ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 49,763 รายการ
ลูกปัดหินสีฟ้าและสีน้ำเงินแหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ ต.เวียงยอง อ.เมือง จ.ลำพูน พบจากการขุดค้น เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐_____________________________________________________++ลูกปัด วัตถุที่มีการเจารูไว้สำหรับร้อยด้ายหรือเชือก ส่วนใหญ่ ใช้เป็นเครื่องประดับ มีทั้งที่เป็นรูปทรงกลม เหลี่ยม และทรงกระบอก ทำจากวัสดุต่างๆ เช่น หิน ดินเผา กระดูกสัตว์ เปลือกหอย โลหะ พบควบคู่กับหลักฐานทางโบราณคดีชนิดอื่นๆ ในแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ++แก้วคือผลิตภัณฑ์จากอนินทรีวัตถุที่ได้มาจากการหลอม ซึ่งเมื่อเย็นจะอยู่ในสภาพแข็ง วัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต ได้แก่ ทรายแก้ว โซดาแอช หินปูน หินฟันม้า และเติมออกไซด์ของโลหะต่างๆ เพื่อให้เกิดสี โดยใช้ความร้อนที่อุณหภูมิต่างกันเพื่อให้ได้นำแก้วที่เป็นของเหลว และปรับอุณหภูมิลดลงจนมีความหนืดและสามารถขึ้นรูปได้ ++ลูกปัดแก้วส่วนใหญ่พบในแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในประเทศไทย ตั้งแต่ภาคใต้ ภาคกลาง ราว ๕๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล หรือเมื่อประมาณ ๒,๕๐๐ ปี มีหลายสี ได้แก่ สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีดำ โดยมีแหล่งผลิตสำคัญอยู่ในอินเดีย ศรีลังกา อียิปต์ และจีน ++จากการศึกษาของนักโบราณคดีได้กำหนดอายุแหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ อยู่ในยุคเหล็กตอนปลาย ก่อนที่จะเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์คือสมัยหริภุญไชย ลูกปัดแก้วกลุ่มสีฟ้า สีน้ำเงิน ที่พบในแหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ อาจเป็นสิ่งของที่รับมาจากชุมชนภายนอก ผ่านการติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าในดินแดนที่ไกลออกไป อย่างเช่นในพื้นที่ภาคกลางของประเทสไทยที่ตำนาน เอกสารสมัยหลังให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการรับวัฒนธรรมของแหล่งโบราณคดีบริเวณล่มแม่น้ำปิงตอนบน ว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมทวารวดีในภาคกลาง++จากการศึกษาเกี่ยวกับลูกปัดที่พบในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีในภาคกลาง ได้พบลูกปัดหลายสี หลายขนาด จัดอยู่ในกลุ่มลูกปัดแบบ Indo -Pacific ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในการแลกเปลี่ยนค้าขายกันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่การศึกษาจากการทางวิทยาศาสตร์พบว่าลูกปัดแก้วสีฟ้าและสีน้ำเงินนี้ เป็นกลุ่มที่มีส่วนประกอบของโปแตสเซียม ร้อยละ ๑๕ ขึ้นไป พบการผลิตแพร่หลายในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่จะแพร่หลายในแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี โดยเฉพาะในภาคกลาง เช่น แหล่งโบราณคดีบ้านพรมทินใต้ จ.ลพบุรี แหล่งโบราณคดีเมืองโบราณศรีเทพ จ.เพชบูรณ์ แหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด จ.สุโขทัย นอกจากพื้นที่ภาคกลางแล้ว ในภาคเหนือ ที่แหล่งโบราณคดีวัดพระธาตุจอมปิง จ.ลำปาง พบโครงกระดูกมนุษย์และลูกปัดหินสีชนิดต่างๆ รวมถึงสีฟ้า สีน้ำเงิน เป็นจำนวนมาก อาจเป็นชุมชนในภาคเหนือที่ร่วมสมัยกับแหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮที่มีการติดต่อค้าขายกับชุมชนภายนอก จนทำให้เกิดการสร้างบ้านเมืองขนาดใหญ่ถึงแม้ว่าจะช้ากว่ากลุ่มเมืองโบราณในสมัยทวารวดีที่อยู่ในภาคกลาง ในขณะที่แหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮยังคงอยู่ในยุคเหล็กตอนปลาย ++ลูกปัดแก้วสีฟ้า สีน้ำเงิน จากแหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ ที่พบในหลุมฝังศพปะปนร่วมกับลูกปัดและเครื่องประดับชนิดอื่นๆ เช่น กำไล ตุ้มหู ล้วนเป็นสิ่งของที่รับมาจากวัฒนธรรมภายนอก อันเกิดจากการติดต่อค้าขายกันในชุมชนที่อยู่ห่างไกลออกไป เมื่อนำมาฝังร่วมกับศพอาจแสดงให้เห็นถึงสถานะภาพทางสังคมของผู้ตายที่เริ่มมีการจัดระเบียบที่ซับซ้อนมากขึ้นก่อนที่จะพัฒนาเป็นเมืองใหญ่ในสมัยหริภุญไชย อ้างอิง ผุสดี รอดเจริญ. "การวิเคราะห์ลูกปัดแก้วจากเมืองโบราณสมัยทวารวดี ในภาคกลางของประเทศไทย ." วารสารวิชาการ Veridian E-Journal ปีที่ ๗, ฉบับที่ ๓ เดือนกันยายน -ธันวาคม ๒๕๕๗: ๕๗๑-๕๘๑.