ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,739 รายการ

ชิ้นส่วนนภศูลสัมฤทธิ์ ศิลปะลพบุรี (ศิลปะเขมรในประเทศไทย สมัยบายน) พุทธศตวรรษที่ ๑๘ (ประมาณ ๘๐๐ ปีมาแล้ว) สถานที่จัดแสดง : ห้องวัฒนธรรมลพบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด สถานที่พบ : โบราณสถานกู่โพนระฆัง บ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด นภศูล ซึ่งจัดแสดงอยู่ ณ ห้องวัฒนธรรมลพบุรี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด พบจากการขุดแต่งเพื่อการออกแบบบูรณะโบราณสถานกู่โพนระฆัง บ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อปีงบประมาณ ๒๕๔๕ ลักษณะเป็นฝักแบนคล้ายใบดาบทำจากโลหะสัมฤทธิ์ ตัวฝักหยักโค้งเป็นคลื่น มีแฉกแตกเป็นตุ่มเล็กที่สันฝัก บริเวณโคนฝักมีเดือยสำหรับสวมหรือเสียบกับส่วนเสาตั้งแกนกลาง ปลายเรียวยอดแหลม นภศูล (นบ-พะ-สูน) เป็นคำเรียกชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่อยู่ส่วนยอดสุดของปราสาทและปรางค์ มาจากคำว่า “นภ” แปลว่า ท้องฟ้า และคำว่า “ศูล” แปลว่า เหล็กแหลม ซึ่งมาจากลักษณะที่เป็นยอดแหลมชี้ขึ้นฟ้า นอกจากนี้ คำนี้ยังเรียกอีกอย่างว่า นพศูล มาจากคำว่า “นพ” ที่แปลว่า เก้า “นพศูล” จึงหมายความว่าเหล็กแหลมเก้ายอด อย่างไรก็ตาม รูปแบบของนภศูลที่พบบนยอดเจดีย์ทรงปรางค์ซึ่งมีพัฒนาการมาจากปราสาทเขมรนั้น มีลักษณะเป็นกิ่ง ๔ กิ่ง หันไปตามทิศทั้ง ๔ และมีทั้งหมด ๓ ชั้น รวมทั้งหมด ๑๒ กิ่ง ทั้งหมดมีเดือยยึดกับยอดตรงกลาง ดังนั้น “นพศูล” จึงไม่ใช่เหล็กแหลมที่มีเก้ายอด แต่ควรเรียกว่า “นภศูล” ซึ่งหมายถึงเครื่องประดับยอดปรางค์ ที่พุ่งตรงขึ้นไปบนท้องฟ้า หน้าที่การใช้งานของนภศูล ใช้เป็นส่วนประกอบสถาปัตยกรรมเพื่อประดับยอดปราสาท ทั้งนี้การประดับนภศูลซึ่งทำจากโลหะไว้บนยอดปราสาทที่มีความสูงซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่า หน้าที่การใช้งานอีกประการหนึ่งของนภศูล จึงอาจใช้เป็นสายล่อฟ้า เพื่อป้องกันฟ้าผ่ายอดปราสาทโดยตรงอันก่อให้เกิดความเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นที่ทราบกันดีว่านภศูลเป็นส่วนประดับส่วนยอดปราสาทในศิลปะเขมร แต่ไม่เคยมีหลักฐานการพบชิ้นส่วนนภศูลที่ปราสาทหลังใดทั้งในประเทศไทยและประเทศกัมพูชามาก่อน พบเพียงภาพสลักประดับสถาปัตยกรรมและแม่พิมพ์พระที่มีรูปปราสาทประดับนภศูลบนส่วนยอดเท่านั้น ตัวอย่างเช่น หน้าบันด้านทิศตะวันตกของปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ภาพสลักนูนต่ำที่ระเบียงคดของปราสาทบายน ประเทศกัมพูชา และแม่พิมพ์พระรัตนตรัยมหายาน ซึ่งจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด การพบชิ้นส่วนนภศูลจากการดำเนินงานทางโบราณคดีที่กู่โพนระฆัง แสดงให้เห็นว่านภศูลนี้เคยประดับอยู่บนยอดปราสาทประธานกู่โพนระฆัง และเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าปราสาทในศิลปะเขมรทั้งที่พบในประเทศไทยและประเทศกัมพูชา มีนภศูลประดับอยู่ที่ส่วนยอดจริง ทั้งนี้รูปแบบนภศูลยังส่งอิทธิพลให้กับเจดีย์ทรงปรางค์ในศิลปะไทยในเวลาต่อมา และมีชื่อเรียกหลากหลายมากยิ่งขึ้น ได้แก่ ช่อฝักเพกา แง่งขิง ลำภุขัน สลัดได โดยทั้งหมดหมายถึง “เครื่องประดับยอดปรางค์” ที่ทำเป็นรูปใบหอกมีกิ่งรูปใบดาบแตกสาขาออกไป ๔ ทิศ บรรณานุกรม กรมศิลปากร. (๒๕๖๓). กู่โพนระฆัง จังหวัดร้อยเอ็ด. เข้าถึงเมื่อ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เข้าถึงจาก https://finearts.go.th/main/view/20846 กรมศิลปากร. รายงานเบื้องต้นการขุดแต่งเพื่อการออกแบบบูรณะโบราณสถานกู่โพนระฆัง บ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ปีงบประมาณ ๒๕๔๕. (เอกสารอัดสำเนา). กรมศิลปากร. (๒๕๕๐). ศัพทานุกรมโบราณคดี. กรุงเทพฯ : รุ่งศิลป์การพิมพ์ (1977) จำกัด. รศ. สมใจ นิ่มเล็ก. (๒๕๖๐). นภศูล หรือ นพศูล กับความกังขา เข้าถึงเมื่อ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ เข้าถึงจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_5359 สามารถ ทรัพย์เย็น. (๒๕๕๔). “นภศูลยอดกู่โพนระฆัง.” ศิลปากร ๕๔, ๑ (มกราคม-กุมภาพันธ์): ๑๖-๒๗. เรื่อง : นายประกฤษฎิ์ เครือจันต๊ะ นักศึกษาฝึกงาน มหาวิทยาลัยบูรพา กราฟิก : นางสาวเจนจิรา วิริยะ ภัณฑารักษ์ปฏิบัติการ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด




ชื่อ : บุก ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amorphophallus albispathus Hett. วงศ์ : Araceae ไม้ล้มลุก หัวใต้ดินรูปกรวยแคบ มักแยกแขนง มี 1–2 ใบ ใบประกอบแยกแขนงเส้นผ่านศูนย์กลางยาวได้ถึง 90 ซม. ใบย่อยรูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 20–35 ซม. ปลายแหลมยาว โคนเป็นครีบเรียวจรดแกนกลางใบ ก้านใบยาว 10–55 ซม. ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 40 ซม. กาบรูปไข่แกมสามเหลี่ยม รูปคล้ายเรือ ตั้งขึ้น สีครีม มีจุดสีเขียวเทาและริ้วสีม่วงอ่อน ๆ โคนด้านในมีปุ่มคล้ายขนกระจาย กาบยาว 6–14 ซม. ปลายแหลมยาว โคนม้วนเข้า ช่อดอกสั้นกว่ากาบเล็กน้อย ยาว 5–13 ซม. ไร้ก้าน ช่วงดอกเพศผู้ยาว 1.5–6.5 ซม. เกสรเพศผู้มี 2–4 อัน ก้านชูอับเรณูเชื่อมติดกัน หนา ยาว 2–3 มม. ในดอกช่วงล่าง อับเรณูรูปครึ่งวงกลม ขนาดประมาณ 1 มม. ปลายช่อเป็นรยางค์เรียวแคบ ยาว 2–8 ซม. ช่วงดอกเพศเมียยาว 1–2.3 ซม. รังไข่เป็นเหลี่ยม กว้าง 3–4 มม. ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 1 มม. ยอดเกสรจัก 3–4 พู แบน ช่อผลยาวประมาณ 6 ซม. ผลย่อยรูปไข่ ยาว 1.5–2 ซม. สุกสีแดง อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เปิดบริการทุกวัน ๐๘:๓๐ - ๑๖:๓๐ น. ๐๔๒๒๑๙๘๓๗, ๐๔๒๒๑๙๘๓๘ (ในเวลาราชการ) #อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท #PhuPhrabatWorldHeritageSite #ท่องเที่ยว #มรดกโลก #ภูพระบาท


