ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,910 รายการ
ตำแหน่งอยู่ไม่นาน แต่ตำนานนั้นอยู่ตลอดไป เฉกเช่นคุณงามความดีที่เราต่างได้กระทำ นอกจากจะปรากฎแก่ตัวเราเองแล้ว ก็จะยังได้รับการกล่าวขานยกย่องสรรเสริญสืบไปนานเท่านานด้วย สำหรับวันนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึง “เหรียญราชนิยม” อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการเป็นผู้มีความกล้าหาญที่สมควรแก่การเชิดชู
เหรียญราชนิยม (The Rajaniyom Medal) เป็นหนึ่งในเหรียญราชอิสริยาภรณ์ซึ่งนับเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นสำหรับพระราชทานแก่บุคคลต่าง ๆ ได้แก่ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ทหาร พลตระเวน เสือป่าและลูกเสือ ตลอดจนบุคคลทั่วไป และสำหรับพระราชทานเป็นที่ระลึกในโอกาสสำคัญต่าง ๆ ทั้งนี้ เหรียญราชนิยมเป็นเหรียญราชอิสริยาภรณ์ที่สร้างขึ้นสำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบในความกล้าหาญ
เหรียญราชนิยม (ซ้าย) พ.ศ. 2455 (ขวา) พ.ศ. 2484
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเหรียญนี้ขึ้นสำหรับพระราชทานแก่ผู้ทำหน้าที่พลเมืองดีแสดงความกล้าหาญช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ โดยฝ่าอันตรายหรือช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นอันตรายต่าง ๆ โดยไม่เกรงกลัวภัยที่จะเกิดแก่ชีวิตของตนเอง โดยมิใช่เพราะความจำเป็นตามตำแหน่งหน้าที่ของผู้นั้น โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัติเหรียญราชนิยม รัตนโกสินทรศก 131” ขึ้น เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2455 ตามความตอนหนึ่งว่า
“...ผู้ที่ได้กระทำน่าที่พลเมืองดี ให้เปนประโยชน์แก่การปกครองท้องที่ หรือแก่เพื่อนมนุษย์ จะเปนผู้มียศบรรดาศักดิ์ชั้นใด ๆ ฤๅจะเปนสามัญชนก็ดี สมควรที่จะได้รับพระมหากรุณาเปนพิเศษส่วนหนึ่ง แสดงให้ปรากฎซึ่งพระราชนิยมในผู้ที่ประพฤติตนเปนพลเมืองดี แลมีความกล้าหาญอันบังเกิดแต่ความกรุณาแก่เพื่อนมนุษย์เปนที่ตั้ง จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งให้สร้างเหรียญขึ้นใหม่ สำหรับพระราชทานแก่ผู้มีความชอบดังที่กล่าวมานี้...”
