ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,233 รายการ

✦ เตาถลุงเหล็กโบราณ : หลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดีเมืองสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ✦ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 กลุ่มโบราณคดีสำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี ได้ดำเนินงานโครงการขุดค้นทางโบราณคดีเมืองสรรคบุรี ตำบลแพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ และสถาปัตยกรรมของโบราณสถานในเขตเมืองสรรคบุรี และนำกระบวนการศึกษาทางวิชาการโบราณคดีมาเป็นหลักในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และแปลความ เพื่ออธิบายความสำคัญและพัฒนาการทางวัฒนธรรมของเมืองสรรคบุรี ซึ่งความก้าวหน้าของการดำเนินงานจนถึงปัจจุบัน คณะทำงานได้ทำการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณพื้นที่โบราณสถานสำคัญหรือพื้นที่แหล่งที่สามารถแสดงลำดับพัฒนาการของเมืองสรรคบุรีได้ จำนวน 6แห่ง ในพื้นที่ วัดโตนดหลาย, วัดท่าเสา (ร้าง), วัดวิหารทอง, โรงเรียนคุรุประชาสรรค์, วัดพระแก้ว และวัดสนามไชย (ร้าง) ซึ่งข้อมูลจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่น่าสนใจ คือ หลุมขุดค้นTP.5 ในพื้นที่โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ ตำบล แพรกศรีราชา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท สามารถนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นโดยสรุปดังนี้ หลุมขุดค้น TP.5 มีขนาด 3x3 เมตร การขุดค้นทางโบราณคดีลึกจากระดับผิวดินลงไปประมาณ 2 เมตร พบหลักฐานโดยสรุปดังนี้ ในระดับชั้นผิวดิน (0-50cm.dt.) ไปจนถึงระดับชั้นดินสมมติที่ 7 (140-150 cm.dt.) เป็นชั้นดินถมหน้าดินถูกรบกวนจากกิจกรรมการใช้เป็นพื้นที่เป็นแปลงเกษตรกรรมของโรงเรียนในปัจจุบัน ลักษณะเนื้อดินเป็นดินร่วนสีน้ำตาล พบโบราณวัตถุ ได้แก่ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อดิน ชิ้นส่วนกระเบื้องดินเผา ชิ้นส่วนอิฐ และวัตถุปัจจุบันร่วมด้วย เช่น เศษผ้า ปืนของเล่น ชิ้นส่วนรองเท้า ซองลูกอม ฝาขวด เป็นต้น ... ในระดับชั้นดินสมมติที่ 7-16 (140-250 cm.dt.) เป็นชั้นดินทางวัฒนธรรมลักษณะเนื้อดินเป็นดินร่วนสีน้ำตาล-เทา ในชั้นดินนี้บริเวณเกือบกึ่งกลางหลุมขุดค้น ปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการถลุงโลหะโดยตั้งแต่ระดับชั้นดินสมมติที่ 7-14 (230-240 cm.dt.) ขุดค้นพบเตาถลุงเหล็กทำด้วยดินเหนียวเป็นเตามีผนังสูง (Shaft Furnce) สำหรับบรรจุแร่และถ่านในการถลุง ขนาดความกว้าง 54 เซนติเมตร ยาว 57 เซนติเมตร สูงประมาณ 26 เซนติเมตร ด้านข้างเตาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือส่วนล่างมีปล่องเตาสำหรับหุ้มปลายท่อจากที่สูบลมต่ออยู่ ภายในเตาพบว่ามีชั้นดินร่วนผสมปะปนอยู่กับถ่านจำนวนมาก ในการศึกษารูปแบบเทคโนโลยีการถลุงเหล็กสมัยโบราณ พบว่าสินแร่เหล็กที่นำมาใช้ในการถลุงมาจากเม็ดแร่หรือก้อนแร่เหล็กที่มีอยู่ในชั้นศิลาแลง นำไปเตรียมแร่และแต่งแร่ให้มีขนาดที่เหมาะสมคลุกเคล้ากับถ่านไม้ขนาด 1.5-2.0 เซนติเมตร และถลุงตามกระบวนการทางตรง (Direct Process) ใช้ความร้อนในการถลุงอุณหภูมิไม่เกิน 1,300 องศาเซลเซียส ให้เป็นก้อนเหล็กเกือบบริสุทธิ์ (bloom) ในบริเวณพื้นที่ใช้งานรอบเตาถลุงเหล็ก จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบเบ้าดินเผาทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 เซนติเมตร ตะกรันโลหะ (Slag) และท่อลมดินเผาขนาดความกว้างประมาณ 7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 14 เซนติเมตร ส่วนปลายมีร่องรอยการถูกความร้อนจนกลายเป็นสีเทา เนื่องจากไม่พบร่องรอยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตีเหล็กเพื่อผลิตเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ดังนั้นในบริเวณนี้อาจใช้สำหรับกิจกรรมการถลุงเหล็ก หรือผลิตก้อนเหล็กอ่อน (wrought iron ingot) เท่านั้น ... ในระดับที่อยู่ถัดจากชั้นเตาถลุงเหล็กลงไปจากการขุดค้นพบร่องรอยของหลุมเสาไม้ จำนวน 2 หลุม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25 และ 18 เซนติเมตร และบริเวณเกือบกึ่งกลางหลุมขุดค้นพบร่องรอยคล้ายเป็นหลุมที่ถูกขุดขึ้น ภายในหลุมพบโบราณวัตถุที่มีความหลากหลายในรูปแบบการใช้สอย และอายุสมัย ที่สำคัญได้แก่ ประติมากรรมดินเผารูปนางอัปสรพนมมือ สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องประดับส่วนหลังคาสถาปัตยกรรม ลักษณะใบหน้าเป็นรูปค่อนข้างเหลี่ยม คิ้วเป็นสันนูนจมูกใหญ่ ปากกว้างกว้างอมยิ้มเล็กน้อย ใบหูค่อนข้างหนามีติ่งยาวประดับด้วยตุ้มหูรูปดอกไม้ขอบด้านนอกโค้งหยักเป็นรูปคล้ายกะจังรวน สวมเครื่องประดับศีรษะมีกะบังหน้าแบบที่เรียกว่า “เทริด” ศิลปะลพบุรี อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 ประติมากรรมดินเผารูปนางอัปสรพนมมือชิ้นนี้ มีรูปแบบคล้ายกับประติมากรรมดินเผารูปใบหน้าบุคคลที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชัยนาทมุนี และมีรูปแบบใกล้เคียงกับกระเบื้องเชิงชายที่พบจากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองเชลียง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย นอกจากนี้ในระดับชั้นดินเดียวกันนี้ยังพบโบราณวัตถุประเภทสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งจากแหล่งเตาบ้านบางปูน(พุทธศตวรรษที่ (๑๘-๒๑) ชิ้นส่วนเครื่องเคลือบจากแหล่งเตาสุโขทัย และแหล่งเตาศรีสัชนาลัย (พุทธศตวรรษที ๑๘-๒๑) ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนเคลือบเขียว สมัยราชวงศ์หยวน (พุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐) และราชวงศ์หมิง (พุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๒) ชิ้นส่วนลูกกระพรวนสำริด หินบด เศษอิฐชิ้นส่วนเขาสัตว์ตระกูลกวาง และชิ้นส่วนกระดูกสัตว์ ... จากข้อมูลการดำเนินงานทางโบราณคดีภาคสนามในเบื้องต้นสามารถสรุปได้ว่าบริเวณหลุมขุดค้น TP.5 นี้พบร่องรอยการใช้พื้นที่ของมนุษย์ใน ๒ ช่วงระยะเวลา คือ ในชั้นวัฒนธรรมที่ 1 (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๒๑) เป็นหลุมที่ฝังกลบวัตถุเหลือทิ้งหรือไม่ต้องการใช้งานและชั้นวัฒนธรรมที่ 2 (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑-๒๔) เป็นชั้นที่อยู่อาศัยของคนในอดีต ซึ่งพบร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับการโลหกรรมการถลุงเหล็กสมัยโบราณ อย่างไรก็ตามข้อมูลในเบื้องต้นนี้เป็นข้อสังเกตจากการดำเนินงานในภาคสนาม ซึ่งจะต้องดำเนินการศึกษาวิเคราะห์ จัดจำแนกประเภทหลักฐาน และหาความสัมพันธ์ของหลักฐานที่พบ เพื่อนำเสนอรายละเอียดข้อมูลเป็นภาพรวมสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คน และความสำคัญของเมืองสรรคบุรีในอดีตต่อไป ... เรียบเรียงโดย: นางสาวพิชญาภา ปินตาเสน ผู้ช่วยนักโบราณคดี กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี



รายงานสรุปเบื้องต้น การดำเนินงานทางโบราณคดี (เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2565) โครงการศึกษาทางโบราณคดีและรูปแบบสถาปัตยกรรมกลุ่มโบราณสถานทางทิศตะวันตกของเจดีย์ประธาน โบราณสถานเขาคลังนอก ปีงบประมาณ 2565 >>>โบราณสถานค.น.9/1<<<


พระธรรมสิริชัย.  เทศน์มหาชาติ.  กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2514.         เทศน์มหาชาติเป็นกวีที่แต่งไว้ คือ เทศนาเวสสันดรชาดก เป็นบุญพิธีที่นิยมจัดให้มีกันมาแต่โบราณ ส่วนมากจัดให้มีในวัดเป็นหน้าที่ของชาวบ้านและวัดนั้นๆ จะตกลงร่วมกันจัด ปกตินิยมให้มีหลังฤดูทอดกฐิน ผ่านไปแล้วจนตลอดฤดูเหมันต์ นิยมจัดเป็นงานสองวัน คือ วันเทศน์เวสสันดรชาดกทั้ง 13 กัณฑ์วันหนึ่ง และวันเทศน์จตุราริยสัจจกถา ท้ายเวสสันดรชาดกอีกวันหนึ่ง





ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           44/4ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              30 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 56 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


