ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 53,254 รายการ

      สิงห์ (สิงห์ทวารบาล)       ศิลปะชวาภาคกลาง (พุทธศตวรรษที่ ๑๔)       ได้มาจากพุทธสถานบุโรพุทโธ (Borobudur) เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย       ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ ห้องศรีวิชัย อาคารมหาสุรสิงหนาท พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร       รูปสิงโตจำหลักศิลา ใบหน้าสิงโตแสดงอาการดุร้าย ดวงตากลมโต เบิกโพลง ปากอ้า ส่วนลำตัวหนา แผงคอลักษณะเป็นแถบเส้นตรงส่วนปลายขมวดเป็นก้นหอยซ้อนกันสามชั้น ยกขาหน้าขึ้นในลักษณะทำท่าขู่ (ส่วนปลายเท้าขาหน้าได้รับการซ่อมแซมใหม่ในภายหลัง) นั่งอยู่บนฐานเขียงสี่เหลี่ยม       ประติมากรรมรูปสิงห์ทวารบาล ในศิลปะชวานั้นเป็นผลมาจากการรับวัฒนธรรมจากทางอินเดีย ซึ่งสิงห์เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ ลักษณะของการเป็นผู้นำ (เจ้าป่า) และผู้พิทักษ์ ดังนั้นจึงมีการตั้งรูปสิงห์ไว้ด้านหน้าศาสนสถานหลายแห่ง และมักจะแสดงออกด้วยท่าทางเคลื่อนไหว โดยเฉพาะการยกขาหน้าขึ้นแสดงความน่าเกรงขาม* เสมือนเป็นผู้ปกปักรักษาศาสนสถานแห่งนั้น สำหรับประติมากรรมสิงห์ชิ้นนี้ เป็นหนึ่งในประติมากรรมสิงห์ทวารบาลของพุทธสถานบุโรพุทโธ (Borobudur) โดยตั้งสิงห์ไว้คู่กันบริเวณทางขึ้นพุทธศาสนสถาน สร้างขึ้นโดยราชวงศ์ไศเลนทร์ ซึ่งนับถือพุทธศาสนามหายานขณะที่ศาสนสถานบางแห่ง เช่น จันทิงาเวน (Candi Ngawen) เมืองมุติลัน (Muntilan) ปรากฏรูปสิงห์ยืนตั้งอยู่ที่มุมพุทธสถาน นอกจากนี้บนซุ้มประตูพุทธสถานบางแห่งในศิลปะชวาภาคกลาง มีการประดับรูปสิงห์ขนาบทั้งสองข้างของหน้ากาล เช่น หน้ากาลจากที่ราบสูงเดียง (Dieng Plateau) เป็นต้น      เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสชวา ในครั้งนั้นพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพุทธสถานบุโรพุทโธ (Borobudur) และทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเลือกชิ้นส่วนประติมากรรมไว้เป็นที่ระลึก ดังข้อความในพระราชหัตถเลขา ลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๑๕ (พ.ศ.๒๔๓๙) ความตอนหนึ่งกล่าวว่า        “...กลับลงมาเลือกลายต่าง ๆ ที่ตกอยู่ข้างล่าง คือนาคะหรือช้าง ลายหลังซุ้มพระเจดีย์ ๑ รากษสเล็กตัว ๑ สิงโตขาหัก ๒ ตัว ท่อน้ำอัน ๑...”        ภายหลังเสด็จจากประพาสชวา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพิธีสมโภชพระพุทธรูปและเทวรูปที่ทรงได้มาจากชวา กล่าวคือสิ่งของต่าง ๆ ที่ได้มาจากชวา โดยเทวรูปและพระพุทธรูปประดิษฐาน ณ โรงพิธีที่หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๙ ในครั้งนั้นพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้พระสงฆ์และพระบรมวงศานุวงศ์ตามเสด็จพระราชดำเนิน ดูสิ่งของที่ได้จากชวา พร้อมทั้งมีการแสดงทางวัฒนธรรมของทางชวา ทั้งการรำและการดนตรีอย่างชวา หลังจากนั้นสิงห์ชวาคู่นี้ได้เก็บรักษาอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม       กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๗ จึงมีการย้ายสิงห์ชวาคู่นี้มาจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ปรากฏข้อความในลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๔ ความตอนหนึ่งกล่าวว่า       “...เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ฉันเข้าไปในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เห็นของที่ควรจะย้ายเอามารักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถาน มี ๒ อย่าง** คือ ๑. สิงห์ชะวา ทำด้วยศิลาคู่ ๑ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงได้มาแต่บุโรบุดอ เดี๋ยวนี้ยังตั้งอยู่ที่มุมหอพระคันธารราษฎร์ ควรจะย้ายเอามาไว้ที่พิพิธภัณฑสถาน ด้วยเครื่องศิลาที่ได้มาจากชะวาครั้งนั้นรวบรวมอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานหมดแล้ว ยังแยกกันอยู่แต่สิงห์ที่ว่านี้คู่เดียว...”   *การทำท่าให้น่าเกรงขาม หรือขู่ให้กลัว เป็นความหมายเดียวกับการแสดงท่า “ดรรชนีมุทรา” โดยทวารบาลตามทางเข้าศาสนสถานนิยมแสดงมุทรานี้ด้วยการชูสองนิ้วขึ้น ในศิลปะชวาภาคตะวันออก และบาหลี พบว่ามีการนำมุทรานี้ไปใช้กับหน้ากาลบนซุ้มประตูทางเข้าศาสนสถานด้วย **อีกรายการหนึ่งคือ สิงห์ศิลาศิลปะเขมร คู่หนึ่งซึ่งแต่เดิมอยู่ตรงพระศรีรัตนเจดีย์      อ้างอิง เชษฐ์ ติงสัญชลี. มุทรา ท่าทาง เครื่องทรง สิ่งของ รูปเคารพในศาสนาพุทธ เชน ฮินดู. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๕. เชษฐ์ ติงสัญชลี. ประวัติศาสตร์ศิลปะอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รูปแบบ พัฒนาการ ความหมาย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. นนทบุรี: มิวเซียมเพรส, ๒๕๕๘. จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ระยะทางเที่ยวชวากว่าสองเดือน. พระนคร: โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๘ (ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงารพระศพ สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธกรมหลวงนครราชสีมา ณ พระเมรุท้องสนามหลวง พ.ศ. ๒๔๖๘). สุภัทรดิศ ดิศกุล, หม่อมเจ้า. ศิลปะอินโดนีเซียสมัยโบราณ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๔๕. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ. (๔) ศธ. ๒.๑.๑/๒๗๖. เอกสารกระทรวงศึกษาธิการ กรมศิลปากร. เรื่อง ขอรับสิงห์ชะวาและสิงห์เขมรจากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มาไว้ที่พิพิธภัณฑสถาน (๑๖ ก.พ. - ๒๑ มี.ค. ๒๔๗๔). อมรา ศรีสุชาติ. พุทธปฏิมาวิจักษณ์จากภารตะสู่สุวรรณภูมิ. กรุงเทพฯ: รุ่งศิลป์การพิมพ์, ๒๕๖๑. “เรื่อง การสมโภชพระพุทธรูป แลเทวรูปที่ทรงได้มาแต่ประเทศชวา.” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓ ตอน ๒๕ วันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๓๙. หน้า ๒๖๘.


          วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๐๗.๓๐ น. กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ๑๓ ตุลาคม โดยกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก จัดพิธีสวดพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยมีดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานในพิธีจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย และจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการระดับสูงกระทรวงวัฒนธรรม และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมในพิธีสวดพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลในครั้งนี้ ณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ


กรมศิลปากร ขอแสดงความเสียใจและอาลัยอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของครูมืด ประสาท ทองอร่าม  บรมครูของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ผลงานบางส่วนของครูมืด https://youtu.be/KNXyK2Gp-4s https://youtu.be/QqZCMr_T1tw https://youtu.be/zdmAouyFg7E https://youtu.be/FICkVRGNyCo https://youtu.be/hirjoskCYeE



          ดุสิตธานี เมืองสมมุติประชาธิปไตยขนาดย่อส่วนในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่พระองค์ทรงพระราชดำริเกี่ยวกับการปกครองแบบประชาธิปไตย มาครั้งแต่ที่พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กว่าจะมีดุสิตธานีนั้น พระองค์ทรงเรียนรู้เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยผ่านการทดลองการปกครองสมมุติหลากหลายรูปแบบโดยเริ่มต้นจากการปกครองแบบ The New Republic หรือ สาธารณรัฐใหม่ เป็นการปกครองสมมุติแรกเริ่ม ไม่มีอาคารสถานที่มีแต่บุคคล ทรงร่วมกลุ่มกับพระสหายเป็นบทบาทสมมุติในการทำกิจกรรมทางการเมืองที่ประกอบด้วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ และมีการออกหนังสือเช่นเดียวกับราชกิจจานุเบกษา มีการแบ่งพรรคการเมืองเป็น 2 พรรค คือพรรคสาธารณรัฐ กับพรรคนิยมกษัตริย์ ทั้งนี้คณะปกครอง The New Republic มีช่วงเวลาเพียงแค่ 41 วันเท่านั้นภาพ : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งพระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารภาพ : แผนผังการนั่งของผู้เข้าประชุมสมาคมครึ          เมืองมัง เป็นเมืองสมมุติขนาดเล็ก หรือเรียกว่าเมืองตุ๊กตา ทรงริเริ่มสร้างปี พ.ศ.2446 ในช่วงที่ทรงประทับ ณ พระตำหนักอัมพวา เหตุที่ชื่อเมืองมังนั้นคาดว่ามาจากชื่อพระตำหนักอัมพวา ที่แปลว่ามะม่วง และคำว่ามะม่วงในภาษาอังกฤษเรียกว่าแมงโก หรือมังโกนั่นเอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสร้างเมืองมังให้เป็นรูปธรรมขึ้น มีแม่น้ำลำคลอง ถนน หมู่บ้าน และสวน มีแบบแผนในการสร้างและการเล่นตามพระราชกระแสของพระองค์ เมืองมังยุติบทบาทลงหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงผนวชตามพระราชประเพณีในปี 2447           สมาคมครึ เป็นสมาคมมีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงฝึกคนให้มีการเลือกตั้งกรรมการบริหารสมาคม ทรงกำหนดให้มี 2 พรรค คือ พรรคสุภาพบุรุษ และ พรรคแรงงาน ทรงนำแบบแผนผังการนั่งของผู้เข้าประชุมมาจากประเทศอังกฤษที่ประกอบด้วย ประธาน ผู้พูด ผู้รับเชิญ สมาชิกสตรี กรรมการบริหาร และที่นั่งของพรรคทั้ง 2 ที่อยู่ตรงข้ามกัน แต่เนื่องจากการทดลองสมาคมครึนี้มีการเปลี่ยนกรรมการผู้บริหารบ่อยเกินไปจึงทำให้สมาคมครึยุติบทบาทลง            นคราภิบาล เป็นการทดลองการปกครองในระบอบเทศบาลเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงลาผนวชแล้ว พระองค์ทรงให้สร้างเรือนแถวขึ้นตลอดแนวกำแพงพระตำหนักจิตรลดาเดิมกับวังปารุสกวัน(เก่า) โดยพระองค์ให้มหาดเล็กชั้นเด็กสมมุติเป็นราษฎรไปอยู่ที่เรือนแถวนั้น ทรงกำหนดหน้าที่ ระเบียบความเป็นอยู่และเขตการปกครอง กำหนดให้มีสภากรรมการ ประกอบด้วยนายกเทศมนตรี เลขาธิการ นายแพทย์สุขาภิบาล และเชษฐบุรุษ (ผู้แทนราษฎรในท้องถิ่น) เรียกว่า คณาภิบาล นอกจากนั้น นคราภิบาลยังมีองค์ประกอบของการปกครอง เช่น หนังสือพิมพ์ประเภทชวนหวว ที่นำเสนอบทพระราชนิพนธ์และข่าวสารในนคราภิบาล กำหนดออกรายสัปดาห์แจกให้ราษฎรอ่าน ด้านเศรษฐกิจ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งธนาคารขึ้น ชื่อว่า แบงก์ลีฟอเทีย เพื่อรับฝากเงินจากราษฎรหรือมหาดเล็ก เป็นต้น  ภาพปกหนังสือพิมพ์ประเภทชวนหวว         เมืองทราย เป็นการทดลองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นจากการที่พระองค์ทรงร่วมก่อกองทรายกับมหาดเล็กชั้นเด็กๆ ทรงสอนให้มหาดเล็กเหล่านั้นทราบถึงการสร้างเมืองและป้อมปราการ ในคราวที่เสด็จค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ เพื่อประทับรักษาพระอาการประชวร และเมื่อเสด็จกลับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก็มีพระราชดำริจัดตั้ง ดุสิตธานี ขึ้นทันที ภาพ : พระตำหนัก ณ ค่ายหลวงหาดเจ้าสำราญ           ดังที่ได้กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่ากว่าจะมีดุสิตธานีนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงศึกษาและทดลองใช้ระบอบการปกครองหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีความรู้และความเข้าใจ มีพื้นฐานและแนวทางในการดำเนินการจัดการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทุกแนวทางล้วนสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพความเป็นนักปราชญ์ของพระองค์ได้เป็นอย่างดียิ่ง --------------------------------------------------- รายการอ้างอิง ดุสิตธานี : เมืองประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2553.   โดม ลูกแม่จันทร์.  เปิดตำนานดุสิตธานี : เมืองจำลอง...เมืองตุ๊กตา...เมืองประชาธิปไตย.  กรุงเทพฯ: ย้อนรอย, 2555.  อมรดรุณารักษ์ (แจ่ม สุนทรเวช).  ดุสิตธานีเมืองประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, 2513.   --------------------------------------------------- เรียบเรียงโดย : นางสาวพีรญา ทองโสภณ บรรณารักษ์ปฏิบัติการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ ---------------------------------------------------   *เผยแพร่ข้อมูลทางเว็บไซต์ โดยกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร  


