ค้นหา
รายการที่พบทั้งหมด 4,028 รายการ
สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา จัดโครงการเรียนรู้ตามรอยพระยุคลบาทให้แก่บุคลากรในสังกัด หลักสูตร “การเสริมสร้างวัฒนธรรม ค่านิยมสุจริต การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม การต่อต้านการทุจริต และผลประโยชน์ทับซ้อนในหน่วยงานและชุมชน ” ต่อสังคมในสถานการณ์ใหม่ New normal ในระหว่างวันที่ ๗ – ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๖ ณ ห้องประชุมโรงแรม เดอ วี ลอฟท์ โฮเทล ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
ผู้สนใจสามารถรับชมการถ่ายทอดสด Facebook Live : สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร
สำนักหอสมุดแห่งชาติ โดยกลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ กำหนดจัดโครงการส่งเสริมการอ่านสำหรับผู้สูงอายุ ประจำปี ๒๕๖๗ เรื่อง “สุขกายสูงวัย สุขใจบ้านบางแค” วันพุธที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๓.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค กรุงเทพมหานคร
กิจกรรมนี้จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับความรู้ ข่าวสาร ด้านการดูแลสุขภาพและด้านอื่น ๆ เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ ผู้สูงอายุได้มีการพบปะ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี
กิจกรรมเป็นการบรรยายและฝึกปฏิบัติ แบ่งเป็น ๒ ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ ๑ การบรรยายเรื่อง “การส่งเสริมการอ่านสำหรับผู้สูงอายุ” โดยวิทยากร นายเรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป (อาจารย์ตุ๊บปอง) กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ช่วงที่ ๒ กิจกรรมศิลปะประดิษฐ์ “สร้างสรรค์เติมสี สร้างสุขสูงวัย” โดยวิทยากร นางสาวฐิติมา คำคุณ บรรณารักษ์ชำนาญการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ และ นางสาวกัญญ์วรา พุ่มโพธิ์ บรรณารักษ์ปฏิบัติการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มบริการทรัพยากรสารสนเทศ สำนักหอสมุดแห่งชาติ โทร. ๐ ๒๒๘๐ ๙๘๒๘ - ๓๒ ต่อ ๒๑๘
หอสมุดแห่งชาติ ขอเชิญชมละครโทรทัศน์ ย้อนวันวานละครไทยในอดีต ในวันศุกร์ เวลา 13.30 น. ณ ห้องจัดแสดง ชั้น 2 หอสมุดดนตรีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สำหรับวันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2568 นี้ รับชมละครโทรทัศน์ ปากกาทอง ตอน “สมร” บทประพันธ์ โดย พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ (รับจำนวนจำกัด 100 ที่นั่ง) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2280 9828 - 32 สามารถติดตามข้อมูลกิจกรรมต่าง ๆ ของหอสมุดแห่งชาติ ได้ทาง Facebook : National Library of Thailand https://www.facebook.com/NationalLibraryThailand
บอร์ดคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม เตรียมส่งเอกสารฉบับสมบูรณ์ยื่นขอขึ้นทะเบียน
“แหล่งอนุสรณ์สถานเชียงใหม่ฯ” เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ ถึงศูนย์มรดกโลก 30 ม.ค. 69
ลุ้นขึ้นทะเบียนมรดกโลกแห่งใหม่ แหล่งวัดพระมหาธาตุฯ นครศรีธรรมราช ก.ค. 69
วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในการประชุมคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 3/2568 ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของแหล่งอนุสรณ์สถานแหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา หลังศูนย์มรดกโลกแจ้งผลการตรวจพิจารณาทางเทคนิค (Technical Review) และข้อแนะนำต่อร่างเอกสารฯ เตรียมเสนอเอกสารไปยังศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 30 มกราคม 2569
