ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 51,063 รายการ

ชาดก.  เวสสันดรชาดก ในมหานิบาต ทานกัณฑ์และวันประเวศน์กัณฑ์.  พระนคร: โรงพิมพ์การศาสนา, 2503.



ชื่อเรื่อง                     สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฐาน)อย.บ.                       77/7หมวดหมู่                   พุทธศาสนาประเภทวัสดุ/มีเดีย       คัมภีร์ใบลานลักษณะวัสดุ               34 หน้า : กว้าง 4.4 ซม. ยาว 58 ซม.บทคัดย่อ/บันทึก                    เป็นคัมภีร์ใบลานได้รับจาก วัดประดู่ทรงธรรม  อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา


ชื่อผู้แต่ง         สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ชื่อเรื่อง           พระคติธรรม พิมพ์ครั้งที่       - สถานที่พิมพ์     พระนคร สำนักพิมพ์       โรงพิมพ์รุ่งเรืองรัตน์ ปีที่พิมพ์          ๒๔๑๘ จำนวนหน้า      ๔๓  หน้า รายละเอียด                    พระคติธรรมของ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก และบทสวดมนต์แปล จัดพิมพ์ขึ้น  เพื่อแจกเป็นธรรมบรรณาการแก่ผู้มาร่วมงาน พระราชทานเพลิงศพ พระครูวิสัยโสภณ (ทิม ธมฺมธโร) 



หอสมุดร่วมฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ด้วยภาพท้าวสุรนารี (คุณย่าโม) กับสไบ 7 สี ให้ทุกท่านนำไปส่งต่อ สวัสดียามเช้า เพื่อความเป็นสิริมงคลครบทั้ง 7 วันไปเลยยยย!!!   สำหรับสไบแต่ละสีเป็นของปีไหนบ้างไปดูกันสีเหลือง - วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2563สีชมพู - วันอังคารที่ 23 มีนาคม 2564สีเขียว - วันพุธที่ 23 มีนาคม 2565สีส้ม - วันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม 2566สีฟ้า - วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม 2561สีม่วง - วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2567สีแดง - วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม 2568   สำหรับผ้าสไบของ "ท้าวสุรนารี" หรือ ย่าโม จะมีการเปลี่ยนใหม่เนื่องในงาน “ฉลองวันแห่งชัยชนะท้าวสุรนารี” ประจำทุกปี มีความวิจิตรสวยงามอย่างมาก เป็นบุญตาที่ชาวโคราชและผู้มาสักการะขอพรย่าโมได้เห็น เป็นฝีมือการถักของ “ครูหน่อย” นางพัชรินทร์ นพคุณางกูล ข้าราชการครูบำนาญ โรงเรียนวัดสระแก้ว ที่ทำถวายย่าโม มาอย่างต่อเนื่องเป็ยเวลากว่า 9 ปี แล้ว ส่วนสีของแต่ละปีนั้น เดิมมีร่างทรงคุณย่าโมเป็นคนแก่ คอยบอกว่าปีนี้สไบจะเป็นสีอะไร แต่พอร่างทรงเสียชีวิต ทางจังหวัดจึงเปลี่ยนมายึดเอาวันที่ 23 มีนาคม ของแต่ละปี ถ้าหากปีนั้นตรงกับวันอะไรก็ให้ใช้สีตามวันนั้นไปเลย จะได้ไม่เกิดความยุ่งยากในการเลือกสี จึงเป็นหลักการสีของสไบมาจนถึงวันนี้   ที่มา: เพจ Korat : เมืองที่คุณสร้างได้   จัดทำโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ



อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพอนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพคุณเลื่อน ไขแสง ท.ช, ท.ม. นครศรีธรรมราช: ศิษย์เฉพาะช่าง, 2516.พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ อนุสรณ์พระราชทานเพลิงศพคุณเลื่อน ไขแสง ท.ช, ท.ม. อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ณ เมรุวัดสะแก อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 8 พฤษภาคม 2516เลขทะเบียน 0794


