ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,226 รายการ

   มหามกุฏราชสันตติวงศ์สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา    พระสนมเอกในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔    สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา พระนามเดิม เปี่ยม ประสูติเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๓๘๐ (นับแบบปัจจุบันตรงกับปีพุทธศักราช ๒๓๘๑) เป็นธิดา   หลวงอาสาสำแดง (แตง) และท้าวสุจริตธำรง (นาค) เจ้าจอมมารดาเปี่ยมเข้าถวายตัวเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระชนนีในพระราชโอรส พระราชธิดา จำนวน ๖ พระองค์ คือ    - พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย    - พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์    - พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสุนันทากุมารีรัตน์    - พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา    - พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี    - พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ    ในรัชกาลที่ ๕ พระราชธิดาสามพระองค์ในรัชกาลก่อนที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเปี่ยมได้ถวายตัวเป็นพระภรรยาเจ้าในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น เจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยม เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๒๘ ในรัชกาลที่ ๖ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอัฐิขึ้นเป็นเจ้านายในราชวงศ์จักรี ถวายพระนามาภิไธยว่า สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา เนื่องด้วยในรัชกาลนั้นมีพระฐานะเป็นพระอัยยิกา (ยาย) โดยพระนาม "ปิยมาวดี" นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลจากพระนามเดิมว่า "เปี่ยม" เป็นคำว่า "ปิยมาวดี" ส่วนสร้อยพระนาม "ศรีพัชรินทรมาตา" มาจากพระนามของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กับคำว่ามาตา แปลว่าแม่ รวมกันมีความหมายว่า "พระราชชนนีของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง" สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ถึงแก่พิราลัยในรัชกาลที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน ๒๔๔๗ สิริอายุ ๖๖ ปี   เรียบเรียง : ณัฐพล ชัยมั่น ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี กรมศิลปากร อ้างอิงภาพ : สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงฉลองพระองค์ชุดอย่างตะวันตก ตามแนวแฟชั่นยุควิกตอเรีย เมื่อสมัยแรกรับราชการ อ้างอิง ราชกิจจานุเบกษา.เล่ม ๔๐ตอน ๐ ก๑ เมษายน ๒๔๖๖หน้า ๑. พระบรมราชโองการ ประกาศ สถาปนา เรื่อง สถาปนาพระนามพระอัฐิ พระอัยยิกา.[ออนไลน์]สืบค้นเมื่อ ๔ มีนาคม ๒๕๖๔ จาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2466/A/1.PDF ศิลปากร, กรม. ราชสกุลวงศ์. พิมพ์ครั้งที่ ๑๔. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ สกสค.ลาดพร้าว, ๒๕๕๔.  


     ตราพระไพสพราช (โคอุศุภราช)       รัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที่ ๒๔ หรือประมาณ ๒๐๐ ปีมาแล้ว      งาช้าง      ขนาด สูง ๑๐ เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง ๕.๘ เซนติเมตร      ตราเก่าที่เลิกใช้แล้วของกระทรวงเกษตราธิการ ส่งมาเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๔๙๐      เจ้าพระยาพลเทพ เสนาบดีกรมนา มีตราประจำตำแหน่ง ๙ ดวง สำหรับใช้ในภารกิจแตกต่างกัน หนี่งในนั้น คือ ตราพระไพสพราช การใช้งานของตรานั้นตามพระธรรมนูญ ในพระราชกฤษฎีกาเดิม ระบุว่า “...ตราพระไพสพราช ทรงเครื่องยืนบลแท่น ดวง ๑ สำหรับใช้ไปด้วยพระราชทานที่กัลปนา...” เป็นตราใช้สำหรับการพระราชทานที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานอุทิศผลประโยชน์แก่วัดหรือศาสนา (สำหรับกัลปนา)       ตราประทับแกะสลักจากงาช้างเป็นรูปโคมีเครื่องประดับยืนบนแท่น  โดยคำว่า “อุศุภ” แปลว่า โค ส่วน คำว่า “ราช” แปลว่าราชา รวมกันคือ ราชาแห่งโคทั้งปวง ในความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ คือ โคนนทิ พาหนะของพระศิวะนอกจากนี้ยังพบการใช้คำว่า โคอุศุภราช ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลของกัมพูชา โดยออกนามเรียกพระโคในพระราชพิธีนี้ว่าพระโค หรือ โคอุศุภราช ก็ได้เช่นกัน      ปัจจุบันตราพระไพสพราช (โคอุศุภราช) จัดแสดงในห้องประวัติศาสตร์ธนบุรี – รัตนโกสินทร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร    ค้นคว้าโดย นายกฤตเมธ เอื้อจารุพร  นักศึกษาฝึกงาน สาขาวิชาการท่องเที่ยว คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พระนคร


          อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยความคืบหน้าโครงการปรับปรุงและพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องในวาระครบ ๔๐ ปี ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา เมื่อวันที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๕ ซึ่งจะครบ ๔๐ ปี ในพุทธศักราช ๒๕๖๕ นี้          นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า นับแต่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา เปิดให้บริการตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๒๕ ยังไม่เคยมีการปรับปรุงครั้งใหญ่ ทำให้สภาพปัจจุบันชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา ประกอบกับลักษณะกายภาพของเมืองไชยา เปลี่ยนไปจากเดิม มีการปรับพื้นที่ขยายถนนด้านหน้า ทำให้พื้นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา มีสภาพเป็นที่ลุ่ม น้ำท่วมขังเป็นประจำเกือบทุกปี ส่งผลกระทบต่อโบราณวัตถุที่จัดแสดงและตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เป็นอย่างมาก จึงได้มอบหมายให้สำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรี ธรรมราช ศึกษาและจัดทำโครงการปรับปรุงพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ระยะเวลา ๓ ปี (ระหว่างปีงบประมาณ ๒๕๖๔ - ๒๕๖๖) งบประมาณทั้งสิ้น ๘๐ ล้านบาท เป้าหมายสำคัญคือจะดำเนินการซ่อมปรับปรุงพัฒนาอาคารหลังเดิม และสร้างอาคารจัดแสดงเพิ่ม ๑ หลัง พัฒนาการจัดแสดงนิทรรศการภายใน รวมทั้งปรับปรุงภูมิทัศน์ สิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับพื้นที่ใช้สอยส่วนต่าง ๆ ตามมาตรฐานพิพิธภัณฑ์ในระดับสากล สร้างความภาคภูมิใจแก่คนในชาติ และเป็นแหล่งศึกษามรดกวัฒนธรรมที่สำคัญของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน นักท่องเที่ยวต่อไป โดยการจัดแสดงนิทรรศการ นอกจากจะจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และข้อมูลทางวิชาการ ที่แสดงถึงพัฒนาการทางโบราณคดีประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะในช่วงสมัยศรีวิชัยที่ปรากฏหลักฐานว่าเมืองไชยามีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางทางศาสนาและการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัยแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่กรมศิลปากรให้ความสำคัญและจะเพิ่มเติมในการจัดแสดงครั้งนี้คือเรื่องราวเกี่ยวกับท่านพุทธทาส ที่มีคุณูปการต่องานโบราณคดีและการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมในฐานะผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ท่านแรกอีกด้วย          อธิบดีกรมศิลปากร ยังได้มอบนโยบายแก่ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช ภัณฑารักษ์ และนักโบราณคดี ผู้รับผิดชอบการจัดทำบทจัดแสดงนิทรรศการ ให้นำองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่ได้จากการดำเนินงานทางโบราณคดีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและใกล้เคียง มานำเสนอเล่าเรื่องราวให้น่าสนใจ รวมทั้งสำรวจ รวบรวม โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุที่พบในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงหรือเก็บรักษาในคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่าง ๆ มาจัดแสดงประกอบในนิทรรศการ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ซึ่งอาจเป็นลักษณะการขออนุมัติเคลื่อนย้ายกลับมาจัดแสดงถาวร หรือการยืมระหว่างพิพิธภัณฑ์เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสมต่อไป           ทั้งนี้ ระหว่างดำเนินการปรับปรุงและก่อสร้างอาคารหลังใหม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ยังคงเปิดให้บริการผู้เข้าชมในอาคารจัดแสดงหลังที่ ๑ ได้ตามปกติ โดยงดเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าชม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. ๐ ๗๗๔๓ ๑๐๖๖ หรือ Facebook : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา //การก่อตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา เริ่มขึ้นเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๗๘ โดยพระครูโสภณ เจตสิการาม อดีตเจ้าคณะอำเภอไชยา ได้รวบรวมศิลปโบราณวัตถุมาเก็บรักษาไว้ในพระอุโบสถ พระวิหารหลวง และพระระเบียง ของวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ต่อมากรมศิลปากรได้พิจารณารับเป็นสาขาพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ เรียกชื่อในขนาดนั้นว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี” โดยจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม ครั้นต่อมา พุทธศักราช ๒๔๙๓ ท่านพระครูอินทปัญญาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) เจ้าอาวาสวัดพระบรมธาตุไชยา ได้เริ่มสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้น โดยเงินส่วนหนึ่งได้จากการจำหน่ายหนังสือเรื่อง "แนวสังเขปโบราณคดีรอบอ่าวบ้านดอน" ที่ท่านเป็นผู้เขียน มาใช้สำหรับสร้างอาคารเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนแบบไทยประยุกต์แล้วเสร็จเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๙๕ ต่อมา พุทธศักราช ๒๔๙๙ กรมศิลปากรได้สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์เพิ่มอีกหลังทางด้านทิศเหนือ เมื่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ประกอบกับพระวิหารหลวงของวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ชำรุดทรุดโทรม และทางวัดจะรื้อสร้างใหม่ จึงได้ย้ายโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุทั้งหมดจากวิหารหลวงนำไปเก็บและตั้งแสดงในอาคารพิพิธภัณฑ์ที่สร้างใหม่ ซึ่งก็คือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ในปัจจุบัน โดยการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ครั้งนั้น ท่านพุทธทาสได้รับความช่วยเหลือดำเนินการจาก มจ.สุภัทรดิศ ดิศกุล และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกรมศิลปากรอีกหลายท่าน           ต่อมา ในวาระสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๒๕ กรมศิลปากรได้กราบบังคม ทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ในการนี้ ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสิน ทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา เมื่อวันที่ ๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๕ภาพ : จารึกพระนามาภิไธยเนื่องในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงยกฉัตรยอดพระบรมธาตุไชยาและทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา วันเสาร์ที่ ๔ กันยายน ๒๕๒๕ ภาพ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ในปัจจุบันแบบทัศนียภาพอาคารจัดแสดงหลังใหม่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา ซึ่งสถาปนิกได้รับแรงบันดาลใจจากรูปแบบอุโบสถวัดจำปา ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญของเมืองไชยา ภาพ : นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจรับพัสดุโครงการปรับปรุงและพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และให้คำแนะนำการปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ไชยา แก่ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๑๒ นครศรีธรรมราช และข้าราชการ เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๔--------------------------------------------------------------ข่าว/ภาพ : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร


          ศิลปวัฒนธรรมไทยสาขาต่าง ๆ ของชาติ และการดำเนินวิถีชีวิตตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของไทย เป็นสิ่งที่ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ตระหนักในความสำคัญและเห็นสมควรรักษาสืบสานไว้ให้มั่นคงสืบไป ดังปรากฏในปาฐกถาต่าง ๆ เช่น           “การรักษาวัฒนธรรมอันเป็นสมบัติล้ำค่าของเรานั้น คือ การรักษาชาตินั้นเอง” และ “...การดำรง พิทักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมของชาติ ของท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้านนับเป็นการตอบแทนบุญคุณแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่...” เป็นต้น กล่าวได้ว่าในการปาฐกถาเกี่ยวกับเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยนั้น           ท่านพยายามเน้นย้ำเพื่อสร้างจิตสำนึกของการตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ด้วยการชี้ให้ทุกคนตระหนักอยู่เสมอว่า ชาติจะดำรงอยู่ได้ต้องมีเอกลักษณ์ที่บ่งบอกให้รู้ถึงความเป็นชาติ สามารถสืบสานกันได้ด้วยธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม โดยบุคคลในชาติเป็นสำคัญของการธำรงรักษาเอกลักษณ์ไว้ซึ่งนอกจากท่านจะปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างแล้ว ยังนำมาเป็นแนวทางของรัฐบาลในสมัยของท่านที่สนับสนุนส่งเสริมการดำเนินงานด้านศาสนาและศิลปวัฒนธรรม มีหลายโครงการที่ท่านริเริ่มหรือสำเร็จในสมัยท่าน แม้เมื่อพ้นตำแหน่งทางการเมืองแล้วยังได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการรักษาสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยด้านต่าง ๆ มาโดยตลอด           “วัฒนธรรมไทยเป็นสมบัติอันล้ำค่าของชาติเรา เป็นสมบัติเก่าแก่ที่บรรพบุรุษได้คิดสร้างสรรค์ ดำรงรักษาและสืบสานต่อกันมาจนถึงยุคสมัยของเรา วัฒนธรรมของเราจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพวกเรา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเรา ชาติของเรา และจะดำรงลักษณะไทยไว้ไม่ได้ ถ้าเราไม่มีวัฒนธรรมและไม่ดำรงรักษาไว้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งของคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ที่จะต้องช่วยกันร่วมมือกัน มีความสำนึกในคุณค่าของวัฒนธรรมของเรา รักและหวงแหนวัฒนธรรมของเราและรู้แจ้งประจักษ์ชัดว่า การรักษาวัฒนธรรมอันเป็นสมบัติล้ำค่าของเรานั้น คือ การรักษาชาตินั้นเอง”ปาฐกถาเรื่อง วัฒนธรรมไทย สมบัติไทย ณ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) วันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๗ ---------------------------------------------------------------------เรียบเรียงโดย นายบัณฑิต พูนสุข นักจดหมายเหตุ หอจดหมายเหตุนายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ---------------------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กระทรวงวัฒนธรรม. จารึกไว้ในแผ่นดิน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ. กรุงเทพฯ: บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด, ๒๕๖๒. ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “วัฒนธรรมไทย สมบัติไทย” โดย ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี และรัฐบุรุษ, กรุงเทพฯ: มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์, ม.ป.ป.