นางสาวซาบีดา กล่าวว่า ตามที่คณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาร่างเอกสารการนำเสนอการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของแหล่งอนุสรณ์สถานและภูมิทัศน์วัฒนธรรมเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา ซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมแบบต่อเนื่อง ประกอบด้วยพื้นที่นำเสนอขอขึ้นทะเบียน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 3 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนที่ 1 ตัวเมืองเชียงใหม่และโบราณสถานสำคัญ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ คูเมืองกำแพงมืองเชียงใหม่ วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ วัดสวนดอก ส่วนที่ 2 ได้แก่ โบราณสถานวัดอุโมงค์ฯ และวัดพระธาตุดอยสุเทพ และส่วนที่ 3 ได้แก่ วัดเจ็ดยอด โดยได้ปรับแก้ไขตามข้อคิดเห็น (Technical Review) ของศูนย์มรดกโลก และข้อแนะนำต่อร่างเอกสารฯ จำนวน 11 ประเด็น ก่อนนำเสนอเอกสารไปยังศูนย์มรดกโลกในรอบวันที่ 30 มกราคม 2569
นางสาวซาบีดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังได้รายงานความคืบหน้าการประเมินขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของแหล่งวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรที่ปรึกษาของศูนย์มรดกโลก เพื่อจัดทำรายงานไปยังศูนย์มรดกโลก และประกอบการพิจารณาบรรจุการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของแหล่งวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ในเดือนกรกฎาคม 2569 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ทั้งนี้คาดว่าแหล่งวัดพระมหาธาตุฯ มีโอกาสได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรมแห่งใหม่ของไทยในการประชุมฯ ครั้งนี้
สำหรับความคืบหน้าการประเมินขั้นต้นของแหล่งพระธาตุพนม กลุ่มอาคารประวัติศาสตร์ และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวเนื่อง ศูนย์มรดกโลกได้แจ้งผลการตรวจสอบทางเทคนิคว่าเอกสารขอรับการประเมินขั้นต้นของแหล่งพระธาตุพนมฯ มีความถูกต้องตามข้อกำหนด และได้นำส่งให้กับองค์กรที่ปรึกษาเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาการประเมินขั้นต้นแล้ว คาดว่าจะสามารถส่งร่างเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Draft Nomination) ไปยังศูนย์มรดกโลกได้ตั้งแต่รอบวันที่ 30 กันยายน 2570 และส่งเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination Dossier) ไปยังศูนย์มรดกโลกได้ตั้งแต่รอบวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2571 เป็นต้นไป
กรมศิลปากร โดยกลุ่มวิจัยและพัฒนางานโบราณคดี กองโบราณคดี ร่วมกับมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา เปิดรับอาสาสมัครเข้าร่วมการขุดค้นทางโบราณคดี ระยะที่ 2 ณ วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ปฏิบัติงานช่วงเดือนมีนาคม - เมษายน 2569
เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 26 มีนาคม 2569 ทาง https://forms.gle/NzpgwBop54JdVyPy7
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม วันที่ 27 มีนาคม 2569Fine Arts Department by Archaeological Research and Development Section, Division of Archaeology, and Suthirat Yoovidhya Foundation recuite volunteers for archaeological excavation at Wat Chakrawat, Bangkok, phase II during March to April 2026.
Apply now until the 26th March 2026 via https://forms.gle/NzpgwBop54JdVyPy7List of participants will be post on the 27th March 2026.
