะให้ความสำคัญต่อพัฒนาการของเครื่องมือเครื่องใช้เป็นหลัก โดยอ้างอิงจากเครื่องมือที่มนุษย์สามารถประดิษฐ์ได้ในแต่ละยุคสมัย ในเริ่มต้นมนุษย์จะเริ่มประดิษฐ์เครื่องมือจากไม้และหิน ต่อมาจึงเป็นโลหะ ในรูปแบบง่าย ๆ แล้วจึงสั่งสมประสบการณ์และองค์ความรู้ ก่อนจะพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถผลิตเครื่องมือให้ซับซ้อนขึ้นได้ การแบ่งยุคด้วยเครื่องมือจะสามารถแบ่งได้ดังนี้
๑. สมัยหิน กำหนดอายุได้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ – ๔,๕๐๐ ปีมาแล้ว ในสมัยนี้มนุษย์เริ่มนำหินมากะเทาะเพื่อให้มีเหลี่ยมคมจนสามารถใช้เป็นเครื่องมือได้ สมัยหินได้ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ช่วงย่อย ๆ โดยจัดจำแนกตามความแตกต่างของรูปแบบเครื่องมือหิน คือสมัยหินเก่า สมัยหินกลาง และสมัยหินใหม่
ในสมัยหินเก่า หรือกำหนดอายุประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว ในพื้นที่ประเทศไทยปรากฎเครื่องมือหินที่เรียกว่า “เครื่องมือสับตัด” (Chopper – Chopping tools) สันนิษฐานว่านำไปใช้งานโดยการสับ ตัด ขุด ทุบ เป็นต้น ส่วนสะเก็ดของหินที่ถูกกะเทาะออกมา มีการนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือหินใช้ในการตัด ฟัน เฉือนเรียกว่า “เครื่องมือสะเก็ดหิน” (Flake tools) ยกตัวอย่างแหล่งโบราณคดี เช่นที่ แหล่งโบราณคดีถ้ำวิมานนาคิน อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ, แหล่งโบราณคดีถ้ำหลังโรงเรียน อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่, แหล่งโบราณคดีถ้ำหมอเขียว อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่, แหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดลำปาง เป็นต้น
ในสมัยต่อมาประมาณ ๑๐,๐๐๐ - ๖,๐๐๐ ปีมาแล้ว ถูกเรียกว่าสมัยหินกลาง เทคโนโลยีการผลิตเครื่องมือหินก็ได้พัฒนาขึ้นมา มีการคัดเลือกประเภทของหินที่จะนำมาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือ และพัฒนาเทคนิคการกะเทาะให้ดียิ่งขึ้น สามารถกะเทาะหินให้มีรูปร่างเหมาะสมแก่การใช้งาน มีความละเอียด และขนาดที่เล็กลง เพื่อให้เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้งานได้หลากหลายขึ้น เช่น เจาะ ขูด เป็นต้น เรียกว่า “เครื่องมือหินแบบหัวบิเนียน” (Hoabinhian tool) ยกตัวอย่างแหล่งโบราณคดี เช่นที่ แหล่งโบราณคดีถ้ำผีแมน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน, แหล่งโบราณคดีถ้ำปุงฮุง อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน, แหล่งโบราณคดีถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี, แหล่งโบราณคดีถ้ำเบื้องแบบ อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
และช่วงท้ายของยุคหินในช่วงประมาณ ๖,๐๐๐ - ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว จะถูกนับให้เป็นสมัยหินใหม่ เทคโนโลยีการผลิตเครื่องมือหินถูกพัฒนาขึ้นไปอีก มีการนำเครื่องมือหินมาขัดให้ผิวเรียบ เพื่อให้เกิดมีความแข็งแรงมากขึ้น และสะดวกต่อการใช้งานในการตัดต้นไม้ และทำเกษตรกรรมให้ดียิ่งขึ้น เรียกว่า “เครื่องมือหินขัด” ยกตัวอย่างแหล่งโบราณคดี เช่น แหล่งโบราณคดีหนองแช่เสา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี, แหล่งโบราณคดีโคกพนมดี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี, แหล่งโบราณคดีหนองราชวัตร อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี, แหล่งโบราณคดีบ้านท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี, แหล่งโบราณคดีโคกเจริญ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เป็นต้น
