ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 50,738 รายการ
องค์ความรู้ทางวิชาการ เรื่อง หินช้างสี โดยนางสาวกุลวดี สมัครไทย นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ ๘ ขอนแก่น #หินช้างสีไม่ได้มีแค่จุดชมวิว#ขอนแก่น #เที่ยวขอนแก่น #รีวิวขอนแก่น
ชื่อเรื่อง วารสารสมาคมสุพรรณพระนคร พ.ศ.2503ผู้แต่ง -ประเภทวัสดุ/มีเดีย หนังสือหายากหมวดหมู่ ประวัติศาสตร์ เลขหมู่ 900สถานที่พิมพ์ พระนครสำนักพิมพ์ โรงพิมพ์รามินทร์ปีที่พิมพ์ 2503ลักษณะวัสดุ 208 หน้าหัวเรื่อง ประวัติเจ้าพระยายมมราช ราชวงศ์บ้านพลูหลวงภาษา ไทยบทคัดย่อ/บันทึกวารสารเล่มนี้เป็นวารสารที่กล่าวถึงเรื่องราวในจังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นความต้องการของผู้จัดทำที่อยากให้ใครที่มีเรื่องราวดีๆน่าสนใจได้นำมาลงในวารสาร ตามที่ผู้จัดทำวารสารกล่าว "ชาวสุพรรณ...ต้องได้อ่าน...วารสารสุพรรณ"
ชื่อเรื่อง สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม(สงฺคิณี-มหาปฏฐาน)
สพ.บ. อย.บ.52/1ประเภทวัสดุมีเดีย คัมภีร์ใบลานหมวดหมู่ พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ 30 หน้า กว้าง 4.5 ซม. ยาว 58 ซม.หัวเรื่อง พุทธศาสนา บทสวด พระวินัย คำสอน
บทคัดย่อ/บันทึก เป็นคัมภีร์ใบลาน เส้นจาร ฉบับทองทึบ ล่องชาด ได้รับบริจาคมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา
สตฺตปฺปกรณาภิธมฺม (สงฺคิณี-มหาปฎฺฐาน) ชบ.บ 154/6 เอกสารโบราณ (คัมภีร์ใบลาน)
มงฺคลตฺถทีปนี (มงฺคลตฺถทีปนีเผด็จ) ชบ.บ 181/12เอกสารโบราณ(คัมภีร์ใบลาน)
-- องค์ความรู้จากเอกสารจดหมายเหตุ : ปัญหา “ควาย” สะท้อนปัญหา “คน” -- ในสมัยก่อน หนังสือพิมพ์นั้นถือได้ว่าเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในการเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชี้ให้เห็นถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับประชาชน เพื่อสะท้อนไปถึงหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งข้อมูลจากเอกสารจดหมายเหตุทำให้เราทราบว่า แม้แต่ปัญหาบางอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นในปัจจุบันแต่เป็นปัญหาสำคัญของประชาชนในอดีตโดยเฉพาะในต่างจังหวัด ก็เป็นหน้าที่ของหนังสือพิมพ์ในการชี้ให้เห็นถึงปัญหาและให้ข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะ. ยกตัวอย่างเช่น บทความเรื่อง “ควายเป็นสัตว์ร้าย! ที่น่าควรปราบ” ในหนังสือพิมพ์หลักเมือง ฉบับวันที่ 22 มิถุนายน 2471 เล่าเรื่องราวของเถ้าแก่เซียด ชาวจังหวัดสุโขทัย ที่ถูกควายไล่ขวิดขณะกำลังหอบข้าวของวิ่งหนีฝน เป็นเหตุให้เถ้าแก่เซียดได้รับบาดเจ็บที่ซี่โครงและตามร่างกายอีกหลายจุด เพื่อนบ้านได้ช่วยกันปฐมพยาบาลเบื้องต้น และรีบไปตามหมอหลวงที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงกว่า หมอถึงจะมาโดยที่ไม่มีเครื่องมือช่วยเหลือมาด้วย ต้องกลับไปเอาที่โรงพยาบาลอีกราว 30 นาที สุดท้ายหมอก็ไม่ได้ทำการรักษาหรือให้คำแนะนำใดๆ บอกแต่เพียงว่าเถ้าแก่ไม่รอดชีวิตแน่ และกลับโรงพยาบาลไป ปล่อยให้เถ้าแก่เซียดนอนเจ็บทรมาน ท้ายที่สุดต้องไปตามหมอชาวบ้านที่ไม่มีใบประกาศนียบัตรมารักษาแทน ซึ่งผู้เขียนบทความได้ลงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นเรื่องน่าอนาถแท้ๆ ที่นายแพทย์ของภาครัฐไม่สามารถจัดการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นทางจังหวัดสุโขทัยได้มีการเรี่ยไรเงินเพื่อจัดสร้างอาคารและจัดซื้อเครื่องมือให้แก่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ชาวบ้านบางคนถึงกับบ่นว่า เสียดายเงิน 8 บาทที่บริจาคไป ถ้าไม่มีเครื่องมือก็ไม่ควรตั้งโรงพยาบาล. อย่างไรก็ตาม ใจความของบทความชิ้นนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติงานของแพทย์หลวง หากแต่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาเกี่ยวกับควายในท้องที่จังหวัดสุโขทัย เช่น ควายไล่ขวิดชาวบ้าน หรือควายพุ่งชนรถหรือรถชนควายบนถนน โดยผู้เขียนบทความเรียกร้องหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบอันได้แก่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ให้ช่วยกวดขันกฎระเบียบในการควบคุมสัตว์เลี้ยงของเจ้าของที่ออกบังคับใช้แล้วให้เข้มงวดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเรียกร้องไปถึงบรรดาแพทย์ให้ดูแลผู้ป่วยให้ดีกว่านี้ ให้สมกับที่ประชาชนได้ช่วยกันเรี่ยไรเงินเพื่อประโยชน์แก่การบำบัดทุกข์ของพวกเขา.