ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,994 รายการ
เลขทะเบียน : นพ.บ.185/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 5.5 x 54 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 107 (123-132) ผูก 3 (2565)หัวเรื่อง : สทฺทสงฺคห(สัททะสังคหะ)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
หออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช มีที่มาจากหอนั่งซึ่งใช้เป็นที่ว่าราชการในเคหาสน์ย่านหัวลำโพง ของเจ้าพระยายมราช (แก้ว สิงหเสนี) เสนาบดีกรมพระนครบาล สมัยรัชกาลที่ ๔ ลักษณะเป็นศาลาใหญ่ ๒ ชั้น ชั้นบนเป็นห้องโถงมีบานเฟี้ยมกั้น ๓ ด้าน รวม ๒๘ บาน บนบานเฟี้ยมมีภาพแกะสลักเล่าเรื่องสามก๊ก เป็นศิลปกรรมจีนที่นิยมในสมัยนั้น ซึ่งภายหลังทายาทตระกูลสิงหเสนีได้มอบให้กับกรมศิลปากรเพื่อเป็นสมบัติของชาติ รวมทั้งบริจาคเงินจัดสร้างหออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช เพื่อเป็นที่จัดแสดงบานเฟี้ยมชุดนี้ บานเฟี้ยมชุดนี้ ทำมาจากไม้พะยูงแกะสลักปิดทอง เป็นของที่สั่งซื้อมาจากประเทศจีนในราคาบานละ ๘๐ บาท มีจำนวน ๒๘ บาน เป็นบานที่มีลวดลาย ๒๖ บาน และไม่มีลวดลาย ๒ บาน โดยบานที่มีลวดลาย ส่วนบนแกะสลักรูปค้างคาวห้าตัว (อู้ฟู่) ล้อมรอบอักษรจีนคำว่า “ซังฮี้” ส่วนล่างแกะสลักภาพเล่าเรื่องสามก๊ก นับเป็นประณีตศิลป์ที่งดงามทรงคุณค่า แสดงถึงความนิยมศิลปกรรมแบบจีนในหมู่คหบดีไทย สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้สนใจสามารถเข้าชมหออนุสรณ์เจ้าพระยายมราช และบานเฟี้ยม ผนังไม้จำหลักวรรณกรรม “สามก๊ก” ได้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดทุกวันพุธ – อาทิตย์ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๐๐ น. สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๒๒๔ ๑๔๐๒, ๐ ๒๒๒๔ ๑๓๓๓
ศาลาที่ว่าการมณฑลจันทบุรี หรือ ศาลากลางจังหวัดจันทบุรี หลังเดิม ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทำการของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี กรมศิลปากร ในอดีตเป็นที่ทำการบริหารราชการของมณฑลจันทบุรี ตามหลักฐานในเอกสารจดหมายเหตุมีดำริห์สร้างอาคารหลังนี้ตั้งแต่ พุทธศักราช 2454 และได้ก่อสร้างมาตามลำดับ จนถึงปลาย พุทธศักราช 2459 จึงเสร็จสมบูรณ์ ต่อมาในปีพุทธศักราช 2460 หม่อมเจ้าสฤษดิเดช สมุหเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรี ได้ทูลเชิญมหาอำมาตย์เอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เสด็จมาทำพิธีเปิดศาลาที่ว่าการมณฑลจันทบุรี โดยเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2460 ตามเอกสารคำกล่าวรายงานในพิธีเปิดของหม่อมเจ้าสฤษดิเดช เอกสารจดหมายเหตุชุดนี้มีเอกสารประกอบในชุดมีเรื่องราวสำคัญในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการรับเสด็จในครั้งนี้ในหลายส่วนอาทิ เช่น เอกสารคำกล่าวรายงานในพิธีเปิดของหม่อมเจ้าสฤษดิเดช สมุหเทศาภิบาลมณฑลจันทบุรี ที่กล่าวถึงเหตุของการสร้างศาลาที่ว่าการมณฑลจันทบุรีหลังนี้ หัตเลขาของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ที่เขียนถึงหม่อมเจ้าสฤษดิเดช และข้าราชการในมณฑลจันทบุรีเพื่อแสดงความยินดีและขอบคุณ ทั้งให้โอวาทในความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในคราวพิธีเปิดศาลาที่ว่าการมณฑลจันทบุรี เอกสารประกอบรายงานของ พระสำเริงนฤปการ ปลัดมณฑลจันทบุรี ที่ได้ส่งทูลเอกสารรายงานเกี่ยวกับทำเนียบท้องที่ ทำเนียบข้าราชการแผนกมหาดไทย ยอดสำมโนครัว