“วันครู 16 มกราคม” เหตุผลที่วันที่ 16 มกราคมของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันครู อันเนื่องมาจาก ในปี 2488 ประเทศไทยมีการประกาศพระราชบัญญัติครูขึ้นมาในราชกิจจานุเบกษา จึงมีการกำหนดให้มีวันครูครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอน ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ เป็นผู้ที่มีหน้าที่สอน อบรมเกี่ยวกับวิชาความรู้ การอ่านเขียน (คำว่าครูนั้นมาจากศัพท์ภาษาสันสกฤต คำว่า "คุรุ" และภาษาบาลี คำว่า "ครุ" , "คุรุ") วันครูได้จัดให้มีขึ้น ครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. 2488 ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า "คุรุสภา" เป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครู ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความเห็นในเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษาธิการ ควบคุมจรรยาและวินัยของครู จัดสวัสดิการการให้แก่ครูและครอบครัว ได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู ทุกๆปี คุรุสภาจึงจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งซักถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆเกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภา โดยมี คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบข้อสงสัย สถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุม "สามัคคยาจารย์" หอประชุมของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ในระยะหลังจึงมาใช้หอประชุมของคุรุสภา ปี พ.ศ. 2499 ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวปราศัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า "ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่า"วันครู"ควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้ แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับคนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง" จากแนวความคิดนี้ กอรปกับความคิดเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่นๆที่ล้วนเรียกร้อง ให้มี "วันครู" เพื่อให้เป็นการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติ และประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติ เห็นควรให้มี "วันครู" เพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอในหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอีนดีระหว่างครูกับประชาชน ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2499 ให้วันที่ 16 มกราคม ของทุกปีเป็น "วันครู" โดยถือเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2488 เป็นวันครู และให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดัง กล่าวได้ การจัดงานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2500 ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงาน ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้ให้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญคือ หนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ คำขวัญวันครูนั้นเป็นของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภา ต่อมาก็เป็นคำขวัญของบุคคลทั่วไปที่ส่งเข้าประกวด และจากนายกรัฐมนตรี ในปี พ.ศ. 2566 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้คำขวัญเนื่องในโอกาสวันครู ครั้งที่ 67 ดังนี้ "ครูดี ศิษย์ดี มีอนาคต"


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 141/5เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 176/6 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


"ต่อสู้" ภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงการต่อสู้และป้องกันตัว ศาสตร์และศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ร่างกายเป็นอาวุธ จิตรกรรมฝาผนัง เขียนในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ภายในอุโบสถวัดราชบูรณะ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           12/7ประเภทวัดุ/มีเดีย                       คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                              54 หน้า : กว้าง 4.6 ซม. ยาว 54.8 ซม.หัวเรื่อง                                        พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


          กลับมาอีกครั้งกับกิจกรรรม “ ฮีต ๑๒ ฮอยฮีตคองวัฒนธรรม” เปิดศักราชใหม่ด้วยประเพณีบุญใหญ่ของชาวอีสาน “บุญเดือนสี่ : บุญผะเหวด” โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ร่วมกับพันธมิตรเครือข่าย ทุกท่านจะได้พบกับกิจกรรม ดังนี้           - “ธุงผะเหวด” ลวดลายวิจิตร และการบรรยายความรู้เกี่ยวกับ “ธุงผะเหวด” จากกลุ่มช่างทอธุงบ้านบัวเจริญ ตำบลทุ่งเทิง อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี ทุงอีสาน -ทุงบ้านบัวเจริญ อุบลราชธานี และความรู้เกี่ยวกับประเพณีบุญผะเหวดของชาวอีสาน โดยพระวิทยากร พระปกรณ์ ชินวโร วัดมณีวนาราม และขอเชิญร่วมขบวนแห่ธุงผะเหวดโบราณที่ม่วนซื่นสวยงาม           - วาดงานศิลป์บนผืนธุงผะเหวด โดยนักศึกษาคณะศิลปกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี           - สาธิตการทำธุงใยแมงมุม ที่มีรูปแบบและสีสันอันหลากหลาย           - ตลาดอุบลฮักคราฟท์ ได้นำผลิตภัณฑ์ออแกนิค และงานฝีมือต่างๆจากชุมชนคนอุบลฯ อุบล"ฮัก"คราฟท์-Ubon Hugs Crafts มาให้เลือกชม ชิม ช็อป           ขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมกิจกรรมได้ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ระหว่างวันที่ ๑๑ - ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๖ เวลา ๑๐.๐๐ น. - ๑๘.๐๐ น. ทั้งนี้ หากไม่สามารถไปร่วมกิจกรรมได้ สามารถรับชมถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กเพจ Ubon Ratchathani National Museum : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี https://www.facebook.com/UbonNationalMuseum อย่าลืมกดถูกใจ กดติดตาม จะได้ไม่พลาดกิจกรรมดีๆ


เลขทะเบียน : นพ.บ.375/2ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 42 หน้า ; 4.5 x 54.5 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 142  (7-25) ผูก 2 (2566)หัวเรื่อง : มไลหมื่น --เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


black ribbon.