“พระอภัยมณี” เป็นวรรณคดีที่ทรงคุณค่าเรื่องหนึ่งของไทย ผลงานชิ้นเอกของพระสุนทรโวหาร (ภู่) หรือสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า สุนทรภู่เริ่มแต่งเรื่องพระอภัยมณีเมื่อครั้งต้องโทษจำคุกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยใช้เวลาในการแต่งรวมมากกว่า ๒๐ ปี ลักษณะการประพันธ์ของนิทานคำกลอนเรื่องนี้อยู่ในรูปแบบของกลอนสุภาพ หรือกลอนแปด เดิมหนังสือกลอน เรื่อง พระอภัยมณีตามฉบับที่ได้พิมพ์มาแต่ก่อน เป็นหนังสือ ๑๐๔ เล่มสมุดไทย (บางชุดมี ๙๙ เล่มสมุดไทย) หลังจากเล่มที่ ๔๙ สำนวนกลอนมีทั้งของสุนทรภู่และของผู้อื่นสลับซับซ้อนปะปนกัน ไม่เป็นสาระทางวรรณคดี ด้วยเหตุนี้หอพระสมุดสำหรับพระนครจึงได้เลือกชำระถึงตอนที่พระอภัยมณีออกบวช ตามเจตนาของสุนทรภู่ที่ต้องการให้เรื่องจบแต่เพียงเท่านั้น รวมเป็นหนังสือ ๒๕,๐๙๘ คำกลอน แบ่งเรื่องออกได้เป็น ๖๔ ตอน เนื่องในโอกาสวันสุนทรภู่ ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน ของทุกปี เพื่อเป็นการรำลึกถึง “สุนทรภู่” ผู้สร้างสรรค์ผลงานด้านวรรณคดีไทยอันทรงคุณค่า จนได้รับการยกย่องจากยูเนสโก (UNESCO) ให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลกด้านวรรณกรรม” หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี ขอนำเสนอ ๕ เรื่องน่ารู้จากเรื่อง พระอภัยมณี วรรณคดีเรื่องเอกของสุนทรภู่ ดังนี้           ๑. “พระอภัยมณี” ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ ๖ ว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทนิทานคำกลอน เป็น “จินตนิยาย” ที่แสดงให้เห็นถึงจินตนาการที่กว้างไกลอันล้ำยุค เกินสมัยยิ่งของสุนทรภู่ มีความดีเด่นด้านการใช้ถ้อยคำ โดยภาษาที่ใช้มีความเรียบง่ายตามแบบฉบับของสุนทรภู่ มีสัมผัสในที่ไพเราะงดงาม การผูกเรื่องได้อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน มีจินตนาการสูง และตัวละครที่แปลกใหม่ เต็มไปด้วยการผจญภัยและเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ชวนให้น่าติดตาม  ๒.  “พระอภัยมณี” ต้นแบบวรรณคดีแนวแฟนตาซีของไทย สุนทรภู่ได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากวรรณคดีโบราณทั้งของไทยและของต่างประเทศ โดยวรรณคดีที่สุนทรภู่อาศัยเค้ามานั้น มีทั้งวรรณคดีจีน ชวา ไทย แขก และเนื้อเรื่องส่วนใหญ่แตกต่างจากวรรณคดีไทยแนวจักรๆ วงศ์ๆ ทั่วไป เค้าโครงเรื่องได้มาจากวรรณคดีต่างๆ ของไทยและวรรณคดีต่างประเทศหลายเรื่อง เช่น เรื่องอาหรับราตรี และเรื่องไซ่ฮั่น รวมถึงเค้าเรื่องจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ในชีวิตของสุนทรภู่ และจินตนาการที่ผสมผสานผูกร้อยเข้าด้วยกัน ทำให้พระอภัยมณีมีความแปลกใหม่ล้ำยุคสมัย แตกต่างจากขนบของวรรณคดีแบบเดิม ซึ่งตัวละครและฉากมีทั้งนางเงือก ยักษ์ พระราชา นางงาม ผีสาง ทะเล ปราสาท การเดินทางผจญภัยรอบโลก และเหตุการณ์เหนือธรรมชาติต่างๆ เรียกได้ว่ามีครบทุกอรรถรสในเรื่องเดียว ๓.  “พระอภัยมณี” พระเอกศิลปินในวรรณคดีที่ใช้ปี่แทนอาวุธ โดยวิชาปี่ของพระอภัยมณีนั้นเปรียบเสมือนเป็นอาวุธประจำกายที่สามารถใช้ได้อย่างหลากหลาย ทั้งกล่อมให้หลับและสะกดผู้คนให้เคลิบเคลิ้ม ใช้ปลุกความเศร้าหรือความสุขในใจ ใช้ในการป้องกันตัวโดยทำให้ศัตรูหมดแรงหรือหลับไป รวมถึงใช้สังหารนางผีเสื้อสมุทร ด้วยวิชาเป่าปี่นั้นเป็นเหมือนดังอาวุธร้าย ดังนั้น แต่ละครั้งที่เป่าปี่ พระอภัยมณีจึงไม่ได้เป่าอย่างพร่ำเพรื่อหรือเพื่อความบันเทิง แต่ล้วนมีจุดมุ่งหมายเฉพาะในการใช้          ๔. “พระอภัยมณี” วรรณคดีที่ไม่ได้มีดีแต่เรื่องรัก แต่ยังสะท้อนแนวคิดเรื่องคติธรรมในการดำเนินชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง เช่น การสอนเรื่องคบคน การรักอย่างมีสติ การรู้จักปล่อยวาง การใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา ความกตัญญูและความรักในครอบครัว โทษและผลของกิเลสและความลุ่มหลง เป็นต้น นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงขนบธรรมเนียม ความสัมพันธ์ในครอบครัว สถานะของหญิงชาย และบทบาทของชนชั้นในสังคมไทยสมัยก่อนได้อย่างชัดเจน สอดแทรกเรื่องของการเมืองในหลายแง่มุม เช่น การเมืองแบบราชสำนักและอำนาจรัฐ การเจรจาทางการทูต การเมืองแบบคุณธรรมธิปไตย อีกทั้งยังแทรกเกร็ดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เช่น การสืบทอดลักษณะทางพันธุกรรม ดังที่ปรากฏในตัวละครสินสมุทร ซึ่งเป็นลูกของพระอภัยมณีกับนางผีเสื้อสมุทร เป็นต้น ๕.  “พระอภัยมณี” วรรณคดีที่สะท้อนแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ สุนทรภู่ได้สะท้อนแนวคิดนี้อย่างแยบคาย โดยเฉพาะการยกย่องเพศหญิงให้มีบทบาทสำคัญเคียงข้างเพศชายอย่างเสมอภาค ผ่านบทบาทของตัวละครหญิงที่ทรงพลัง เช่น นางละเวง ที่มีสถานภาพเป็นกษัตริย์หญิงปกครองเมืองลงกา แสดงให้เห็นถึงความสามารถและสติปัญญาของผู้หญิงที่มีบทบาทในการเป็นผู้นำของชาติ นางวาลี เป็นผู้มีสติปัญญาดีและมีวาทศิลป์เป็นเลิศ มีความรอบรู้เรื่องยุทธวิธีและตำราพิชัยสงคราม นางเงือก เป็นผู้ช่วยชีวิตพระอภัยมณีจากผีเสื้อสมุทร แสดงให้เห็นถึงบทบาทของผู้หญิงที่สามารถช่วยเหลือผู้ชายได้เช่นกัน มิใช่แค่รอความช่วยเหลือจากผู้ชายเพียงฝ่ายเดียว นอกจากเรื่องของความเท่าเทียมทางเพศแล้ว จากเนื้อเรื่องยังปรากฏให้เห็นถึงแนวคิดเรื่องการเปิดรับความหลากหลายที่ก้าวข้ามพรมแดนทางสังคมผ่านบทบาทของตัวละครต่างชนชั้น ทั้งผีเสื้อสมุทร (ยักษ์) ที่มีความรักเหมือนมนุษย์ นางเงือก (สัตว์วิเศษ) ที่ช่วยเหลือมนุษย์ และความรักระหว่างพระอภัยมณีและสินสมุทร ที่เกิดจากคนละโลก (มนุษย์และนางเงือก)     เรียบเรียงโดย      นางสาวปริศนา ตุ้มชัยพร บรรณารักษ์ชำนาญการ                       หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี     สำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี กรมศิลปากร   แหล่งข้อมูลอ้างอิง โกวิท ตั้งตรงจิตร.  คุยเฟื่องเรื่องพระอภัยมณี.  กรุงเทพฯ: ชมรมเด็ก, ๒๕๔๖. เปรมเสรี.  พระอภัยมณี.  กรุงเทพฯ: รวมสาส์น (๑๙๗๗) จำกัด, ๒๕๔๗.  เล่าสู่กันฟัง...เรื่อง “สุนทรภู่ปั้นพระอภัยมณี : พระเอกฉีกแนวคนแรกของไทย”.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๘, จาก             https://www.culture.go.th/culture_th/ewtnews.php?nid=5036&filename=index วิเชียร เกษประทุม.  เล่าเรื่องพระอภัยมณี.  กรุงเทพฯ: พัฒนาศึกษา, ๒๕๔๖.  “สุนทรภู่” จินตกวีผู้ปั้น “พระอภัยมณี”.  [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๘, จาก https://mgronline.com/qol/detail/     9480000076452 สุนทรโวหาร (ภู่).  พระอภัยมณี.  กรุงเทพฯ: ศิลปาบรรณาคาร, ๒๕๔๔.                  