ยอดการเลี้ยงชีพพลเมือง เพื่อทูลรายงานให้ทรงทราบเกี่ยวกับสภาพโดยทั่วไปของมณฑลจันทบุรีในช่วงเวลานั้น เอกสารการแบ่งหน้าที่จัดการรับเสด็จ การเตรียมการของส่วนต่างๆ เช่น การจัดพาหนะรับจากเรือที่นั่งที่ปากน้ำที่ท่าหลวง การจัดยานพาหนะจากท่าหลวงไปที่ประทับ การจัดการน้ำ โคมไฟ ความสะอาด การจัดการอาหารเครื่องดื่ม เป็นต้น เอกสารรายการเสด็จประพาส ซึ่งป็นกำหนดการเสด็จพระพาสยังที่ต่างๆ ในช่วงวันที่ 11-17 พฤษภาคม พุทธศักราช 2460 หลังเสร็จพิธีเปิดศาลาที่ว่าการมณฑลจันทบุรี โดยเสด็จไปยังที่ต่างๆ เช่น อำเภอพลอยแหวน น้ำตกพลิ้ว เสด็จศาล ทหาร ตำรวจภูธร เรือนจำ เสด็จจังหวัดตราด และเสด็จจังหวัดระยอง เอกสารเตรียมการในการร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร เนื่องด้วยพิธีเปิดศาลาที่ว่าการมณฑลจันทบุรี อาทิรายนามผู้ที่รับเชิญร่วมรับประทานอาหาร การเตรียมการ แผงผังการนั่งของบุคคลต่างๆ แผนผังการจัดสถานที่การเตรียมการในการเดินโต๊ะ เอกสารการจัดเวรเฝ้ายามประจำที่ประทับ เอกสารชุดนี้เป็นเอกสารชั้นต้นที่เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ในอดีตที่สำคัญต่อจังหวัดจันทบุรี นับว่าโชคดีที่ยังไม่สูญหายไปตามกาลเวลา ซึ่งเอกสารชุดนี้สะท้อนเรื่องราวในอดีตในหลายมิติ ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าใช้บริการเอกสารชุดนี้ได้ในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ในวันและเวลาราชการ------------------------------------------------------------ผู้เขียน นายอดิศร สุพรธรรม นักจดหมายเหตุชำนาญการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ จันทบุรี ------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง หอจดหมายเหตุแห่งชาติจันทบุรี. (13)มท 2.1/240 เอกสารกระทรวงมหาดไทย ชุดมณฑลจันทบุรี เรื่อง กรมพระจันทบุรีนฤนาถ เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เสด็จเปิดศาลาที่ว่าการมณฑลจันทบุรี (มีนาคม 2459 – 13 พฤษภาคม 2460)
ชื่อเรื่อง : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 37 (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 63 (ต่อ) เรื่องกรุงเก่าชื่อผู้แต่ง : - ปีที่พิมพ์ : 2512 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : องค์การค้าของคุรุสภา จำนวนหน้า : 318 หน้า สาระสังเขป : ประชุมพงศาวดาร เล่ม 37 ภาคที่ 63 (ต่อ) กล่าวถึงเรื่องตำนานกรุงเก่า แบ่งเป็นตอนต่างๆดังนี้ ตอนที่ 1 ประวัติกรุงเก่า ตอนที่ 2 ภูมิสถานพระนคร ตอนที่ 3 แม่น้ำลำคลองนอกพระนคร ตอนที่ 4 การปกครองท้องที่ ตอนที่ 5 สำมะโนครัวพลเมือง และตอนที่ 6 การขุดวัง นอกจากนี้ยังมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การวิจารณ์เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา ที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ และภูมิแผนที่พระนครศรีอยุธยา
วันจันทร์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๕ เวลา ๑๑.๐๐ น. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร ตรวจงานจ้างโครงการบูรณะพระระเบียงและวิหารคต งวดที่ ๘ - ๑๐ พร้อมด้วยนางสาวมนัชญา วาจก์วิศุทธิ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการอนุรักษ์โบราณสถาน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
ภาชนะเครื่องใช้ ประเภทกระปุก ศิลปะสุโขทัย
ภาชนะเครื่องใช้ ประเภทกระปุก ศิลปะสุโขทัย จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชุมพร
กระปุก ศิลปะสุโขทัย เป็นหนึ่งในภาชนะเครื่องใช้ของเครื่องสังคโลก มีลักษณะคอแคบ ไหล่ลาดสอบลงมายังฐาน กระปุกบางใบใช้สำหรับใส่เครื่องหอมและเครื่องเทศ บางใบก็ใช้สำหรับใส่น้ำหยด บางท่านเชื่อว่าใช้สำหรับเทน้ำฝนหมึก บางท่านก็ว่าไม่ได้ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ แต่ใช้ในทางไสยศาสตร์หรือทางศาสนาพราหมณ์มากกว่า เช่น รินน้ำหรือเหล้าลงในภาชนะเล็กๆ สำหรับถวายตามศาลพระภูมิหรือศาลเจ้า หรือหลั่งน้ำมนต์บนวัตถุคล้ายยันต์หรือราดลงบนศีรษะคนเพื่อความขลังในการป้องกันภยันตรายหรือสะเดาะเคราะห์
1. กระปุกเคลือบสีเขียว และกระปุกเขียนลายสีน้ำตาลเคลือบสีขาว จากวัดบางลึก ตำบลบางลึก อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เป็นกระปุกขนาดเล็กที่ผลิตจากเตาเผาโบราณในสุโขทัย จากการสำรวจพบว่าส่วนใหญ่มีชิ้นส่วนกระดูกที่เผาไฟและไม่เผาไฟบรรจุอยู่ภายใน จึงอาจสันนิษฐานถึงลักษณะการใช้งานของกระปุกประเภทนี้ที่พบในชุมพรว่า ใช้เป็นภาชนะบรรจุกระดูก
2. กระปุกเคลือบสีน้ำตาล และกระปุกเขียนลายสีน้ำตาล จากวัดบางลึก ตำบลบางลึก อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เป็นภาชนะใช้บรรจุกระดูก ขุดพบจากบริเวณพื้นที่ก่อสร้างสะพานข้ามคลองข้างวัดบางลึก ตำบลบางลึก อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร
3. กระปุกเคลือบสีเขียว ตกแต่งลายพันธุ์พฤกษา เครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์หยวน พุทธศตวรรษที่ 18-19 จากวัดบางลึก ตำบลบางลึก อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร กระปุกดังกล่าวนี้มีชิ้นส่วนกระดูกบรรจุอยู่ภายใน สันนิษฐานว่า อาจใช้เป็นภาชนะบรรจุกระดูก ซึ่งพบมากในวัดแห่งนี้
4. กระปุกเคลือบสีเขียว และกระปุกดินเผา เครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์หมิง พุทธศตวรรษที่ 21-22 กระปุกกลุ่มนี้ พบชิ้นส่วนกระดูกบรรจุอยู่ภายใน ซึ่งสันนิษฐานว่า อาจใช้เป็นภาชนะบรรจุกระดูก
5. กระปุกลายคราม เครื่องถ้วยเวียดนาม พุทธศตวรรษที่ 20-21 เครื่องถ้วยชนิดนี้เป็นรูปแบบและลวดลายที่ได้รับอิทธิพลจากเครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์หมิง
6. กระปุกลายคราม เครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์หมิง พุทธศตวรรษที่ 21-22 เป็นกระปุกเขียนลายพันธุ์พฤกษาด้วยลายเส้นสีน้ำเงิน ขุดพบร่วมกับภาชนะทรงกระปุกที่บรรจุชิ้นส่วนกระดูกในแหล่งโบราณคดีวัดบางลึก สันนิษฐานว่า อาจเป็นภาชนะที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน
พระมนเทียรถ้าเทิด แถวถงัน
ขวาสุทธาสวรรย์พรรณ เพริศแพร้ว
ซ้ายจันทรพิศาลวรรณ เวจมาศ
พรายแพร่งสุริยแล้ว ส่องสู้แสงจันทร์
โครงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช, หลวงศรีมโหสถ
....................................................................................
พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เป็นหนึ่งในพระที่นั่งองค์สำคัญภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน อันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์และข้าราชบริพารฝ่ายใน สร้างขึ้นในคราวเดียวกับการสร้างพระราชวังเมืองละโว้ ราว พ.ศ.2209 ปรากฏหลักฐานที่กล่าวถึงการสร้างรวมถึงการพระราชทานนามของพระที่นั่งองค์นี้ในพงศาวดารความว่า
.
“...จึงสมเด็จบรมบาทพระนารายณ์ราชบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชดำรัสสั่งช่างพนักงานจับการก่อพระมหาปราสาทสองพระองค์ ครั้นเสด็จแล้วก็พระราชทานนามบัญญัติชื่อพระที่นั่งสุทธาสวรรย์องค์หนึ่ง พระที่นั่งธัญญมหาปราสาทองค์หนึ่ง...”