บัญชา พงษ์พานิช, “ไขความจากรอยลูกปัดในพื้นที่ภาคเหนือ.” เมืองโบราณ ปีที่ ๔๖ ฉบับที่ ๔ ตุลาคม-ธันวาคม ๒๕๖๓: 140-150.วิชัย ตันกิตติกร. แหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ. กรุงเทพฯ : กองโบราณคดี กรมศิลปากร, ๒๕๓๒.
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)
ชบ.บ.44/1-5
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
มงฺคลตฺถทีปนี (มงฺคลตฺถทีปนี เผด็จมงคลสูตร)
ชบ.บ.88ก/1-8
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
มหานิปาตวณฺณนา(เวสฺสนฺตรชาตก) ชาตกฎฺฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฺฐกถา (มทฺรี-นครกัณฑ์)
ชบ.บ.106ข/1-9ก
เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
เลขทะเบียน : นพ.บ.342/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 16 หน้า ; 4 x 51.5 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 133 (359-369) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : ปํสุกูลจีวรานิสํสกถา (ฉลองบังสุกุล)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
“เจ็ดเสมียน” ชื่อนี้มีที่มา
“เจ็ดเสมียน” เป็นชื่อบ้านนามเมืองแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ชื่อนี้ปรากฎอยู่ในหลักฐานทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและเป็นตำนานบอกเล่า เช่น ในตำนานพระปฐมเจดีย์ ฉบับพระยาราชสัมภารากรและฉบับตาปะขาวรอด ได้บันทึกเรื่องราวของนิทานพื้นบ้านเรื่องพระยากง พระยาพาน โดยได้กล่าวถึง “บ้านเจ็ดเสมียน” เมื่อครั้งที่พระเจ้าแผ่นดินสุโขทัยให้บุตรบุญธรรมคือพระยาพาน ซึ่งเป็น ผู้มีบุญญาธิการมาก ลงมาซ่องสุมผู้คนตั้งอยู่ที่ “บ้านเจ็ดเสมียน”
ความเป็นมาของชื่อบ้าน “เจ็ดเสมียน” ปรากฏเรื่องราวเล่าขานเป็นตำนานท้องถิ่นสืบต่อกันมาว่าในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ พระเจ้าตากสินมหาราชได้รวบรวมไพร่พลออกจากกรุงศรีอยุธยาเดินทางผ่านมายังเมืองราชบุรี แล้วโปรดให้รี้พลพากันข้ามแม่น้ำแม่กลองไปตั้งค่ายพักแรมบริเวณที่มีต้นไม้ใหญ่ จากนั้นดำริให้ป่าวประกาศรับสมัครชายชาติทหารเพื่อร่วมรบกับข้าศึก เช้าวันรุ่งขึ้นมีผู้คนมาสมัครเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงโปรดให้รับสมัครผู้รู้หนังสือมาเป็นเสมียนรับลงทะเบียนเพิ่มเติม ปรากฏว่ามีคนมาอาสาทำหน้าที่ดังกล่าวถึง ๗ คน และทำการบันทึกรายชื่อทหารได้ทันพลบค่ำพอดี จึงกลายเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน “เจ็ดเสมียน”
ในนิราศพระแท่นดงรังของสามเณรกลั่น ซึ่งแต่งขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๓๗๖ เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางไปนมัสการพระแท่นดงรัง ได้เล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของย่านเจ็ดเสมียน ว่าเจ็ดเสมียนเป็นย่านใหญ่ เดิมมีจระเข้อยู่เป็นจำนวนมาก แม้พระมหากษัตริย์จะใช้เสมียนถึงเจ็ดคนมาทำการจดก็ยังไม่พอ
“...ถึงบางกระไม่เห็นกระปะแต่บ้าน เป็นภูมิฐานทิวป่าพฤกษาไสว โอ้ผันแปรแลเหลียวให้เปลี่ยวใจ ถึงย่านใหญ่เจ็ดเสมียนเตียนสบาย ว่าแรกเริ่มเดิมทีมีตะเข้ ขึ้นผุดเร่เรียงกลาดไม่ขาดสาย จอมกระษัตริย์จัดเสมียนเขียนเจ็ดนาย มาจดหมายมิได้ถ้วนล้านกุมภา...”
