ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,104 รายการ

          วันอาทิตย์ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๕ เวลา ๑๗.๓๐ น. นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดการแสดงรายการ “เหมันต์เบิกบาน  สุขสราญสังคีต” โครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๖ ณ สังคีตศาลา เวทีกลางแจ้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร            โครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๖ “เหมันต์เบิกบาน สุขสราญสังคีต” นี้ เป็นการแสดงประจำปีของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร เพื่อเผยแพร่และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม โดยมีการจัดรายการแสดงและการบรรเลงหลากหลายรูปแบบทั้งการแสดงโขน ละคร วิพิธทัศนา การบรรเลงดนตรีไทยและการบรรเลงดนตรีสากล อาทิ การบรรเลงดนตรีสากล “ฟังดนตรีเถิดชื่นใจ เถลิงศกใหม่ต้อนรับวันเด็ก” การแสดงละคร เรื่องสาวิตรี ชุด “อมตะเสน่หา” การแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “ทศกัณฐ์พรหมพงศ์ลงกา” การแสดงละครเสภา เรื่องกากี ตอนเสน่ห์เล่ห์คนธรรพ์ กำหนดจัดแสดงทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา ๑๗.๓๐ น. ถึง ๑๙.๓๐ น. ระหว่างวันอาทิตย์ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๕ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๖ (งดการแสดงในวันอาทิตย์ที่ ๑ มกราคม และวันอาทิตย์ที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖) ค่าเข้าชมคนละ ๒๐ บาท โดยกรมศิลปากรจะนำเงินรายได้ดังกล่าวส่งเป็นเงินรายได้แผ่นดิน           ทั้งนี้ กรมศิลปากรได้จัดรายการพิเศษ “นาฏกรรมสุขศรี สุนทรีย์ปีใหม่” มอบเป็นของขวัญกับประชาชน เนื่องในวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๖ โดยงดเก็บค่าเข้าชมการแสดงในวันอาทิตย์ที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๖๕ รายการแสดงประกอบด้วย การแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ และการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุด “สุครีพสุริโยโอรส”            ขอเชิญชวนผู้สนใจชมการแสดงรายการ “เหมันต์เบิกบาน  สุขสราญสังคีต” โครงการดนตรีสำหรับประชาชน ปีที่ ๖๖ ตั้งแต่เวลา ๑๗.๓๐ น. ถึง ๑๙.๓๐ น. ระหว่างวันอาทิตย์ที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๕ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๖ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมศิลปากร finearts.go.th และเฟสบุ๊ก เพจ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร 


#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ในสมัยก่อนมีสิ่งประดิษฐ์หนึ่งที่ให้ความบันเทิงและเป็นที่นิยมของผู้คนในช่วงคริสตวรรษที่ 19 คือ “กล้อง 3 มิติ” (Stereoscope) หรือมีอีกชื่อคือ กล้องถ้ำมอง .กล้อง 3 มิติแรกถูกคิดค้นและประดิษฐ์โดย ‘Sir Charles Wheatstone’ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี 1832 เป็นกล้องแบบกระจกสะท้อน โดยใช้กระจก 2 บาน วางทำมุม 45 องศา เพื่อให้สายตาคนดูมองเห็นภาพสะท้อนในแต่ละด้าน และได้ถูกปรับปรุงโดย ‘David Brewster’ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ในปี 1849 ให้เป็นแบบกล้อง 2 เลนส์ที่ใช้ส่องและมองเห็นภาพ โดยเขาเรียกว่า “lenticular stereo scope” จนกลายเป็นกล้อง 3 มิติแรกที่สามารถพกพาได้ ต่อมา ‘Oliver Wendell Holmes’ นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันได้พัฒนารูปแบบกล้องให้เพรียวบาง สามารถพกพาถือด้วยมือได้ง่ายขึ้น แถมราคาประหยัด จนกลายเป็นความบันเทิงชิ้นโปรดประจำบ้านและห้องเรียนในยุคนั้น.