ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 48,853 รายการ
ผู้แต่ง : สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ฉบับพิมพ์ : พิมพ์ครั้งที่ ๕
สถานที่พิมพ์ : โรงพิมพ์พระจันทร์
ปีที่พิมพ์ : ๒๕๑๑
หมายเหตุ : พิมพ์ในงานฌาปนกิจศพ นางชะอุ่ม จุฑาสมิต
ตำนานพระปริตร
ตำนานพระปริตร เป็นคำอธิบายมูลเหตุที่จะเกิดมีราชปริตรและลักษณะการสวดพระปริตร ตำนานคณะสาธยาด ตำนานสาธยายธรรม ตำนานสาธยายปริตร พระปริตรภาณวาร ราชปริตรสวดพระพุทธมนต์ในประเทศสยาม สวดสาธยายพระธรรม สวดภาณวาร สวดพระปริตร สวดทำน้ำพระพุทธมนต์ มหาทิพมนต์ สวดพระพุทธมนต์เนื่องกับไสนศาสตร์ และสวดนวคหายุสมธรรม
ชื่อเรื่อง : มอญซ่อนสยาม : จากสาละวินถึงถิ่นแม่กลอง (เล่ม 1)
ความผูกพันสยามในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและท่าจีน (เล่ม 2)
ลุ่มน้ำจากเหนือจรดใต้ (เล่ม 3)
ผู้เขียน : บุญยงค์ เกศเทศ
สำนักพิมพ์ : กากะเยีย
ปีพิมพ์ : 2561
เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ : 978-616-7661-57-5 (ล.1)/978-616-7661-58-2 (ล.2)/978-616-7661-59-9 (ล.3)
เลขเรียกหนังสือ : 305.89593 บ532ม ล.1- ล.3
ประเภทหนังสือ : หนังสือทั่วไป
ห้องบริการ : ห้องหนังสือทั่วไป 1
สาระสังเขป : ชาติพันธุ์มอญ เริ่มสร้างอาณาจักรเป็นปึกแผ่นราวพุทธศตวรรษที่ 12 ปรากฎชื่อเมืองสะเทิมหรือสุธรรมวดี ทะละ ตะวันเต หรือทวันเท หงสาวดี หรือพะโค เมาะตะมะ ในแถบลุ่มน้ำสาละวิน ลุ่มน้ำอิระวดี ต่อมาขยับขยายอาณาบริเวณไปยังลุ่มน้ำต่างๆ และตั้งถิ่นฐานในราชอาณาจักรสยาม โดยชาวมอญมีความเชี่ยวชาญด้านการทำนา ทำสวน การประมง นอกจากนี้ยังมีความชำนาญในด้านศิลปกรรมหลากหลายแขนง เช่น การปั้นดิน ภาชนะดินเผา การปั้นอิฐ (อิฐมอญ) การขึ้นล่องทางเรือ เป็นต้น รวมถึงอาหารการกิน ศิลปะ ภูมิปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวมอญสืบทอดมาจากบรรพชนจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่องยาวนาน "มอญซ่อนสยาม" เป็นสารคดีว่าด้วยชาติพันธ์ุมอญในอาณาจักรสยาม ซึ่งผู้เขียนได้ลงพื้นที่ภาคสนามเก็บข้อมูลทุกภูมิภาค จากการพบปะพูดคุยกับชาวมอญเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นมาในหลากหลายสาระ โดยมอญซ่อนสยามได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 เล่ม ประกอบด้วย "จากสาละวินถึงถิ่นแม่กลอง (เล่ม 1)" ได้แก่ พื้นภูมิความเป็นมา : ตำนานหินรูปหัวฤาษี ราชอาณาจักรมอญ มหาเจดีย์มุเตา ต้นบูซายัค เมืองมะละแหม่ง / ลุ่มน้ำแม่กลองตอนบน : สังขละบุรีหรือเมืองท่าขนุน ทองผาภูมิ มณีเมืองกาญจน์ ด่านเจดีย์สามองค์ บ้านม่วง ชุมชนมอญโบราณจากอดีตถึงปัจจุบัน / ลุ่มน้ำแม่กลองตอนล่าง : มอญ บางช้าง ปากคลองอัมพวา จิตรกรรมฝาผนังอันทรงคุณค่าในพระอุโบสถวัดอัมพวันเจติยาราม ถนนเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นที่ดอนกระเบื้อง "ความผูกพันกับสยามในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและท่าจีน (เล่ม2)" ได้แก่ ความผูกพันกับสยาม ลุ่มน้พดจ้าพระยาและท่าจีน : ตำนานตุ่มสามโคก ชุมชนมอญวัดศาลาแดงเหนือเชียงรากน้อย เล่าย้อนมอญปากเกร็ด คลองบางหลวง วัดรามัญประดิษฐาราม ตำนานการสร้างเขื่อนนครเขื่อน ชุมชนมอญเสากระโดง วัดทองบ่อ ขนอนหลวง บางปะอิน / ลุ่มน้ำท่าจีน : วัดเกาะ ภูมิสถานคนมอญเมืองสมุทรสาคร ชุมชนกระทุ่มมืด วัดสโมสร คลองหม่อมแช่ม คลองบางกระดี่ แขวงแสมดำ บางขุนเทียน บางจะเกร็ง วัดศรัทธาธรรม เจ็ดริ้ว บ้านแพ้ว และ "ลุ่มน้ำจากเหนือจรดใต้ (เล่ม3)" ได้แก่ ลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสัก-ปิง-วัง-ยม-น่าน ได้แก่ ป่ามะม่วง ชุมชนมอญน้ำปิงสมัยพระยาตาก หลากหลายสกุลมอญในเมืองระแหง บ้านหนองดู่-บ่อคาว-หนองคอบ วัดนามอญ ศรีสำโรง สุโขทัย / ลุ่มน้ำตะวันตก-สะแกกรัง ได้แก่ มอญทุ่งเข็น ตำบลทุ่งคอก ชุมชนมอญบ้านเก่า หนองฉาง เมืองอุทัยธานี จากตำบล บางมอญ ผ่านบางนา ถึงบางสงบ / ลุ่มน้ำตะวันออก-ปราจีนบุรี-บางปะกง : ตำนานขุนอินทร์ นายกองมอญ บ้านพระเพลิง ตำบลนกออก บ้านพลับพลา เมืองกระโทก คุ้งตำหนัก บางตะบูน มอญปลายแม่น้ำเพชรบุรี หม้อตะนน และ หม้อตาล ศิลปะภูมิปัญญาของคนมอญ / ลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง : บ้านคนเมืองใน ที่ไผ่พระ ใต้โค้งทุ่งอ่าว เมืองพุนพิน สุราษฎร์ธานี ตำนานพญาท่าข้าม แม่น้ำสองสี ตาปี-พุมดวง คนมอญ ปรากฎในจารึกพงศาวดารเมืองนครฯ และวัดท่ามอญ ต้นตระกูลมอญ ตำบลท่าประตูช้าง ซึ่งทั้ง 3 เล่มมีเนื้อหาสาระที่เชื่อมโยงถึงกันทุกเล่มทุกเรื่องราวเสมือนเป็นบันทึกชุมชนมอญในพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคที่น่าจะเป็นประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของผู้คนชาวมอญที่ทรงคุณค่าควรแก่ศึกษาและถ่ายทอดสืบต่อไปของชาวมอญในประเทศไทย
เรื่องเล่าจากคลังโบราณวัตถุ : หอยเบี้ย ค้นคว้า/เรียบเรียง/กราฟิก : น.ส.ชุติณัฐ ช่วยชีพ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
***บรรณานุกรม***
ผดุงถิ่นยุคข่าวเศรษฐกิจ
ปีที่ 15(6)
ฉบับที่ 646(240)
วันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2534
ชื่อเรื่อง : ไกลบ้าน เล่ม 1-2 พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ชื่อผู้แต่ง : จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว,พระบาทสมเด็จพระ ปีที่พิมพ์ : 2497 สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : โรงพิมพ์คุรุสภา จำนวนหน้า : 1,082 หน้า สาระสังเขป : หนังสือไกลบ้าน เล่ม 1-2 พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเล่มนี้ กล่าวถึงการเสด็จไปยุโรปครั้งหลัง ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพรรณาถึงสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ทอดพระเนตรเห็น และกิจการที่ทรงทราบ รวมทั้งกระแสพระราชวินิจฉัยในเรื่องนั้น ๆ พรรณาว่าด้วยถิ่นฐานบ้านเมือง แลบรรยายถึงขนบธรรมเนียมต่าง ๆ ของนานาประเทศ
วัดอาวาสใหญ่เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือที่เป็นเขตอรัญญิกของเมืองกำแพงเพชร ผังของตัววัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก สิ่งก่อสร้างภายในวัดใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลัก สิ่งก่อสร้างที่สำคัญของวัดประกอบด้วยฐานไพที ตั้งอยู่ด้านทิศตะวันออกของพื้นที่ เป็นฐานไพทีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูง ๑.