เหรียญพระราชนิยม ใช้อักษรย่อ “ร.น.” สัณฐานเป็นลักษณะรูปกลม ด้านหน้ามีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีอักษรจารึกพระนามาภิไธยว่า “มหาราชา ปรเมนทรมหาวชิราวุโธ สยามรัชกาล พุทธสาสนุปัตถัมภโก” ด้านหลังมีอักษรจารึกว่า “ทรงพระราชนิยมพระราชทาน” มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร วงรอบประมาณ 97 มิลลิเมตร หนาราว ๆ 2 มิลลิเมตร ห้อยกับแพรแถบสีดำและสีเหลือง สำหรับประดับที่อกเสื้อเบื้องขวา ตรงข้ามกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญอย่างอื่น
ใน พ.ศ. 2484 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติเหรียญราชนิยม รัตนโกสินทรศก 131 ที่ออกเมื่อ พ.ศ. 2455 และให้ตรา “พระราชบัญญัติเหรียญราชนิยม พุทธศักราช 2484” ขึ้นใช้แทน โดยมีการปรับรายละเอียดของเหรียญ และเพิ่มเติมรายละเอียดในเรื่องของการพระราชทานและการเรียกคืนเหรียญ สำหรับเหรียญราชนิยมตามพระราชบัญญัติ ปีพุทธศักราช 2484 นี้จะต่างจากเดิม คือ เป็นเหรียญกลมเงิน ด้านหน้ามีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่มีอักษรจารึกช้อความใดๆ ส่วนด้านหลังจารึกอักษรว่า “ทรงพระราชนิยมพระราชทาน” ข้างบนมีห่วงห้อยกับแพรแถบกว้าง 3 เซนติเมตร สีดำและสีเหลือง ประดับที่อกเสื้อเบื้องขวา ทั้งนี้สำหรับพระราชทานสตรี ใช้ห้อยกับแพรแถบผูกเป็นรูปแมลงปอ ประดับเสื้อที่หน้าบ่าขวา
การพระราชทานเหรียญราชนิยมสำหรับผู้ที่ได้กระทำความชอบตามสมควรที่จะได้รับพระราชทานนั้น โดยปกติจะเป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่นำความชอบเสนอเป็นลำดับขั้นตอนมาจนถึงเจ้ากระทรวง และให้เจ้ากระทรวงนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท บางกรณี หากเจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่ไม่ได้นำความทราบบังคมทูล แต่หากทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมาโดยทางอื่น และทรงพระราชดำริเห็นสมควรแล้ว ก็จะทรงพระกรุณาพระราชทานเหรียญราชนิยมได้เหมือนกัน
การพระราชทานเหรียญราชนิยม จะพระราชทานให้เป็นกรรมสิทธิ์ เมื่อผู้ได้รับพระราชทานวายชนม์ให้ทายาทโดยธรรมรักษาไว้เป็นที่ระลึก แต่ถ้าผู้ได้รับหรือทายาทโดยธรรมของผู้รับกระทำผิดอย่างร้ายแรง หรือประพฤติตนไม่สมเกียรติ อาจทรงเรียกคืนได้ ถ้าส่งคืนไม่ได้ด้วยประการใดๆ จะต้องใช้ราคาเหรียญนี้แก่ทางราชการตามราคาที่กำหนด เหรียญพระราชนิยมไม่มีประกาศนียบัตรกำกับ แต่จะมีการประกาศคุณความดีความชอบของผู้นั้นในราชกิจจานุเบกษา
นอกจากจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และส่งเหรียญพระราชนิยมไปพระราชทานตามที่เจ้ากระทรวงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาแล้ว ก็ยังมีการเข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานเหรียญราชนิยมต่อหน้า พระพักตร์ด้วย เช่น เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2456 ในคราวที่ลูกเสือโทฝ้าย เด็กชายวัย 14 แห่งกองร้อยที่ 1 มณฑลชุมพร ได้โดยสารเรือกลไฟบางเบิดจากพระนครกลับบ้านเกิด ระหว่างทางเรือได้อับปางลงกลางทะเล เขาได้ช่วยชีวิตชายชราและเด็กหญิงให้พ้นอันตรายถึง 2 คน วีรกรรมของลูกเสือโทฝ้ายทราบถึงพระเนตรพระกรรณ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชนิยมแก่ลูกเสือโทฝ้ายเพื่อเป็นเกียรติยศในการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นภัย เมื่อวันที่ 10 เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2457 ณ สนามหญ้าหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พร้อมทั้งมีพระราชดำรัสชมเชยและแสดงความพอพระราชหฤทัยอย่างยิ่งในความกล้าหาญ และความประพฤติของลูกเสือโทฝ้าย ซึ่งสมควรที่ลูกเสือทั้งหลายจะดูไว้เป็นเยี่ยงอย่างและประพฤติตามให้สมนามแก่ที่เป็นลูกเสือและลูกผู้ชาย ในการนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุลแก่ลูกเสือโทฝ้าย ด้วยว่า “บุญเลี้ยง” ซึ่งต่อมาลูกเสือโทฝ้าย บุญเลี้ยงได้เจริญวัย จนรับราชการครู มีบรรดาศักดิ์เป็นขุนวรศาสนดรุณกิจ จากนั้นภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ลงสมัครและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ถือเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรุ่นแรกของสยาม
พระราชบัญญัติเหรียญราชนิยม รัตนโกสินทร ศก 131