ชื่อ“เจ็ดเสมียน” ปรากฏอยู่ใน “กลอนเพลงยาวนิราศเรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เมื่อคราวที่เสด็จไปรับศึกพม่าที่กาญจนบุรีปลายพ.ศ. ๒๓๒๙ ทรงกล่าวถึงสถานที่ต่าง ๆ ตามเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินรวมทั้ง “เจ็ดเสมียน” ดังความในพระราชนิพนธ์ว่า
“...ถึงท่าราบเหมือนที่ทาบทรวงถวิล ยิ่งโดยดิ้นโหยหวนครวญกระสัน ด้วยได้ทุกข์ฉุกใจมาหลายวัน จนบรรลุเจ็ดเสมียนตำบลมา ลำลำจะใคร่เรียกเสมียนหมาย มารายทุกข์ที่ทุกข์คะนึงหา จึงรีบเร่งนาเวศครรไลคลา พอทิวากรเยื้องจะสายัณห์...”
นอกจากนี้ยังมีนิราศซึ่งเป็นลักษณะของการพรรณนาการเดินทางอีกหลายเรื่องที่กล่าวถึง เจ็ดเสมียน ในความหมายของเสมียนจำนวนเจ็ดคน เช่น โคลงนิราศตามเสด็จทัพลำน้ำน้อยแขวงเมืองกาญจนบุรี ของพระยาตรัง, โคลงนิราศทวายของพระพิพิธสาลี, ลิลิตเสด็จไปขัดทัพพม่าเมืองกาญจนบุรี พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ, นิราศไทรโยค พระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ และเรื่องเที่ยวไทรโยคคราวสมเด็จพระราชปิตุลา บรมวงศาภิมุข เสด็จประพาสเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ ฯ
ในพระราชนิพนธ์ “ระยะทางเสด็จประพาสไทรโยคในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งแรก ปีฉลู พ.ศ.๒๔๒๐ ได้กล่าวถึง “เจ็ดเสมียน” ว่า
“...วัดเจ็ดเสมียน ลานวัดกว้างใหญ่ต้นไม้ร่มดูงามนัก เรือลูกค้าจอดอาศัยอยู่ที่นี่มาก บ้านเจ็ดเสมียนนี้เป็นที่ชื่นชอบของนักเลงกลอน พอใจจะอยากไหว้วานให้เสมียนมาจดแทบทุกฉบับ ในนิราศพระพุทธยอดฟ้าก็ว่าถึงเจ็ดเสมียนนี้เหมือนกัน...”
รายงานทะเบียนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่าวัดเจ็ดเสมียนเป็นวัดราษฎร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๓๐๐ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้มีชุมชนเก่าแก่ และที่มาของชื่อวัดอาจตั้งตามชื่อหมู่บ้านซึ่งมีอยู่มาแต่เดิม ตามลักษณะของการตั้งชื่อสถานที่ ชื่อที่ตั้งขึ้นแต่ละยุคสมัยจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมที่ปรากฏในสมัยใดสมัยหนึ่ง ชื่อจึงเป็นเครื่องหมายบอกเรื่องราวภูมิหลังเพื่ออ้างอิงการรับรู้ร่วมกัน ชื่อบ้าน “เจ็ดเสมียน” สะท้อนแนวคิดในเรื่องชื่อบ้านนามเมืองหรือภูมินามพื้นบ้าน เป็นการบอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนผ่านการตั้งชื่อ ในสมุดราชบุรีปี ๒๔๖๘ ระบุว่า“เจ็ดเสมียน”เคยเป็นที่ตั้งของอำเภอมาก่อน โดยอำเภอโพธารามเดิมเรียกว่า อำเภอเจ็ดเสมียน ต่อมาในปี ๒๔๓๘ (ร.ศ.๑๑๔) จึงได้ย้ายขึ้นไปตั้งที่ตำบลโพธารามทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จพระราชดำเนินซ้อมรบเสือป่าที่จังหวัดราชบุรี และใช้พื้นที่เจ็ดเสมียนในการซ้อมรบด้วย
จากหลักฐานที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า “เจ็ดเสมียน” มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่อดีตและชื่อบ้านเจ็ดเสมียนอาจมีที่มาจากตำนานและคำบอกเล่าซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง ทั้งนี้หากชื่อบ้าน “เจ็ดเสมียน” ตั้งขึ้นมาจากตำนานบอกเล่า เรื่องเสมียนเจ็ดคนในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว แสดงว่าคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เจ็ดเสมียนและบริเวณใกล้เคียงนั้น นอกจากจะมีใจจงรักภักดีสมัครไปทำสงครามเป็นจำนวนมากแล้ว จะต้องมีผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ เพราะตำแหน่ง
“เสมียน” ที่ปรากฏในตำราจินดามณี กำหนดไว้ว่าใครจะเป็นเสมียนจะต้องรอบรู้ ๘ สิ่งในเรื่องของหลักภาษาและวรรณยุกต์
“...เปนเสมียนรอบรู้ วิสัญช์
พินเอกพินโททัณฑ ฆาตคู้
ฝนทองอีกฟองมัน นฤคหิต
แปดสิ่งนี้ใครรู้ จึงให้เป็นเสมียน...”
เรียบเรียงโดย ปราจิน เครือจันทร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี
เอกสารอ้างอิง
พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ กลอนเพลงยาวนิราศ เรื่องรบพม่าที่ท่าดินแดง,หลวงโสภณอักษรกิจ พิมพ์สนองพระคุณ ท่านเจ้าพระยารามราฆพ ฯ ในงานฉลองสุพรรณบัฎ วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๖๔.
กรมศิลปากร,จินดามณี พิมพ์แจกในงานศพคุณหญิงพิรุฬห์พิทยาพรรณ ณ วัดไตรมิตตวิทยาราม ๑๕ เมษายน ๒๔๘๕ ,กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์พระจันทร์, ๒๔๘๕.
กรมศิลปากร, นิราศไทรโยค พระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์,พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางอนงค์ สิงหศักดิ์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๘.
กรมศิลปากร, พระบวรราชนิพนธ์เล่ม ๑, กรุงเทพฯ :กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร,๒๕๔๕.
กรมศิลปากร,วรรณคดีพระยาตรัง. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์บรรณาคาร, ๒๕๑๕
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ,มูลเหตุแห่งการสร้างวัดในประเทศสยามชุมนุมพระนิพนธ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ,กรงเทพฯ:บรรณกิจ,๒๕๔๓.
สมุดราชบุรี พ.ศ.๒๔๖๘ ,กรุงเทพฯ:สมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ไทย,๒๕๕๐.
http:// www.chetsamian. go.th
ชื่อผู้แต่ง -
ชื่อเรื่อง โคลงกวีโบราณ และวรรณกรรมพระยาตรัง
ครั้งที่พิมพ์ -
สถานที่พิมพ์ พระนคร
สำนักพิมพ์ โรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์
ปีที่พิมพ์ ๒๕๐๕
จำนวนหน้า ๑๕๔ หน้า
หมายเหตุ -
วรรณกรรมของพระยาตรังตามที่ทราบกันนั้นว่ามี นิราศตามเสด็จที่ทัพลำน้ำน้อย นิราศพระยาตรัง (หรือนิราศถลาง) โคลงกวีโบราณ (เป็นโคลงที่พระยาตรัง จดไว้จากความทรงจำ)