๒๐ เมตร หักมุมฉากเป็นรูปตัว L จำนวน ๒ ฐาน บนฐานไพทีมีฐานเจดีย์รายทรงระฆังฐานละ ๘ องค์ถัดไปทางทิศตะวันตกเป็นวิหารประธานขนาด ๗ ห้อง ตั้งอยู่บนฐานประทักษิณ ก่อด้วยศิลาแลงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีบันไดทางขึ้น ๓ ทาง คือ ด้านทิศตะวันออก ทิศเหนือและทิศใต้ ผนังด้านข้างก่อด้วยศิลาแลงเป็นราวลูกกรงเตี้ย ๆ สูง ๐.๔๕ เมตร ในลักษณะเดียววัดพระสี่อิริยาบถ ส่วนของฐานวิหารที่อยู่ด้านบนมีมุขทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ภายในปรากฏแท่นอาสนสงฆ์และแท่นชุกชีที่ใช้ประดิษฐานพระพุทธรูป ถัดจากวิหารไปทางทิศตะวันตกเป็นเจดีย์ประธาน สร้างติดกับฐานวิหาร มีลักษณะเป็นเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยม ฐานล่างสุดเป็นแบบฐานหน้ากระดานแปดเหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัวแปดเหลี่ยมย่อมุม ต่อด้วยฐานบัวที่มีการยืดส่วนหน้ากระดานท้องไม้ให้เป็นผนังสูงประดับลูกแก้วอกไก่สองแถว ส่วนยอดเจดีย์ที่ถัดขึ้นไปพังทลาย ไม่ปรากฏรูปทรงเดิมที่แน่ชัด ฐานเจดีย์ประธานของวัดอาวาสใหญ่มีความคล้ายกับฐานเจดีย์ประธานของวัดเจดีย์สูงและวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยารามที่เมืองสุโขทัย สันนิษฐานได้ว่าส่วนยอดของเจดีย์ประธานของวัดอาวาสใหญ่อาจมีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบวัดเจดีย์สูงและวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม ด้านทิศตะวันออกของวัดอาวาสใหญ่มีบ่อน้ำรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ประชาชนในท้องถิ่นเรียกกันว่า “บ่อสามแสน” มีขนาดกว้าง ๙.๕๐ เมตร ยาว ๑๖.๕๐ เมตร ลึก ๖.๐ เมตร โดยเป็นการขุดลึกลงไปในชั้นของศิลาแลง เพื่อนำศิลาแลงมาใช้เป็นวัสดุในการก่อสร้างอาคารภายในวัดและปรับให้บ่อศิลาแลงนั้น เป็นบ่อน้ำในภายหลัง บ่อสามแสนเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดกำแพงเพชรที่นำมาเป็นน้ำอภิเษกในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชนิพนธ์ “เสด็จประพาสต้น” ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ระบุถึงการเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๒ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๔๙ โดยได้เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชรโบราณในเขตอรัญญิก ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๙ และได้ทรงมีพระราชนิพนธ์บรรยายเกี่ยวกับโบราณสถานวัดอาวาสใหญ่ ดังนี้ “…ต่อนั้นไปจึงถึงวัดใหญ่ซึ่งมีวิหารอย่างเดียวกัน กลางเป็นรูปไม้สิบสอง จะเป็นเจดีย์ฤๅปรางค์อันใดพังเสียฤๅไม่แล้ว ด้านหลังก็เป็นวิหารใหญ่อีกหลังหนึ่ง ในลานวัดนั้นเต็มไปด้วยพระเจดีย์ ที่เป็นฐานเดียวกันหลายๆ องค์บ้างองค์เดียวบ้าง ลักษณะเดียวกับวัดหน้าพระธาตุลพบุรีแลวัดพระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราชจะเป็นวัดอื่นนอกจากวัดหน้าพระธาตุไม่ได้เลย วัดนี้ดูบริบูรณ์มากกว่าวัดอื่น ซุ้มประตูใหญ่น้อยก็ยังมี ข้างหน้าวัดมีสระ ๔ เหลี่ยม กว้างยาวลึกประมาณสัก ๕ วา ขุดลงไปในแลงเหมือนอ่างศิลา ไม่มีรอยก่อเลย มีห้องฝาแลงกั้นสำหรับพระสรงน้ำ คงจะใช้โพงคันชั่ง น้ำในนั้นมีบริบูรณ์ใช้ได้อยู่จนบัดนี้...” การเสด็จประพาสหัวเมืองเหนือที่ปรากฏในพระราชนิพนธ์เรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๐ ได้เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชรโบราณในเขตอรัญญิก ในระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๗มกราคม พ.