ผู้เขียน: นายธัชพงศ์ พัตรสงวน (นักจดหมายเหตุปฏิบัติการ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ พะเยา)เอกสารอ้างอิง : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. เอกสารกรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ 7 กระทรวงมหาดไทย ร.7 ม 26.5 ก/17 เรื่อง จังหวัดสุโขทัย [ 17 พ.ค. 2471 – 7 ต.ค. 2472 ]. #จดหมายเหตุ #องค์ความรู้จากจากจดหมายเหตุ #หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯพะเยา #เอกสารจดหมายเหตุ
ครุฑสมัยรัตนโกสินทร์ครุฑสมัยรัตนโกสินทร์ ในฐานะสัญลักษณ์แทนองค์พระมหากษัตริย์ นับเนื่องต่อมาจากสมัยกรุงธนบุรี ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์เป็นพระราชลัญจกรประจำแผ่นดิน หรือตราแผ่นดิน และใช้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนครุฑในบริบททางพระพุทธศาสนา ยังสอดแทรกอยู่ในสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกัน รวมถึงงานศิลปกรรมอื่นๆด้วย เช่น นารายณ์ทรงครุฑยุดนาค หน้าบันหน้าบันไม้จำหลักอุโบสถวัดราชสิทธาราม กรุงเทพมหานคร ครุฑยุดนาคประดับฐานปัทม์ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ครุฑยุดนาคประดับฐานยอดหลังคาพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พญาครุฑในภาพเทพชุมนุม จิตรกรรมฝาผนังพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล(วังหน้า) ครุฑยุดนาคตกแต่งฐานพระที่นั่งราเชนทรยาน เป็นต้นความสำคัญของครุฑในดินแดนประเทศไทยมีสืบเนื่องมานานตั้งแต่เมื่อประมาณ ๑,๕๐๐ ปีก่อน อย่างไรก็ตามคติความเชื่อต่าง ๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัยจนทำให้เกิดความเชื่อว่า ครุฑคือพาหนะของเทพผู้พิทักษ์พุทธสถาน และครุฑ คือ ผู้พิทักษ์พุทธสถานด้วยFrom Thonburi period to Rattanakosin period, Garuda has been used as a symbol of Thailand Monarch. During the reign of King Vajiravudh (King Rama VI), His Majesty ordered that Garuda was adopted as the national emblem. Since then Garuda has become the national emblem until the present day. In religious context, Garuda isa symbol that appears in architecture and other artworks.For example, Garuda with Vishnu on his neck holding Naga is carved on the wood pediment of the Ordination Hall of Wat Ratcha Sittharam in Bangkok; Garuda holding Naga as the decorations at the base of the Chapel of the Temple of Emerald Buddha, at the finial base of Dusit Maha Prasat Throne Hall, and at the base of Rachentrayan Royal Palanquin.The depiction of Garuda is also seen on the mural at Phutthaisawan Chapel Hall in the Bowon Sathan Mongkol Palace (the Front Palace).In Thailand Garuda has been considered important for 1,500 years. However, each passing day beliefs have changed until Garuda is finally deemed the vahana of the god who preserve religious places and Garuda himself is also the preserver of those places.ภาพ: พระครุฑพ่าห์ หน้าอาคารศาลากลางจังหวัดราชบุรี (เดิม)สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ใช้เป็นศาลารัฐบาลมณฑลราชบุรีและที่ว่าการเมืองต่อมาใช้เป็นศาลากลางจังหวัดราชบุรีปัจจุบันคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติราชบุรีข้อมูล: สมุดภาพมรดกศิลปวัฒนธรรม เรื่อง ภูมิบริรักษ์ : ครุฑ ยักษ์ นาค