.
ซึ่งสอดคล้องกับโครงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประพันธ์โดยหลวงศรีมโหสถ กวีร่วมสมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่กล่าวถึงพระที่นั่งต่าง ๆ ภายในพระราชวังเมืองละโว้ โดยได้พรรณนาถึงพระที่นั่งดุสิตสวรรค์ธัญญมหาปราสาทที่ขนาบข้างซ้ายขวาด้วยพระที่นั่งจันทรพิศาล และพระที่นั่งสุทธาสวรรย์
ชื่อ “พระที่นั่งสุทธาสวรรย์” จึงเป็นชื่อเดิมของพระที่นั่งองค์นี้ที่ได้รับพระราชทานนามจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาตั้งแต่ครั้งแรกสร้าง
ข้อมูลจากหลักฐานทั้งพงศาวดารและบันทึกของชาวต่างชาติต่างระบุไว้ในทำนองเดียวกันคือ พระองค์ทรงโปรดที่จะประทับ ณ เมืองลพบุรี มากกว่าที่พระนครศรีอยุธยา
.
“...เมืองละโว้เป็นที่ประทับในชนบทของพระนารายณ์มหาราช ตามปกติประทับอยู่ที่เมืองนั้นเป็นนิตย์ เสด็จไปพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณเจ็ดร้อยเส้นนานๆ ครั้งหนึ่งและเมื่อมีงานพระราชพิธี...” – จดหมายเหตุฟอร์บัง (เชวาลอเอร์ เดอะ ฟอร์บัง)
.
“...พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ทรงโปรดปรานเมืองนี้มาก ประทับที่อยู่ที่นั่นเกือบตลอดปี และทรงเอาพระทัยใส่สร้างให้สวยงามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และทรงตั้งพระทัยจะขยายอาณาบริเวณออกไปอีก...” – นิโกลาส์ แชร์แวส
.
“...และพระองค์เสด็จอยู่ ณ เมืองลพบุรีในเหมันตฤดู และคิมหันตฤดู และเสด็จลงมาอยู่ ณ กรุงเทพมหานครแต่เทศกาลวสันตฤดู...” “...ขณะนั้นสมเด็จบรมบพิตรพระนารายณ์เป็นเจ้า ทรงพระนามปรากฏว่า #สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมืองลพบุรี เหตุว่าพระองค์เสด็จขึ้นไปเสวยราชสมบัติเมืองลพบุรี...” - พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา
.
จึงอาจกล่าวได้ว่านอกจากพระที่นั่งสุทธาสวรรย์จะเป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ยังเป็นพระที่นั่งที่พระองค์เสด็จมาประทับมากที่สุดตลอดรัชกาลของพระองค์
สำหรับเขตพระราชฐานชั้นในแบ่งพื้นที่การใช้งานออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือบริเวณพระที่นั่งสุทธาสวรรย์ที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อนุญาตให้เฉพาะเหล่ามหาดเล็กในพระองค์ กับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยเข้าเฝ้าเท่านั้น และส่วนที่สองเป็นที่อยู่ของเหล่าสนมกำนัล โดยมีที่พักอาศัยงดงามเป็นตึกแถว ยาวขนานไปกับพระตำหนักที่ประทับของพระองค์ การเข้า-ออกบริเวณนี้ทำได้ยากมาก แม้กระทั่งพระราชโอรสก็ไม่อนุญาตให้เข้ามีแต่พวกขันทีเท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปถวายการปรนนิบัติได้
ในช่วงปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์ประชวรอย่างหนักจนมิอาจว่าราชการได้ จึงโปรดให้พระเพทราชาออกว่าราชการแทนพระองค์ ขณะที่ทรงพระประชวรได้ประทับ ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ ก่อนการสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น คือเหตุการณ์การรัฐประหารของพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ คือการจับกุมตัวพระปีย์ผู้เปรียบเสมือนพระโอรสบุญธรรม และเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยปรากฏข้อความในพงศาวดารเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวความว่า
.
“...พระปีย์กอปรด้วยสวามิภักดิ์นอนอยู่ปลายฝ่าพระบาท คอยปฏิบัติพยุงพระองค์ลุกนั่งอยู่ ครั้นรุ่งเพลาเช้าพระปีย์ลุกออกมาบ้วนปากล้างหน้า ณ ประตูกำแพงแก้ว จึงหลวงสรศักดิ์ผู้สำเร็จราชการ ณ ที่มหาอุปราช สั่งให้ขุนพิพิธรักษาชาวที่ผลักพระปีย์ตกลงไปจากประตูกำแพงแก้ว และพระปีย์ร้องขึ้นได้คำว่า ทูลกระหม่อมแก้วช่วยด้วย พอขาดคำลงคนทั้งหลายก็กุมเอาตัวพระปีย์ไปประหารชีวิตตายในขณะนั้น...”