๒. สมัยสำริด สมัยสำริดเริ่มขึ้นเมื่อการปรากฏของหลักฐานทางโบราณคดีประเภทสำริด ซึ่งคือโลหะผสมโดยมีทองแดงและดีบุกเป็นส่วนผสมหลัก โดยในพื้นที่ประเทศไทยพบร่องรอยการถลุง และผลิตเครื่องมือ เครื่องประดับสำริด กำหนดอายุได้ประมาณ ๔,๐๐๐ ปีมาแล้ว ตัวอย่างหลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการผลิตสำริด เช่น เบ้าหลอมดินเผา ขวานสำริด กระพรวนสำริด กำไลสำริด เป็นต้น แหล่งโบราณคดีสำคัญสมัยสำริด ได้แก่แหล่งโบราณคดีบ้านหลุมข้าว อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา, แหล่งโบราณคดีโนนนกทา อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น, แหล่งโบราณคดี บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี, แหล่งโบราณคดี แหล่งโบราณคดีบ้านพุน้อย อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เป็นต้น
๓. สมัยเหล็ก เทคโนโลยีในการผลิตโลหะมีความก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก จากเดิมที่สามารถถลุงได้เฉพาะสำริด ได้พัฒนาวิทยาการให้สามารถถลุงโลหะได้ดียิ่งขึ้นจนสามารถถลุงโลหะเหล็กได้ สมัยเหล็กในพื้นที่ประเทศไทยปรากฏขึ้นในช่วงประมาณ ๒,๕๐๐ – ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว หลักฐานทางโบราณคดีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการผลิตเหล็ก เช่น ขวานเหล็ก ใบหอกเหล็ก กำไลเหล็ก เป็นต้น แหล่งโบราณคดีสำคัญสมัยเหล็ก ได้แก่ แหล่งโบราณคดีเนินอุโลก อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา, แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี, แหล่งโบราณคดีนิลกำแหง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี, แหล่งโบราณคดีโนนป่าหวาย พัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี, แหล่งโบราณคดีบ้านโป่งมะนาว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี
ภาพการเก็บและคัดเลือกหินมากะเทาะเพื่อใช้เป็นเครื่องมือภาพการนำหินมากะเทาะเพื่อผลิตเป็นเครื่องมือภาพตัวอย่างการใช้เครื่องมือหิน (มัดหินกับกิ่งไม้เพื่อทำเป็นขวานหิน)ภาพลายเส้นเครื่องมือหินของเครื่องมือหินแบบหัวบิเนียน ที่มา : กรมศิลปากร. สำนักโบราณคดี. “โบราณคดีสำหรับเยาวชน เล่ม ๒ ยุค สมัยทางโบราณคดี.” (กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)), 2560, น. 38.ภาพการนำแร่มาแต่งและถลุงภาพการนำแร่ที่ถลุงแล้วมาหลอมในเบ้าหลอมและเทใส่แม่พิมพ์ภาพเครื่องมือขวานสำริด---------------------------------------------
ผู้เรียบเรียง : นายพรหมพิริยะ พรหมเมศ ผู้ช่วยนักโบราณคดี กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี
---------------------------------------------
บรรณานุกรม
กรมศิลปากร. สำนักโบราณคดี. “โบราณคดีสำหรับเยาวชน เล่ม ๒ ยุค สมัยทางโบราณคดี.” (กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)), 2560.