Objectives : To disseminate academic data and information on the arts of Thailand
To conserve and nurture the existing national heritage of Thailand
เจ้าของ (Proprietor) : กรมศิลปากร The Fine Arts Department www.finearts.go.th
เงินพดด้วง เป็นเงินตราที่ชาวไทผลิตขึ้นใช้ต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ โดยการตัดโลหะเงินเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ได้น้ำหนักตามต้องการแล้วนำไปหลอมจากนั้นเทโลหะที่ละลายดีแล้วลงเบ้าไม้ที่แช่อยู่ในน้ำ จากนั้นนำมาทำให้งอโดยตอกแบ่งครึ่งด้วยสิ่วสองคม แล้วทุบปลายทั้งสองข้างเข้าหากันจนขดงอคล้ายตัวด้วง เงินพดด้วงที่ตีด้วยค้อนจนเข้ารูปแล้วจะถูกนำไปวางบนทั่งเหล็กหรือกระดูกขาช้าง เพื่อตอกประทับตราประจำแผ่นดินและตราประจำรัชกาลลงบนตัวเงิน เนื่องจากเงินพดด้วงเป็นเงินตราที่ใช้มาตราน้ำหนักเป็นมาตรฐานพิกัดราคา จึงไม่มีการระบุพิกัดราคาไว้บนตัวเงินเงินพดด้วงถูกนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนในล้านนา จากการติดต่อค้าขายกับสุโขทัยและอยุธยา ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ยังคงมีการนำเงินพดด้วงมาใช้ในล้านนา เงินพดด้วงในสมัยรัตนโกสินทร์นี้มีตราจักรเป็นตราประจำแผ่นดิน และมีตราอุณาโลม ครุฑ ปราสาทและมหามงกุฎประทับลงบนพดด้วง -----------------------------------------------ที่มาของข้อมูล : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน -----------------------------------------------เอกสารอ้างอิง เงินตราล้านนา : นวรัตน์ เลขะกุล/ธนาคารแห่งประเทศไทย นพบุรีการพิมพ์ เชียงใหม่, ๒๕๕๕ เงินตราล้านนาและผ้าไท : ธนาคารแห่งประเทศไทย อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), ๒๕๔๓ เบี้ย บาท กษาปณ์ แบงค์ : นวรัตน์ เลขะกุล สนพ.สารคดี, ๒๕๔๗
"หงส์หิน" เป็นคร่าวซอที่ประพันธ์ขึ้นในล้านนา เรื่องหงส์หินนี้ไม่ทราบความเป็นมาว่านำเนื้อหามาจากคัมภีร์ทางศาสนาเล่มใด แต่คร่าวซอฉบับที่แพร่หลายแต่งโดยพระยาโลมานิสัย ชาวเชียงรายที่ได้เข้ารับราชการในราชสำนักลำปาง โดยประพันธ์ขึ้นในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๔ ภายหลังถูกใช้เป็นต้นแบบของคร่าวซอของเจ้าสุริยวงศ์ ซึ่งนิพนธ์ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๔
เรื่องราวเริ่มจากนางวิมาลา มเหสีเอกของพระเจ้าปุรันตปะ กษัตริย์แห่งกรุงพาราณสีถูกขับออกจากเมือง เนื่องจากถูกเหล่ามเหสีรองทั้ง ๖ นางใส่ร้าย แอบเอาลูกสุนัขมาสับเปลี่ยนกับโอรสของนางวิมาลาตอนคลอด นางวิมาลาจึงมาอาศัยอยู่ในบ้านพ่อเฒ่าแม่เฒ่าหลังหนึ่ง ส่วนโอรสของนางนั้นพระอินทร์นำไปเลี้ยงบนสวรรค์เมื่อเติบใหญ่ขึ้นพระอินทร์ก็เนรมิตหินคำก้อนหนึ่งให้กลายเป็นหงส์พาโอรสมาอยู่กับนางวิมาลาผู้เป็นมารดา นางวิมาลาจึงตั้งชื่อให้บุตรของนางว่าเจ้าทุตคตขัตติวงศ์
วันหนึ่งกุมารทั้งหกของเหล่าชายารองจัดการเล่นสะบ้าทองคำ เจ้าทุตคตขัตติวงศ์ออกไปเล่นด้วยแล้วชนะได้ลูกสะบ้าทองคำนั้นไป แถมขากลับออกจากเมืองยังสามารถปราบยักษ์ที่มาคอยจับผู้คนในเมืองกินเป็นอาหารได้ด้วย เหล่ากุมารทั้งหกเมื่อรู้ข่าวก็ไปบอกพระเจ้าปุรันตปะว่าพวกตนสังหารยักษ์ได้ พระเจ้าปุรันตปะไม่เชื่อ เนื่องจากผู้ที่จะปราบยักษ์ได้ต้องเป็นพระโพธิสัตว์เท่านั้น พระเจ้าปุรันตปะจึงให้หกกุมารออกไปตามหาพระอัยยิกาของตนที่ถูกเหล่าผีดิบจับไปเมื่อนานมาแล้ว กุมารทั้งหกก็ไปขอให้เจ้าทุตคตขขัตติวงศ์มาช่วยตามหาพระอัยยิกา เจ้าทุตคตขัตติวงศ์ให้เหล่ากุมารทั้งหกและกองทัพรออยู่ที่ชายฝั่งน้ำ ส่วนเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ก็ขี่หงส์ออกไปตามหาพระอัยยิกา