จุลจักรพงษ์,พันตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. ชีวะประวัติของฮานนิบาล จอมทัพแห่งกรุงคาร์เธจ. พระนคร;โรงพิมพ์โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า:2490.


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           41/3ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              34 หน้า : กว้าง 4.5 ซม. ยาว 54 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


เรื่อง คู่มือเข้าใจลูกยุคดิจิทัล ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์. คู่มือเข้าใจลูกยุคดิจิทัล. กรุงเทพฯ: นานมีบุ๊คส์, 2563. ห้องหนังสือทั่วไป 1 เลขเรียกหนังสือ 649.1 ป421ค เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด เครื่องมือสื่อสารจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ไม่ใช่เพียงวัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ แต่ยังพบว่าการใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตเริ่มกระจายไปถึงวัยเด็กอีกด้วย ปฏิเสธไม่ได้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญต่อพฤติกรรมของเด็ก นั่นเป็นเหตุผลที่การเลี้ยงลูกในยุคดิจิทัลไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป คู่มือเข้าใจลูกยุคดิจิทัล เล่มนี้ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ พาเราไปพบกับแนวคิดและวิธีการเลี้ยงลูกฉบับรวบรัด เพื่อทำความเข้าใจและลดช่องว่างระหว่างพ่อแม่และลูกในยุคดิจิทัล ยุคสมัยที่โลกเข้าถึงตัวเด็กได้เพียงปลายนิ้ว ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าพ่อแม่สมัยใหม่เป็นคนหยิบยื่นอุปกรณ์สื่อสารให้กับลูกด้วยตัวเอง เพียงเพราะคิดว่าจะช่วยทำให้เด็กได้อยู่นิ่ง และจะได้ใช้เวลาสำหรับการทำงานบ้าน หรือกิจวัตรอื่นๆ บ้างก็เชื่อว่าการที่เด็กนั่งหน้าจอจะช่วยให้มีสมาธิซึ่งไม่เป็นความจริง พ่อและแม่ควรจะเลี้ยงลูกบนหลักของความไว้ใจว่าลูกจะอยู่นิ่งได้โดยไม่ต้องใช้หน้าจอช่วย สมาคมกุมารแพทย์ทั่วโลก รวมทั้งองค์การอนามัยโลกมีประกาศที่ไปในทิศทางเดียวกันว่า ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบดูหน้าจอ บางประเทศห้ามถึง 3 ขวบก็มี เพราะเด็กในวัยนี้ควรจะได้สัมผัสกับการเล่นจริงๆ บนสนามหรือพื้นบ้าน เช่น การเล่นทราย การปั้นดินน้ำมัน การวิ่งเล่นปีนป่าย หรือการละเล่นแสดงบทบาทสมมติ ซึ่งเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการและสร้างสมาธิได้จริง และสาเหตุที่เด็กในยุคนี้ติดโซเชียลมีเดีย นั่นเป็นเพราะมือถือหรือโลกอินเทอร์เน็ตมี 3 สิ่งที่เป็นแกนกลางสำคัญ คือ มีความเป็นส่วนตัว เป็นอิสระจากการเข้ามาสอดส่อง สั่งสอน รบกวน จากพ่อแม่ ประเด็นที่สอง คือมีสังคม ช่วยให้เด็กพบกับผู้คนมากหน้าหลายตา และสังคมในโลกโซเชียลกว้างกว่าโลกของความเป็นจริงมากนัก สุดท้ายคือมีสนามให้เด็กได้แสดงทัศนะ ความคิดเห็น คุณค่า และความสามารถ หากพิจารณาแล้วมือถือมีประโยชน์มากกว่าโทษแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเด็กจะกำกับตนเองให้ใช้ในทิศทางใดเท่านั้น ซึ่งพ่อแม่สามารถช่วยเตรียมความพร้อมเพื่อให้ลูกรับมือกับโลกได้อย่างแข็งแกร่งทั้งกายและใจ ผู้สนใจสามารถหาอ่านได้ที่หอสมุดแห่งชาติชลบุรี (วันอังคาร – วันเสาร์ เวลา 09.00 - 17.00 น.)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 139/6 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 174/4 เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