---------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : เฟสบุ๊ก สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี
https://www.facebook.com/100064881662778/posts/pfbid0X8hjeBweJG9gH1UQ9PBzizkySSTwhwCVwrpfVHMq78hmTn8ouEY5Kstk7buHQpCVl/?mibextid=WiMSqg
สำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น ชวนระลึกถึงความหลังด้วยชุดภาพถ่าย "บ้านเก่าที่บึงกาฬ" ภูมิใจนำเสนอโดยภาพ : กุลวดี สมัครไทย นักโบราณคดีชำนาญการกราฟิก : ทรัพย์อนันต์ ซื่อสัตย์ ปฏิบัติงานด้านโบราณคดีและวิชาการวัฒนธรรม⋯⋯✦⋯✧✦✧⋯✦⋯⋯✦⋯⋯✦⋯✧✦✧⋯✦⋯⋯สอบถามหรือแจ้งข้อมูลโบราณสถาน 043-242129 Line: finearts8kk E-mail: fad9kk@hotmail.comพื้นที่ในความรับผิดชอบขอนแก่น เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร
//พบแล้ว จารึกประตูท่าแพ ที่แท้ยังคงซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างประตูท่าแพปัจจุบัน//. ตามที่สังคมให้ความสนใจตามหา "จารึกประตูท่าแพ" หรือ "จารึกเสาอินทขีลประตูท่าแพ" เมืองเชียงใหม่ และได้มีกลุ่มนักวิชาการบางส่วนให้ข้อมูลว่า จารึกดังกล่าวเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ เพื่อทำให้ประเด็นข้อสงสัยดังกล่าวกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ จึงได้ประสานข้อมูลกับภาคส่วนต่าง ๆ จนทำให้เริ่มพบเบาะแสของจารึกประตูท่าแพ ซึ่งไม่มีผู้ใดพบเห็นเลย ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษ. เพื่อไขปริศนาดังกล่าว วันนี้ (1 พฤศจิกายน 2566) สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ นำโดย นายเทอดศักดิ์ เย็นจุระ ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน พร้อมด้วย ผู้แทนเทศบาลนครเชียงใหม่ ผู้แทนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผู้แทนคณะวิจิตรศิลป์ ผู้แทนคลังข้อมูลจารึกล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักวิชาการท้องถิ่น ร่วมกันเปิดประตูห้องที่ซ่อนอยู่ภายในโครงสร้างประตูท่าแพปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้เปิดมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี และเข้าไปทำการสำรวจภายในจนพบว่า "จารึกประตูท่าแพ" หรือ "จารึกเสาอินทขีลประตูท่าแพ" ยังคงปักยืนตระหง่าน ซ่อนตัวอยู่ภายในโครงสร้างประตูท่าแพ จนกระทั่งปัจจุบัน นำมาซึ่งความปิติของทีมผู้ร่วมค้นหาทุกท่าน. ทั้งนี้จารึกประตูท่าแพ เป็นหนึ่งในจารึกหลักสำคัญที่ฝังอยู่ร่วมกับประตูเมืองมาตั้งแต่อดีต ต่อมาราวช่วงปี พ.ศ. 2529 - 2530 จารึกหลักนี้ถูกเคลื่อนย้ายในช่วงระยะเวลาที่มีการปรับปรุงประตูท่าแพให้เป็น Landmark ของเมืองเชียงใหม่ หลังจากนั้น ก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นจารึกประตูท่าแพตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปี จนกระทั่งมีการตามหาจนพบในวันนี้. สำหรับความสำคัญของจารึกประตูท่าแพ จากการศึกษาของ ศ. ประเสริฐ ณ นคร พบว่า เป็นจารึกอักษรธรรมล้านนา ตารางบรรจุตัวเลข และวงดวงชะตา ข้อความอักษรเมื่อถูกกลับให้ถูกทิศทางแล้ว ถอดความตามส่วนดังนี้ ข้างบนมีข้อความว่า "อินทขีล มังค (ล) โสตถิ" ข้างซ้ายมีข้อความว่า "อินทขีล สิทธิเชยย" ข้างขวามีข้อความว่า "อิน...." และข้างล่างมีข้อความว่า "อินทขีล โสตถิ มังคล" โดยคำสำคัญที่ปรากฏในจารึกหลักดังกล่าวว่า "อินทขีล" เป็นภาษาบาลี แปลว่า เสาเขื่อน เสาหลักเมือง หรือธรณีประตู จึงสรุปนัยสำคัญได้ว่า จารึกหลักนี้ มีความสำคัญในฐานะเสาประตูเมือง. นอกจากข้อความข้างต้นแล้ว จารึกประตูท่าแพยังมีความพิเศษตรงที่ เทคนิคการทำจารึก ซึ่ง แต่เดิมจารึกด้านที่ 1 ไม่มีผู้ใดสามารถอ่านได้ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี จนกระทั่งในช่วง พ.ศ. 2529 อ.เรณู วิชาศิลป์ แห่งวิทยาลัยครูเชียงใหม่ (ขณะนั้น) ได้ค้นพบและเสนอว่าเป็นจารึกตัวหนังสือกลับ คล้ายดังเป็นเงาในกระจก จึงสามารถอ่านจารึกประตูท่าแพได้. การค้นพบจารึกหลักสำคัญที่หายไปจากความทรงจำในวันนี้ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ ต้องขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมสำคัญทุกท่าน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์เกียรติคุณสุรพล ดำริห์กุล, พ่อครูศรีเลา เกษพรหม ศูนย์การเรียนรู้จารึกและเอกสารโบราณ, เทศบาลนครเชียงใหม่, คุณอรช บุญ-หลง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ผศ. ดร. ปรัชญา คัมภิรานนท์และ ผศ.