เลขทะเบียน : นพ.บ.609/2           ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :52 หน้า  ; 4 x 50 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 196 (1-7) ผูก 2 (2568)หัวเรื่อง : ปัญญาชาดก--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.658/3ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณ                                                                                หมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 26 หน้า  ; 4.5 x 58 ซ.ม. : ทองทึบ-ล่องชาด-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 211 (142-154) ผูก 3 (2568)หัวเรื่อง : มหานิปาตวณฺณนา--เอกสารโบราณ             คัมภีร์ใบลาน             พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


              สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.จ. เรื่องพระปฐมเจดีย์กับนำเที่ยว. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2490.              พระปฐมเจดีย์เป็นพระสถูปเจดีย์ที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาของเมืองไทย ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุตั้งอยู่ในจังหวัดนครปฐม พระปฐมเจดีย์เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ


        พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรพิพิธภัณฑ์ ร้าน Tao Hong Tai : dKunst Art Space & Cafe ชวนร่วมกิจกรรม “ชมพิพิธภัณฑ์ รู้ลึกเรื่องเมืองราชบุรี ต่อด้วยกาแฟแก้วโปรด” เพียงโชว์ “บัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์” รับส่วนลดค่าเครื่องดื่มทันที 5% ที่ Tao Hong Tai : dKunst Art Space & Cafe โดยใช้หางบัตรใช้ได้ 1 ใบ / 1 แก้ว / 1 วัน (ไม่สามารถแลกเป็นเงินสดได้) สอบถามเพิ่มเติม โทร. 032 321 513 Facebook พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี  (Ratchaburi National Museum) https://www.facebook.com/ratchaburi.national.museum