การใช้งานกล้อง 3 มิติ เราจะใช้แผ่นภาพคู่ 2 มิติ (ภาพหนึ่งสำหรับดวงตาข้างซ้าย และอีกภาพสำหรับดวงตาข้างขวา) ซึ่งเป็นภาพถ่ายจากสถานที่หรือสิ่งเดียวกัน แต่ถูกถ่ายโดยองศาที่ต่างกันเล็กน้อย เมื่อนำมาวางด้านหน้าเลนส์ มองผ่านกล้อง 3 มิติ และเลื่อนปรับระดับระยะห่างให้โฟกัสอย่างเหมาะสมแล้ว สมองจะรวมภาพคู่ 2 มิตินั้นให้เป็นภาพเดียวจนเกิดมิติความลึกเป็นภาพ 3 มิติขึ้นมา .กล้อง 3 มิติและแผ่นภาพคู่ ที่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ เป็นของยี่ห้อ Underwood & Underwood ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแผ่นภาพ 3 มิติที่ได้รับความนิยม ก่อตั้งบริษัทในปี 1882 โดยสองพี่น้องชาวอเมริกัน ชื่อ Elmer และ Bert Elias Underwood และได้เติบโตขยับขยายสาขาไปในหลายเมือง ทั้งใน อเมริกา แคนาดา และสหราชอาณาจักร กล้องยี่ห้อนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานของกล้อง 3 มิติ โดยเป็นกล้องแบบ Holmes (Holmes type stereoscope) ที่ใช้มือถือได้ แต่พวกเขาได้เน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงดีไซน์ให้ดูทันสมัย โดยทำเป็นดีไซน์อลูมิเนียม ความโดดเด่นนี้ส่งผลให้โรงงานผลิตอื่น ๆ เริ่มทำตามแบบในไม่ช้า.ลักษณะกล้อง 3 มิติที่จัดแสดงนี้ มีลักษณะดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของยี่ห้อ Underwood & Underwood คือเป็นแบบกล้อง 2 เลนส์ที่ทำที่ครอบลูกตาห่อหุ้มด้วยอลูมิเนียม ประดับลวดลายใบไม้อย่างฝรั่ง พร้อมสลักชื่อยี่ห้อการค้า “Sun Sculpture U&U Trademark” ด้านหน้าเลนส์กล้อง ทำเป็นไม้ยื่นยาวออกไป เพื่อใช้เลื่อนขึ้น-ลงปรับระดับโฟกัสในการมอง พร้อมกับแท่นวางแผ่นภาพคู่ มีด้ามไม้จับ 1 ด้ามไว้สำหรับถือ ข้างใต้กล้องใกล้ด้ามจับมีข้อความสลักไว้ว่า “Man'f'd by Underwood & Underwood New York Patented June 11.1901 Foreign Patents Applied For” ส่วนแผ่นภาพคู่ 2 มิติ โดยส่วนใหญ่จะเป็นภาพถ่ายสถานที่และผู้คน บรรจุอยู่ในกล่องกระดาษที่สันกล่องทำคล้ายปกหนังสือ ระบุชื่อสถานที่ของภาพถ่ายและยี่ห้อไว้.โดยกล้อง 3 มิติพร้อมแผ่นภาพตัวนี้ มี 'ความสำคัญ' คือ เป็นของที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงซื้อมาจากพ่อค้าชาวยุโรป และพระราชทานแก่เจ้าดารารัศมี พระราชชายา เมื่อครั้งกราบบังคมลากลับไปเยี่ยมเมืองเชียงใหม่ เมื่อปีพ.ศ. 2451 เนื่องจากทรงเกรงว่าระหว่างทาง หากพระราชชายาอ่านหนังสือจนตาลาย เผื่อจะใช้กล้อง 3 มิติส่องดูเล่นไปได้ (อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องนี้ได้ที่ https://www.facebook.com/chiangmai.../posts/2626660764234660).>> หากผู้อ่านทุกท่านสนใจ สามารถเข้ามาย้อนเวลา ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงของผู้คนในอดีต ส่องผ่านกล้อง 3 มิติได้ที่อาคารจัดแสดงชั้น 2 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ >> พร้อมสามารถเข้าชม นิทรรศการพิเศษ “คน (เริง) เมือง ย้อนมองเมืองเชียงใหม่ยุคโมเดิร์นไนซ์ ผ่านสถานที่ ผู้คน และวัตถุเริงรมย์” ที่จัดแสดงอยู่บริเวณใกล้กันได้เช่นกันค่ะ >> เปิดทำการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ เวลา 09:00 – 16:00 น. (หมายเหตุ: ขณะนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ งดเว้นค่าเข้าชม เนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงห้องจัดแสดงนิทรรศการบางส่วน ทำให้ไม่สามารถจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นสำคัญบางชิ้นได้ ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ)---------------------------------------------------------------------แหล่งอ้างอิง- John Plunkett. (2008). “Selling stereoscopy, 1890–1915: Penny arcades, automatic machines and American salesmen”, Early Popular Visual Culture Vol. 6, No. 3, November 2008, p.239–242.