กรรณ เกตุเวต คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, และ ดร.อภิรดี เตชะศิริวรรณ คลังข้อมูลจารึกล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. เครดิตภาพสำเนาจารึกฯ : ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) และภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร
ชื่อเรื่อง สพ.ส.50 คาถาอาคมประเภทวัสดุ/มีเดีย สมุดไทยดำISBN/ISSN -หมวดหมู่ ไสยศาสตร์ลักษณะวัสดุ 21; หน้า : ไม่มีภาพประกอบหัวเรื่อง คาถาอาคม ภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึก ประวัติวัดป่าเลไลยก์ ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี มอบให้หอสมุดฯ วันที่ 16 ส.ค..2538
โบราณสถานวัดวังไทร
ตั้งอยู่หมู่ที่ ๗ บ้านวังไทร ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช
.....มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติวัดวังไทรว่า เดิมแถบนี้เป็นป่าดง มีช้างอาศัยเป็นจำนวนมาก พระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งจึงสั่งให้พระยาไทรบุรี – ยะรัง เป็นหัวหน้ามาตั้งเพนียดจับช้างเพื่อส่งให้แก่เมืองหลวง จึงได้มาสร้างที่พำนักหรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่าวังอยู่บริเวณนี้จึงเรียกว่า “วังพระยาไทย” ต่อมาจึงเพี้ยนเป็น “วังไทร” อย่างไรก็ดี ชื่อวังไทรนี้บ้านว่ามาจากชื่อต้นไทรใหญ่อยู่ริมคลองในบริเวณวัด
.....โบราณสถานสำคัญภายในวัดได้แก่ เจดีย์ สี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง จำนวน ๔ องค์ ตั้งเรียงตามแนวทิศตะวันออก – ทิศตะวันตก ซึ่งกรมศิลปากรขุดค้น ขุดแต่งและบรูณะในปี พ.ศ. ๒๕๕๖ ประกอบด้วย เจดีย์องค์ที่ ๑ (องค์ทิศตะวันตกสุด) ขนาดฐานกว้างด้านละ ๑.๖๐ เมตร เจดีย์องค์ที่ ๒ ขนาดฐานกว้างด้านล่ะ ๑.๘๐ เมตร เจดีย์องค์ที่ ๓ ขนาดฐานกว้าง ด้านละ ๑.๓๐ เมตร และเจดีย์องค์ที่ ๔ (องค์ทิศตะวันออกสุด) ขนาดฐานด้านล่ะ ๑.๓๐ เมตร เจดีย์เหล่านี้ เป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอด ส่วนเรือนธาตุย่อมุมไม้สิบสอง ส่วนองค์ระฆังเป็นดินเผาแกะสลักลวดลาย มีการประดับตกแต่ง ด้วยลายปูนปั้นที่งดงาม
อายุสมัย : สมัยอยุธยา ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓
วัดวังไทร ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕ ตอนพิเศษ ๘๓ ง หน้า ๑ วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๑ เนื้อที่โบราณสถานประมาณ ๘๗ ตารางวา
จัดทำโดย
นายสรรชัย แย้มเยื้อน และ นายสหภาพ ขนาน นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ สาขาการจัดการสารสนเทศ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
#วัดวังไทร #โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนนครศรีธรรมราช
อ้างอิง
นภัคมน ทองเฝือ. โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนในเขตพื้นที่สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช. นครศรีธรรมราช: สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, ๒๕๖๓
กรมศิลปากร โดยกลุ่มภาษาและวรรณกรรม สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ขอเชิญเข้าร่วมกิจกรรมประกอบนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๗ "เอกสารล้ำค่า จารึกสยาม (Priceless Document of Siam)" การสาธิต "การสวดมหาชาติคำหลวง : ราชประเพณีที่สืบทอดจากกรุงศรีอยุธยา" วิทยากรโดย เจ้าหน้าที่พิธี กรมการศาสนา และดำเนินรายการโดย นางสาวชนิดา สีหามาตย์ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ในวันอาทิตย์ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๒.๓๐ - ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องประชุม อาคารดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน เวลา ๑๒.๓๐ - ๑๓.๐๐ น. และเริ่มกิจกรรมการสาธิตฯ เวลา ๑๓.๐๐ น.)