          วันศุกร์ที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ เวลา ๑๐.๓๐ น. รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา พร้อมคณะเข้าร่วมหารือเกี่ยวกับการปลูกสร้างอาคารเรียนศิลปกรรม (บริเวณสะพานเทพหมี) มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา กับนายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร โดยมีนางสาวสุกัญญา เบาเนิด ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่สำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา ร่วมหารือในเรื่องดังกล่าว ณ ห้องประชุมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


ชื่อเรื่อง                                ธมฺมปทวณฺณา ธมฺมปทฏฐกถา ขุทฺทกนิกายฏฐกถา (ธมฺมปทฺธ) สพ.บ.                                  376/8ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           52 หน้า กว้าง 4 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง                                 ธรรมเทศนา บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรธรรมอีสาน ภาษาบาลี-ไทยอีสาน เส้นจาร ฉบับล่องชาด-ลองรัก ได้รับบริจาคมาจากวัดลานคา ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี




สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สังคิณี-มหาปัฎฐาน)  ชบ.บ.39/1-4  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


มาลยสุตฺต (มาลยสูตร)  ชบ.บ.77/1-3ก  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สงฺคีติกถา (ปถม-ปญฺจมสงฺคายนา)  ชบ.บ.101/1-5  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.324/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 10 หน้า ; 4.5 x 57 ซ.ม. : ชาดทึบ-ทองทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 130  (329-337) ผูก 1 (2565)หัวเรื่อง : ปญฺตปารมี (ปัญตปารมี)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


  ระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) (ด้านซ้ายมือ)พระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (ด้านขวามือ)           ชื่อผลงาน: พระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) [พ.ศ. 2310 - 2367] / พระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า [พ.ศ. 2405 - 2498]        ศิลปิน: พระสรลักษณ์ลิขิต (มุ่ย จันทรลักษณ์) [พ.ศ. 2418 - 2501]        เทคนิค: จิตรกรรมสีน้ำมันบนผ้าใบ        ขนาด: กว้าง 100 ซม. สูง 200 ซม.        อายุสมัย:  รัตนโกสินทร์ (สมัยรัชกาลที่ 5)        รายละเอียดเพิ่มเติม: พระสรลักษณ์ลิขิต (มุ่ย จันทรลักษณ์) เป็นจิตรกรในราชสำนักและมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ผู้มีความสนใจในการเขียนภาพเหมือนบุคคล ในเทคนิคสีน้ำมันแบบตะวันตก เป็นจิตรกรไทยคนแรกที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงให้ไปศึกษาศิลปะยังต่างประเทศ ณ สถาบันวิจิตรศิลป์แห่งกรุงโรม อิตาลี เมื่อกลับมายังสยาม ได้เขียนภาพพระบรมสาทิสลักษณ์และพระสาทิสลักษณ์ของบูรพมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ไว้หลายพระองค์ โดยบางส่วน อาทิ พระบรมสาทิสลักษณ์ รัชกาลที่ 1 – 3 ตัวศิลปินอาจวาดขึ้นจากคำบอกเล่า เนื่องจากตัวศิลปินเองไม่เคยมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ขณะดำรงพระชนม์ชีพ และอาจจะอาศัยต้นแบบงานศิลปกรรมที่สร้างขึ้นก่อนหน้า เป็นแบบในการศึกษาเทียบเคียง อาทิ ประติมากรรมพระบรมรูป รัชกาลที่ 1 – 3 ประดิษฐาน ณ ปราสาทพระเทพบิดร พระบรมมหาราชวัง ซึ่งปั้นหล่อ โดย พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ (อธิบดีกรมช่างสิบหมู่ สมัยรัชกาลที่ 5)            Title: a portrait of HM King Phra Puttha Lerdla Napalai (Rama II) [1767 - 1824]& a portrait of HM Queen Sri Savarindira (Queen consort of HM King Rama V) [1862 - 1955]        Artist: Phra Soralak Likhit (Mui Chandralak, 1875 - 1958)         Technique: oil on canvas Size: 100 × 200 cm.        Period: Rattanakosin era, some years in the reign of King Chulalongkorn (Rama V)         Detail: Phra Soralak Likhit, a native Thai painter and a royal page in Siamese court in the reign of King Chulalongkorn (Rama V), he is the first Thai painter who granted a scholarship by His Majesty to study art abroad at L'Accademia di Belle Arti di Roma, Italy. When he returned to Siam, he painted several portraits of His Majesties and some members of the royal family. Some of these portraits such as portraits of HM King Rama I – III, an artist had to painted them according to oral testimony from elder courtesans because he never had a chance to witness the appearance of the passed away kings, and he might take an inspiration from earlier portrait sculptures of King Rama I – III sculpted by Prince Pradit Worakan (a chief of the royal artisan in the reign of King Rama V), enshrined at Prasat Phra Thep Bidon (hall of the ancestral kings), The Royal Grand Palace complex.



