ค้นหา

รายการที่พบทั้งหมด 50,517 รายการ

องค์ความรู้ : ศิลปวัฒนธรรมและโบราณสถานในจังหวัดชลบุรี เรื่อง เขาชะอางค์ ถ้ำที่น่าพิศวง เขาชะอางค์ ตั้งอยู่ที่อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี เป็นดินแดนทางประวัติศาสตร์คาดว่ามีอายุราว 7,000 ถึง 10,000 ปี หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ อาทิเช่น ภาชนะดินเผา โครงกระดูกมนุษย์โบราณ เป็นต้น พื้นที่บริเวณเทือกเขาชะอางค์เป็นเขตรอยต่อของ 4 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แต่ ระยอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าที่สำคัญและมีถ้ำที่สวยงามมากมาย กลุ่มถ้ำที่สำคัญของเขาชะอางค์มีด้วยกัน 3 ถ้ำ คือ ถ้ำเขาชะอางค์ทรงเครื่อง ถ้ำเขาชะอางค์โอน และถ้ำเขาชะอางค์ 5 ยอด ภาพประกอบ : ผู้จัดการออนไลน์. 2562. เที่ยวละไมใกล้กรุง ชมถ้ำเขาชะอางค์-ดูลิงแสมเล่นน้ำ สุดประทับใจที่ชลบุรี [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 21 เมษายน 2564. เข้าถึงจาก https://mgronline.com/travel/detail/9620000026132 : ภาณุพงศ์ อนันต์ชัยพัทธนา. แหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ตามคำขวัญของอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี. [ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 21 เมษายน 2564. เข้าถึงจาก http://www.panupong.org/03borthong.html #หอสมุดแห่งชาติชลบุรี #สำนักศิลปากรที่5ปราจีนบุรี #กรมศิลปากร #กระทรวงวัฒนธรรม #เขาชะอางค์ #ถ้ำเขาชะอางค์ทรงเครื่อง #ถ้ำเขาชะอางค์โอน #ถ้ำเขาชะอางค์5ยอด #อำเภอบ่อทอง #ชลบุรี                



ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔  สำนักศิลปากรที่ ๔ ลพบุรี กรมศิลปากร ได้ดำเนินโครงการบูรณะศาลาการเปรียญวัดบ้านไร่ ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี สืบเนื่องจากการตรวจสอบโบราณสถานของเจ้าหน้าที่พบว่าศาลาการเปรียญ (หลังเก่า) ของวัดบ้านไร่ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก ประกอบกับพื้นที่รอบเป็นลานจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งเชื่อมโยงโบราณสถาน กับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนชาวลาวเวียง เพื่อให้โบราณสถานอันทรงคุณค่าของท้องถิ่นแห่งนี้กลับมามีประโยชน์ใช้สอย เป็นจุดศูนย์รวมของชาวบ้านในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือการดำเนินกิจกรรมทางสังคมเหมือนดังเช่นในอดีต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเสริมความมั่นคง บูรณะซ่อมแซม และอนุรักษ์รูปแบบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของศาลาการเปรียญ (หลังเก่า) วัดบ้านไร่ โดยใช้เทคนิควิธีการก่อสร้างตามหลักฐานดั้งเดิมที่ปรากฎอยู่                     ศาลาการเปรียญ (หลังเก่า) หรือ “ศาลา ๑๐๐ ปี” ของวัดบ้านไร่ ตามประวัติจากคำบอกเล่า กล่าวว่า พระครูอุเทศธรรมนิวิฐ (ขุน จนฺโท) อดีตท่านเจ้าอาวาส (พ.ศ.๒๔๗๐-๒๕๐๗) ร่วมกับพระสงฆ์ และชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาทำการก่อสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๗๕ ลักษณะเป็นอาคารโถงโครงสร้างไม้ ยกพื้น     ใต้ถุนสูง  ผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวตามแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก ขนาดความกว้าง ๑๒.๔๐ เมตร ความยาว ๒๖.๕๐ เมตร ด้านหน้าตั้งอยู่ทางทิศใต้ มีชานพักและบันไดตรงกึ่งกลาง  เสาศาลาเป็นเสาไม้ขนาดเส้น      ผ่านศูนย์กลาง ๓๒ - ๕๒ เซนติเมตร จำนวน ๓๔ ต้น หลังคาเครื่องไม้ทรงจั่วมีพาไลโดยรอบ มุงกระเบื้องซีเมนต์แบบหางแหลมไม่เคลือบ หน้าจั่วเป็นแผงไม้กระดานตีบังใบแนวตั้งไม่มีลวดลาย เครื่องลำยอง ช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์คอนกรีตหล่อพิมพ์ ช่อฟ้าทำเป็นรูปคล้ายแว่นแก้วหรือแว่นเทียน ใบระกา และหางหงส์ตกแต่งเป็นลายกนกและลายกระจังแบบพื้นถิ่น ส่วนโถงประธานของศาลาการเปรียญปูพื้นด้วยแผ่นไม้กระดาน ด้านทิศเหนือตลอดแนวเสาพาไลยกระดับพื้นขึ้นเป็นอาสน์สงฆ์ ศาลาการเปรียญ (หลังเก่า) วัดบ้านไร่ นอกจากใช้ประโยชน์เพื่อเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ทางศาสนาในวันธรรมสวนะหรือวาระพิเศษทางศาสนา เช่น เทศน์มหาชาติ บุญเดือนสี่ หรือกิจกรรมสำคัญต่างๆ แล้ว ยังเคยถูกใช้เป็นอาคารเรียนของโรงเรียนบ้านไร่ เปิดสอนตั้งแต่ระดับ ป.เตรียม ไปจนถึงชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๗  ซึ่งห้องเรียนในแต่ละระดับชั้นจะแบ่งกันด้วยช่วงเสาของศาลา ก่อนที่จะมีการย้ายโรงเรียนออกไปตั้งยังสถานที่แห่งใหม่ ดังนั้นจึงเป็นสถานศึกษาในวัยเยาว์ของผู้อาวุโสชาวบ้านไร่หลายๆ ท่าน                    ภายหลังจากการบูรณะโบราณสถานแล้วเสร็จ “ศาลา ๑๐๐ ปี” ของวัดบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ได้กลับมามีสภาพมั่นคงแข็งแรง งดงาม และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความทรงจำในวิถีชีวิตวันวานของชาวบ้านไร่  ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และโบราณสถานแห่งนี้จะดำรงไว้ซึ่งความเป็นศูนย์กลางในการสืบทอดภูมิปัญหา และมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชุมชนสืบต่อไปอีกยาวนาน   นายเดชา สุดสวาท นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ / เรียบเรียง นายพรชัย นาคทอง นายช่างโยธาปฏิบัติงาน และบริษัท ชาญรุ่งโรจน์ จำกัด /ถ่ายภาพ        


กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการ ไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “smart museum” เที่ยวทิพย์พิพิธภัณฑ์ วิทยากรโดย นายประทีป เพ็งตะโก อธิบดีกรมศิลปากร, นางวัญญา ประคำทอง ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม และนางนิภา สังคนาคินทร์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ดำเนินรายการโดย นางวิรยาร์ ชำนาญพล ผู้อำนวยการกลุ่มระบบสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศมรดกศิลปวัฒนธรรม ในวันอาทิตย์ที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๔ เวลา ๑๑.๐๐ – ๑๒.๐๐ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร และ Youtube Live : กรมศิลปากร






         โลหะผสม          สูง ๓๙.๕ เซนติเมตร          กรมศิลปากร ซื้อจากพิพิธภัณฑ์ของหม่อมเจ้าปิยะภักดีนาถ สุประดิษฐ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙          ปัจจุบันจัดแสดงใน พระที่นั่งวสันตพิมาน (ชั้นบน)          ชวาลา เครื่องตามประทีบแบบโบราณลักษณะคล้ายตะเกียง แต่ชวาลามีลักษณะต่างไปจากตะเกียง คือ ชวาลาทำฐานอย่างจานรอง และต่อตีนสูงขึ้นไปรับดวงตะเกียงยาวมาก  มีพวยสำหรับสอดไส้ใช้จุดตามไฟมากหลายพวยด้วยกัน  ในโคลงโลกนิติ มีบทที่กล่าวถึงชวาลา คือ  เรือนใดย่ำค่ำเข้า  สนธยา ปราศจากไฟชวาลา  มืดกลุ้ม เรือนนั้นดั่งมรณา  นฤชีพ อันตรายจักหุ้ม  ห่อนได้จำเริญฯ           แปลความว่า “บ้านเรือนใด เมื่อถึงเวลา ๑๘.๐๐ น. เวลาโพล้เพล้พลบค่ำ  ไม่มีแสงไฟจาก “ชวาลา” คือตะเกียง หรือโคมไฟ อาศัยอยู่กันมืดมิด  บ้านหลังนั้นเหมือนไม่มีชีวิต อันตรายก็จะมาปกคลุม หาความเจริญรุ่งเรืองไม่ได้เลย ชวาลา ๕ ไส้ ทำด้วยโลหะ ใช้งานโดยตั้งพื้น ฐานล่างมีจานรองต่อตีนขาตั้งขึ้นรับดวงตะเกียง ซึ่งทำเป็นชามก้นลึกใช้บรรจุน้ำมัน ไม่มีฝาปิด มีพวยสำหรับพาดไส้ด้ายดิบ ๕ พวย  อันเป็นที่มาของชื่อ “ชวาลา ๕ ไส้”


เงี้ยวปล้นเมืองเชียงแสนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริปรับปรุงการปกครองทั่วพระราชอาณาจักร เพื่อดึงอำนาจรัฐเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น ซึ่งการปฏิรูปการปกครองดังกล่าว ทำให้ราษฎรในดินแดนล้านนาหรือมณฑลพายัพเกิดความไม่พอใจ เนื่องจากการถูกเกณฑ์แรงงานและการจัดเก็บภาษีระบบใหม่ รวมถึงบรรดาเจ้านายที่สูญเสียอำนาจไปเรื่อย ๆ ได้สนับสนุนพวกเงี้ยวให้ก่อกบฏ และในส่วนของพวกเงี้ยวเองก็มีความไม่พอใจสยามจากสนธิสัญญาเบาว์ริงที่ห้ามคนในบังคับของอังกฤษมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย รวมถึงการตัดไม้เพื่อสร้างบ้านหรือวัดในราชอาณาจักรสยาม หากเงี้ยวคนใดไม่มีหนังสือรับรองว่าเป็นคนในบังคับของอังกฤษก็ถือว่าเป็นคนของสยามและต้องเสียภาษีแทนการเกณฑ์แรงงาน ๔ บาทต่อปี เงี้ยวบางพวกอาศัยอยู่ในสยามมานานแต่ต้องการได้สิทธิพิเศษบางประการจากอังกฤษ จึงเข้าไปเป็นคนในบังคับของอังกฤษ เมื่อสยามบังคับใช้กฎหมายตามสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างเคร่งครัด พวกเงี้ยวเหล่านี้จึงต้องเสียสิทธิสภาพจากสยามไปโดยปริยาย จึงก่อให้เกิดความไม่พอใจขึ้นโดยเฉพาะเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกิน จนนำไปสู่เหตุการณ์กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ พ.ศ. ๒๔๔๕ และได้ลุกลามไปในพื้นที่อื่น ๆ ด้วย เมืองเชียงแสนเป็นอีกเมืองหนึ่งที่ถูกพวกเงี้ยวก่อการจลาจล เอกสารจดหมายเหตุที่กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พบได้จากเอกสารรายงานสถานการณ์ของพระยาอุตรกิจพิจารณ์ ข้าหลวงประจำเมืองเชียงใหม่ ได้แก่ ใบบอก โทรเลข ร่างจดหมาย ซึ่งส่งถึงเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ เจ้าพระยาสุรสีห์วิศิษฐ์ศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร) ข้าหลวงใหญ่ มณฑลพายัพ เสนาบดีมหาดไทย กรุงเทพ และเจ้าคุณยอดเมืองขวาง โดยในระยะนั้นมีโจรกลุ่มของพระยาศรีสองเมือง กับสล่าทุ เมืองอ๊อต นำกองกำลังเข้าตีเมืองเชียงแสน วางเพลิงที่ว่าการแขวงและบ้านเรือนราษฎร และมีแผนบุกเมืองเชียงราย แต่พระยาราชเดชดำรง (น้อย ไชยวงศ์) ญาติพี่น้อง แคว่น (กำนัน) แก่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) และราษฎร ออกมาป้องกันเมืองไว้ได้ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ หัวหน้าพวกเงี้ยว คือ สล่าทุ เมืองอ๊อตและสล่าป๊อกถูกยิงตาย พวกเงี้ยวที่เหลือจึงถูกขับไล่ไปหมด พระยาอุตรกิจพิจารณ์จึงขอประทานรางวัลให้แก่บุคคลที่ช่วยเหลือการปราบปรามพวกเงี้ยวเพื่อเป็นบำเหน็จรางวัลแห่งความกล้าหาญผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการอ้างอิง :๑. หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่.  เอกสารรายงานการก่อจลาจลของเงี้ยวเมืองเชียงราย.๒. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม. ๒๕๖๔. การปฏิรูปมณฑลพายัพของสยาม บีบบังคับให้เงี้ยวก่อกบฏ เมื่อ พ.ศ. 2445? (Online). https://www.silpa-mag.com/history/article_28848, สืบค้นเมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๔.๓. เชียงใหม่นิวส์. ๒๕๖๑. “พระยารัตนาณาเขตร์” (น้อยเมืองไชย) เจ้าเมืองเชียงรายองค์สุดท้ายที่ถูกลืม (Online). https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/870910/, สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๔๔. สิริเดชะกุล. ๒๕๕๗. ย้อนรอยอาณาจักรเมืองเชียงแสน (Online). https://m.facebook.com/.../a.450220515.../548206211962945..., สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๔.


เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง ลิลิตพายัพ ขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘ ซึ่งในปีนั้นการสร้างทางรถไฟสายเหนือสำเร็จตลอดถึงเมืองนครสวรรค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดทางรถไฟที่สถานีรถไฟบ้านพาชี แล้วเสด็จประพาสเมืองลพบุรีและมณฑลนครสวรรค์ อันเป็นที่สุดของทางรถไฟ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จประพาสหัวเมืองพายัพ โดยมีพระราชประสงค์ให้ทรงทำความรู้จักคุ้นเคยกับเจ้านายและข้าราชการในหัวเมืองฝ่ายเหนือ รวมทั้งทอดพระเนตรบ้านเมืองในภูมิภาคนี้เพื่อจะได้เป็นแนวทางที่จะทรงพระราชดำริสั่งราชการในกาลข้างหน้าได้โดยถูกต้องต่อไป สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ได้กราบถวายบังคมลาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่สถานีรถไฟนครสวรรค์ แล้วเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนเรือพระที่นั่งจากเมืองนครสวรรค์ไปถึงเมืองอุตรดิตถ์ ในระหว่างทางได้เสด็จประพาสเมืองพิจิตรและพิษณุโลกด้วย จากเมืองอุตรดิตถ์ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนช้างและม้าสู่เมืองแพร่แล้วเสด็จประพาสเมืองลำปาง เมืองพะเยา เมืองเชียงราย ก่อนที่จะเสด็จถึงเมืองเชียงใหม่ในวันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ ในช่วงเวลาที่เสด็จประพาสเมืองต่าง ๆ จึงทรงพระราชนิพนธ์ เรื่อง ลิลิตพายัพ พระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) เมื่อครั้งเป็นหลวงอภิรักษราชฤทธิ์ เลขานุการในพระองค์ที่ตามเสด็จครั้งนั้น เล่าว่าทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ในเวลาว่าง เมื่อถึงเวลาพิมพ์ มีพระราชประสงค์ไม่ให้ผู้ใดทราบว่าเป็นหนังสือที่ทรงพระราชนิพนธ์ จึงใช้พระนามแฝงว่า หนานแก้วเมืองบูรพ์ โดยคำว่า “หนาน” หมายถึง ผู้ที่เคยอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้ว ในภาษามณฑลพายัพ “แก้ว” หมายถึง วชิราวุธ และ “เมืองบูรพ์” หมายถึง พระอิสริยยศ กรมเทพทวารวดี นอกจากนี้ ยังมีผู้แต่งร่วมอีก ๓ คน ซึ่งเป็นข้าราชบริพารที่ตามเสด็จ คือ หม่อมเจ้าถูกถวิล สุขสวัสดิ์ ใช้นามแฝงว่า น้อย สบจินดา พระยาบำเรอบริรักษ์ ใช้นามแฝงว่า หนานขวาย และพระยาสุรินทราชา ใช้นามแฝงว่า นายมยูรลลิตพายัพ เป็นพระราชนิพนธ์ที่แต่งด้วยโคลงและร่าย บรรยายเกี่ยวกับบรรยากาศ สภาพดินแดนล้านนา เส้นทางการเสด็จพระราชดำเนิน สภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพชีวิตความเป็นอยู่ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนการพัฒนาด้านคมนาคม ด้านการศึกษา และการกระจายความเจริญจากส่วนกลางไปสู่หัวเมือง รวมทั้ง สอดแทรกตำนานพื้นเมืองของสถานที่ที่เสด็จพระราชดำเนิน เช่น ตำนานพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ ตำนานหลักเมืองหรือตำนานเสาอินทขิล จังหวัดเชียงใหม่ ตำนานพระพุทธสิหิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ตำนานพระเจ้าตนหลวง จังหวัดพะเยา วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เนื่องในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าและวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ ขอร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ข้าราชการและเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เชียงใหม่ผู้เรียบเรียง : นางเกษราภรณ์ กุณรักษ์ นักจดหมายเหตุชำนาญการภาพ : หนังสือพระบารมีปกเกล้าฯ ยุพราชวิทยาลัย ๑๐๐ ปี นามพระราชทาน นครเชียงใหม่ : ประวัติศาสตร์ การพัฒนา การศึกษา และสังคมนครเมืองเชียงใหม่อ้างอิง : ๑. มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. ๒๕๑๐. ลิลิตพายัพ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. พระนคร: มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย. (มูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย จัดพิมพ์โดยเสด็จพระกุศล ซึ่งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงบำเพ็ญในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๐).๒. โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย. ๒๕๕๐. พระบารมีปกเกล้าฯ ยุพราชวิทยาลัย ๑๐๐ ปี นามพระราชทาน นครเชียงใหม่ : ประวัติศาสตร์ การพัฒนา การศึกษา และสังคมนครเมืองเชียงใหม่. เชียงใหม่: เชียงใหม่โรงพิมพ์แสงศิลป์.๓. วศวรรษ สบายวัน. ๒๕๖๑. “การใช้เวลาในการเล่าเรื่องในลิลิตพายัพ พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว.” HOSO Journal of Humanities and Social Sciences. ๒(๒): ๙๗-๑๓๐.


กจฺจายนมูลสุตฺต (กจฺจายนมูลสูตร)  ชบ.บ.70/1-1  เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)


เลขทะเบียน : นพ.บ.191/11ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ :  56 หน้า ; 4.5 x 55 ซ.ม. : รักทึบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 108 (133-140) ผูก 11 (2565)หัวเรื่อง : เอกนิปาต--เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม


เลขทะเบียน : นพ.บ.292/8ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 54 หน้า ; 4.5 x 55 ซ.ม. : ทองทึบ-รักทึบ-ล่องรัก-ลานดิบ ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 122  (266-274) ผูก 8 (2565)หัวเรื่อง : เอกนิบาต --เอกสารโบราณ            คัมภีร์ใบลาน            พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา  สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม



ชื่อผู้แต่ง              - ชื่อเรื่อง               ปัญญาสชาดก ภาคที่ ๑ สมุททโฆสชาดก กับ สุธนชาดก ครั้งที่พิมพ์           - สถานที่พิมพ์        พระนคร สำนักพิมพ์          โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม ปีที่พิมพ์              ๒๕๐๔ จำนวนหน้า          ๘๖ หน้า หมายเหตุ            พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ นางไห้  วัฏฏะสิงห์ ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม ๓๑ กรกฎาคม  ๒๕๐๔                          หนังสือปัญญาชาดกนี้ คือ นิทานเก่าแก่ ที่เล่ากันในเมืองไทยแต่โบราณ ๕๐ เรื่อง พระสงฆ์ชาวเชียงใหม่รวบรวมแต่งเป็นชาดก ไว้ในภาษา มคธ เมื่อพุทธศักราชประมาณราวในระหว่า ๒๐๐๐ จน ๒๒๐๐ ปี


#เที่ยวทั่วน่านกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านน่าน ถือเป็นจังหวัดยอดฮิตที่หลายคนใฝ่ฝันว่าต้องมาเที่ยมชมสักครั้งในชีวิต ด้วยมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหลทั้งทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม เมื่อมาเที่ยวน่านแล้วครั้งเดียวก็ไม่พอ วันนี้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน จะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดน่านสุดฮิต"สิ่งที่น่าสนใจใน วัดพระธาตุเขาน้อย จังหวัดน่าน"วัดพระธาตุเขาน้อย จังหวัดน่าน ถือเป็นพิกัดที่นักท่องเที่ยวหลายคนต้องไม่พลาดไปเชคอิน เป็นจุดชมวิวที่มองเห็นตัวเมืองน่านทั้งเมือง และจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดในตัวเมืองน่านก็ว่าได้ หากเรามาในหน้าหนาวเราจะได้พบกับทะเลหมอกที่ปกคลุมตัวเมืองน่านทั้งเมือง จุดที่น่าสนใจของวัดพระธาตุเขาน้อยนั้นมีหลากหลายสิ่งจะมีอะไรบ้างนั้น ขอพาทุกท่านไปชมจัดทำโดยนางสาวนันทพร พูลสิงห์ นิสิตโครงการสหกิจศึกษา คณะสังคมศาสตร์ สาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร


black ribbon.