ชื่อเรื่อง                          หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 9  ฉบับที่ 571 (18 เม.ย. 2510) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น สถานที่พิมพ์                สุพรรณบุรี สำนักพิมพ์                   มนัสการพิมพ์ ปีที่พิมพ์                        2510 ลักษณะวัสดุ                8 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม. ภาษา                            ไทย


ชื่อเรื่อง                     หนังสือพิมพ์คนสุพรรณ ปีที่ 12 ฉบับที่ 685 (30 พ.ค. 2513) ประเภทวัสดุ/มีเดีย       หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นสถานที่พิมพ์               สุพรรณบุรีสำนักพิมพ์                 มนัสการพิมพ์ปีที่พิมพ์                    2513ลักษณะวัสดุ               12 หน้า. : กว้าง 40.5 ซ.ม. ยาว 54.5 ซ.ม.ภาษา                       ไทย


กิจกรรมวันพิพิธภัณฑ์ไทย ๒๕๖๙ “Thai Museum: Bridge of Uniting World” ๙, ๑๙ - ๒๑ กันยายน ๒๕๖๙ - พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร - พิพิธภัณฑ์เครือข่ายในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดนครปฐม กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาพิพิธภัณฑ์



ผู้แต่ง : หอสมุดแห่งชาติ ปีที่พิมพ์ : 2532สถานที่พิมพ์ : กรุงเทพฯ สำนักพิมพ์ : กรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ     ระบำ รำ ฟ้อน เป็นศิลปะการร่ายรำและการแสดงเพื่อความบันเทิง ซึ่งมีรูปแบบที่สวยงาม นิ่มนวล เข้มแข็ง และตึงตัง อันสะท้อนให้เห็นจิตใจ ความรู้สึกนึกคิด ประณีตและละเอียดอ่อน เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ไทยเป็นชาติที่มีศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ามาแต่โบราณกาล เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้ช่วยกันคิดและสร้างสมไว้เป็นมรดกแก่ชาวไทยทุกคน อีกทั้งพระมหากษัตราธิราชเจ้ายังทรงเป็นองค์อุปถัมภ์และทำนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมา


บทความจากนิตยสารศิลปากร ปีที่ ๒๕๕๔ ฉบับที่ ๑ เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ คอลัมน์โบราณวัตถุชิ้นเอกในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ : ชุด พระราชอาสน์ ประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์ จังหวัดนครราชสีมา เขียนโดยนางณัฏฐภัทร จันทวิช ---พระราชอาสน์นี้มีประวัติความเป็นมาและมีความน่าสนใจอย่างไร อ่านได้ในเอกสารที่แนบ


ระเบียบกรมศิลปากร เรื่อง การขออนุญาตพิมพ์หนังสือ                  กรมศิลปากร มีหน้าที่สงวนรักษา ทะนุบารุงส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างสรรค์สมบัติ วัฒนธรรม และนาออกเผยแพร่ให้กว้างขวาง เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาค้นคว้า โดยเฉพาะการจัดพิมพ์หนังสือและเอกสารต่างๆ ซึ่งกรมศิลปากรเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ มีลิขสิทธิ์สืบทอดหรือได้รับมอบอานาจให้ใช้ประโยชน์จากลิขสิทธิ์หรือข้าราชการในหน่วยงานต่างๆ ของกรมศิลปากรเรียบเรียงขึ้นโดยคาสั่งของทาง ราชการ ตามสาขาวิชาการที่เกี่ยวข้องนั้น ได้มีผู้มาขออนุญาตพิมพ์เผยแพร่เป็นจานวนมาก และกรม ศิลปากรได้พิจารณาอนุญาตตามระเบียบกรมศิลปากร เรื่อง การขออนุญาตพิมพ์หนังสือ พ.ศ.๒๔๙๗ แก้ไขเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๙ และระเบียบกรมศิลปากร เรื่อง การขออนุญาตพิมพ์หนังสือ พ.ศ.๒๕๑๖ หรือโดยข้อตกลงเฉพาะคราวตลอดมา


วันพุธที่ 1 มิถุนายน 2559 เวลา 10.00 น. นางวิรยาร์ ชำนาญพล หัวหน้ากลุ่มระบบสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม ประชุมร่วมกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรี ตรวจรับพัสดุโครงการพัฒนาระบบนำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรี ในการนี้นางสาวตรีชฎา แสนศรีชัย นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ และนายณัฐภัทร สุขวิลัย นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ ร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย




เมื่อเดือนสิงหาคม ๑๔๗ ปีมาแล้ว ประเทศไทยได้เป็นจุดสนใจของนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกาศล่วงหน้ามา ๒ ปีแล้วว่า จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๑๑ โดยเส้นศูนย์ของสุริยุปราคาจะอยู่ระหว่างแลตติจูด ๑๑ องศา ๓๘ ลิปดาเหนือ กับลองติจูด ๙๙ องศา ๓๙ ลิปดาตะวันออก บริเวณที่เห็นสุริยุปราคาเต็มดวงนานที่สุด จะอยู่ที่หว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์ จากเกาะจานขึ้นมาถึงปราณบุรี และลงไปถึงชุมพร ทั้งยังทรงระบุเวลาที่เงาของดวงจันทร์เริ่มเข้าบดบังดวงอาทิตย์ เวลาที่จับเต็มดวง จนเวลาที่คลายออกทั้งหมด ทรงเชิญนักวิทยาศาสตร์ต่างชาติและทูตานุทูตมาร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการท้าพิสูจน์ หากไม่เป็นไปตามที่ทรงคำนวณ ก็จะเป็นการเสียพระเกียรติอย่างยิ่ง นับว่าทรงมีความเชื่อมั่นและกล้าหาญอย่างมาก แต่เดิม ชาวตะวันออกมักเชื่อกันว่า สุริยุปราคาเกิดจากยักษ์กำลังอมพระอาทิตย์และจะกลืนลงไป จึงพยายามทำเสียงดัง เช่นตีกลองหรือจุดประทัดเพื่อให้ยักษ์ตกใจหนีไป การคำนวณล่วงหน้าว่าจะเกิดสุริยปราคาของพระมหากษัตริย์ไทยเช่นนี้ จึงแสดงให้เห็นว่าสยามได้พลิกโฉมหน้าไปจากอดีต และก้าวเข้าสู่โลกวิทยาศาสตร์ได้อย่างล้ำหน้า ที่สำคัญ การต้อนรับแขกเมืองที่ค่ายหลวงหว้ากอครั้งนี้ ยังทำให้แขกเมืองประหลาดใจไปตามกัน ที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของราชสำนักสยาม ชาวต่างชาติที่ตอบรับเชิญในครั้งนี้ มีแต่ชาติที่สนใจย่านตะวันออกในยุคนั้น นายเฮนรี อาลาบาสเตอร์ รักษาการณ์กงสุลอังกฤษประจำสยาม นำเรือรบ ๓ ลำไปถึงในวันที่ ๑๒ สิงหาคม ร.๔. ทรงยิงสลุตต้อนรับด้วยพระองค์เอง ๗ นัด ทำให้นายอาลาบาสเตอร์ปลื้มเป็นล้นพ้น บันทึกไว้ว่า “พระมหากรุณาธิคุณและความโอบอ้อมอารีที่คณะของเราได้รับพระราชทานครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อนเลย และคงจะไม่มีวันได้พบเห็นอีกแล้ว” นอกจากนี้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ อัครมหาเสนาบดี ยังเชิญให้นายอาลาบาสเตอร์และครอบครัว เข้าพักร่วมกับครอบครัวของท่าน คงด้วยเหตุเหล่านี้กระมัง เมื่อนายอาลาบาสเตอร์พ้นจากราชการสถานทูตอังกฤษแล้ว จึงเข้ารับราชการไทย ยึดประเทศไทยเป็นเรือนตาย จนเป็นต้นตระกูล “เศวตศิลา” นอกจากกงสุลแล้ว เซอร์แฮรี ออด ผู้สำเร็จราชการสิงคโปร์ของอังกฤษ ยังพาครอบครัวมาทางเรือ ถือโอกาสเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด ทำความคุ้นเคยกับพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการสยาม ส่วนฝรั่งเศส นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจที่จะได้เห็นสุริยุปราคานานที่สุดในรอบ ๓๐๐ ปี แต่จะตั้งค่ายในเวียดนาม ต่อมาย้ายไปมะละกา เสียค่าเตรียมงานไปมาก ในที่สุดก็เห็นว่าไม่มีที่ใดเหมาะสม จึงกราบทูลขอเข้ามาร่วมด้วย ทรงสร้างค่ายให้ฝรั่งเศสใต้ค่ายหลวงลงไป ๑๘ เส้น นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสมากันเป็นขบวนใหญ่ มีกล้องมาถึง ๕๐ กล้อง นอกจากนี้ยังขนอิฐขนปูนมาสร้างที่ตั้งกล้อง ซึ่งสิ่งก่อสร้างของฝรั่งเศสนี้มีค่าอย่างมากในการหาสถานที่สร้างอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้าในปัจจุบัน เพราะค่ายหลวงที่สร้างด้วยไม้ไผ่มุงด้วยใบจากใบตาล ไม่เหลือซากทิ้งหลักฐานไว้เลย นอกจากนี้ยังมีคณะธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส จากสวนพฤกษศาสตร์เมืองไซ่ง่อน เดินทางบกมาสมทบ เพื่อสังเกตว่าขณะมีสุริยุปราคาเต็มดวง พืชและสัตว์จะแสดงอาการหรือมีพฤติกรรมผิดไปจากปกติอย่างไร แล้วถือโอกาสเก็บพันธุ์ไม้แปลกๆไปเป็นร้อยๆชนิด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯพร้อมด้วยพระเจ้าลูกเธอ ๔ พระองค์ คือ พระองค์เจ้าหญิง ๓ พระองค์ ซึ่งมีพระชันษาราว ๑๖ พรรษาทุกพระองค์ และเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ (ร.๕) พระชนมายุ ๑๕ พรรษา เสด็จโดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดชไปทอดสมอที่หน้าหาดหว้ากอในเที่ยงวันที่ ๘ สิงหาคม โปรดฯให้คณะสำรวจฝรั่งเศส ๒๐ คน คณะนายอาลาบาสเตอร์ และคณะเซอร์แฮรี ออดพร้อมครอบครัว เข้าเฝ้าที่พลับพลา พระราชทานทองคำบางสะพานให้ทุกคนเป็นที่ระลึก การต้อนรับครั้งนี้ บรรดาแขกเมืองทั้งหลาย ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้พบกับความอุดมสมบูรณ์โก้หรูเช่นนี้กลางป่าของราชอาณาจักรสยาม ใช้พ่อครัวเป็นชาวฝรั่งเศส และหัวหน้าพนักงานเสิร์ฟเป็นอิตาเลียน มีทั้งวิสกี้และน้ำองุ่น พร้อมน้ำแข็งซึ่งสมัยนั้นยังต้องสั่งมาจากสิงคโปร์ อีกทั้งธรรมเนียมต้อนรับก็พลิกโฉมหน้าราชสำนักสยามไปมาก ฝ่ายจดหมายเหตุของสิงคโปร์บันทึกไว้ว่า “...ราชสำนักได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างหมดจด เช่นการรับแขกเมืองครั้งนี้ แต่ก่อนมิได้เคยปรากฏ เป็นต้นว่าเปิดพระราชมณเฑียรที่ประทับส่วนพระองค์พระราชทานโอกาสให้แขกเมืองเข้าไปได้ และโปรดให้ฝ่ายในออกมารับแขกเมืองโดยเปิดเผย ส่วนเจ้านายที่ทรงพระเยาว์ก็ทรงยอมให้สมาคมกับชาวอังกฤษได้อย่างฉันท์มิตรสนิทสนม ซึ่งเรื่องราวของคณะทูตและจดหมายเหตุของผู้ที่มาเยือนกรุงสยามแต่ก่อน มีแต่บันทึกข้อห้ามตามธรรมเนียมของชาวสยามมากมาย นายครอฟอร์ดก็ดี เซอร์เจมส์ บรูค และเซอร์ยอน บาวริงก็ดี ได้กล่าวความเหล่านี้ไว้ ท่านเหล่านั้นได้เล่าเรื่องราวอย่างยืดยาวว่า ข้อห้ามต่างๆเช่นนั้นมีอยู่ทั่วไป จนทำความขัดข้องแก่คณะของท่านมาก แม้แต่เรื่องเหน็บกระบี่เข้าเฝ้าก็ถูกห้าม แต่ในคราวนี้ไม่มีการทำให้แขกเมืองรู้สึกอย่างนั้นเลย พระเจ้าแผ่นดินและขุนนางของพระองค์กลับสมาคมกับแขกเมืองอย่างให้อิสระเป็นผู้เสมอกัน และดูเหมือนจะมุ่งให้คล้อยตามธรรมเนียมของแขกที่มา การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในชาติที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงดังนี้” ในที่สุดก็ถึงวันสำคัญ ในเช้าวันที่ ๑๘ สิงหาคม ตอนเช้ามืดท้องฟ้าโปร่งใส มีเพียงเมฆบางๆ ราว ๐๗.