ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,150 รายการ
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : การบูรณะวัดภูเพียง -- ข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุ ชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงศึกษาธิการ ระบุถึงการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดสำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดน่าน ซึ่งระบุชื่อในเอกสารว่า “วัดภูเพียง” วัดแห่งนี้อยู่ที่ใด และมีการบูรณะปฏิสังขรณ์สิ่งใดบ้าง. เมื่อเดือนพฤษภาคม ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449) พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (พระยศและตำแหน่งในขณะนั้น) ทรงมีลายพระหัตถ์กราบทูลพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสมมตอมรพันธุ์ ราชเลขานุการ ความว่า พระองค์ทรงได้รับศุภอักษรพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พระเจ้านครน่านว่า พระเจดีย์ วิหารและระเบียงรอบพระวิหารกับถนนที่วัดภูเพียงชำรุดทรุดโทรมมาก จึงได้บริจาคทรัพย์เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์ โดยได้ดำเนินการดังนี้ 1. ปรับพื้นที่ในบริเวณวัดให้ราบเสมอกัน 2. ซื้อแผ่นทองแดงหุ้มองค์พระเจดีย์แล้วปิดด้วยทองคำเปลว 3. ปฏิสังขรณ์วิหารพระเจ้าทันใจ 4. ปฏิสังขรณ์พระวิหารใหญ่ 5. สร้างถนนที่จะขึ้นไปวัดภูเพียง พร้อมทั้งก่อสร้างรูปนาคสองข้างถนน. เมื่อบูรณะปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นแล้ว จึงมีการจัดงานฉลองวัดภูเพียงเป็นเวลาห้าวัน โดยบรรดาเจ้านายและข้าราชการพร้อมด้วยราษฎรได้ร่วมกันบริจาคซื้อเครื่องไทยทานเพื่อถวายพระสงฆ์ สำหรับกิจกรรมในงานนั้น ช่วงเช้าจะมีการตักบาตรแก่พระสงฆ์และสามเณร ช่วงกลางวันมีการแสดงพระธรรมเทศนา และช่วงค่ำมีการจุดดอกไม้เพลิงและมีหุ่นม่าน ฝ่ายข้าราชการทหารนำการแสดงเพลงฉ่อยและแคนมาช่วย ส่วนข้าราชการพลเรือนช่วยเลี้ยงเครื่องว่างน้ำร้อนน้ำชาทั้งกลางวันกลางคืนจนตลอดงาน. สิ่งที่น่าสนใจของลายพระหัตถ์ฉบับนี้ นอกจากจะทำให้ทราบถึงรูปแบบและลักษณะของงานฉลองสมโภชวัดสำคัญในภาคเหนือแล้ว ยังทำให้เราทราบถึงขนาดและรายละเอียดของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ภายในวัดภูเพียง ในยุคสมัยนั้นว่ามีลักษณะอย่างไร มีความกว้างใหญ่เพียงใด ซึ่งหากพิจารณาจากรายชื่อสถานที่ที่ได้รับการปฏิสังขรณ์แล้วก็จะพบว่าวัดภูเพียงในเอกสารนั้นก็คือ “วัดพระธาตุแช่แห้ง” ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองน่านนั่นเอง.ผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา).เอกสารอ้างอิง: สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารชุดกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 5 กระทรวงศึกษาธิการ ร.5 ศ.6 วัด (ภ, ม, ย)/4 เรื่อง วัดภูเพียง เมืองน่าน [ 5 – 7 พ.ค. 125 ]. #จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
ไห
แบบศิลปะ : อยุธยา
ชนิด : ดินเผา
ขนาด : สูง 33 เซนติเมตร ปากกว้าง 17 เซนติเมตร
ลักษณะ : ขอบปากผายกว้าง คอคอด ไหล่ผาย มีตุ่มหู 4 หู ส่วนบนลำตัวป่อง แล้วค่อยสอบเข้าสู่ส่วนล่าง เอวคอดเล็กน้อย ก้นผาย ใต้ก้นตัดตรง มีการตกแต่งลายขูดเส้นขนานที่ขอบปาก, ไหล่, ที่ตัวภาชนะ และที่เอว ลายกดประทับเป็นลายซี่หวีที่ไหล่ และลายกลีบบัวที่ตัวภาชนะส่วนบน
สภาพ : ชำรุด ขอบปากบิ่นแตกหักหายไป
ประวัติ : ได้จากการขุดค้นเรือรางเกวียน จังหวัดชลบุรี พุทธศักราช 2521 - 2524 ย้ายจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม
สถานที่จัดแสดง : ห้องแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/suphanburi/360/model/09/
ที่มา: hhttp://www.virtualmuseum.finearts.go.th/suphanburi
เชียงคาน เชียงใจ กับเส้นทางสายบุญไหว้สิมโบราณ Ep.1 สามสิมที่สายบุญไม่ควรพลาด อายุกว่าร้อยปี มีศิลปะที่สวยงาม อยู่ใกล้ถนนคนเดิน#เส้นทางสายบุญ #สิมริมโขงเชียงคาน #สิม #สิมโบราณ ⋯⋯✧⋯✦⋯⋯✧✦✧⋯⋯✦⋯✧⋯⋯สอบถามหรือแจ้งข้อมูลโบราณสถาน 043-242129 Line: finearts8kk E-mail: fad9kk@hotmail.comพื้นที่ในความรับผิดชอบขอนแก่น บึงกาฬ เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี#เลย #โบราณสถาน #สำนักศิลปากรที่8ขอนแก่น #กรมศิลปากร #ไทเลยก๋อ #เมืองเลย
รายงานประจำปี 2521
ผู้แต่ง : กรมศิลปากร
ต้นฉบับอยู่ที่ : หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี (ห้องกรมศิลปากร)
โรงพิมพ์ : สหประชาพาณิชย์ปีที่พิมพ์ : 2522
รูปแบบ : PDF
ภาษา : ไทย
เลขทะเบียน : น.31บ. 13204เลขหมู่ : 354.5930684 ศ528ร
สาระสังเขป : เป็นรายงานประจำปีของกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้ปฏิบัติงานลุล่วงไปแล้วในรอบปี 2521
#องค์ความรู้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ พระมหาเทวีจิรประภา(ครองราชย์ พ.ศ. 2088-2089).พระมหาเทวีจิรประภาเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า (กษัตริย์ล้านนา ครองราชย์ ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2068-2081 และครั้งที่ 2 พ.ศ. 2086-2088) เป็นพระมารดาของท้าวซายคำ (กษัตริย์ล้านนา ครองราชย์ พ.ศ.2081-2086) และพระนางยอดคำทิพย์ (อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง)ซึ่งเป็นพระมารดาของ พระไชยเชษฐาธิราช (พระอุปโย).หลังจากพระเมืองเกษเกล้า พระสวามี ถูกขุนนางใหญ่ลอบปลงพระชนม์ แผ่นดินล้านนาว่างกษัตริย์ เหล่าขุนนางได้อัญเชิญพระมหาเทวีจิรประภาขึ้นปกครองล้านนาเป็นการชั่วคราว นับได้ว่าพระองค์เป็นกษัตรีย์ หรือ กษัตริย์ผู้หญิงพระองค์แรกแห่งราชวงค์มังราย .เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เหล่าขุนนางเชิญพระมหาเทวีจิรประภาขึ้นครองราชย์ ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือขัติยานีศรีล้านนาว่า เพราะพระองค์มีความพร้อมสูง เนื่องจากมีบทบาททางการเมืองในฐานะที่เคยเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ ย่อมสั่งสมประสบการณ์ทางการเมืองไว้มาก เป็นไปได้ว่า พระองค์อยู่เบื้องหลังทางการเมืองในนครเชียงใหม่มานานแล้ว .พระมหาเทวีจิรประภาปกครองล้านนาในช่วงที่บ้านเมืองอ่อนแอ เกิดความแตกแยก พระองค์ขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน กองทัพของสมเด็จพระไชยราชาธิราชจากกรุงศรีอยุธยาก็ยกทัพขึ้นมาตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก ด้วยสภาพบ้านเมืองในขณะนั้นไม่พร้อมรับศึก เพื่อไม่ให้บ้านเมืองบอบช้ำ พระองค์จึงใช้ยุทธวิธีแต่งบรรณาการไปถวายแทนการสู้รบ ซึ่งพระไชยราชาธิราชยอมรับการเป็นไมตรีนี้ พระองค์ยังได้เชิญพระไชยราชาธิราชทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ด้วย .ภายหลังพระมหาเทวีจิรประภาสละราชบัลลังก์ให้แก่พระไชยเชษฐาธิราชซึ่งมีฐานะเป็นพระราชนัดดา (หลาน)ขึ้นปกครองล้านนา ต่อมาเมื่อพระเจ้าโพธิสารราช กษัตริย์ล้านช้าง สวรรคตกะทันหัน พระไชยเชษฐาธิราชจึงเสด็จกลับไปครองอาณาจักรล้านช้าง ในครั้งนั้นพระองค์ก็ได้ตามเสด็จไปด้วย.ปัจจุบันวัดโลกโมฬี ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นสมัยพระเมืองเกษเกล้าและเป็นที่บรรจุอัฐิ มีประติกรรมรูปพระมหาเทวีจิรประภาและพระเมืองเกษเกล้าตั้งอยู่ในศาลาทางซ้ายมือใกล้ประตูทางเข้าวัด มีความเชื่อว่าผู้ใดอยากสมหวังในเรื่อง “ความรัก” ต้องมากราบไว้ขอพรพระมหาเทวีจิรประภา โดยมีคำไหว้บูชาว่า “มหาเทวี จิรประภา วันทามิ สิระสา สะทาโสตฺถี ภะวันตุเมฯ ข้าพเจ้าขอไหว้พระนางจิรประภาเทวี ด้วยความเคารพนอบน้อมยิ่ง ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ข้าพเจ้าในกาล เวลาทุกเมื่อเทอญ” และมีหลักการอธิษฐานระบุไว้ว่า “ขอความรัก บนไข่ไก่ 9 ฟอง แก้บน 108 ฟอง ผลไม้ 9 อย่าง พร้อมปัจจัยตามศรัทธา” .จากบทบาทในการเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกในประวัติศาสตร์ล้านนา ปัจจุบันพระองค์ได้รับความนับถือในฐานะเทพแห่งความรักของล้านนาอีกด้วย --------------------------------------------------------------อ้างอิง- สรัสวดี อ๋องสกุล. "บทบาททางการเมือง ประวัติ และที่มาของอำนาจมหาเทวีจิรประภา". ขัติยานีศรีล้านนา. เชียงใหม่ : มูลนิธินวราชดำริอนุรักษ์ฝ่ายเหนือ, 2547. หน้า 31-49.- สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : อมรินทร์, 2553. หน้า 173.- ศักดิ์ชัย สายสิงห์. ศิลปะล้านนา. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556. หน้า 16-17.- มาลา คำจันทร์. พื้นบ้านตำนานเมืองล้านนา. กรุงเทพฯ : สยามปริทัศน์, 2565. หน้า 165-170.
งาน “กินเข่าค่ำ ของดีเมืองสูงเนิน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๘-๑๐ มีนาคม ๒๕๖๗ ภายในงานมีกิจกรรมการแสดงจินตภาพ ประกอบแสง สี เสียง ชุด “ศรีจนาศะปุระ” การแสดงนิทรรศการของหน่วยงานราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน รวมไปถึงการจำหน่ายสินค้าโอทอป ผลิตภัณฑ์ของดีเมืองสูงเนิน
โดยสำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ได้นำเหรียญพระพุทธสิหิงค์ทั้ง ๓ แบบ มาให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเช่าบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยทุกท่านสามารถเช่าบูชาได้ที่
บูทนิทรรศการ สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ณ ปราสาทเมืองแขก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
วัดธรรมจักรเสมาราม (วัดพระนอน) อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา
* เหรียญบรอนซ์นอกขัดเงา บูชาเหรียญละ ๑๙๙.-บาท
* เหรียญโลหะสัมฤทธิ์ขัดเงา บูชาเหรียญละ ๑๙๙.-บาท
* เหรียญทองแดงรมซาติน บูชาเหรียญละ ๑๙๙.-บาท
ทัังนี้การจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์ จำลอง รุ่น ครบรอบ ๑๑๒ ปี แห่งการสถาปนากรมศิลปากร พุทธศักราช ๒๕๖๖ จัดสร้างขึ้นเพื่อหารายได้นำเข้ากองทุนโบราณคดี เพื่อใช้ในการบูรณะโบราณสถาน และกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ
ชื่อโบราณวัตถุ : ภาชนะดินเผาเขียนสีรูปสัตว์แบบศิลปะ : สมัยก่อนประวัติศาสตร์ชนิด : ดินเผาขนาด : สูง 25.2 เซนติเมตร ปากกว้าง 18.3 เซนติเมตรอายุสมัย : วัฒนธรรมบ้านเชียงสมัยปลาย 2,300 - 1,800 ปีมาแล้วลักษณะ : ภาชนะดินเผาก้นกลม มีเชิง เขียนลายรูปสัตว์ คล้ายโคหรือกระบือ มีเชือกจูงสภาพ : ...ประวัติ : ...สถานที่จัดแสดง : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานีแสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/banchiang/360/model/04/ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/banchiang
ชื่อโบราณวัตถุ : ภาชนะดินเผาเขียนสีรูปสัตว์แบบศิลปะ : สมัยก่อนประวัติศาสตร์ชนิด : ดินเผาขนาด : สูง 22.8 เซนติเมตร ปากกว้าง 14.2 เซนติเมตรอายุสมัย : วัฒนธรรมบ้านเชียงสมัยปลาย 2,300 - 1,800 ปีมาแล้วลักษณะ : ภาชนะดินเผาก้นกลม มีเชิง เขียนสีแดงเป็นลายรูปสัตว์สภาพ : ...ประวัติ : ...สถานที่จัดแสดง : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานีแสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/banchiang/360/model/03/ที่มา: http://www.virtualmuseum.finearts.go.th/banchiang
ชื่อเรื่อง กาพย์ห่อโคลงนิราศเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ผู้แต่ง เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ วรรณคดีเลขหมู่ 895.9111 ธ337กสถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนาการปีที่พิมพ์ 2465ลักษณะวัสดุ 98 หน้า หัวเรื่อง กาพย์ โคลงภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกกาพย์ห่อโคลงที่พิมพ์ในหนังสือนี้ เป็นเรื่องนิราศพระบาท ทรงพระนิพนธ์ดีในด้านกลอน ทำให้รู้เรื่องประวัติศาสตร์หลายแห่ง เช่น การแต่งกายของผู้หญิง สิ่งของเครื่องใช้ในสมัยนั้น ตอนต้นของหนังสือมีอธิบายกาพย์ห่อโคลงของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพไว้ด้วย
พระพักตร์พระพุทธรูป
- ทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๕ – ๑๖)
- ปูนปั้น
- ขนาด กว้าง ๔๓.๘ ซม. ยาว ๔๖ ซม. หนา ๑.๕ ซม.
พบที่วัดพระประโทน อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม พระพักตร์พระพุทธรูปมีลักษณะของศิลปะขอมเข้ามาผสม คือ มีการทำเรียวพระมัสสุเหนือพระโอษฐ์ พระเนตรสลักเป็นรูกลมเดิมคงฝังหินสีหรือวัสดุอื่นประดับ ด้านหลังพระพักตร์มีแกนเป็นแผ่นอิฐครึ่งแผ่นอยู่ตรงกลงแล้วปั้นปูนพอกด้านหน้า
แสดงภาพวัตถุหมุน คลิกที่นี่ https://smartmuseum-v2.finearts.go.th/3d_object/?obj=40180
ที่มา: https://smartmuseum.finearts.go.th
กรมธนารักษ์ กรมศิลปากร ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอเชิญเข้าร่วมงาน “แลหลัง มองหน้า กำแพงเมืองคอน” ระหว่างวันที่ 15-16 มิถุนายน 2567 ตั้งแต่เวลา 16.30 น. ณ กำแพงเมืองเก่า สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช จังหวัดนครศรีธรรมราช และขอเชิญรับฟังการเสวนา หัวข้อ “มาแล มาเล่า มาแหลง เรื่องกำแพงเมืองคอน” วิทยากรโดย ผศ.ฉ้ตรชัย ศุกระกาญจน์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช อาจารย์วาที ทรัพย์สิน ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช และนางสาวสิริยุพน ทับเป็นไทย นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2567 เวลา 18.30-20.30 น. ณ กำแพงเมืองเก่า สวนสาธารณะศรีธรรมาโศกราช จังหวัดนครศรีธรรมราช
ภายในงานพบกับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น หลาดกำแพงเมืองคอน รถรางชมเมือง นิทรรศการ “กำแพงเมือง-คูเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช” นิทรรศการ “มาแล มาถ่าย กำแพงเมืองคอน” และการแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของน้อง ๆ เยาวชน งานนี้มีทั้งสาระและความบันเทิง ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ
“วันสุนทรภู่ 26 มิถุนายน”
วันสุนทรภู่ หมายถึง วันคล้ายวันเกิดของพระสุนทรโวหาร (สุนทรภู่) เจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวัง ซึ่งมีผลงานด้านบทกลอนที่มีคุณค่าแก่แผ่นดินเป็นจำนวนมาก
สุนทรภู่ เกิดวันจันทร์ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2329 ณ บริเวณด้านเหนือของพระราช วังหลัง (บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยปัจจุบัน) บิดาเป็นชาวบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ส่วนมารดาไม่ทราบแน่ชัดว่า เป็นคนจังหวัดใด สันนิษฐานว่ามารดาเป็นข้าหลวงอยู่ในพระราชวังหลัง เมื่อท่านเกิดได้ไม่ถึงหนึ่งขวบ บิดามารดาได้หย่าร้างกัน บิดากลับไปบวชที่วัดป่า อำเภอแกลง ส่วนมารดาได้ถวายตัวเป็นแม่นมของพระธิดาในกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
สุนทรภู่อยู่กับมารดา เข้าเรียนที่สำนักวัดชีปะขาวหรือวัดศรีสุดาราม มีความรู้จนได้เป็นเสมียนนายระวางกรมพระคลังสวน ด้วยความไม่ชอบงานเสมียน ทำได้ไม่นานก็ลาออก สุนทรภู่อยู่ในวังกับมารดา จนอายุได้ 20 ปี ได้ลอบรักใคร่กับสาวชาววัง ชื่อ จัน จนถูกลงโทษจองจำและถูกโบย เมื่อพ้นโทษ ได้กลับไปหาบิดาที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง และแต่งงานกับจัน แต่อยู่กันไม่นานก็เกิดระหองระแหง คงเป็นเพราะสุนทรภู่เมาสุราอยู่เป็นนิตย์ จึงได้เลิกหย่าร้างกัน
ในสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ ได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ และเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จนได้รับแต่งตั้งเป็นขุนสุนทรโวหาร เป็นกวีที่ปรึกษาและคอยรับใช้ใกล้ชิด ในสมัยรัชกาลที่ 3 สุนทรภู่ถูกกล่าวหา ด้วยเรื่องเสพสุรา และเรื่องอื่นๆ จึงถูกถอดออกจากตำแหน่งขุนสุนทรโวหาร
ต่อมาสุนทรภู่ออกบวชที่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) และเดินทางไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ บวชใหม่ถึง 2 ครั้ง แล้วลาสิกขาบทถวายตัวอยู่กับเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ) ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร เจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระบวรราชวัง ในปี พ.ศ. 2394 รับราชการอยู่ 4 ปีก็ถึงแก่กรรม ในปี พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 69 ปี
ผลงานของสุนทรภู่มีนิราศ 9 เรื่อง นิทาน 5 เรื่อง สุภาษิต 3 เรื่อง บทละคร 1 เรื่อง บทเสภา 2 เรื่อง และบทเห่กล่อม 4 เรื่อง
ในปี พ.ศ. 2529 ในโอกาสครบรอบ 200 ปี สุนทรภู่ได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นกวีเอกของโลก เพื่อรำลึกถึงสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้วันที่ 26 มิถุนายน เป็นวันที่รำลึกถึงสุนทรภู่ มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ไว้ที่ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
เย็นเกือบจะค่ำ ตะวันต่ำจวนสนธยา
แดดอ่อนผ่อนแสงมา สุริยาจวนอัสดง...
#พระอาทิตย์ตกตรงช่องประตูปราสาทพิมาย
#วันเสาร์ที่16พฤศจิกายน2567
#อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย
สระโกสินารายณ์
สระโกสินารายณ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าผา อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นสระน้ำโบราณขนาดใหญ่ ตั้งอยู่นอกเมืองโบราณโกสินารายณ์ หรือ ตามที่นักวิชาการสันนิษฐานว่า คือ เมือง “ศัมพูกปัฏฏนะ”๑ ใน ๒๓ เมืองซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงพระราชทานพระชัยพุทธมหานาถ ไปประดิษฐานยังศาสนสถานตามเมืองต่างๆ ดังข้อความในจารึกปราสาทพระขรรค์ สอดคล้องกับการพบหลักฐานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี ศิลปะเขมรแบบบายน (พุทธศตวรรษที่ ๑๘)
เมืองโบราณโกสินารายณ์ เป็นเมืองที่มีคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง – ยาวประมาณด้านละ ๙๖๐ เมตร เกือบกลางเมืองค่อนไปทางทิศเหนือ มีโบราณสถานสำคัญ เรียกว่า “จอมปราสาท” กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งในปี พ.ศ.๒๕๐๙ พบชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมและประติมากรรมแบบเขมรโบราณ ภายในกำแพงเมืองมีสระน้ำหลายสระ ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก มีสระน้ำชื่อสระนาคและสระจระเข้ ทิศเหนือใกล้กำแพงเมืองมีสระมังกร สระแก้วและสระนาค ส่วนนอกกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือ คือ สระโกสินารายณ์
กว้าง ๒๐๐ เมตร ยาว ๔๐๐ เมตร หลักฐานสำคัญที่พบที่เมืองนี้ คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีแปดกร ขนาดสูง ๑๕๕ เซนติเมตร สลักจากหินทราย ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานกำแพงเมือง สระโกสินารายณ์ จอมปราสาท และ
สระกร ในราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๙๖ ตอนที่ ๑๖๗ วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๒๒
Sa Kosinarai
Sa Kosinarai is located in Tha Pha Subdistrict, Ban Pong District, Ratchaburi Province. It is a large ancient pond situated outside of Kosinarai Ancient City. According to scholars’ presumptions, Kosinarai city is actually “Samphukapattana city” which is stated in the Prasat Preah Khan inscription as one of the twenty-three cities where King Jayavarman VII bestowed Phra Buddhamahanatha statues to be enshrined. The discovery of the Radiant Avalokiteshvara Bodhisattva statue of Bayon Khmer art (13th century) in Kosinarai Ancient City is evidence of proof. Surrounded by moats and walls, Kosinarai ancient city is a square-shaped city with a width of around 960 meters on each side. North of the center of the city is a significant ancient monument named “Chom Prasat.” The Fine Arts Department excavated it in 1966 and found ancient Khmer architectural parts and sculptures. There are many ponds inside the city wall, such as Sa Nak and Sa Charakhe on the east and west sides, Sa Mangkon, Sa Kaeo, and Sa Nak in the north direction near the city wall. Outside the north city wall lies Sa Kosinarai, which is about 200 meters in width and 400 meters in length. Significant evidence found in this city is a sandstone statue of the Radiant Bodhisattva Avalokiteshvara, which is 155 centimeters high.
At the present, this image is being displayed at Ratchaburi National Museum.
The Fine Arts Department announced the registration of Kosinarai city walls,
Sa Kosinarai, Chom Prasat, and Sa Mangkon as ancient monuments in the Royal Gazette, Volume 96, Part 167, dated 25th September 1979.