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2455/A/211.PDF
ขุนวรศาสนดรุณกิจ (ฝ้าย บุญเลี้ยง)
ปัจจุบันเหรียญพระราชนิยมเป็นเหรียญที่พ้นสมัยพระราชทานไปแล้ว โดยมีการประกาศรายชื่อและคุณความดีของผู้ได้รับพระราชทานรายสุดท้าย ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 80 ตอนที่ 76 ตามแจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญราชนิยม ณ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2506 มีเนื้อความดังนี้ “...ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญราชนิยม แก่พลทหารเตี๋ยม ฟูสกุล สังกัดกรมอุทกศาสตร์ทหารเรือ ซึ่งได้ช่วยเหลือนางสอาด สิทธิเพียร ให้รอดพ้นอันตรายจากการจมน้ำตายในแม่น้ำเจ้าพระยา เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ฝั่งธนบุรี...”
ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติมหนังสือเกี่ยวกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย และราชกิจจานุเบกษา ประกาศรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเหรียญราชอิสริยาภรณ์ ได้ที่ ห้องบริการหนังสือประเทศไทย หนังสือนานาชาติ และราชกิจจานุเบกษา ชั้น 3 อาคาร 1 สำนักหอสมุดแห่งชาติ
---------------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง
“แจ้งความสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเหรียญราชนิยม.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 80 ตอนที่ 76. (30 กรกฎาคม 2506): 1879.
ชยุต ศาตะโยธิน. เหรียญราชนิยม รัชกาลที่ 6. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 18 มิถุนายน 2565, เข้าถึงได้จาก: http://doh.hpc.go.th/bs/issueDisplay.php?id=410&category=S00&issue=Wild%20Tiger
ดำรงราชานุภาพ, พระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระ. ตำนานเครื่องราชอิศริยาภรณ์สยาม. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), 2558. (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) จัดพิมพ์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558).
“พระราชบัญญัติเหรียญราชนิยม พุทธศักราช 2484.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 58. (12 พฤศจิกายน 2484): 1586-1588.
“พระราชบัญญัติเหรียญราชนิยม รัตนโกสินทร ศก 131.” ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 23. (29 กันยายน ร.ศ. 131): 211-213.
สวนะ ศุภวรรณกิจ. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย. พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2514. (พิมพ์เป็นบรรณาการในงานพระราชทานเพลิงศพ นายเสรี ธรรมวิทย์ ท.ม.,ต.ช. ณ เมรุวัดธาตุทอง 4 เมษายน 2514).
_______. ราชอิสริยาภรณ์ไทย. กรุงเทพฯ: รุ้ง, 2522.
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย. กรุงเทพฯ: สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, 2526. (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีพิมพ์แจกในงานถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของสำนักนายกรัฐมนตรี ณ วัดชนะสงคราม แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2526).
_______. เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย = Royal orders and decorations of the Kingdom of Thailand. กรุงเทพฯ: สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2530.
อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ. “ขุนวรศาสนดรุณกิจ: ครูผู้รอดขีวิตและปิดฉากชีวิตกลางท้องทะเลอ่าวไทย,” รูสมิแล 37, 3 (กันยายน-ธันวาคม 2559): 53-62.
--------------------------------------------------
เรียบเรียงโดย : นายสุวิชา โพธิ์คำ บรรณารักษ์ปฏิบัติการ กลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
--------------------------------------------------
*เผยแพร่ข้อมูลทางเว็บไซต์ โดยกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร
ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต. พระราชนิพนธ์บทเจรจาละครเรื่องอิเหนา : พระอัจฉริยภาพด้านวรรณคดีการแสดงของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ: ธนาเพรส, 2562. 343 หน้า. ภาพประกอบ. 220 บาท.