โบราณสถานปราสาทบ้านหนองขี้เหล็ก ตั้งอยู่บ้านหนองขี้เหล็ก ตำบลหนองขวาว อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ โดยอยู่ในพื้นที่นาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านหนองเหล็ก ห่างไปประมาณ 1 กิโลเมตร และอยู่ทางด้านทิศเหนือของปราสาทศีขรภูมิ ประมาณ 3 กิโลเมตร สภาพปัจจุบันถูกไถปรับพื้นที่เพื่อทำการเกษตร และนาข้าว เหลือเป็นเนินดินเตี้ยๆรูปทรงสี่เหลือมผืนผ้า สูงจากพื้นที่นาประมาณ 1.50 เมตร กว้าง 10 เมตร ยาวประมาณ 14 เมตร บริเวณโดยรอบเป็นที่นา จากการสำรวจพื้นที่ใกล้เคียงพบว่ามีบารายขนาดใหญ่ที่ปัจจุบันตื้นไปเกือบหมดแล้วอยู่ทางด้านตะวันออกห่างไปประมาณ 1 กิโลเมตร บนพื้นเนินดินพบชิ้นส่วนภาชนะดินเผาแบบเครื่องถ้วยเขมรกระจายอยู่เบาบางโดยทั่วไป และยังพบก้อนหินศิลาแลงที่ตัดเป็นก้อนสำหรับก่อสร้างอาคาร มีขนาดประมาณ 80X65X36 เซนติเมตร วางตัวกระจายอยู่ชายเนินด้านตะวันตกและทิศใต้แต่ไม่เรียงกันเป็นฐานอาคาร ก้อนศิลาแลงสี่เหลี่ยมกระจายอยู่ทางด้านทิศตะวันออกที่ถูกขยับมาวางทิ้งไว้ที่คันนาห่างออกจากเนินดินประมาณ 20 เมตร พบชิ้นส่วนแท่นหินบดยา 1 ชิ้นอยู่บนเนินดิน ไม่พบโบราณวัตถุอื่นในพื้นที่นาที่อยู่โดยรอบ แต่เดิมเป็นพื้นที่ป่า ต่อมาจับจองเป็นพื้นที่ทำการเกษตรและปรับพื้นที่เป็นที่นาเมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว จึงมีการไถปรับพื้นที่ทำให้พื้นที่เนินดินหดเล็กลงเรื่องๆ ชาวบ้านเล่าว่า เท่าที่จำได้เดิมเนินดินนี้ มีขนาด 2 งาน เเต่ถูกไถปรับจนเหลือเท่าที่เห็นในปัจจุบัน ก้อนหินที่พบเกิดจากการไถและดุนมากองรวมกัน มีก้อนหินแลงบางส่วนนำไปไว้ที่วัดทุ่งสว่างนารุ่ง ตำบลนารุ่ง อำเภอศีขรภูมิ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน แม้หลักฐานที่พบ จะมิได้มีความโดดเด่นมากนัก แต่หลักฐานที่พบเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ช่วยแสดงให้เห็นถึงร่องรอยปราสาทในวัฒนธรรมเขมร ในเขตพื้นที่อำเภอศีขรภูมิ ที่ไม่ได้แค่ปราสาทหลังใหญ่ๆ อย่าง ปราสาทศีขรภูมิ ปราสาทช่างปี่ (อโรคยศาล) ได้เป็นอย่างดี ข้อมูลโดย : นายกิตติพงษ์ สนเล็ก ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี


black ribbon.