สัมผัสเสน่ห์ล้านนา ชมโบราณสถาน 700 ปียามราตรี ในงาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์  Love & Forever” ที่เชียงใหม่           วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 18.00 น. นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธีเปิดงานแอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever ณ ลานกิจกรรม วัดอีก้าง – วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่         นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการพัฒนาโบราณสถานเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเสริมสร้างเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวโบราณสถานยามราตรี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเพิ่มมิติการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมบรรยากาศโบราณสถานอันสวยงามยามค่ำคืน ซึ่งเวียงกุมกาม ถือเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญในฐานะต้นทางของอาณาจักรล้านนา ที่ผ่านมากรมศิลปากรได้เข้าไปดำเนินการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดี และบูรณะปรับภูมิทัศน์โบราณสถานกว่า 30 แห่ง จัดสร้างศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยวเวียงกุมกาม สร้างกระแสการท่องเที่ยวให้แก่เมืองเชียงใหม่เป็นอย่างมาก สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ จึงจัดงานท่องเที่ยวโบราณสถาน  ยามค่ำคืน ณ เวียงกุมกาม เพื่อให้โบราณสถานเวียงกุมกามในฐานะทุนทางวัฒนธรรมที่พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นพลังขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำเศรษฐกิจ” ของกระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดเศรษฐกิจอย่างเหมาะสมและยั่งยืน        งาน “แอ่วกุมกามยามแลง : ในดวงใจนิรันดร์ Love & Forever” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 1 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. – 22.00 น. ณ ลานกิจกรรมวัดอีก้าง – วัดหนานช้าง เวียงกุมกาม ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ในห้วงบรรยากาศรำลึกและถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความรักที่มีแด่แม่หลวงของแผ่นดิน และเดือนแห่งความรัก กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การเยี่ยมชมโบราณสถานสำคัญ อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรล้านนาอายุเก่าแก่กว่า 700 ปี ที่ประดับตกแต่งจุดเช็คอินถ่ายภาพด้วยแสงไฟยามค่ำคืน เยี่ยมชม “กาดกุมกาม@Love” จำหน่ายอาหารและสินค้าทางวัฒนธรรมจากชุมชน นิทรรศการเวียงกุมกาม และนิทรรศการความรักที่มีแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นอกจากนี้ ยังเป็นการกลับมาเยือนดินแดนล้านนาอีกครั้งของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ที่ยกทัพนักแสดงศิลปินมาแบบจัดใหญ่ จัดเต็มเพื่อให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับชมตลอด 3 คืน ได้แก่ การแสดงละครเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนพระวัยแตกทัพ การแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดอนุภาพรามราชจักรี และชุดกษิรชลมณโฑ ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองหรือผ้าไทย 