#เก๊าไม้เก๊าตอก#ดู่บ้าน ชื่อทางการ : ต้นประดู่บ้าน พรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ ๑๐ - ๒๕ เมตร ใบเป็นช่อแตกออกจากปลายกิ่ง มีเป็นรูปมนรีปลายใบแหลมโคนใบมน ดอกออกเป็นช่อบริเวณโคนก้านใบหรือปลายกิ่ง มีช่อขนาดใหญ่ สีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ดอกประดู่ หรือที่ชาวพม่าเรียกว่า “บะเด้าปาน” นอกจากจะถือว่าเป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศพม่าแล้ว ยังเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของเทศกาลสงกรานต์หรือเทศกาลปีใหม่ของพม่า ที่ชาวพม่าเรียกว่า “ตะจั้น” หรือ “ตะจ่าน” (Thingyan) ราวกลางเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่ดอกประดู่จะบานสะพรั่ง เป็นสีเหลืองทองอร่ามไปทั่ว ในประเทศไทยดอกประดู่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพเรือไทย เพราะดอกประดู่นอกจากงดงาม และหอมไกลแล้ว ยังแปลกกว่าดอกไม้อื่น ๆ ตรงที่จะบาน และร่วงพร้อมกันทั้งต้น ในประเทศมาเลเซียเรียกประดู่ว่า Padauk หรือ Angsana และ Sena ประเทศฟิลิปปินส์เรียก Narra ในประเทศอินโดนีเซียเรียก Sonokembang และในประเทศกัมพูชาเรียก tnugอ้างอิงอุทยานหลวงราชพฤกษ์. เรื่องเล่าพรรณพฤกษาอาเซียน ตอนที่ ๓. (Online). https://www.royalparkrajapruek.org/Knowledge/view/23
เลขทะเบียน : นพ.บ.419/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 48 หน้า ; 4 x 54 ซ.ม. : ล่องรัก ; ไม้ประกับธรรมดา มีฉลากไม้ชื่อชุด : มัดที่ 149 (86-89) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : สังฮอมธาตุ--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
เลขทะเบียน : นพ.บ.556/1ห้องจัดเก็บ : ศรีโคตรบูรณ์ประเภทสื่อ : เอกสารโบราณหมวดหมู่ : พุทธศาสนาลักษณะวัสดุ : 14 หน้า ; 4 x 56 ซ.ม. : ชาดทึบ-รักทึบ-ลานดิบ-ล่องรัก ; ไม่มีไม้ประกับชื่อชุด : มัดที่ 182 (311-323) ผูก 1 (2566)หัวเรื่อง : ธรรมเล่มหลวง--เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน พุทธศาสนาอักษร : ธรรมอีสานภาษา : ธรรมอีสานบทคัดย่อ : มีเนื้อหาเกี่ยวกับพุทธศาสนา สามารถสืบค้นได้ที่ห้องศรีโคตรบูรณ์ หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นครพนม
ชื่อเรื่อง : ประชุมลำนำ ประมวลตำรากลอนกานต์ โคลงฉันท์ รองอำมาตย์เอกหลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) รวบรวมเรียบเรียงโดย รับสั่งสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี ชื่อผู้แต่ง : สำนักนายกรัฐมนตรีปีที่พิมพ์ : 2514สถานที่พิมพ์ : พระนครสำนักพิมพ์ : สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี จำนวนหน้า : 460 หน้า สาระสังเขป : หนังสือประชุมลำนำฯ เล่มนี้ จุดประสงค์เพื่อรักษาตำรากลอนไว้ให้เป็นแบบฉบับแก่ผู้ที่สนใจโดยทั่วไป ตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย นอกจากเต็มไปด้วยคุณค่าทางวิชาการฉันทศาสตร์แล้ว ยังเป็นการเอาต้นบัญญัติกานต์กลอน อันเป็นลำนำที่นิยมร้องรำทำเพลงกันอยู่ แต่โบราณมาเขียนไว้ให้เป็นหลักฐานอีกด้วย จากบัญญัติฉันทลักษณ์และบัญญัติกานต์กลอนแต่ละบท ทำให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงปรีชาสามารถของบุรพาจารย์ผู้เป็นต้นตระกูลของเราเป็นอย่างดี แม้จนกระทั่งบทกล่อมเด็กที่เราเคยได้ยินผู้ปกครองของเราเห่กล่อมสมัยเป็นเด็กก็มีกล่าวถึง จึงนับเป็นหนังสือที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อครูบาอาจารย์และนักเรียนนักศึกษาจะใช้ประกอบในการศึกษาเรียนรู้อย่างสำคัญ พร้อมทั้งประวัติของท่านรองอำมาตย์เอกหลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียง ได้พิมพ์ไว้ในเล่มนี้แล้ว