[พระสี่อิริยาบถ].สุโขทัยนิยมสร้างวิหารหรือมณฑปไว้ภายในวัด เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป แต่ก็มีบางแห่งที่มีการสร้างมณฑปที่มีแกนกลางขนาดใหญ่ เพื่อใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปที่ล้อมรอบแกนกลางมณฑปนี้ ซึ่งมณฑปที่กล่าวถึงนี้จะใช้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปที่อยู่ในอิริยาบถยืน เดิน นั่ง และนอน ทั้งนี้พระพุทธรูปที่กล่าวมานั้นอาจประดิษฐานอยู่ในมณฑปเดียวกันทั้งหมด หรือประดิษฐานเป็นกลุ่มอาคารใกล้เคียงกัน โดยเมืองสุโขทัยพบที่วัดพระพายหลวง วัดเชตุพน และพบที่วัดพระสี่อิริยาบถเมืองกำแพงเพชร ซึ่งการสร้างพระสี่อิริยาบถนี้ถือได้ว่าเป็นศิลปกรรมที่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของสุโขทัย โดยคติการสร้างนี้อาจเพื่อแสดงเรื่องราวตอนต่างๆ ในพุทธประวัติ หรืออาจสร้างมาจากพระสูตรในพระพระพุทธศาสนา คือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ใช้สติพิจารณาดูกายในอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง และนอน หรือมีนักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่าเป็นการสร้างเพื่อแสดงถึงอิริยาบถยืน เดิน นั่ง และนอนของพระพุทธเจ้า ขณะทรงสำราญพระอิริยาบถอยู่ในพระอาราม. ณ ที่วัดพระพายหลวงนั้นได้พบกลุ่มอาคารสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปทางด้านทิศตะวันออกของวัด ลักษณะเป็นกลุ่มอาคารที่ประกอบด้วยมณฑปที่มีแกนกลางขนาดใหญ่ก่ออิฐ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืน 5 องค์ และพระพุทธรูปลีลา 1 องค์ ล้อมรอบแกนกลาง ถัดมาทางด้านทิศตะวันออกของมณฑปเป็นวิหารพระนอน และทางด้านทิศเหนือเป็นวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่ง สันนิษฐานว่ากลุ่มอาคารเหล่านี้สร้างขึ้นหลังสุดของวัดพระพายหลวง ทั้งนี้จากองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมดังที่กล่าวมาจึงมีผู้สันนิษฐานว่าที่วัดพระพายหลวงแห่งนี้เป็นแห่งแรกที่เริ่มสร้างพระพุทธรูปหลายปางไว้รวมกัน. วัดเชตุพนเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้ ปรากฏมณฑปที่มีแกนกลางล้อมรอบด้วยพระสี่อิริยาบทเป็นประธานของวัด ซึ่งพระพุทธรูปที่ประดิษฐานภายในมณฑปประกอบไปด้วยพระพุทธรูปอิริยาบถเดินทางด้านทิศตะวันออก แสดงอิริยาบถยืนด้านทิศตะวันตก แสดงอิริยาบถนั่งด้านทิศเหนือ และแสดงอิริยาบถนอนด้านทิศใต้ สันนิษฐานว่าวัดเชตุพนแห่งนี้น่าจะพัฒนาการต่อมาจากการสร้างกลุ่มอาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนและนอนของวัดพระพายหลวง. ในส่วนของวัดพระสี่อิริยาบถเมืองกำแพงเพชรนั้น เป็นวัดขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขตอรัญญิกของเมืองกำแพงเพชร ภายในวัดปรากฏมณฑปขนาดใหญ่ทำหน้าที่เป็นประธานของวัด ลักษณะเป็นมณฑปแกนกลางรับน้ำหนัก ซึ่งลักษณะผนังของแกนกลางทั้งสี่ด้านก่อเว้าคล้ายโอบพระพุทธรูปในแต่ละด้าน ผนังด้านทิศตะวันออกประดิษฐานพระพุทธรูปลีลา ด้านทิศเหนือประดิษฐานพระพุทธรูปในอิริยาบถนอน ด้านทิศใต้ประดิษฐานพระพุทธรูปในอิริยาบถนั่ง และด้านทิศตะวันตกประดิษฐานพระพุทธรูปในอิริยาบถยืน จากองค์ประกอบและรูปแบบที่ลงตัวของสถาปัตยกรรม ทำให้สันนิษฐานว่าวัดพระสี่อิริยาบถนี้น่าจะสร้างหลังวัดเชตุพน เมืองสุโขทัยเล็กน้อย .การสร้างกลุ่มพระพุทธรูปหลายอิริยาบถหรือพระพุทธรูปสี่อิริยาบถนี้ สันนิษฐานว่าได้รับรูปแบบการสร้างกลุ่มอาคารลักษณะนี้มาจากลังกา พบที่คัลวิหาร เมืองโปลนนารุวะ ซึ่งเป็นกลุ่มประติมากรรมพระพุทธรูปที่สลักจากหน้าผาหินขนาดใหญ่ 4 องค์ ประกอบไปด้วย พระพุทธรูปประทับนั่งภายในถ้ำ พระพุทธรูปประทับนั่งปางสมาธิ พระพุทธรูปยืนตริภังค์ และพระพุทธรูปนอน .อ้างอิง- กรมศิลปากร. ทำเนียบโบราณสถาน อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย. พิมพ์ครั้งที่ 2. สุโขทัย : อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย, 2561.- พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. “พระสี่อิริยาบถ.” ศิลปวัฒนธรรม. 16,11 (กันยายน 2538) : 118-121.- ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์. “กลุ่มพระพุทธรูปสี่อิริยาบถในศิลปะสุโขทัย : ความหมายทางพระพุทธศาสนาบางประการ.” เมืองโบราณ. 13,3 (กรกฎาคม-กันยายน 2530) : 57-61.- รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง. “ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และศิลปะศรีลังกา.” (เอกสารคำสอนรายวิชา 310212 Sri Lanka Art ฉบับปีการศึกษา 2554)(อัดสำเนา).- ศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. นนทบุรี : มิวเซียมเพรส, 2561.- ศิริปุณย์ ดิสริยะกุล. “การศึกษาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมวัดพระสี่อิริยาบถ จังหวัดกำแพงเพชร” วิทยานิพนธ์ระดับศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2556.- สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร. นำชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. พิมพ์ครั้งที่ 3. สุโขทัย : กรมศิลปากร, 2553.
บทความออนไลน์จากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี
“ประเพณีการแข่งเรือยาวปราจีนบุรี”
--ต้อนรับการกลับมาอีกครั้งของประเพณีการแข่งเรือยาวปราจีนบุรี ในปี พ.ศ. ๒๕๖๕ หลังจากที่ห่างหายไประยะเวลาหนึ่ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี ขอนำเสนอภาพบรรยากาศประเพณีการแข่งเรือเมื่อราว ๓๐ ปีที่แล้วมาให้ทุกท่านได้ชมกัน
--สำหรับประเพณีการแข่งเรือยาวปราจีนบุรีนั้น เริ่มจัดการแข่งขันมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๘ ในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีขึ้นสูงมาก โดยประเพณีการแข่งเรือยาวจัดเป็นงานประจำปีบริเวณแม่น้ำปราจีนบุรี ช่วงตั้งแต่สะพานณรงค์ดำริด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองปราจีนบุรีไปจนถึงหน้าวัดหลวงปรีชากูล
--ประเพณีการแข่งเรือยาวปราจีนบุรีในช่วงเวลานั้น เริ่มต้นด้วยขบวนเรือเฉลิมพระเกียรติ ก่อนจะเป็นการแข่งเรือยาว รอบละ ๒ ลำ แข่งกันจนกว่าจะได้ผู้ชนะ โดยมีประชาชนชาวจังหวัดปราจีนบุรี นักเรียน นักศึกษาร่วมชมและร่วมเชียร์การแข่งเรือยาวตลอด ๒ ฝั่งแม่น้ำปราจีนบุรี
--สำหรับประเพณีการแข่งเรือยาวปราจีนบุรีในปีนี้ เริ่มจัดงานตั้งแต่วันที่ ๙ – ๑๘ กันยายน ๒๕๖๕ โดยที่มีการแข่งเรือยาวในวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๕ และการแข่งเรือเร็วในวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๕ บริเวณแม่น้ำปราจีนบุรีช่วงศาลหลักเมืองปราจีนบุรี
สำหรับบทความสัปดาห์นี้จัดทำขึ้น เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวโรกาสวันแม่แห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๔ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สงขลา ขอนำเสนอภาพถ่ายการจัดงานวันแม่แห่งชาติ และภาพถ่ายจดหมายเหตุพระราชกรณียกิจ ชุด “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ เมืองสงขลา”เรียบเรียงโดย : นางพัชรินทร์ ลั้งเเท้กุล หัวหน้าหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ สงขลากราฟิก เเละภาพประกอบ โดย นายวีรวัฒน์ เหลาธนู นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ
มาตรา 13 หอจดหมายเหตุแห่งชาติมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้(1) เก็บรักษาและอนุรักษ์เอกสารจดหมายเหตุ(2) ติดตาม รวบรวม หรือรับมอบเอกสารจดหมายเหตุจากหน่วยงานของรัฐ(3) จัดหา ซื้อ หรือรับบริจาคเอกสารที่มีคุณค่าเป็นเอกสารจดหมายเหตุจากเอกชน(4) จัดหมวดหมู่และจัดทําเครื่องมือช่วยค้นเอกสารจดหมายเหตุ(5) จดบันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับพระราชพิธี รัฐพิธี และศาสนพิธี(6) รวบรวมเอกสารเหตุการณ์สําคัญของชาติ(7) จัดทําบันทึกประวัติศาสตร์บอกเล่าโดยพิจารณาให้ครอบคลุมข้อเท็จจริง อย่างรอบด้าน(8) ให้บริการการศึกษา การค้นคว้า หรือการวิจัยเอกสารจดหมายเหตุ(9) เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ จัดให้มีสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ นิทรรศการ และกิจกรรม เพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์เอกสารจดหมายเหตุ(10) สนับสนุนด้านวิชาการแก่หอจดหมายเหตุของหน่วยงานของรัฐ หอจดหมายเหตุท้องถิ่น และหอจดหมายเหตุเอกชน(11) ดําเนินการอื่นตามที่อธิบดีมอบหมาย ที่มา : พระราชบัญญัติจดหมายเหตุ พ.ศ. 2556 หน้า 3-4