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียน (google form) ได้ทาง https://shorturl.at/S6Q7F (รับจำนวนจำกัด) หรือติดตามรับชมการถ่ายทอดสดได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี จัดกิจกรรม "วาดภาพ ระบายสีบอกรักแม่" ขอเชิญชวนน้อง ๆ วาดภาพ ระบายสี ประดิษฐ์การ์ดที่ระลึก เพื่อเป็นของขวัญบอกรักแม่ ณ มุมกิจกรรม Museum Kid's Zone ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี สามารถร่วมกิจกรรมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ตลอดเดือนสิงหาคมนี้ เปิดบริการวันพุธ - อาทิตย์ เวลา 09.00-16:00 น. ปิดวันจันทร์ – อังคาร สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 3721 1586 พิกัดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี อยู่ที่ ถ.ปราจีนอนุสรณ์ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี 25000 google map : https://maps.app.goo.gl/tAcTjUtEEgV7zY9s9
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ ควบคู่กับความสนุกในรูปแบบต่าง ๆ ในหัวข้อ "นววินายักยาตรา" ซึ่งเป็นกิจกรรมเนื่องในเทศกาลคเณศจตุรถี พุทธศักราช ๒๕๖๗ วันที่ ๗ - ๘ กันยายน และ ๑๑ - ๑๕ กันยายน ๒๕๖๗ สำหรับกิจกรรมที่ ๒ ในงานนี้ได้แก่ กิจกรรม "ตามรอยนววินายัก" เกมล่าหาตราประทับและสะสมสติ๊กเกอร์พระคเณศทั้ง ๙ โดยมีขั้นตอนการร่วมกิจกรรม ดังนี้
- ซื้อบัตรเข้าชมที่ห้องจำหน่ายบัตร
- รับพาสปอร์ตได้ที่อาคารมหาสุรสิงหนาท
- ไม่จำกัดจำนวนต่อคน
- เก็บตราประทับและสติ๊กเกอร์ที่ระลึกตามลายแทง
- เก็บสะสมให้ครบภายในวันที่ ๑๕ กันยายน เท่านั้น
- เมื่อเก็บครบทั้ง ๙ องค์แล้วนำพาสปอร์ตไปรับของรางวัล
- ค่าใช้จ่ายในการร่วมกิจกรรม ชุดละ ๑๐๐ บาท
ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรม "นววินายักยาตรา" ณ พิพิธภัณฑสถานแหงชาติ พระนคร สามารถซื้อบัตรเข้าชมได้ตามปกติ ชาวไทย ๓๐ บาท ชาวต่างชาติ ๒๐๐ บาท เริ่มวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๗ ติดตามรายละเอียดกิจกรรมอื่น ๆ ได้ทาง Facebook Page : Education.National Museum Bangkok เที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
เมื่อถึงเทศกาลลอยกระทงด้วยเอกลักษณ์ของเทศกาล ที่มีการจัดงานอย่างสวยงามตามแต่ละพื้นที่ในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ความสวยงามของการประดิษฐ์กระทงในรูปแบบต่าง ๆ ความสวยงามของนางนพมาศ ด้วยเอกลักษณ์ที่เป็นขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมของประเพณีไทยนี้ ยังมีอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงเทศกาลลอยกระทงก็คือ เพลงรำวงลอยกระทง เพราะเมื่อหากเปิดเพลงขึ้นเมื่อไรทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติก็สามารถร้องและตั้งวงรำกันได้ ด้วยทำนองเนื้อร้องจังหวะของเพลงที่สนุกสนานและเข้าใจง่าย เพลงรำวงลอยกระทงจึงเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพลงรำวงลอยกระทงแต่งขึ้นโดยครูแก้ว อัจฉริยะกุล(ผู้แต่งคำร้อง) และครูเอื้อ สุนทรสนาน(ผู้แต่งทำนอง) แม้จะไม่มีหลักฐานของปี พ.