- Kansas Historical Society. “Stereoscopic photographs and marketing of photographs”. [Online].  เข้าถึงเมื่อ 21 มิถุนายน 2565, จาก: https://www.kshs.org/kansa.../elmer-and-bert-underwood/12227- The Guardian. “Stereographic New York: animated 3D images from the 1850s to the 1930s”. [Online]. เข้าถึงเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565, จาก : https://www.theguardian.com/.../stereographic-new-york...- Museum of Teaching and Learning. “Stereoscope”. [Online]. เข้าถึงเมื่อ 23 มิถุนายน 2565, จาก: https://www.motal.org/stereoscope.html- Britannica. “Development of stereoscopic photography”. [Online]. เข้าถึงเมื่อ 23 มิถุนายน 2565, จาก: https://www.britannica.com/.../Development-of...- Cove. “Wheatstone invents mirror stereoscope”. [Online]. เข้าถึงเมื่อ 23 มิถุนายน 2565, จาก: https://editions.covecollective.org/.../wheatstone...ที่มารูปภาพ- Wheatstone Stereoscope ที่มา : https://commons.wikimedia.org/.../File:Charles_Wheatstone...- Brewster Stereoscope ที่มา : https://commons.wikimedia.org/.../File:PSM_V21_D055_The...- Holmes Stereoscope ที่มา : https://www.flickr.com/photos/zcopley/91299034


          ในโอกาสที่ “นาค” ได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์เอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กรมศิลปากร โดยสำนักช่างสิบหมู่ จัดทำภาพต้นแบบของนาค ๔ ตระกูล วิรูปักษ์ เอราปถ ฉัพพยาปุตตะ กัณหาโคตมะ พิมพ์เป็นโปสเตอร์ สี่สีสวยงาม ด้วยกระดาษอย่างดี เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญปีใหม่ พิมพ์จำนวนจำกัด ๑,๐๐๐ ภาพ ทุกภาพมีหมายเลขกำกับ และผ่านการทำพิธีเพิ่มความเป็นสิริมงคล ณ พระอุโบสถวัดนาคปรก กรุงเทพฯ เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ และ“วังนาคินทร์” คำชะโนด จังหวัดอุดรธานี จำหน่ายราคาภาพละ  ๖๙๙ บาท เงินรายได้ไม่หักค่าใช้จ่ายสมทบเงินกองทุนโบราณคดี เพื่อบูรณะโบราณสถานและพัฒนาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ            ผู้ที่สนใจสามารถซื้อโปสเตอร์ได้ที่กลุ่มคลังและพัสดุ (ฝ่ายพัสดุ) กรมศิลปากร (อาคารเทเวศร์) ชั้น ๓  โทรศัพท์ ๐-๒๑๒๖-๖๕๕๙ , ๐-๒๑๖๔-๒๕๐๑-๒ ต่อ ๓๐๒๓ (ในวันและเวลาราชการ)


ปทฺวาทสปริตฺต (ทฺวาทสปริตฺต-ตติยภาณวาร-ภาณปลาย) ชบ.บ 124/1ฆ เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 162/5 เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)


         พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “สาริปุตฺโต” จากเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง          พระพิมพ์พระสาวกมีจารึก “สาริปุตฺโต” พบร่วมกับพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกองค์อื่น ๆ รวม ๗ องค์ จากการขุดแต่งเจดีย์หมายเลข ๑๑ เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ จัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง          พระพิมพ์พระสาวก กว้าง ๖.๓ เซนติเมตร สูง ๑๐.๒ เซนติเมตร เศียรเรียบไม่มีอุษณีษะและเม็ดพระศกเหมือนพระพุทธรูป จึงสันนิษฐานว่าเป็นรูปพระสาวก มีพักตร์กลม ขนงต่อกันเป็นปีกกา เนตรเหลือบต่ำ นาสิกใหญ่ โอษฐ์แบะ ครองจีวรเรียบห่มเฉียงเปิดอังสาขวา หัตถ์ทั้งสองประสานกันในท่าสมาธิ นั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานหน้ากระดานเรียบ มีแผ่นหลังรูปสามเหลี่ยมปลายมน ด้านหลังพระพิมพ์แบนเรียบ มีจารึกตัวอักษรปัลลวะ ภาษาบาลี จำนวน ๑ บรรทัด กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒  หรือประมาณ ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว ความว่า “สาริปุตฺโต” หมายถึง พระสารีบุตร            พระสารีบุตร เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า เป็นเอตทัคคะผู้เป็นเลิศทางปัญญามากกว่าพระภิกษุทั้งปวง มีความรู้ความสามารถแตกฉานในการสอนพระอภิธรรมและได้รับการยกย่องว่าเป็นพระธรรมเสนาบดี พระสารีบุตรมีนามเดิมว่าอุปติสสะ อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาหลังจากได้ฟังพระอัสสชิหนึ่งในปัญจวัคคีย์ตรัสคาถาเย ธมฺมา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนาที่สรุปใจความสำคัญของอริยสัจสี่ อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ได้อย่างครบถ้วน โดยได้ชักชวนสหายสนิทนามโกลิตะอุปสมบทด้วย โกลิตะหลังจากอุปสมบทแล้วมีนามว่าพระโมคคัลลานะ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้าและเป็นเอตทัคคะในด้านมีฤทธิ์           อนึ่ง พระสารีบุตร ยังเป็นหนึ่งใน “พระอสีติมหาสาวก” ซึ่งหมายถึงพระสาวกสำคัญจำนวน ๘๐ รูป ของพระพุทธเจ้าตามคัมภีร์ภาษาบาลีของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เช่นเดียวกันกับพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกองค์อื่นที่พบร่วมกัน ได้แก่ พระมหากัสสปะ หรือ พระมหากัจจายนะ พระโสณโกฬิวิสะ พระกังขาเรวตะ และพระปุณณะสุนาปรันตะ การพบพระพิมพ์พระสาวกมีจารึกเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงคติการนับถือพระอสีติมหาสาวกในสมัยทวารวดี ซึ่งในปัจจุบันมีหลักฐานว่าพบเพียงที่เมืองอู่ทองเท่านั้น จึงอาจเป็นคติที่เกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่นก็เป็นได้   เอกสารอ้างอิง จิรัสสา คชาชีวะ. “คำ “เมตเตยยะ” ที่เก่าที่สุดที่ได้พบจากหลักฐานประเภทจารึกในประเทศไทย”. ดำรงวิชาการ ๒, ๓ (มกราคม - มิถุนายน ๒๕๔๖) : ๒๙ - ๓๘. ธนกฤต ลออสุวรรณ. “การศึกษาคติความเชื่อของชุมชนโบราณสมัยทวารวดีในลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน :  กรณีศึกษาจากพระพิมพ์ดินเผา.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๔๖.  ปีเตอร์ สกิลลิ่ง และศานติ ภักดีคำ. “จารึกพระสาวกและจารึกพระเจ้าศุทโธทนะ พบใหม่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี.” ใน เอกสารประกอบการประชุมสัมมนา เรื่อง ความก้าวหน้าใน การศึกษาโบราณคดีและเมืองโบราณในวัฒนธรรมทวารวดี. โรงแรมสองพันบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี,  ๒๔ – ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๔๖.


ชื่อเรื่อง                                        สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม  (สงฺคิณี-มหาปฏฺฐาน) อย.บ.                                           17/1ประเภทวัดุ/มีเดีย                          คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                                     พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                                40 หน้า : กว้าง 5 ซม. ยาว 55 ซม.หัวเรื่อง                                       พุทธศาสนาบทคัดย่อ/บันทึก               เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ไม้ประกับธรรมดา ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา


แนะนำ E-book หนังสือหายาก เรื่อง 1. ฝันจริงของข้าพเจ้า ศราภัยพิพัฒ, นาวาเอก พระยา(เลื่อน ศราภัยวานิช). ฝันจริงของข้าพเจ้า. พระนคร: โรงพิมพ์อุดม, 2491. 2. ชีวิตรักของจอมพลป. จรูญ กุวานนท์. ชีวิตรักของจอมพลป. พระนคร: ร.พ.ประเสริฐอักษร, 2502.