ให้ความรู้ในเรื่องของวรรณคดีไทย และวรรณคดีการแสดงเรื่องอิเหนา ความรู้เรื่องบทเจรจาละครอิเหนา พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดให้ใช้เป็นบทแสดงละครในร่วมกับบทละครในเรื่องอิเหนาพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทำให้การแสดงละครอิเหนามีลักษณะผสมผสานของละครใน ละครพูดและละครนอก
895.9112
ช221พ ( ห้องหนังสือทั่วไป 2 )
ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร ขอเชิญชวนผู้สนใจซื้อสมุดบันทึก “ภูมิบริรักษ์ : ครุฑ ยักษ์ นาค” เทพผู้ปกปักษ์รักษา คุ้มครองทุกท่าน เพื่อมอบเป็นของขวัญให้คนที่ท่านรักและนับถือ เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๖
ภูมิบริรักษ์ หมายถึง สิ่งที่มีอิทธิฤทธิ์ปกป้องคุ้มครอง ดูแล รักษามวลมนุษยชาติที่อยู่ในโลกนี้ ทั้งเบื้องบนพื้นแผ่นดิน และใต้หล้าให้มีความสุขสบายมั่งคั่งบริบูรณ์ ปราศจากโรคภัยร้าย หรือความทุกข์ยากอัปมงคลทั้งปวง ภูมิบริรักษ์ เป็นความเชื่อที่สืบทอดมาตามสายธารแห่งอารยธรรมในซีกโลกตะวันออก ซึ่งมีทั้งเทพ อมนุษย์และสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถให้คุณและโทษแก่มนุษย์ได้ เพราะได้รับพรจากเทพเจ้าชั้นสูงและการบำเพ็ญเพียรของตนเองมานานนับพันนับหมื่นปี โดยมีภพภูมิที่อาศัยเป็นหลักแหล่งตามความเชื่อในพุทธศาสนา ด้วยความเชื่อถือและศรัทธาอย่างสูงยิ่ง จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินรังสรรค์งานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมที่มีภูมิบริรักษ์อันได้แก่ ครุฑ ยักษ์ และนาค เป็นองค์ประกอบสำคัญ ด้วยเจตนาแห่งอลังการแต่แฝงด้วยคติอันเป็นความเชื่อและความศรัทธาของบรรพชนที่รักษาสืบทอดต่อกันมาอย่างไม่ขาดสาย ภูมิบริรักษ์ทั้ง ๓ หมู่นี้ ต่างมีที่มาและมีอิทธิฤทธิ์ดังปรากฏในคัมภีร์โบราณของแต่ละศาสนาเป็นหลักฐานสืบมา
ครุฑ ตามความหมายที่ราชบัณฑิตยสถานนิยามไว้ว่า เป็นพญานกในเทพนิยาย เป็นพาหนะของพระนารายณ์ ใช้เป็นตราแผ่นดินและเครื่องหมายทางราชการ ส่วนกำเนิดครุฑนั้น มีอยู่ในทั้งคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและศาสนาพุทธ
ยักษ์ ภาษาสันสกฤตว่า ยกฺษ (yakṣa) ภาษาบาลี คือ ยกฺข (yakkha) จัดเป็นอมนุษย์กึ่งเทพพวกหนึ่ง มีกล่าวถึงทั้งในทางศาสนาและวรรณคดี ปรากฏในคัมภีร์ศาสนาพุทธ พราหมณ์ และศาสนาเชน มีฐานะเป็นเทพบริวาร ผู้พิทักษ์รักษาศาสนาและศาสนสถาน เพศชายเรียกว่า ยักษะ (yakṣa) เพศหญิง เรียกว่า ยักษี (yakṣī) หรือ ยักษิณี (yakṣiṇī) บางทีใช้ปะปนกับคําว่า อสูร (asūra) กุมภัณฑ์ (kumbhaṇḍa) คุหยัก (guhyaka) แทตย์ (daityas) หรือทานพ (Danavas) รากษส (rākṣasas) และมาร (māra) ก็มี
นาค หรือพญานาคเป็นสัตว์หิมพานต์ หรือสัตว์ในเทวตำนานตามคติความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ (ฮินดู) ไทยได้รับคติความเชื่อดังกล่าวผ่านคัมภีร์ทางพุทธศาสนา ทั้งพระไตรปิฎก ชาดกอรรถกถา และคัมภีร์โลกศาสตร์ โดยนำมาผสมผสานและปรับเข้ากับความเชื่อดั้งเดิม จนกลายเป็นคติความเชื่อความศรัทธาเกี่ยวกับเรื่องนาคอย่างแน่นแฟ้นในวัฒนธรรมไทยสืบมาแต่โบราณตราบจนถึงทุกวันนี้ สมุดบันทึก “ภูมิบริรักษ์ : ครุฑ ยักษ์ นาค” ภายในประกอบด้วย ภาพประติมากรรมครุฑ ยักษ์ และนาค ขนาด ๑๗.๖ x ๒๑.๖ เซนติเมตร ปกแข็ง จัดพิมพ์สี่สี ด้านในประกอบด้วยกระดาษถนอมสายตา พร้อมตารางนัดหมายตลอดทั้งปี จำหน่ายในราคา ๒๕๐ บาท