ศ. ที่แต่งอย่างชัดเจน แต่ประวัติและที่มาของเพลงรำวงลอยกระทงนี้เกิดจากภรรยาของครูเอื้อ ซึ่งเป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอให้ครูเอื้อช่วยแต่งเพลงสำหรับงานลอยกระทงที่จะจัดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ด้วยกาลเวลาที่มีการพัฒนาตามยุคสมัย เพลงรำวงลอยกระทงจึงได้ถูกนำไปดัดแปลงและเรียบเรียงใหม่ในหลายรูปแบบ ทั้งในด้านทำนอง เนื้อร้อง และภาษาเพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและความนิยมของผู้ฟัง ซึ่งปัจจุบันเพลงรำวงลอยกระทงมีถึง 6 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ สเปน เกาหลี ญี่ปุ่น และจีน รวบรวมโดยกระทรวงวัฒนธรรม สามารถกดลิงก์เพื่อเข้าไปรับชมได้ค่ะ
https://www.facebook.com/ThaiMCulture/videos/1093015585787932
ชื่อเรื่อง : นิทานพื้นบ้านเมืองจันทบุรี
หัวเรื่อง :1. นิทานพื้นบ้าน 2.จันทบุรี-นิทาน
คำค้น : นิทานพื้นบ้านจันททบุรี, นางกาไก, เมืองจันทบุรี, จันทบุรี, บ้านบางกะจะ, บ้านโป่งแรด, อำเภอท่าใหม่, บ้านหนองตาลิ่น, บ้านโป่งกวาง, วัดเขาสุกิม, วัดสามผาน, เขาพลอยแหวน, แหล่งพลายจันทบุรี, หมู่บ้านต้นกระบกท้องแก่, ตลิ่งทอง, สระแก้ว, เขาบายศรี, ตำบลเขาวัว, ตำบลเขาวัว, ตำบลสีพยา, เขาสระบาป, อำเภอมะขาม, ตำบลหมู่บ้านตะปอน-คานรูด-เกวียนหัก, เขาตาหน่วย, สี่เกลอเกี่ยวหญ้าคา, กระต่ายเจ้าปัญญา, ทนายแก้ต่าง, หอยกับกระต่าย, สามเมา, เสือกับคางคก, คางคกกับเสือ
ผู้แต่ง : ศุภวัฒน์ เอมโช
แหล่งที่มา : ต้นฉบับหอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
ลิขสิทธิ์ : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
รูปแบบ : PDF
ภาษา : ภาษาไทย
ประเภททรัพยากร : หนังสือท้องถิ่น (ห้องจันทบุรี)
รายละเอียดเนื้อหา : เป็นการรวบรวม นิทานพื้นบ้านจันทบุรี ได้แก่ นางกาไว (ตำนานเมืองจันทบุรีโบราณ) เมืองจันทบุรีโบราณสำนวนที่สอง ที่มาของชื่อ “จันทบุรี” ตำนานบ้านบางกะจะ ตำนานหมู่บ้านโป่งแรด ตำนานอำเภอท่าใหม่ ตำนานหมู่บ้านหนองตาลิ่น หมู่บ้านโป่งกวาง ตำบลวัดเขาสุกิม ตำนานวัดสามผาน เขาพลอยแหวน แหล่งพลอยจันทบุรี (เขาพลอยแหวน) ตำนานหมู่บ้านต้นกระบกท้องแก่ ตำนานตลิ่งทอง สระแก้ว เขาบายศรีตำบลเขาวัว ตำบลสีพยา เขาสระบาปเคยเป็นเขาหัวโล้นมาก่อน ที่มาของอำเภอมะขาม ตำบลหมู่บ้านตะปอน-คานรูด-เกวียนหัก เขาตาหน่วย สี่เกลอเกี่ยวหญ้าคา กระต่ายเจ้าปัญญา ทนายแก้ต่าง หอยกับกระต่าย สามเมา เสือกับคางคก นิทานคำกลอน เรื่องคางคกกับเสือ นิทานคำกลอนเรื่องเจ้าชายงู ความรักกับดวงดาว (นิทานเกี่ยวกับเจ้าแม่เขาเกลือและเขาสอยดาว) เป็ดกับไก่ ยาสั่ง-คุณไสย ฝรั่งกับคนไทย การแบ่งเขตชายแดนไทย-กัมพูชา ช่องแคบเขาเกลือ ที่มาของชื่ออำเภอแก่งหางแมว ชื่อหมู่บ้านพวา อำเภอ-แก่งหางแมว เขาวงกต เขาแหลมสิงห์ ตำนานเรื่องเท่งตุ๊ก บางสระเก้าร้อยกรอง บางสระเก้าร้อยแก้ว รอยพระพุทธบาท (เขาคิชฌกูฏ)
เลขทะเบียน : น 56 บ. 69245 จบ. (ร)
เลขหมู่ : ท 398.2 ศ723น
สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเทศกาลท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ยามค่ำคืน “Night at the Museum เรือพระราชพิธี ศรีแห่งนครา” เปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ให้เข้าชมความงดงามของเรือพระราชพิธี มรดกวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าแห่งสายน้ำ ระหว่างวันที่ 27 - 29 ธันวาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. - 20.30 น. ไฮไลท์อยู่ที่การแสดงเรือพระราชพิธีประดับแสงไฟในบรรยากาศยามค่ำคืน การแสดงเห่เรือประกอบการพายเรือ กิจกรรมเวิร์คชอบ การออกร้านสินค้าทางวัฒนธรรม และอาหารเลิศรสย่านบางกอกน้อย มีพื้นที่จอดรถในกองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเรือพระราชพิธี ซึ่งเดิมเป็นอู่เรือเก่า ได้รับการปรับปรุงขึ้นเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อพุทธศักราช 2517 จัดแสดงเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ประกอบด้วยเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ พร้อมทั้งเรือที่มีโขนเรือ 4 ลำ ประกอบด้วย เรือเอกชัยเหินหาว เรือครุฑเหินเห็จ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร และเรืออสุรวายุภักษ์ รวมทั้งยังมีนิทรรศการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของเรือพระราชพิธี ซึ่งบรรจงสร้างขึ้นด้วยฝีมือประณีต แสดงภูมิปัญญาของช่างไทยหลายแขนง ทั้งช่างแกะสลัก ช่างรัก ช่างประดับกระจก ช่างไม้ ช่างเขียน องค์ประกอบสำคัญของกระบวนเรือพระราชพิธี และอื่นๆ
ผู้สนใจสามารถเที่ยวชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี แหล่งเรียนรู้เรื่องเรือพระราชพิธี ในบรรยากาศยามค่ำคืน ตั้งอยู่ที่ริมคลองบางกอกน้อย แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ในระหว่างวันที่ 27 - 29 ธันวาคม 2567 เวลา 09.00 น. - 20.30 น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2424 0004
ชื่อเรื่อง : Colloquial English Through Studies in American Social History = บทสนทนาภาษาอังกฤษ
หัวเรื่อง : English language -- Textbooks for foreigners
คำค้น : English language
รายละเอียด : -
ผู้แต่ง : White, William A.
แหล่งที่มา : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี
หน่วยงานที่รับผิดชอบ : Prachandra Printing Press
ปีที่พิมพ์ : 1960
วันที่เผยแพร่ : 30 มกราคม 2568
ผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน : -
ลิขสิทธิ์ : -
รูปแบบ : PDF
ภาษา : English
ประเภททรัพยากร : Rarebook
ตัวบ่งชี้ : -
รายละเอียดเนื้อหา : -
เลขทะเบียน : B. 32 C. 2587 จบ.
เลขหมู่ : 423.2495911
W589c
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ. 64/1หมวดหมู่ พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ 74 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55.5 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับล่องชาด ไม้ประกับธรรมดา ได้รับจาก จ.พระนครศรีอยุธยา