ชื่อผู้แต่ง              - ชื่อเรื่อง               คิดถึงแม่ ครั้งที่พิมพ์           - สถานที่พิมพ์         กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์           บริษัท ประชาชน จำกัด ปีที่พิมพ์              ๒๕๓๓ จำนวนหน้า          ๑๘๔  หน้า                         คิดถึงแม่ กล่าวถึงประวัติ คุณความดี ของ นางนารี  วิสุทธกุล ประวัติความเป็นมาของชนชาติมอญ กล่าวถึง ธรรมบท เป็นพระพุทธพจน์ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแก่บุคคลต่างๆ ธรรมบท ประกอบไปด้วย ยมกวรรค อปมาทวรรค จิตตวรรค บุปผาวรรค(หมวดดอกไม้) พาลวรรค(หมวดพาล) เป็นต้น ในเล่มยังประกอบไปด้วย ธรรมะบางบทของท่านมหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี อีกด้วย


ชื่อผู้แต่ง         อุทัย  วงศ์ทองสวัสดิ์ ชื่อเรื่อง           โหงวเฮ้ง ครั้งที่พิมพ์       - สถานที่พิมพ์     ม.ป.ท สำนักพิมพ์       ม.ป.พ. ปีที่พิมพ์          ๒๕๓๔ จำนวนหน้า      ๑๑๗  หน้า หมายเหตุ        พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนาย อุทัย วงศ์ทางสวัสดิ์ รายละเอียด                ตำราดูโหงวเฮ้งของนายอุทัย  วงศ์ทางสวัสดิ์ ประกอบด้วยเรื่อง รูปลักษณะ  ๑๒  ประเภท  แยกส่วน  ๓  ประเภท  บนใบหน้า กายวิภาค ๔๒ ตำแหน่ง  หู  คิ้ว ตา  จมูก โหนกแก้ม  เส้นใต้โหนกแก้ม เส้นวาสนา ปากพันเรียง-คำพูด เส้นผม อวัยวะส่วนประกอบ  มือและลายมือ ตำแหน่งสภาพชีวิต และแผนที่อายุจร


เลขทะเบียน : นพ.บ.435/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 24 หน้า ; 5 x 58 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 156  (131-140) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : พระธรรมเทสนา--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ - ตามรอยบันทึก : เมื่อข้าราชการต้องย้ายที่ (ตอนที่ 1) -- เมื่อเกือบร้อยปีก่อน ข้าราชการจากหัวเมืองชานกรุงคนหนึ่ง ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปประจำ ณ ดินแดนที่ห่างไกล เขาได้เขียนรายงานการเดินทางฉบับหนึ่งถวายแด่กรมพระดำรงราชานุภาพ (พระยศในขณะนั้น) รายงานฉบับนี้บรรยายถึงการเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ ซึ่งนอกจากจะฉายภาพให้เห็นถึงความยากลำบากของการเดินทางไปยังหัวเมืองในยุคที่ถนนยังเข้าไปไม่ถึงแล้ว ข้าราชการผู้นี้ยังได้บันทึกสภาพบ้านเมือง สังคม เศรษฐกิจ รวมไปถึงตำนานเรื่องเล่าๆ ที่ได้ประสบพบเจอในระหว่างการเดินทาง อย่างที่ผู้บันทึกระบุว่า “เท่าที่ทราบที่เห็นด้วยตา” อีกด้วย ซึ่งนับว่ามีน่าสนใจอย่างยิ่งต่อการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลทางประวัติศาสตร์และสังคมที่อาจไม่พบเจอในเอกสารราชการอื่นๆ ดังเรื่องราวที่จะได้นำเสนอต่อไปนี้ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - มิจฉาชีพบนรถไฟ เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2468 รองอำมาตย์เอก พระเจดีย์รัฐธำรง (พูล ติณานนท์) นายอำเภอเมืองนครปฐม ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดหล่มศักดิ์ (สะกดตามต้นฉบับ) การเดินทางเพื่อย้ายไปประจำการ ณ ที่แห่งใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2468 ณ สถานีรถไฟกรุงเทพ คุณพระพร้อมด้วยคนใช้ รวม 3 คน ตีตั๋วรถไฟชั้น 3 ไปลงที่สถานีพิษณุโลก ระหว่างทางคุณพระได้ยินผู้โดยสารพูดกันว่า ของมักหายทุกเที่ยวรถด่วน จึงต้องคอยระวังของของตนเอง เมื่อขบวนรถจอดที่สถานีบ้านหมี่ มีคนขึ้นมาบนรถ 2 คน นั่งปะปนกับผู้โดยสาร เมื่อคนตรวจตั๋วเดินผ่านก็ทำทีเป็นหลับ พอคนตรวจตั๋วไปแล้วก็ลุกขึ้นไปยืนที่บันไดช่วงรถจักรเปิดหวูดเมื่อเข้าใกล้สถานี พอถึงสถานีห้วยแก้วทั้งสองคนก็โดดลงรถไป จากนั้นมีเสียงผู้โดยสารร้องเอะอะว่าของของตนหาย จึงเข้าใจว่าสองคนนั้นคือคนร้ายขโมยของ รถไฟถึงพิษณุโลกเช้ามืดวันที่ 21 ธันวาคม จึงเช่าห้องนอนของสถานีเป็นที่พัก- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - พบเทศา-หาคนหาม เช้าวันที่ 21 ธันวาคม คุณพระเข้าพบสมุหเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลก รับบัญชามาว่าให้ช่วยทำถนนจากหล่มศักดิ์มายังมณฑล จากนั้นได้แวะไปชมตลาดเมืองพิษณุโลก