๐๐ น.ยังเห็นดวงจันทร์มีแสงเทาอ่อนๆอยู่เรี่ยขอบฟ้า พอ ๐๙.๐๐ น.อากาศเริ่มแปรปรวน เมฆดำขนาดใหญ่เข้ามาปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิด มีฝนตกในหมู่บ้าน ทุกคนที่เฝ้ารอต่างรู้สึกหมดหวังที่จะได้เห็นสุริยุปราคา แต่แล้วอากาศก็เปลี่ยนแปลงอีก หมู่เมฆเคลื่อนคล้อยไปอย่างรวดเร็ว ฟ้ารอบดวงอาทิตย์ใสสว่างขึ้น ทุกคนต่างยืนจังงังเมื่อเห็นดวงจันทร์เริ่มเข้าบดบังดวงอาทิตย์ จนหมดดวงในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๖ นาที ๒๒ วินาที มีเพียงรังสีแลบออกมาจากขอบโดยรอบ ขณะนั้นบริเวณหว้ากอมืดลงเหมือนเวลาค่ำ ต้นไม้เป็นเงาดำ ดวงดาวปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า นกกาบินกลับรัง ไก่ขันกันระเบ็งเซ็งแซ่ เครื่องวัดอากาศบอกอุณหภูมิลดลง ๖ องศาจนรู้สึกถึงความเย็น ทุกคนในที่นั้นต่างกู่ร้องกันเอิกเกริก ในหมู่บ้านมีการตีกลองจุดประทัด ส่วนพวกฝรั่งเศสที่ขึ้นไปเฝ้าดูธรรมชาติบนเขาหลวงรายงานต่อมาว่า พอดวงจันทร์บังล้ำเข้าไปในดวงอาทิตย์ได้ ๑ ใน ๕ ฝูงลิงก็วิ่งกันอึงคะนึง และรวมกลุ่มกันเป็นฝูงเล็กๆหลายฝูง นกเหงือกที่ไม่เคยส่งเสียงเลยต่างส่งเสียงกันระงมเพราะความกลัว ไม้ที่หุบใบในเวลากลางคืนเช่นไมยราบก็พากันหุบใบ สุริยุปราคาจับหมดดวงนาน ๖ นาที ๔๕ วินาทีก็เริ่มคลาย มีแสงสว่างพุ่งแปลบออกมาจากดวงอาทิตย์ จนคลายทั้งดวงในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๗ นาที ๔๕ วินาที เกินที่ทรงคำนวณไป ๑ นาที เซอร์แฮรี ออดได้บันทึกไว้ว่า “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระสำราญมาก เพราะการคำนวณเวลาสุริยุปราคาของพระองค์ได้พิสูจน์แล้วว่าถูกต้องอย่างที่สุด ถูกต้องกว่าที่ชาวยุโรปได้คำนวณไว้” แต่พระเกียรติคุณอันกึกก้องของพระองค์ในครั้งนี้ ก็ทรงแลกมาด้วยพระชนม์ชีพ ขณะเสด็จพระราชดำเนินกลับนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงประชวรด้วยเชื้อไข้ป่าที่ได้รับจากหว้ากอ เมื่อมาถึงกรุงเทพฯก็ยังไม่ทุเลา ทรงต่อสู้กับโรคร้ายตามความเชื่อของพระองค์ จนถึงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันประสูติ จึงเสด็จสวรรคตในวันประสูติตามแบบพระพุทธเจ้า ในปี ๒๕๒๕ รัฐบาลตระหนักที่จะให้อนุชนเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท จึงประกาศให้วันที่ ๑๘ สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์สยาม ใน “อุทยานราชภักดิ์” เพื่อเป็นการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณพระมหากษัตริย์ ๗ พระองค์นั้น มีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เดียวเท่านั้น ที่ยังไม่ได้รับการถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” เหมือนกับอีก ๖ พระองค์ แต่ก็ทรงได้รับการเทิดทูนและประกาศเกียรติคุณในอุทยานแห่งนี้ด้วย


black ribbon.