ผู้ที่สนใจสามารถซื้อสมุดบันทึก “ภูมิบริรักษ์ : ครุฑ ยักษ์ นาค” ได้ที่ร้านหนังสือกรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) โทรศัพท์ ๐-๒๑๖๔-๒๕๐๑ ต่อ ๑๐๐๔ (ในวันและเวลาราชการ) หรือสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ที่ https://bookshop.finearts.go.th สอบถามเพิ่มเติม facebook ศูนย์หนังสือกรมศิลปากร
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 139/2เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 173/7ก เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
ชื่อเรื่อง : เรื่องเที่ยวอินเดีย เมื่อพุทธศักราช 2499 โดย พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพพฤฒิยากร พิมพ์เป็นอนุสรณ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระพณิชยสารวิเทศ ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม วันที่ 12 พฤษภาคม 2514ชื่อผู้แต่ง : พิทยาลาภพฤฒิยากร, กรมหมื่น, 2428-2517 ปีที่พิมพ์ : 2514 สถานที่พิมพ์ : พระนครสำนักพิมพ์ : ไทยการพิมพ์ จำนวนหน้า : 82 หน้า สาระสังเขป : หนังสือเล่มนี้จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระพณิชยสารวิเทศ ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม วันที่ 12 พฤษภาคม 2514 มีเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติของชาติอินเดีย ตั้งแต่ยุคไตรเทพ (ยุคต้นแห่งตำนานอริยะในอินเดีย) และยุคพุทธกาล อธิบายเรื่องการปกครอง การกระจายอำนาจ ความเจริญก้าวหน้าในยุคนั้นๆ เนื้อหาส่วนต่อมาบรรยายถึงประสบการณ์การไปประเทศอินเดียของผู้เขียน เช่น การไปร่วมงานพุทธชยันตี การไปเยือนเมืองต่างๆ โดยได้อธิบายให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี
สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ขอเชิญร่วมรับชมรับฟังการถ่ายทอด Facebook Live การเสวนาทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์และจารีตประเพณี ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๖ เรื่อง "ผี : นานาสาระความเชื่อในวัฒนธรรมไทย" มีหัวข้อการเสวนาและการบรรยายที่น่าสนใจมากมาย โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายท่าน ระหว่างวันที่ ๓๐ - ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น. ติดตามรับชมได้ผ่านทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
หลวงวิจิตรวาทการ. ศึกถลางกับน่านเจ้า. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมสารบรรณทหารเรือ, 2506. เนื้อหาเกี่ยวกับประวัติของนางบุญทรง คุณะเกษม และเกี่ยวกับบทละครเรื่องศึกถลาง
กรมศิลปากรขอเชิญรับชมการถ่ายทอดสด Facebook Live การเสวนาวิชาการเนื่องในงานสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๖๖ ระหว่างวันที่ ๓ – ๗ เมษายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๕ .๐๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีรายการเสวนาที่น่าสนใจดังนี้
- วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๖ การเสวนาทางวิชาการ เรื่อง "วัฒนธรรมเสมาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ"
- วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๖ การเสวนา เรื่อง "เอกสารจดหมายเหตุ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว : มรดกความทรงจำแห่งโลก"
- วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๖ การเสวนา เรื่อง "การค้าทางทะเลและเส้นทางข้ามคาบสมุทรไทยในช่วงต้นประวัติศาสตร์"
- วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๖ การเสวนา เรื่อง "ประจวบคีรีขันธ์ : ร่องรอยหลักฐานสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และภาพเขียนสีในพื้นที่เขาสามร้อยยอด"
- วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๖ การเสวนา เรื่อง "ข้อมูลใหม่ทางโบราณคดีที่บ้านหลวงรับาชทูต เมืองลพบุรี"
ผู้สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook Live กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากรhttps://www.facebook.com/FineArtsDept
เลขทะเบียน : นพ.บ.504/6ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 40 หน้า ; 4 x 56 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 168 (216-223) ผูก 6 (2566)หัวเรื่อง : รามชาตก--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
กรมศิลปากร โดยสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ขอเชิญเข้าร่วมฟังการเสวนาทางวิชาการ "อู่ข้าว อู่น้ำ อู่วัฒนธรรม : สุพรรณภูมิ " ในงานมหกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติ "วิถีถิ่น วิถีไทย" ในวันที่ ๙ - ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖ ณ ศาลาสมเด็จพระนเรศวรมหาราช วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี
วันศุกร์ ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๒.๐๐ - ๑๖.๓๐ น.
เรื่อง "มองสุพรรณผ่านวรรณคดี"
- นายบุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านอักษรศาสตร์ (ภาษาและวรรณกรรม)
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ถาวร สิกขโกศล ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณคดีไทย
- อาจารย์ธนโชติ เกียรติณภัทร อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
- นางสาวทิพพวรรณ บุญส่งเจริญ นักอักษรศาสตร์ชำนาญการ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
วันเสาร์ ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖ เวลา ๑๒.๓๐ - ๑๖.๓๐ น.
เรื่อง "มองสุพรรณจากประวัติศาสตร์และโบราณคดี
- นายสด แดงเอียด อดีตอธิบดีกรมการศาสนา
- อาจารย์วรพร พรหมใจรักษ์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิ คณะอนุกรรมการอนุรักษ์ และพัฒนาเมืองเก่าสุพรรณบุรี
- นายปรัชญา รุ่งแสงทอง นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๒ สุพรรณบุรี
- นางสาวเบญจพร สารพรม หัวหน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ทางแบบฟอร์มออนไลน์ (รับจำนวนจำกัด) ผ่านทางลิงก์ https://forms.gle/GbvYtBbrJnG4MuRp9 หรือสแกน qr code ตามภาพ หรือสามารถรับชมการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ทางเพจ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ในวันและเวลาดังกล่าว
ชื่อเรื่อง สพ.บ.425/1 มาเลยฺยสุตฺต (พระมาลัย)
สพ.บ. 425/1
ประเภทวัดุ/มีเดีย คัมภีร์ใบลาน
หมวดหมู่ พุทธศาสนา
ลักษณะวัสดุ 18 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 58 ซม.
หัวเรื่อง พุทธศาสนา
พระมาลัย
บทคัดย่อ/บันทึก
เป็นคัมภีร์ใบลาน ฉบับทองทึบ ล่องชาต ลานดิบ ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
โบราณสถานวัดสวนหลวง
วัดสวนหลวง เป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ในเขตเมืองโบราณพระเวียง อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวกันว่าพื้นที่ตั้งวัดนั้น เดิมเป็นอุทยานหลวงของพระเจ้าศรีธรรมโศกราชผู้ครองเมืองพระเวียง ต่อมาสถาปนาขึ้นเป็นวัดให้ชื่อว่าวัดสวนหลวง เดิมวัดสวนหลวงมีเนื้อที่ถึง ๕๐ ไร่ แต่ปัจจุบันมีเนื้อเหลืออยู่เพียง ๒๒ ไร่ ๑ งาน ๓๐ ตาราวา เนื่องจากเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ ทางราชการได้ตัดถนน นครศรีธรรมราช – ร่อนพิบูลย์ หรือ “ถนนราชดำเนิน” จึงทำให้วัดสวนหลวง ถูกแบ่งออกเป็น ๒ วัด คือ วัดสวนหลวงตะวันออก และวัดสวนหลวงตะวันตก กระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ วัดสวนหลวงตะวันออกได้ร้างไป เหลือเพียงวัดสวนหลวงตะวันตก เจ้าอาวาสในสมัยนั้นจึงใช้เรียกนามวัดในทางราชการและคณะสงฆ์ว่า “วัดสวนหลวง” แต่นั้นมา
ภายในวัดสวนหลวงปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีสำคัญ ได้แก่
(๑) อุโบสถ มีการตกแต่งด้วยประติมากรรมปูนปั้นภาพพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ตอนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ประกอบด้วยพระกกุสันโธ พระโกนาคม พระกัสสปะ พระโคตมะ เเละพระศรีอริยเมตไตรย บริเวณผนังด้านในอุโบสถ และตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์บริเวณผนังด้านหน้าอุโบสถ / มีการตกแต่งด้วยประติมากรรมปูนปั้นรูปเทวดานพเคราะห์บริเวณเสาภายในอุโบสถ / และตกแต่งด้วยภาพจิตรกรรมภาพทศชาติชาดก ประกอบด้วย เตมีย์ชาดก มหาชนกชาดก สุวรรณสามชาดก เนมิราชชาดก ภูริทัตชาดก และจันทกุมารชาดก (พบว่าภายในอุโบสถมีการแสดงภาพทศชาติชาดกเพียง ๗ เรื่อง โดยขาด ๓ เรื่อง ได้แก่ มโหสถชาดก วิธูรบัณฑิตชาดก และพระเวสสันดรชาดก )
(๒) พระพุทธรูปปางอุ้มบาตร ทรงเครื่อง สำริด ศิลปะอยุธยา สูงรวมฐาน ๑.๙๐ เมตร พระนามสมเด็จเจ้าลาวทอง
(๓) บ่อน้ำดินเผา บริเวณด้านทิศตะวันออกใกล้กำแพงวัด ขุดพบในปี ๒๕๕๒ ปัจจุบันทำศาลาครอบไว้
(๔) ธรรมมาสน์ไม้พร้อมบันไดนาค ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
ปัจจุบันวัดสวนหลวงได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๐ ตอนพิเศษ ๑๓๔ ง หน้า ๘ วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๖ พื้นที่โบราณสถาน พื้นที่ ก. ประมาณ ๑ ไร่ ๖๒.๙๑ ตารางวา พื้นที่ ข. ประมาณ ๓ งาน ๓๗.๕๐ ตารางวา
องค์ความรู้ : อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
เรื่อง "ทวารบาลวัดเขาสุวรรณคีรี เมืองศรีสัชนาลัย"