ด้วยความที่คุณพระเป็นคนช่างสังเกตและจดบันทึกได้ละเอียด จึงทำให้เราทราบว่าที่ตลาดเมืองพิษณุโลกในขณะนั้นมีทั้งสินค้าจากกรุงเทพฯ และสินค้าพื้นเมืองจำพวกข้าว ยาสูบ ครั่ง และมีไก่ขายตัวละ 50 สตางค์ – 1 บาท แล้วแต่ขนาดของไก่ วันที่ 22 ธันวาคม ไปรับคำสั่งเดินทาง กะระยะทางจากพิษณุโลกถึงจังหวัดหล่มศักดิ์ราว 3,200 เส้น (128 กิโลเมตร) แต่ยังเดินทางไม่ได้ทันที เพราะต้องหาคนหาบหามและม้าก่อน โดยขุนวุฒิราษฎร์รักษา นายอำเภอเมืองพิษณุโลก รับเป็นธุระจัดการในเรื่องนี้ จนได้คนหาบหาม 6 คน ค่าจ้างคนละ 75 สตางค์ ม้า 3 ม้า คิดม้าพร้อมอาน 1 ม้า วันละ 2 บาท นายอำเภอได้เล่าให้ฟังว่า อำเภอเมืองพิษณุโลกมีผู้ร้ายชุกชุม และมีทหารจากกรมอากาศยานมาทำแผนที่อยู่ที่นี่เดือนเศษแล้ว- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - เหนื่อยนักพักศาลา วันที่ 23 ธันวาคม คุณพระพร้อมคณะเริ่มออกเดินทางจากพิษณุโลกเวลาประมาณ 9 โมงเช้า โดยเดินทางข้ามทางรถไฟไปตามทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แวะพักตามศาลาต่างๆ เป็นระยะ แต่ละระยะห่างกันตั้งแต่ 40 เส้น (1.6 กิโลเมตร) จนถึง 100 เส้น (4 กิโลเมตร) ศาลานี้มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ศาลาบ่อเจ๊ก ศาลาโคกช้าง ศาลาชุมแสง ศาลาเชิงเขาสมอแคลง คุณพระบันทึกไว้ว่า ศาลาที่พักเหล่านี้เป็นศาลาเสาพื้นไม้จริง หลังคามุงกระเบื้องไม่มีฝา ที่สำคัญศาลาส่วนใหญ่มักจะมีน้ำ สำหรับผู้ที่มาพักได้อุปโภคบริโภค ระหว่างที่พักอยู่ที่ศาลาชุมแสง ได้ชาวบ้านนำช้างต่อมาโพนช้างป่า (คือการคล้องช้างป่าโดยนำเอาช้างจำนวนมากไปไล่ต้อน - ผู้เขียน) ชาวบ้านบอกว่าปีกลายได้ช้างป่า 3 เชือก นำไปขายที่อำเภอภูเขียวได้ราคาเชือกละ 3,000 บาทเป็นอย่างแพง หลังจากที่เดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ในที่สุดก็มาถึงจุดพักแรมจุดแรกคือที่วัดป่าหมาก อำเภอป่าหมาก (อำเภอวังทองในปัจจุบัน) เมื่อเวลา 16.00 น. การเดินทางของพระเจดีย์รัฐธำรงยังคงต้องบุกป่าฝ่าดงอีกมาก โปรดติดตามได้ในตอนต่อไปผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารส่วนพระองค์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สบ 2.42/25 เรื่อง รายงานเดินทางของพระเจดีย์รัฐธำรงไปเมืองหล่มศักดิ์ [ 6 ม.ค. 2468 ].#จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ



#องค์ความรู้อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรคูเมืองโบราณกำแพงเพชร..เมืองกำแพงเพชรเป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ผังเมืองมีลักษณะคล้ายรูปสี่เหลี่ยมคางหมู วางตัวยาวขนานไปกับแม่น้ำปิง มีคูเมืองและกำแพงที่สร้างด้วยศิลาแลงล้อมรอบเมืองทั้ง 4 ด้าน มีระบบการนำน้ำจากแม่น้ำปิงเข้ามาหล่อเลี้ยงคูเมือง มีทางระบายน้ำออกบริเวณมุมท้ายเมืองทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แนวกำแพงเมืองชั้นในก่อด้วยศิลาแลง ประกอบด้วย แนวกำแพงเมืองที่มีเชิงเทินและใบเสมา ปัจจุบันปรากฏประตูเมืองจำนวน 9 ประตู และป้อมปราการจำนวน 11 ป้อม ซึ่งสันนิษฐานว่ามีการก่อสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22.กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานกำแพงเมือง-คูเมืองกำแพงเพชร ในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ 85 ตอนที่ 41 วันที่ 7 พฤษภาคม 2511 บริเวณที่ 3 เนื้อที่ประมาณ 503 ไร่ .คูเมืองกำแพงเพชรมีลักษณะเป็นร่องน้ำหรือทางน้ำที่ขุดขึ้นขนานกับแนวกำแพงเมืองล้อมรอบเมืองกำแพงเพชร คูเมืองปัจจุบันกว้างประมาณ 11-33 เมตร ลึกประมาณ 4.20 เมตร และมีความยาวรวม 5,466 เมตร โดยคูเมืองด้านทิศเหนือยาวประมาณ 2,563 เมตร ด้านทิศใต้ยาวประมาณ 2,041 เมตร ด้านทิศตะวันออกยาวประมาณ 632 เมตร และด้านทิศตะวันตกยาวประมาณ 230 เมตร..