ชื่อผู้แต่ง             - ชื่อเรื่อง              อนุสรณ์ในงานประชุมเพลิงศพนางเทียน  บุราคม ครั้งที่พิมพ์           - สถานที่พิมพ์        ม.ป.ท. สำนักพิมพ์          ม.ป.พ. ปีที่พิมพ์              ๒๕๒๖ จำนวนหน้า          ๑๒๗  หน้า                          บุตรและธิดาทุกคนจัดทำเพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานประชุมเพลิงศพ นางเทียน  บุราคม กล่าวถึงประวัติย่อ นางเทียน  บุราคม เป็นบุตรตรีคนที่ 3 ของนายดีและนางฝ้าย  ทรงอยู่ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2446 ณ บ้านโคกหม้อ ตำบลโพธิ์เก้าต้น อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 4 คน ได้สมรสกับ นายดาบ มาลัย  บุราคม


ชื่อผู้แต่ง         วัดบวรนิเวศวิหาร          ชื่อเรื่อง           วัดบวรนิเวศวิหาร ครั้งที่พิมพ์       - สถานที่พิมพ์     พระนคร สำนักพิมพ์       ห้างหุ้นส่วนจำกัดศิวพร ปีที่พิมพ์          ๒๕๑๕ จำนวนหน้า      ๑๔๔ หน้า หมายเหตุ        จัดพิมพ์ในงานวชิรญาณวงศานุสรณ์ครบ ๑๐๐ ปี รายละเอียด                ในงานมหานุสรณ์ครบ ๕๐ ปีสิ้นพระชนม์แห่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาวชิรญาณวโรรสแต่เป็นภาษาอังกฤษต่อมาจัดพิมพ์ฉบับภาษาไทยในงานวชิรญาณวงศานุสรณ์ครล ๑๐๐ ปี เนื้อหาประกอบด้วย  ประวัติวัดบวรนิเวศวิหารวัดใหม่  ผู้ครองวัดนี้  บูชนียสถาน ภาพฝาผนังพระอุโบสถเขตสีมาพระเจดีย์วัดบวรนิเวศวิหาร




         แบบศิลปะ / สมัย ศิลปะล้านนา พุทธศตวรรษที่ ๒๔           วัสดุ (ชนิด) ไม้ลงรักปิดทอง และงาช้าง ประดับกระจก         ขนาด กว้าง ๖๕.๕ เซนติเมตร ยาว ๘๗ เซนติเมตร สูง ๕๕ เซนติเมตร         ประวัติความเป็นมา พระมหาธรรมราชานุวัตร เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ มอบให้         ความสำคัญ ลักษณะและสภาพของโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ          เสลี่ยง ลักษณะเป็นไม้แกะสลักลงรักปิดทองล่องชาด ทรงสี่เหลี่ยม ฐานล่างแกะลายลูกฟักสลับกับลายก้ามปู เหนือขึ้นไปทำลายแข้งสิงห์และนมสิงห์ จากนั้นจึงเป็นชั้นฐานบัว ที่ท้องไม้ประดับกระจก ด้านล่างสุดมีห่วงกลมสำหรับสอดไม้คานหามอยู่สี่ที่ พนักพิงและเท้าแขนทำจากงาช้าง  


black ribbon.