24 ตุลาคม 2565 วันดิวาลี (For English, please see below)
เทศกาลดิวาลี, ดีปาวลี, ทิวาลี หรือ ทีปาวลี
คำว่า ดิวาลี (Diwali หรือ Divali) กร่อนมาจากคำว่า “ทีปวาลี” (Deepavali หรือ Dipavali) ในภาษาสันสกฤตแปลว่า “แถวของตะเกียง”
เทศกาลดิวาลีจึงมีความหมายว่าเทศกาลแห่งแสงไฟ
เทศกาลดิวาลีเป็นเทศกาลของคนอินเดียไม่ว่าจะนับถือศาสนาฮินดู ศาสนาซิกข์ หรือศาสนาเชน ประวัติความเป็นมาของเทศกาลนี้แตกต่างกันไปตามแต่ละตำนาน แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการรำลึกถึงเรื่องราวที่พระรามทรงมีชัยเหนือราวณะ(ทศกัณฐ์) โดยการเฉลิมฉลองด้วยแสงไฟนี้ปรากฏในมหากาพย์รามายณะในพิธีฉลองชัยชนะและต้อนรับการกลับพระราม นางสีดา และพระลักษมณะ ชาวเมืองอโยธยาได้จัดงานเฉลิมฉลองด้วยไฟครั้งใหญ่ ชัยชนะแห่งพระรามนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ชนะความมืด หรือธรรมะที่ชนะอธรรม
ดิวาลี ยังปรากฏในจารึกของอินเดียหลายหลัก เช่น จารึกแผ่นทองแดงของพระเจ้ากฤษณะที่ 3 ราชวงศ์รัชตระกุตา (Rāṣṭrakūṭa) (พ.ศ. 1482–1510) ระบุคำว่า "Dipotsava"
ในจารึกภาษาสันสกฤตที่วัด Ranganatha ช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 กล่าวถึง
"เทศกาลมงคลแห่งแสงซึ่งขจัดความมืดมนอนธการ แต่กาลก่อนได้รับการเฉลิมฉลองโดยกษัตริย์ อิลา การตวีรยะ และ สาการะ...เฉกเช่นท้าวสักระ(พระอินทร์)ของเหล่าทวยเทพ กษัตริย์ผู้รู้พระเวทจะเฉลิมฉลอง ณ ที่แห่งพระวิษณุซึ่งมีองค์พระลักษมีผู้สุกสกาวประทับอยู่บนพระเพลาแห่งพระองค์"
โดยปกติแล้วเทศกาลดิวาลีจะเฉลิมฉลองกันถึง 5 วัน ในเดือนกรรติกา (ประมาณเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน)
วันที่ 1 วันธนเตรส (Dhan Taras) วันแรม 13 ค่ำ
เป็นวันจัดเตรียมทำความสะอาด ซ่อมแซมบ้านเรือน วันนี้จะมีการบูชาเทพธันวันตริ เทพเจ้าแห่งอายุรเวทและแพทย์ศาสตร์ และยังเป็นหนึ่งในอวตารของพระวิษณุ ในอินเดียยังมีการประกาศให้วันนี้เป็น "วันอายุรเวทแห่งชาติ" อีกด้วย
วันที่ 2 วันนรกจตุรทศี (Naraka Chaturdashi) หรือ กาลีเจาทส(Kali Chaudas)หรือ โชติ ดิวาลี(Choti Diwali) วันแรม 14 ค่ำ เป็นวันเฉลิมฉลองชัยชนะของพระกฤษณะกับพระนางสัตยภามาเหนือปีศาจนรกาสูร หรือบ้างว่าเป็นพระแม่กาลีสังหารนรกาสูร ผู้คนจะตื่นแต่เช้ามืด เจิมหน้าผาก อาบน้ำ และมีการจุดพลุไฟ ในตอนเช้ามีการบูชาด้วยเครื่องหอม ถวายมะพร้าวแด่หนุมาน อาหาร 56 อย่าง (Mahaprasad),น้ำตาลอ้อย, ข้าวเม่า(Poha), เนยกี(Ghee) และน้ำตาล บางพื้นที่จะมีการทำหุ่นจำลองนรกาสูรและนำมาเผาในเวลา 04.00 น.