เมื่อ พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชร และทรงพระราชนิพนธ์ เรื่อง “เสด็จประพาสต้นครั้งที่ 2” มีเนื้อความกล่าวถึงคูเมืองกำแพงเพชรดังนี้.“...น่าประตูนี้เป็นทางลึกลงไปจากฝั่งจนถึงท้องคูแล้วจึงขึ้นเมือง ๆ ตั้งอยู่ในที่ดอนน้ำไม่ท่วม เลียบไปตามทางริมกำแพงซึ่งเขาว่าได้ตัดแล้วรอบ เมืองนี้ไม่ได้ทำเป็นเหลี่ยม โอนรูปไปตามแม่น้ำ ประมาณว่าด้านเหนือด้านใต้ 50 เส้น ด้านสกัดทิศใต้ 12 เส้น สกัดข้างเหนือ 6 เส้นรูปสอบ ใช้พูนดินเปนเชิงเทิน คิดทั้งท้องคูข้างนอกสูงมาก กำแพงก่อด้วยแลง ใบเสมาเป็นรูปเสมาหยักแต่ใหญ่ คออ้วนเหลืออยู่น้อย ตามประตูน่าจะเป็นป้อมทุกแห่ง แต่ที่ได้เห็น 3 ประตู คือประตูน้ำอ้อย ประตูบ้านโนน ประตูดั้น ประตูหลังยังคงมีป้อมก่อด้วยแลงปรากฏป้อมนั้นเป็นลับแลอยู่ปากคูข้างนอก...”.เมื่อ พ.ศ. 2450 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จประพาสเมืองกำแพงเพชร และทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ เรื่อง “เที่ยวเมืองพระร่วง” มีเนื้อความกล่าวถึงคูเมือง-กำแพงเมืองกำแพงเพชรดังนี้.“...กำแพงเชิงเทินทำแน่นหนาก่อด้วยแลง มีใบเสมาก่อเป็นแผ่นตรงขึ้นไปสักศอกหนึ่งแล้วจึงก่อเป็นรูปหลังเจียดขึ้นไปอีกศอกหนึ่ง บนกำแพงมีทางเดินได้รอบกว้างพอคนเดินหลีกกันได้สบาย นอกกำแพงมีคูลึก เดี๋ยวนี้น้ำยังขังอยู่บ้างเป็นแห่ง ๆ มีทางน้ำไหลเข้ามาจากลำแควน้อยได้ สังเกตว่าเปนเมืองที่แขงแรงมั่นคง น่าจะรักษาไว้ให้มั่นได้นาน ๆ..”.การศึกษาดำเนินงานทางโบราณคดีเมืองกำแพงเพชรโดยกรมศิลปากร เริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2507-2512  หลังจากนั้นได้มีการดำเนินงานต่าง ๆ ทั้งการสำรวจ ขุดค้น ขุดแต่ง บูรณะ รวมทั้งปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์โบราณสถานทั้งบริเวณเขตอรัญญิก เขตในกำแพงเมือง และบริเวณนอกเมือง สำหรับการดำเนินงานทางโบราณคดีบริเวณคูเมืองกำแพงเพชร มีสาระโดยสังเขปดังต่อไปนี้.เมื่อ พ.ศ. 2528 โครงการอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรดำเนินการขุดลอกคูเมืองกำแพงเพชร เป็นความยาวประมาณ 3,735 เมตร เพื่ออนุรักษ์คูเมืองให้มั่นคงตามร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดี ทำให้พบร่องรอยเดิมของคูเมืองกำแพงเพชร ซึ่งมีความกว้าง 15-40 เมตร ลึกประมาณ 0.50-1.50 เมตร.เมื่อ พ.ศ. 2539-2541 อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ดำเนินโครงการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์คูเมืองกำแพงเพชร โดยมีการดำเนินงาน 2 ส่วน ประกอบด้วย งานขุดลอกคูเมือง และงานบูรณะแนวกำแพงเมือง สำหรับงานขุดลอกคูเมืองนั้นมีการปรับแต่งขอบคูเมืองด้านนอกคูเมืองด้านทิศเหนือ ด้านทิศตะวันตก และด้านทิศใต้ตั้งแต่ป้อมมุมเมืองทิศตะวันตกเฉียงใต้ถึงป้อมเจ้าจันทร์ โดยเน้นการอนุรักษ์สภาพพื้นที่เดิม.เมื่อ พ.ศ. 2548 อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ดำเนินการทางโบราณคดีภายใต้โครงการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเพื่อการอนุรักษ์และเสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยว โดยดำเนินการขุดแต่งคูเมือง กำแพงเมือง และป้อมปราการ จากการขุดแต่งคูเมืองพบว่า ส่วนคันดินชั้นกลาง คูเมืองชั้นกลาง และคูเมืองชั้นนอก ด้านทิศเหนือ มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างจากคูเมืองชั้นใน เนื่องจากระดับก้นคูตื้นกว่าคูเมืองชั้นในประมาณ 2-3 เมตร อีกทั้งก้นคูเมืองยังเป็นดินทรายที่ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ จึงสันนิษฐานว่า คูเมืองและคันดินชั้นกลางและชั้นนอกทางด้านทิศเหนือ ไม่น่าจะใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำ แต่น่าจะมีวัตถุประสงค์ในการป้องกันข้าศึกศัตรูมากกว่า ส่วนคูเมืองทางด้านทิศใต้ ใช้ประโยชน์ในการกักเก็บน้ำและใช้ในการป้องกันข้าศึกศัตรูด้วย.