                   สาระอีสาน นำเสนอและเผยแพร่เกร็ดความรู้ต่าง ๆ จากข้อมูลท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและหนังสือสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน และรวมถึงหนังสืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีให้บริการอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา สำหรับวันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี คณะรัฐมนตรีได้กำหนดให้เป็นวันช้างไทย ดังนั้น วันนี้พี่นักภาษาโบราณ จะมานำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธ์ุหนึ่งที่มีความผูกพันกับช้างในแถบอีสานตอนล่าง นั่นก็คือ “หมอกูยอะจีง : ชาวกูยที่ประกอบอาชีพเลี้ยงช้าง” เรียบเรียงโดย นางสาวกุลริศา รัชตะวุฒิ นักภาษาโบราณ เนื้อหามีดังนี้                    ชาวกูย เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่างและบางพื้นที่ของภาคตะวันออกของประเทศไทย ในปัจจุบันพบชาวกูยอาศัยอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา สระแก้ว ปราจีนบุรี และสุพรรณบุรี ชาวกูยออกเสียงเรียกได้หลากหลาย บ้างออกเสียงเรียกว่า กุย กวย โกย โก็ย นอกจากนี้ยังมีชื่อที่ผู้อื่นเรียกชาวกูยว่า เขมรป่าดง ส่วย ข่า ไทย-กูย ไท-กวย ส่วย-ลาว ส่วย-เขมร เขมรส่วย ได้ด้วยเช่นกัน                      นอกจากนี้ชาวกูยแต่ละพื้นที่จะจำแนกชื่อเรียกกลุ่มของตนตามวิถีชีวิต อาทิ “กูยซแร” หมายถึง ชาวกูยที่ประกอบอาชีพทำนา “กูยแฎก” หมายถึง ชาวกูย ที่ประกอบอาชีพตีมีด และกูยอะจีงหรือกูยอาเจียง คือ ชาวกูยที่ประกอบอาชีพเลี้ยงช้าง บางพื้นที่เรียก “กวยตำแร็ย” (กวยช้าง)                      หมอกูยอะจีง หรือ กูยอาเจียง คือ หมอช้างชาวกูยที่อาศัยอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ โดยผู้ที่จะเป็นหมอกูยอะจีงได้จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและความชำนาญในการคล้องช้างและจับช้างป่า แล้วฝึกปรือจนช้างมีความเชื่องกลายเป็นช้างบ้าน อีกทั้งต้องเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติตนตามระเบียบวินัยกับกฎเกณฑ์ต่าง ๆ และเชี่ยวชาญในการประกอบพิธีกรรมสำคัญอย่างเซ่นสรวงผีปะกำ ทั้งนี้ หมอช้างแต่ละคนก็จะมีความรู้ความสามารถและความชำนาญแตกต่างกันก็จะมีลำดับชั้นตำแหน่งที่แตกต่างเช่นกัน                      การลำดับชั้นตำแหน่งของหมอกูยอะจีงนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถและจำนวนช้างป่าที่คล้องได้ โดยการจัดลำดับชั้นตำแหน่งของหมอกูยอะจีง มีทั้งหมด 6 ชั้น ได้แก่ ชั้นที่ 1 กำลวงพืด เป็นหมอช้างชั้นสูงสุด ชั้นที่ 2 กำลวง หรือ กำลวงแกด เป็นหมอช้างลำดับรองจากลวงกำพืด ชั้นที่ 3 หมอสะดำ หรือ สะดำ เป็นหมอช้างลำดับรองจากกำลวง ชั้นที่ 4 หมอสะเดียง หรือ สะเดียง เป็นหมอช้างลำดับรองจากหมอสะดำ ชั้นที่ 5 หมอจา หรือ จา หรือ จ่า เป็นหมอช้างลำดับรองจากหมอสะเดียง ชั้นที่ 6 มะช้าง หรือ มะ เป็นหมอช้างลำดับต่ำสุด                    และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นต้นมา ชาวกูยในจังหวัดสุรินทร์ไม่ได้ออกไปจับช้างป่าอีกต่อไป การเลื่อนตำแหน่งหมอกูยอะจีงจึงไม่สามารถแต่งตั้งได้อีก ซึ่งหมอช้างชาวกูยรุ่นสุดท้ายในจังหวัดสุรินทร์ คือ นายมิว ศาลางาม หรือ ครูมิว หมอช้างอาวุโส ตำแหน่งหมอสะดำได้เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2562                      ปัจจุบันชาวกูยในพื้นที่บ้านตากลาง บ้านศาลา บ้านหนองบัว ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ยังมีการเลี้ยงช้าง และยังคงสืบทอดรักษาวิชาคชศาสตร์มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมจารีตประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์กูย ดำรงวิถีชีวิตของคนกับช้างแบบดั้งเดิมเอาไว้ และถือว่าช้างคือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต                      โดยคชศาสตร์ชาวกูย คือ วิชาความรู้เกี่ยวกับช้างของหมอช้างที่ได้ถ่ายทอดและสืบทอดมาแต่โบราณกาลจากบรรพบุรุษชาวกูย เช่น ความรู้การจับช้างป่า ความรู้ด้านพิธีกรรมเกี่ยวกับช้างและคนเลี้ยงช้าง ทั้งนี้คชศาสตร์ชาวกูยได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๕ อีกด้วย บรรณานุกรม สุภักดิ์ ตลับทอง. “หมอช้างกูยอะจีง : คล้องช้าง.” สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน. 14. (2542): 4999-5003. ธีรพงษ์ กันทำ และประจวบ จันทร์หมื่น. กูย. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2568, จาก: https://ethnicity.sac.or.th/database-ethnic/161 ศูนย์สารนิเทศอีสานสิรินธร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. คชศาสตร์ชาวกูย. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2568, จาก: https://isancenter.msu.ac.th/?p=1294 สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์. คชศาสตร์ชาวกูย. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2568, จาก: http://www.m-culture.in.th/album/196201/คชศาสตร์ชาวกูย นิตยสาร สะเร็นน่า โรงเรียนตาเบาวิทยา. วิถีชาวกูย หมู่ บ้านช้าง งานช้างสุรินทร์. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2568, จาก: https://www.nairobroo.com/news/elephant-in-surin/ ไทยโพสต์. ปิดตำนาน หมอสะดำ อาวุโส หมอช้างรุ่นสุดท้ายแห่งเมืองสุรินทร์. [ออนไลน์]. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2568, จาก: https://www.thaipost.net/main/detail/38590


black ribbon.