ทวารบาล มาจากคำว่า ทวาร หมายถึง ประตู ส่วนคำว่า บาล หมายถึง การเลี้ยง รักษา ปกครอง และเมื่อแปลรวมกันคำว่า “ทวารบาล” จึงหมายถึง ผู้รักษาประตู หรือผู้รักษาช่อง โดยทวารบาลมีหน้าที่ปกป้องรักษาไม่ให้สิ่งชั่วร้าย หรือสิ่งไม่ดีเข้ามาภายในศาสนสถานได้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพ ได้กล่าวถึงที่มาของทวารบาลไว้ในหนังสือสาส์นสมเด็จ ว่า “มนุษย์ย่อมต้องมีเครื่องป้องกันภัย อย่างต่ำมีประตูบ้านเรือน ต่อขึ้นมาถึงมีคนเฝ้าประตูบ้านเรือน ต่อขึ้นมาถึงเลือกสรรคนกล้าแข็งรักษาประตู ต่อขึ้นมาถึงผู้เป็นอัจฉริยบุรุษ อาจจะหัดสัตว์ร้ายให้รักษาประตูได้ มูลเหตุนี้เองที่เลยมาเป็นรูปภาพ แล้วถึงแต่ชื่อสิงห์ก็นับว่าเป็นเกียรติยศอย่างสูง”
เมืองศรีสัชนาลัย ปรากฏประติมากรรมทวารบาลทั้งรูปบุคคล และรูปสัตว์ ที่วัดเขาสุวรรณคีรี บริเวณซุ้มประตูทางเข้าศาสนสถานทางด้านตะวันตก ด้านหลังของเจดีย์ประธาน โดยพบชิ้นส่วนของโกลนศิลาแลงรูปบุคคลยืนในลักษณะเข่าแยกออกจากกัน และชิ้นส่วนปูนปั้นรูปสิงห์ โดยประติมากรรมดังกล่าวทำหน้าที่เป็นทวารบาลตามคติความเชื่อตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับภูต ผี ปีศาจ และพลังอันลึกลับเหนือธรรมชาติที่มองไม่เห็น ทั้งดี และร้าย โดยสถานที่สำคัญ หรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จะมีสิ่งที่คอยปกปักษ์รักษาเพื่อที่จะไม่ให้สิ่งไม่ดีเข้าไปยังที่แห่งนั้นได้ ด้วยการนำรูปยักษ์ รูปอสูร หรือแม้แต่รูปเทวดา ที่มีลักษณะน่ากลัวเป็นที่ น่าเกรงขามแก่เหล่าภูต ผี และปีศาจ ไปติดตั้งไว้ตามบริเวณช่องประตู บานหน้าต่าง หรือราวบันได โดยรูปยักษ์ รูปอสูร หรือแม้แต่รูปเทวดาจะถูกนำเสนอผ่านงานศิลปกรรมต่าง ๆ เช่น งานปั้น งานแกะสลักหรือแม้แต่งานจิตรกรรม เป็นต้น และถูกเรียกว่า “ทวารบาล”
-------------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง
วิทยานิพนธ์
ณวลพักตร์ พิมลมาศ. คติความเชื่อและรูปแบบทวารบาลไทย-จีน สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 3) กรณีศึกษาวัดสุวรรณารามและวัดราชโอรสาราม. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ศิลปากร, 2549.
เชาว์ เภรีจิต. สัตว์ประดับและบริวารของทวารบาล: ที่มา คติการสร้าง รูปแบบและพัฒนาการ จากสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ศิลปากร, 2556.
ระพี เปรมสอน. จากทวารบาลแบบประเพณีมาสู่ทวารบาลแบบจีนในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะ ศิลปากร, 2555.
ออนไลน์
ทวารบาล ผู้พิทักษ์ศาสนสถานเมืองกำแพงเพชร, อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร. สืบค้นจาก https://www.finearts.go.th/kamphaengphethistor.../view/34671. (เข้าถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2566).
-------------------------------------------------
ที่มาของข้อมูล : Facebook Page อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid0DTPVxhnuLR4syjBQ16GbwchW4iX4UgnpuJDimd4DoSjYcvw9rvu88xe3YTr5YzhZl&id=100068946018506