การดำเนินการทางโบราณคดีครั้งนี้ พบตัวอย่างหลักฐานทางโบราณคดีที่สามารถกำหนดอายุเชิงเทียบ (relative dating) ได้ เช่น ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งตกแต่งด้วยลายขูดขีดและลายกดประทับจากแหล่งเตาบ้านบางปูน กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 18-21 ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งเคลือบสีเขียว ชิ้นส่วนตุ๊กตาดินเผาเคลือบสีเขียว จากแหล่งเตาเมืองศรีสัชนาลัย กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 20-21 ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งเคลือบสีขาวนวลเขียนลวดลาย จากแหล่งเตาเมืองสุโขทัย กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 19-21 ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งตกแต่งด้วยลวดลายตัวอุ ชิ้นส่วนภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งเคลือบสีน้ำตาลดำ จากแหล่งเตาแม่น้ำน้อย กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 20-23 ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนเขียนสีน้ำเงินใต้เคลือบ สมัยราชวงศ์หมิง กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 20-22 ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีนเขียนสีน้ำเงินใต้เคลือบ สมัยราชวงศ์ชิง กำหนดอายุได้พุทธศตวรรษที่ 22-23 เป็นต้น..เอกสารอ้างอิงกฤษฎา พิณศรี, ปริวรรต ธรรมาปรีชากร และอุษา ง้วนเพียรภาค, เครื่องถ้วยสุโขทัย พัฒนาการของเครื่องถ้วยไทย (กรุงเทพฯ: โอสถสภา, 2535.กรมศิลปากร, เตาแม่น้ำน้อย, (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร), 2531.ธงชัย สาโค, สังคโลกเตาทุเรียงเมืองสุโขทัย: ข้อมูลใหม่จากหลักฐานโบราณคดี (กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, 2564.นารีรัตน์ ปรีชาพีชคุปต์, ธาดา สังข์ทอง และอนันต์ ชูโชติ ; ผู้แปลภาษาอังกฤษ, นันทนา ตันติเวสสะ และ สุรพล นาถะพินธุ. นำชมอุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย กำแพงเพชร (Guide to Sukhothai Si Satchanalai and Kamphaeng Phet historical parks). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ,2542.ประกาศกรมศิลปากร เรื่อง ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน, (2511, 7 พฤษภาคม), ราชกิจจานุเบกษา, (เล่ม 85, ตอนที่ 41), 1340.พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. เที่ยวเมืองพระร่วง. กรุงเทพฯ : มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์, 2519.มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. ครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสต้น เมืองกำแพงเพชร วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2549. กรุงเทพฯ : จังหวัดกำแพงเพชร, 2549.สายันต์ ไพรชาญจิตร์, โบราณคดีเครื่องถ้วยในสยาม แหล่งเตาล้านนาและสุพรรณบุรี, (กรุงเทพฯ : โครงการศิลปากรพัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศิลปากร), 2554.ห้างหุ้นส่วนจำกัด สามเพชร, รายงานผลการขุดค้น ขุดตรวจ ขุดแต่งพื้นที่สนามด้านหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองกำแพงเพชร (ฝั่งตะวันตก) คูเมืองและคันดินชั้นใน ชั้นกลาง และชั้นนอก ด้านทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ป้อมด้านหน้าประตูวัดช้าง ป้อมด้านหน้าประตูเตาอิฐ ป้อมมุมเมืองตะวันออกเฉียงเหนือ, (กำแพงเพชร : โครงการพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรเพื่อการอนุรักษ์และเสริมสร้างศักยภาพการท่องเที่ยว), ไม่ระบุปีที่พิมพ์.อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร, รายงานการขุดลอกคูเมือง เมืองกำแพงเพชร, (กำแพงเพชร : โครงการอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร), ไม่ระบุปีที่พิมพ์.


black ribbon.