วันที่ 3 วันทีปวาลี (Dipawali) หรือ วันลักษมีบูชา (Lakshmi Puja) หรือวันกาลีบูชา (Kali Puja) วันแรม 15 ค่ำ เป็นวันเฉลิมฉลองใหญ่ ผู้คนจะสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ มีการละเล่นกันอย่างสนุกสนาน มีการมอบของขวัญและวันแห่งการเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง วันนี้เป็นวันทำการบูชาพระแม่เป็นสำคัญ มีการจุดตะเกียงและให้สว่างทั่วทั้งบริเวณบ้าน บ้างก็จุดพลุ ขับไล่สิ่งชั่วร้าย ความมืด หากบูชาพระแม่ลักษมี เหล่าผู้หญิงจะบูชาในช่วงเย็น และตกแต่งบ้านด้วยรังโกลี(Rangoli) สัญลักษณ์ของการต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือน เพื่อต้อนรับพระลักษมี เทวีแห่งความมั่งคั่ง ส่วนผู้ที่บูชาพระแม่กาลีจะบูชาในช่วงกลางคืนโดยการนั่งภาวนาตั้งแต่ยามค่ำจนรุ่งสาง
วันที่ 4 วันโควรรธนะบูชา (Govardhan Puja) หรือวันบาลีประติปทา (Bali Pratipadā) วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12 เป็นวันบูชาเขาโควรรธนะและกฤษณะ ซึ่งเป็นการระลึกถึงวันที่พระกฤษณะยกเขาโควรรธนะเพื่อปกป้องชาวบ้านจากฝนที่พระอินทร์บันดาล หรือบางแห่งว่าเป็นวันที่ท้าวบาลี(มหาพลี) ได้กลับมายังโลกมนุษย์ และเฉลิมฉลองแด่พราหมณ์วามนะ อวตารหนึ่งของพระวิษณุที่ก้าว 3 ก้าว (ปางวิษณุตรีวิกรม) และทำให้ท้าวบาลี (ท้าวมหาพลี) สำนึกผิดและถูกเนรเทศไปยังโลกบาดาล
วันที่ 5 วันยมทวีตียา (Yama Dwitiya) หรือ ภาอีทูช (Bhai Duj) หรือวันวิศวกรรม บูชา (Vishwakarma Puja) วันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 12 เป็นวันสุดท้ายแห่งเทศกาลดิวาลี เป็นวันที่เชื่อว่าพระยม เทพเจ้าแห่งความตายมาเยี่ยมเทวียามีหรือยมุนา(Yami/Yamuna) น้องสาว ถือเป็นวันเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชาย-น้องสาว ในแถบโรงงานอุตสาหกรรม/โรงงานช่างต่างๆ จะบูชาพระวิศวกรรมและนับถือวันนี้เป็นวันแห่งการสร้าง การออกแบบและงานช่างอีกด้วย
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะ และย่นระยะเวลามาเหลือเพียงสองหรือสามวันโดยจะกระทำกันในวันแรม 13 ค่ำ เดือนสิบ(Dhanteras) และในวันแรม 15 เดือนสิบ (Diwali)
การกระทำพิธีบูชาดิวาลีนั้นจะทำ การบูชาเทพและเทวีหลายองค์ด้วยกัน
1. พระแม่ลักษมี เทวีผู้ประทานโชคลาภ ทรัพย์สมบัติ และความอุดมสมบูรณ์
2. พระคเณศ เทพแห่งความสำเร็จและผู้ขจัดอุปสรรค
3. ท้าวกุเวร เทพแห่งความร่ำรวย
นอกจากนี้ยังมีการบูชาขอพรจาก หนุมาน พาลี พระยม พระแม่กาลี พระแม่สรัสวตี และพระกฤษณะ
(ข้อมูลการบูชาปัจจุบันโดยวัดเทพมณเทียร สมาคมฮินดูสมาช)