ศ.๒๔๕๐ และได้ทรงมีพระราชนิพนธ์บรรยายเกี่ยวกับโบราณสถานวัดอาวาสใหญ่ ดังนี้ “…ทั้งที่กำแพงและที่ประตูมีรูปสลักเป็นยักษ์บ้าง เทวดาบ้าง ฝีมือการแกะสลักงดงามน่าดูมาก…บ่อนั้นหาได้มีสิ่งอะไรก่อเป็นผนังไม่ ที่แผ่นดินตรงนั้นเป็นแลง ขุดบ่อลงไปในแลง ข้าง ๆ บ่อนั้น พอถูกอากาศก็แข็งเป็นศิลา จึงดูเหมือนก่อเรียบร้อย เพราะฉะนั้นเป็นของควรดูอย่างหนึ่งและเมื่อดูแล้วจะออกรู้สึกอิจฉาว่าเขาทำบ่อได้ดีและถาวร...” “วัดอาวาสใหญ่” เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญยิ่งในอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จากหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่มรวยในทรัพยากรการก่อสร้าง ความปราดเปรื่องในสรรพวิชางานฝีมือที่ปรากฏให้เห็นเป็นงานด้านสถาปัตยกรรม ตลอดจนเรื่องราวที่ถูกบันทึกผ่านทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ล้วนแล้วแต่เป็นประจักษ์พยานของความเจริญรุ่งเรืองในอดีตของแผ่นดินเมืองกำแพงเพชรได้เป็นอย่างดี. ---------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ---------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. นำชมอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร. กรุงเทพฯ: บริษัทบางกอกอินเฮ้าส์จำกัด, ๒๕๖๑. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ. เสด็จประพาสต้นในรัชกาลที่ ๕. พิมพ์ครั้งที่ ๒๖. กรุงเทพฯ : ไทยร่มเกล้า, ๒๕๒๙. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. เที่ยวเมืองพระร่วง. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ:มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๑๙. ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปกรรมโบราณในอาณาจักรสุโขทัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มิวเซียมเพรส, ๒๕๖๑.
รู้จักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร
การจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร
ใน พ.ศ. ๒๕๕๒ และ พ.ศ. ๒๕๕๖ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ได้รับการจัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการถาวร โดยการจัดแสดงแบ่งห้องตามพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมืองกำแพงเพชร ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ และยังกล่าวถึงเมืองกำแพงเพชรในปัจจุบัน และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ
นิทรรศการถาวรภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร ที่เห็นในปัจจุบัน ได้มีพิธีเปิดในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นกิจกรรมในโครงการพัฒนาเมืองวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว (สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร) ถือได้ว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่มีการจัดแสดงสวยงามและทันสมัย
ข้อมูลและงานกราฟฟิค โดยนางสาวมาริษา เสนอิ่ม พนักงานประจำห้องพิพิธภัณฑ์
โบราณสถานวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยารามหรือโบราณสถานร้าง ต.๒๙ ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองสุโขทัยด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากประตูนะโมไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ ๑.๗ กิโลเมตร เดิมนั้นชาวบ้านเรียกชื่อวัดนี้ว่า วัดตาเถรขึงหนัง ส่วนชื่อวัดศรีพิจิตรกิรติกัลยารามที่เรียกกันในปัจจุบันนั้น มาจากจารึกวัดตาเถรขึงหนังที่มีการพบที่วัดแห่งนี้ เนื้อหาของจารึกได้กล่าวถึงสมเด็จพระราชชนนีศรีธรรมราชมาดาและสมเด็จมหาธรรมราชาธิบดีราชโอรส (พญาไสลือไท) ได้อาราธนาพระเถระสำคัญองค์หนึ่งนามว่า ศรีพิจิตรกิรติกัลยาราม จากเมืองกำแพงเพชรมาอำนวยการสร้างวัดนี้ในปี พ.ศ. ๑๙๔๓ และต่อมาในปี พ.ศ. ๑๙๔๖ ได้มีการปลูกพระศรีมหาโพธิ์ เนื้อหาของจารึกถูกบันทึกด้วยอักษรขอมสุโขทัย – ไทยสุโขทัย จารึกขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๙๔๗ ภายหลังการสร้างวัดแล้วเสร็จ ดังปรากฏข้อความในจารึกดังนี้ “…ศักราช ๗๖๒ นาคนักษัตรปีมะโรง สมเด็จพระราชชนนีศรีธรรมราชมาดา มหาดิลกรัตนราชนาถ-กรรโลง แม่และสมเด็จมหาธรรมราชาธิบดีศรีสุริยวงศ์ (โอรส) ราชอำนวจน้าวห้าวหาญ นำ พ(ล) รชราคลาธรณีดลสกลกษัตริย์ (หากขึ้นเสวยใน) มหามไหสวริยอัครราช เป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ (นครศรีสัชนาลัย) สุโขทัย แกวกลอยผลาญปรปักษ์ศตรูนู พระราชสีมา…เป็นขนอบขอบพระบางเป็นแดน เท่าแสนสอง หนองห้วยและแพร่…สมเด็จแม่ออกท่าน จึงจักให้นิมนต์ตนสมเด็จพระ(มหา) ศรี (กิรติ) เจ้าเหง้าพุทธางกูรดรุณพันลอก ฝูงอริยะ จากสถานสถิระ คือพชรบุรีศรีกำแพงเพชร มาสร้างพระอาวาสอาสน์อันดีมีชื่อศรีพิจิตรกิรติกัลยารามเป็นสนามเจ้ามหาสัปปุรุษทั้งหลาย จักถวายอัญชุลีน้อมตน นมัสการคำนับ อันดับนั้น ศักราช ๗๖๕ ในปีมะแมแปรวันเดือนในเดือนอ้าย ออกใหม่ใส่ไว้ได้แปดค่ำ วันพฤหัสบดีศรีทินพารกาลยามตะวันชายย้ายหกบาทฉายาเสร็จ สมเด็จพระศรีธรรมราชมาดามหาดิ (ลกรัตนราช) กรรโลง จึงสถิตสถาปนาปลูกพระพฤกษาอธิบดีศรีมหา (โพธิ)…” ลักษณะทางสถาปัตยกรรม เป็นวัดที่มีคูน้ำล้อมรอบเป็นขอบเขตวัด โดยมีโบราณสถานตั้งอยู่ภายในซึ่ง ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างดังนี้ ๑. เจดีย์ประธานทรงระฆังขนาดใหญ่ ก่อด้วยอิฐ ตั้งอยู่บนฐานสูงเป็นรูปสี่เหลี่ยม ขนาดกว้างด้านละ ๑๗ เมตร ที่ฐานด้านตะวันออกและตะวันตก ทำเป็นซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่ง โดยเฉพาะซุ้มด้านทิศตะวันออกปรากฏร่องรอยการก่อเป็นซุ้มโค้งสูงขึ้นไปคล้ายกรวยแหลม ๒. ฐานวิหารก่ออิฐ ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๓ เมตร อยู่ทางด้านหน้า หรือตะวันออกของเจดีย์ประธาน ๓. ฐานเจดีย์ราย ๔ ฐาน ตั้งเรียงรายอยู่โดยรอบฐานเจดีย์ประธาน ๔. คูน้ำล้อมรอบอาณาเขตวัด มีขนาดของคูกว้างประมาณ ๑๕ เมตร ล้อมรอบพื้นที่วัดที่มีขนาดกว้าง ๔๐ เมตร และยาว ๘๐ เมตร ---------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย---------------------------------------------------
เลขทะเบียน : นพ.บ.143/7ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 38 หน้า ; 5 x 52 ซ.ม. : ล่องชาด ; ไม้ประกับธรรมดา ชื่อชุด : มัดที่ 86 (346-361) ผูก 7 (2564)หัวเรื่อง : ธมฺมปปทวณฺณนา ธมฺปฎฐกถา ขุทฺทกนิกายฎฐกถา (ธรรมบท)--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม