ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 52,717 รายการ

องค์ความรู้สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น เรื่อง แหล่งโบราณคดีบ้านห้วยสามยอดเทวกุล จังหวัดบึงกาฬจัดทำข้อมูลโดย นางสาวศิริวรรณ ทองขำ นักโบราณคดีปฏิบัติการ สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น




วันที่ ๒๗ – ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๔ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. กลุ่มแผนงานฯ เข้าร่วมประชุมทางไกลระหว่างประเทศ “การประชุมเสวนาเอเชียเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม” ณ ห้องประชุมชั้น ๔ อาคารกรมศิลปากร เทเวศร์ ซึ่งจัดโดยกรรมาธิการมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน (NCHA) ภายใต้หัวข้อ “การริเริ่มแห่งเอเชียเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม : ส่งเสริมการเสวนาระหว่างอารยธรรม สร้างอนาคตของเอเชีย” ในการนี้ นายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมดังกล่าว


      พบบริเวณเมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี        จัดแสดงห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง      ประติมากรรมดินเผา ขนาดกว้าง ๔.๕ เซนติเมตร สูง ๖ เซนติเมตร เป็นรูปบุคคล ๒ คน รองรับด้วยฐานบัวทรงกลมที่มีลายกลีบบัวหงาย หากประติมากรรมชิ้นนี้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ สันนิษฐานว่าเป็นรูปบุคคล ๒ คน หันหน้าสลับกัน ซึ่งเมื่อพิจารณามีรายละเอียด ดังนี้      รูปบุคคลที่ ๑ อยู่ด้านล่างในท่าโก้งโค้ง ปลายเท้าอยู่สูงจากพื้น ลำตัวเอนลงมาด้านหน้า คางแนบกับพื้น มีใบหน้ากลม คิ้วต่อกันเป็นปีกกา ตาโปน จมูกใหญ่ ริมฝีปากหนา อมยิ้ม ใบหูยาวเจาะติ่งหูเป็นร่องยาว รายละเอียดส่วนลำตัวกะเทาะหักหายไป สวมโจงกระเบนสั้นมีเข็มขัดผ้าขมวดเป็นเกลียวคาดอยู่ที่เอว ด้านหลังมีลวดลายคล้ายเปลวไฟ       รูปบุคคลที่ ๒ ยืนคร่อมอยู่ด้านบนบุคคลที่ ๑ รายละเอียดส่วนใหญ่ชำรุดหักหายไป เหลือเฉพาะส่วนปลายเท้าทั้งสองข้างเหยียบอยู่ที่พื้น ปลายเท้าชี้สลับด้านกับบุคคลที่ ๑ มีแนวรอยแตกของส่วนลำตัวอยู่กลางหลังบุคคลที่ ๑ และยังปรากฏมือทั้งสองข้างสอดไปจับบั้นท้ายเพื่อยกลำตัวของบุคคลที่ ๑ ให้ลอยขึ้น      ประติมากรรมดินเผาชิ้นนี้ มีผู้สันนิษฐานว่าอาจเป็นภาพบุคคลกำลังทำโยคะ หรือเป็นเป็นรูปบุคคลกำลังต่อสู้กัน ซึ่งน่าจะหมายถึงการเล่นมวยปล้ำ โดยประติมากรรมรูปบุคคลเล่นมวยปล้ำพบมาแล้วในศิลปะอินเดีย ซึ่งมักทำเป็นประติมากรรมดินเผาหรือภาพสลักหินเพื่อประดับศาสนสถาน โดยทำเป็นภาพบุคคล ๒ คนกอดรัดต่อสู้กัน ในงานศิลปกรรมสมัยทวารวดีพบประติมากรรมรูปบุคคลต่อสู้กันไม่มากนัก นอกจากประติมากรรมที่พบจากเมืองโบราณอู่ทองชิ้นนี้แล้ว ยังพบประติมากรรมรูปบุคคล ๒ คน อยู่ในท่ากอดรัดคล้ายกำลังต่อสู้กัน มีบุคคลหนึ่งสวมโจงกระเบนสั้นมีเข็มขัดผ้าขมวดเป็นเกลียวและมีฐานบัวรองรับ จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี      ประติมากรรมรูปบุคคลกำลังต่อสู้กันชิ้นนี้ผลิตขึ้นด้วยฝีมือประณีต การทำฐานบัวรองรับ ทำให้นักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า น่าจะมีความหมายเกี่ยวข้องกับศาสนา และการทำประติมากรรมดินเผาบนฐานลักษณะเช่นนี้ มีความคล้ายคลึงกับประติมากรรมดินเผาประดับจุกสำหรับปิดภาชนะปากแคบหรือขวดที่มีความสำคัญ ซึ่งอาจใช้สำหรับบรรจุของที่ใช้ในพิธีกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาหรือความเชื่อ ซึ่งพบหลากหลายรูปแบบในเมืองโบราณอู่ทอง กำหนดอายุสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๔ หรือประมาณ ๑,๔๐๐ – ๑,๒๐๐ ปีมาแล้ว          เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. โบราณคดีเมืองอู่ทอง. นนทบุรี : สหมิตรพริ้นติ้ง, ๒๕๔๕. อนุสรณ์ คุณประกิจ. “การศึกษาคติและรูปแบบประติมากรรมดินเผาขนาดเล็กสมัยทวารวดีที่พบในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, ๒๕๒๙.



ชื่อเรื่อง                                วิมานวัตถุ (วิมานวัตถุ) สพ.บ.                                  276/1ประเภทวัสดุมีเดีย                    คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่                               พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ                           54 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 57 ซม.หัวเรื่อง                                 ธรรมเทศนา                                           อานิสงส์ บทคัดย่อ/บันทึก          เป็นคัมภีร์ใบลาน อักษรขอม ภาษาบาลี-ไทย เส้นจาร ฉบับทองทึบ ได้รับบริจาคมาจากวัดบ้านหมี่ ต.บางปลาม้า อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี


ประติมากรรมดินเผารูปสตรี ประดับศาสนสถานสมัยทวารวดี ดินเผา สูงประมาณ ๒๖ เซนติเมตร ศิลปะทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๔ (ประมาณ ๑,๒๐๐ – ๑,๓๐๐ ปีมาแล้ว) พบที่เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ปัจจุบันจัดแสดง ณ ห้องอู่ทองศรีทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ประติมากรรมดินเผารูปสตรี ใบหน้ากลม คิ้วต่อกันเป็นปีกกา ตาเหลือบมองลงต่ำ จมูกโด่ง ปากอมยิ้ม ไว้ผมแสกกลาง มัดผมเป็นจุกกลางศีรษะ ลักษณะคล้ายทรงผมที่พบในประติมากรรมศิลปะอินเดีย สวมเครื่องประดับ ได้แก่ ตุ้มหูรูปห่วงกลม ส่วนปลายของตุ้มหูโค้งเข้าหากัน ใบหูยาวจรดถึงบ่า สวมสร้อยลูกปัดที่มีจี้รูปโค้งประดับตรงกลาง ต้นแขนสวมเครื่องประดับ เครื่องประดับเหล่านี้มีรูปแบบคล้ายกับลูกปัดและเครื่องประดับที่พบภายในเมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี           ประติมากรรมดังกล่าวใช้สองมือเกาะขอบฐานด้านล่าง เนื่องจากรอบข้างของประติมากรรมหักหายไป สันนิษฐานว่าหากมีสภาพที่สมบูรณ์ อาจมีลักษณะเป็นรูปวงโค้งเพื่อใช้ประดับศาสนสถานแบบเดียวกับวงโค้งรูปบุคคลที่เรียกว่า”กุฑุ”ซึ่งนิยมใช้ประดับขั้นหลังคาศาสนสถานแทนความหมายของชั้นวิมานในศาสนสถานสมัยทวารวดีที่พบภายในเมืองโบราณอู่ทอง เพื่อแสดงให้เป็นว่าเป็นวิมานของเหล่าเทพต่าง ๆ เป็นรูปแบบศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ และสมัยหลังคุปตะ (ราวพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๓ หรือเมื่อประมาณ ๑,๓๐๐ - ๑,๗๐๐ ปีมาแล้ว) ทั้งนี้มีหลักฐานการค้นพบ “กุฑุ” ดินเผา ในเมืองโบราณอู่ทอง จำนวนอย่างน้อย ๓ ชิ้น จัดแสดงอยู่ ณ ห้องบรรพชนคนอู่ทอง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จำนวน ๒ ชิ้น และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี จำนวน ๑ ชิ้น------------------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง------------------------------------------------------เอกสารอ้างอิง กรมศิลปากร. ศิลปะทวารวดี ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๕๒. พนมบุตร จันทรโชติ และคณะ. นำชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง และเรื่องราวสุวรรณภูมิ. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๕๐.


          วันนี้ (วันอังคารที่ ๑๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๕) เวลา ๑๐.๓๐ น. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์ เชิญส.ค.ส. พระราชทาน เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๕ ประทานแก่นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมศิลปากร และนายพนมบุตร จันทรโชติ รองอธิบดีกรมศิลปากร ณ กรมศิลปากร ถนนหน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ


เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง ลิลิตพายัพ ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ ซึ่งในปีนั้นการสร้างทางรถไฟสายเหนือสำเร็จตลอดถึงเมืองนครสวรรค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดทางรถไฟที่สถานีรถไฟบ้านพาชี แล้วเสด็จประพาสเมืองลพบุรีและมณฑลนครสวรรค์ อันเป็นที่สุดของทางรถไฟ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จประพาสหัวเมืองพายัพ โดยมีพระราชประสงค์ให้ทรงทำความรู้จักคุ้นเคยกับเจ้านายและข้าราชการในหัวเมืองฝ่ายเหนือ รวมทั้งทอดพระเนตรบ้านเมืองในภูมิภาคนี้เพื่อจะได้เป็นแนวทางที่จะทรงพระราชดำริสั่งราชการในกาลข้างหน้าได้โดยถูกต้องต่อไป สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้กราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่สถานีรถไฟนครสวรรค์ แล้วเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนเรือพระที่นั่งจากเมืองนครสวรรค์ไปถึงเมืองอุตรดิตถ์ ในระหว่างทางได้เสด็จประพาสเมืองพิจิตรและพิษณุโลกด้วย จากเมืองอุตรดิตถ์ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนช้างและม้าสู่เมืองแพร่แล้วเสด็จประพาสเมืองลำปาง เมืองพะเยา เมืองเชียงราย ก่อนที่จะเสด็จถึงเมืองเชียงใหม่ในวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ ในช่วงเวลาที่เสด็จประพาสเมืองต่าง ๆ จึงทรงพระราชนิพนธ์ เรื่อง ลิลิตพายัพ พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) เมื่อครั้งเป็นหลวงอภิรักษราชฤทธิ์ เลขานุการในพระองค์ที่ตามเสด็จครั้งนั้น เล่าว่าทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ในเวลาว่าง เมื่อถึงเวลาพิมพ์ มีพระราชประสงค์ไม่ให้ผู้ใดทราบว่าเป็นหนังสือที่ทรงพระราชนิพนธ์ จึงใช้พระนามแฝงว่า หนานแก้วเมืองบูรพ์ โดยคำว่า “หนาน” หมายถึง ผู้ที่เคยอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ในภาษามณฑลพายัพ “แก้ว” หมายถึง วชิราวุธ และ “เมืองบูรพ์” หมายถึง พระอิสริยยศ กรมเทพทวารวดี นอกจากนี้ ยังมีผู้แต่งร่วมอีก ๓ คน ซึ่งเป็นข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ คือ หม่อมเจ้าถูกถวิล สุขสวัสดิ์ ใช้นามแฝงว่า น้อย สบจินดา พระยาบำเรอบริรักษ์ ใช้นามแฝงว่า หนานขวาย และพระยาสุรินทราชา ใช้นามแฝงว่า นายมยูรลลิตพายัพ เป็นพระราชนิพนธ์ที่แต่งด้วยโคลงและร่าย บรรยายเกี่ยวกับบรรยากาศ สภาพดินแดนล้านนา เส้นทางการเสด็จพระราชดำเนิน สภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนการพัฒนาด้านคมนาคม ด้านการศึกษา และการกระจายความเจริญจากส่วนกลางไปสู่หัวเมือง รวมทั้ง สอดแทรกตำนานพื้นเมืองของสถานที่ที่เสด็จพระราชดำเนิน เช่น ตำนานพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ ตำนานหลักเมืองหรือตำนานเสาอินทขิล จังหวัดเชียงใหม่ ตำนานพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ตำนานพระเจ้าตนหลวง จังหวัดพะเยา วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เนื่องในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าและวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ขอร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการภาพ : หนังสือพระบารมีปกเกล้าฯ ยุพราชวิทยาลัย ๑๐๐ ปี นามพระราชทาน นครเชียงใหม่ : ประวัติศาสตร์ การพัฒนา การศึกษา และสังคมนครเมืองเชียงใหม่อ้างอิง : ๑. มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ๒๕๑๐. ลิลิตพายัพ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. พระนคร: มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย. (มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย จัดพิมพ์โดยเสด็จพระกุศล ซึ่งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงบำเพ็ญในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๐).๒. โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย. ๒๕๕๐. พระบารมีปกเกล้าฯ ยุพราชวิทยาลัย ๑๐๐ ปี นามพระราชทาน นครเชียงใหม่ : ประวัติศาสตร์ การพัฒนา การศึกษา และสังคมนครเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์.๓. วศวรรษ สบายวัน. ๒๕๖๑. “การใช้เวลาในการเล่าเรื่องในลิลิตพายัพ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.” HOSO Journal of Humanities and Social Sciences. ๒(๒): ๙๗-๑๓๐.


นิพฺพานสุตฺต (นิพฺพานสูตร)  ชบ.บ.75/1-1ง  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


ติโลกนยวินิจฺฉย (ไตรโลกนยฺยวินิจฺฉย)  ชบ.บ.95ข/1-18  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.305/4ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 18 หน้า ; 4 x 54 ซ.ม. : ทองทึบ-ชาดทึบ ; ไม้ประกับธรรมดาชื่อชุด : มัดที่ 124  (287-301) ผูก 4 (2565)หัวเรื่อง : สตฺตปฺปกรณาภิรมฺม (อภิธัมมสังคิณี-พระมาหาปัฏฐาน)--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



. ในช่วงนี้เป็นช่วงที่กำลังจะเข้าสู่ 'ประเพณียี่เป็ง' ของล้านนาค่ะ  จะเห็นได้ว่าตามวัดและบ้านเรือนต่างๆ เริ่มประดับประดาโคมไฟหลากหลายสีสัน ก่อให้เกิดเป็นภาพงดงามซึ่งจะมีโอกาสได้เห็นกันในช่วงประเพณีนี้เท่านั้นค่ะ. ประเพณียี่เป็ง หรือประเพณีเดือนยี่ เป็นประเพณีเก่าแก่ของล้านนาที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๔ โดยคำว่า “ยี่” แปลว่า สอง  “เป็ง” แปลว่า เพ็ญ หรือ คืนพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งหมายถึงประเพณีในวันเพ็ญเดือนสองของชาวล้านนานั้นเอง. กิจกรรมอีกหนึ่งอย่างที่ชาวล้านนานิยมทำกันในวันนี้คือ การจุดผางประทีปและโคมไฟบูชาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ และอธิษฐานขอพรเสริมความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองค่ะ . พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ จึงขอพาทุกๆท่านไปทำรู้จักกับ”โคมยี่เป็ง : มนต์เสน่ห์แห่งล้านนา ” พร้อมกับเก็บภาพบรรยายงานประเพณียี่เป็งของเชียงใหม่ในปีนี้ค่ะ มาฝากทุกๆท่านค่ะ """"""""""""""""""""""""/// ความหมายของโคม ///. “โคม” หรือ ภาคเหนือออกเสียงว่า “โกม” หมายถึง ตะเกียง หรือ เครื่องโคมไฟ ซึ่งมีบังลม อาจทำเป็นรูปสี่เหลี่ยม, แปดเหลี่ยม, วงกลม หรือทรงอื่นๆ หิ้วหรือแขวน ตามที่ต่างๆ เพื่อให้แสงสว่างโดยตรงและเป็นเครื่องบูชาสิ่งที่เคารพนับถือ/// ความสำคัญและความเชื่อของการจุดโคมยี่เป็ง ///. “โคม” เป็นงานหัถตกรรมพื้นบ้าน ที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ให้คงอยู่สืบต่อจนถึงปัจจุบันในภาคเหนือ ซึ่งชาวล้านนาใช้เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง โดยเชื่อกันว่าแสงประทีปจากโคมจะช่วยส่องประกายให้ดำเนินชีวิตเจริญรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุข. นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า การปล่อยโคมขึ้นบนท้องฟ้า เป็นการลอยเคราะห์ลอยนาม โคมที่ปล่อยขึ้นไปนั้นก็เพื่อจะให้ลอยขึ้นไปบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสรรค์อันเป็นที่บรรจุพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีจออีกด้วยค่ะ /// ประเภทของโคมยี่เป็ง /// มีหลักๆอยู่ 4 ประเภท ได้แก่--- 1.โคมถือ. โคมถือ คือ โคมที่มีกำบังทำด้วยกระดาษสี มี 2 แบบ คือ “โคมหูกระต่าย” จะมีลักษณะคล้ายหูกระต่าย มักใช้ถือไปเดินขบวนแห่งานลอยกระทง ข้างในโคมจะจุดเทียนไขไว้ เมื่อเดินขบวนเสร็จแล้ว ก็จะนำไปปักไว้บริเวณรอบๆ โบสถ์ วิหาร หรือ สถานที่มีงานพิธีกรรม ส่วนอีกแบบคือ “โคมกลีบบัว” มีลักษณะคล้ายกลีบบัว มีด้ามไม้ใช้ถือคล้ายๆเป็นก้านดอกบัว เมื่อแห่ขบวนเสร็จแล้วมักจะนำไปบูชาพระประธานในพระวิหาร--- 2.โคมลอย. โคมลอย คือ โคมที่จุดแล้วปล่อยให้ลอยไปในอากาศ มีลักษณะเป็นรูปถุงทรงกระบอก ก้นใหญ่ปากแคบ ทำด้วยกระดาษว่าว โคมลอยที่ปล่อยขึ้นไปนั้น เชื่อกันว่าจะให้ลอยขึ้นไป เพื่อบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์อันเป็นที่บรรจุพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีจอ หรือเพื่อบูชาแก่เจ้าผู้ใช้กำเนิดของตนบนสวรรค์ ที่เรียกว่า "พ่อเกิดแม่เกิด" --- 3.โคมแขวน. โคมแขวน คือ โคมที่ใช้แขวนบนหลักหรือขื่อ นิยมแขวนในวิหาร โบสถ์ หรือทำค้างไม้ไผ่ชักรอกแขวนข้างโบสถ์ วิหาร เพื่อเป็นพุทธบูชา หรือใช้ตกแต่งบ้านเรือน เพื่อบูชาเทพารักษ์ ผู้รักษาหอเรือน อาคารบ้านเรือนก็ได้ โคมแขวนมีหลากหลายรูปแบบและรูปทรงที่แตกต่างกันออกไป เช่น โคมรังมดส้ม (โคมเสมาธรรมจักร), โคมดาว โคมไห, โคมเงี้ยว (โคมเพชร), โคมกระบอก เป็นต้น--- 4. โคมผัด. โคมผัด คือ โคมที่มีภาพไว้ตรงที่ครอบ เมื่อจุดไฟแล้วที่ครอบนั้นจะหมุน ทำให้เงาของภาพสะท้อนบนพื้นผนัง บอกเล่าเรื่องราวภาพในตัวโคมได้ มักนิยมทำเป็นรูป 12 ราศี. โคมผัด เป็นภาษาพื้นเมือง คำว่า "ผัด" แปลว่า หมุนหรือเวียนไปรอบ ดังนั้น โคมผัดคือโคมที่มีลักษณะหมุนไปรอบๆ หรือเวียนไปรอบๆ เมื่อจุดไฟในโคมก็จะเกิดอากาศร้อนลอยสูงขึ้น อากาศเย็นจะเวียนเข้ามาแทนที่ ทำให้เกิดเป็นกระแสอากาศเบาๆ พัดให้โคมหมุนไปรอบๆทำให้ตัวโคมที่ติดรูปภาพต่างๆ หมุนไปเกิดการสะท้อนของภาพไปตกอยู่ที่ตัวโคม ซึ่งเป็นฉากอยู่ทำให้เกิดความสวยงาม โคมผัดจะตั้งไว้เป็นที่ ไม่เคลื่อนย้าย""""""""""""""""""""""""""". “โคม” กับงานประเพณียี่เป็ง ถือได้ว่าเป็นของคู่กัน แต่ก่อนชาวล้านนามีโคมใช้ไม่แพร่หลายมากนัก จุดประสงค์ของการใช้สอยของโคมไฟโบราณทำขึ้นเพื่อใช้เป็น ตะเกียง หรือสิ่งประดิษฐ์ สำหรับจุดไฟให้สว่าง แต่ด้วยเหตุผลที่น้ำมันมีราคาแพง ประเพณีการจุดโคมแต่เดิมจึงมักมีเฉพาะในพระราชสำนักและบ้านเรือน ของเจ้านายใหญ่โต เท่าที่ผ่านมาชาวล้านนาจะใช้โคมไฟในฐานะของเครื่องใช้ในครัวเรือนและเครื่องใช้ในพิธีกรรมเท่านั้น. ในปัจจุบันโคมไฟถูกนำไปใช้อย่างหลากหลาย เช่น ตกแต่ง บ้านเรือน โรงแรม รีสอร์ท วัด  สถานที่ราชการ และเอกชน เพื่อความสวยงามดูบรรยากาศสบายๆแบบล้านนา และเสริมความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของบ้าน ซึ่งชาวล้านนาเชื่อว่า การจุดโคมไฟนั้น จะนำความเจริญรุ่งเรืองและความสุขมาให้กับตนและครอบครัวต่อไป--------------------------. ช่วงนี้อากาศในเชียงใหม่กำลังดีเลยค่ะ ยิ่งช่วงเวลากลางคืน ลมหนาวเย็นๆพัดมา บวกกับบรรยากาศแสงเทียนจากโคมยี่เป็งและจากผางประทีปตามอาคารบ้านเรือนต่างๆ ก่อให้เกิดเป็นภาพที่งดงามจริงๆค่ะ . ทางพิพิธภัณฑ์ของเราเลยเก็บภาพสวยๆมาฝากทุกๆท่าน หากมีโอกาสแวะมาเที่ยวประเพณียี่เป็งที่จังหวัดเชียงใหม่ได้นะคะ พบกันใหม่ในองค์ความรู้รอบหน้าค่ะ ---------------------------/ เอกสารอ้างอิง /มณี พยอมยงค์. (๒๕๔๗). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 5 ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม). เชียงใหม่ : ส.ทรัพย์การพิมพ์.ศรีเลา เกษพรหม. (๒๕๔๒). ล่องสะเพา. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ (เล่ม ๑๑, หน้า ๕๘๕๐-๕๘๕๐). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.สงวน โชติสุขรัตน์. (๒๕๑๑). ประเพณีไทย ภาคเหนือ. เชียงใหม่: สงวนการพิมพ์.https://lampssky.com/โคมล้านนามรดกของชาวเหนือ เข้าถึงเมื่อ 12 พ.ย. 2564/ ภาพประกอบ / คุณกานต์ธีรา ไชยนวล และ คุณวรรณพร ปินตาปลูก""""""""""""""""""""""""""""""""""""""พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่เปิดให้บริการทุกวันพุธ – วันอาทิตย์ (หยุดทุกวันจันทร์ อังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ตั้งแต่เวลา 09.00 - 16.00 น.e-mail: cm_museum@hotmail.comสอบถามเพิ่มเติมกรุณาติดต่อผ่านกล่องข้อความ หรือ โทรศัพท์ : 053-221308For more information, please leave your message via inbox or call: +66 5322 1308+


black ribbon.