.
หลังจากการจับกุมตัวพระปีย์ไปสำเร็จโทษ อาการประชวรของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็รุนแรงขึ้นจนเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2231 ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ พระราชวังเมืองละโว้ก็ถูกทิ้งร้างให้โรยราไปตามกาลเวลาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
.................................................................................
ติดตามตอนต่อไปของ #สุทธาสวรรย์พรรณเพริศแพร้ว ได้ในวันพุธ ที่ 22 มิถุนายน 2565 และเตรียมพบกับมิติใหม่ของการท่องเที่ยวโบราณสถานในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จะเป็นอะไร มีรูปร่างหน้าตาแบบไหน ติดตามได้ที่นี่ เร็วๆ นี้ค่ะ
………………………..........................................................
อ้างอิง
กรมศิลปากร. หนังสือนำชมพระนารายณ์ราชนิเวศน์. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : บริษัท นะรุจ จำกัด, 2560.
____________. ประชุมพงศาวดาร เล่มที่ 50 ภาค 80 จดหมายเหตุฟอร์บัง. กรุงเทพฯ : องค์การค้าคุรุสภา, 2527.
____________. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2516.
นิโกลาส์ แชร์แวส. ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม : ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช. สันต์ ท. โกมลบุตร แปล. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ก้าวหน้า, 2506.
หลวงศรีมโหสถ. โครงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช. กรุงเทพฯ : โสภณพิพรรฒธนาการ, 2478.
...............................................................................
เรียบเรียงโดย นางสาววสุนธรา ยืนยง นักวิชาการวัฒนธรรม
วัดสุริโย หรือ วัดสุริโยกำแมด หมู่ที่ ๑ บ้านกำแมด ตำบลกำแมด อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ตามประวัติระบุว่าตั้งขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๓ ภายในวัดมีโบราณสถานสำคัญ ได้แก่ อุโบสถ (สิม) หลังเก่า
อุโบสถ (สิม) หลังเก่า ตามประวัติระบุว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ โดยพระปลัดสี ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น พร้อมคณะศิษย์และชาวบ้าน ลักษณะทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมได้รับอิทธิพลญวน ดังจะเห็นได้จากเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ทำวงโค้งประดับระหว่างช่วงเสาและเหนือขอบหน้าต่าง ระหว่างช่วงเสาผนังด้านนอกทำปูนปั้นลายท่อนพวงมาลัยห้อยอุบะประดับ ทาสีน้ำเงิน สีเหลืองสีแดง ตกแต่งปูนปั้นเป็นหลัก
ตัวอาคารมีขนาด ๓ ห้อง ทำมุขด้านหน้าทางทิศตะวันออก มีบันไดทางขึ้นที่กึ่งกลางด้านผายออก หัวเสาประดับด้านหน้าทำเป็นบัวแวงทาสี ถัดขึ้นไปเป็นขอบหน้าบันมีข้อความเขียนด้วยสีน้ำเงินว่า “ต่อมา (อ.จ.ท พันธ์) ทำลาย พ.ศ. ๒๔๙๐ สิมานี้ (พระปลัดสี) พร้อมศิษย์และชาวบ้าน สร้าง พ.ศ. ๒๔๘๒” ถัดขึ้นไปเป็นหน้าบันประดับปูนปั้นรูปเทพเทวาผุดจากดอกบัว มือทั้งสองข้างถือเครื่องสูง และทำลายเครือเถาประดับทั้งสองข้าง หน้าบันด้านหลังทำเป็นปูนปั้นรูปหนุมาน ไม่มีลายอื่นใดประกอบ ในอดีตน่าจะมุงด้วยแป้นเกล็ดหรือกระเบื้องดินเผา ปัจจุบันมุงด้วยสังกะสี
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานวัดสุริโย (วัดกำแมด) ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๐ ตอนที่ ๒๒๐ ฉบับพิเศษ หน้า ๑๗ วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๖ พื้นที่โบราณสถานประมาณ ๒ ไร่ ๑ งาน ๒๐ ตารางวา
------------------------------------------------------------------
อ้างอิงจาก
กองพุทธศาสนสถาน, กรมการศาสนา. ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๑๔. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา,
๒๕๓๘. หน้า ๔๕๒
------------------------------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๙ อุบลราชธานี