เจ้าทุตคตขัตติวงศ์เดินทางไปถึงเมืองยักษ์สามเมือง แต่ละเมืองก็ได้ธิดาของเจ้าเมืองนั้นๆเป็นชายา (หนุ่มเนื้อหอมที่พ่อตารักใคร่จริงๆ)
เจ้าทุตคตขัตติวงศ์เข้าไปพบพระอัยยิกาในเมืองผีดิบซึ่งขณะนั้นเหล่าผีดิบไม่อยู่ในเมือง เมื่อพาพระอัยยิกาออกจากเมืองเหล่าผีดิบก็ไล่ตาม แต่เจ้าทุตคตขัตติวงศ์ก็สามารถพาพระอัยยิกาหนีพ้นไปได้
เมื่อเดินทางมาถึงเมืองผีดิบเจ้าทุตคตขัตติวงศ์เข้าไปพบพระอัยยิกาในเมืองผีดิบซึ่งขณะนั้นเหล่าผีดิบไม่อยู่ในเมือง เมื่อพาพระอัยยิกาออกจากเมืองเหล่าผีดิบก็ไล่ตาม แต่เจ้าทุตคตขัตติวงศ์ก็สามารถพาพระอัยยิกาหนีพ้นไปได้
ในขากลีบเมืองเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ให้ชายาทั้ง ๓ คอยที่ริมฝั่งน้ำ โดยตนจะพาพระอัยยิกาไปส่งก่อน เมื่อโอรสทั้ง ๖ ของมเหสีรองเห็นเจ้าทุตคตขัตติวงศ์พาพระอัยยิกากลับมาได้สำเร็จก็ทำร้ายเจ้าทุตคตขัตติวงศ์จนตาย พวกตนก็พาพระอัยยิกากลับเมืองไปรับความดีความชอบจากพระเจ้าปุรันตปะ หลังจากที่เหล่าโอรสทั้ง ๖ พาพระอัยยิกากลับเมืองแล้ว พระอินทร์ก็ลงมาช่วยชุบชีวิตเจ้าทุตคตขัตติวงศ์
เรื่องราวไม่ได้จบอย่าง happy ending lesiy[Fvilmyh ๖ เมื่อพระเจ้าปุรันตปะทราบจากพระอัยยิกาว่าคนที่ช่วยพระองค์คือเจ้าทุตคตขัตติวงศ์ เมื่อเจ้าทุตคตขัตติวงศ์มาร่วมงานฉลองในเมือง พระเจ้าปุรันตปะได้ไต่ถามจนทราบความจริง รับสั่งให้นำโอรสและชายารอทั้ง ๖ ไปประหารชีวิต แล้วแต่งขบวนไปรับนางวิมาลา และพ่อเฒ่าแม่เฒ่ากลับวัง
อ้างอิง :
จิราวดี เงินแถบ, “หงส์หิน : การศึกษาเปรียบเทียบวรรณกรรมอีสานและล้านนา”. วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาจารึกภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปกร. ๒๕๓๗.
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์
ขอประชาสัมพันธ์และเชิญชวนทุกท่าน
ร่วมรับชมการบรรยายพิเศษ
เรื่อง “เส้นสาย ลายไหม ผ้าไทย เมืองสุรินทร์”
ในวันศุกร์ที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕
ตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๒.๐๐ น.
ผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook Live พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ กรมศิลปากร
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ จัดนิทรรศการ “ไอยรา ผ้าไหม เทิดไท้พระพันปีหลวง” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อให้พสกนิกรได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ระหว่างวันที่ ๙ - ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ โดยบูรณาการร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ องค์การบริหารส่วนตำบลสวาย มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดสุรินทร์ สภาวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์ สภาวัฒนธรรมอำเภอเมืองสุรินทร์ หอการค้าจังหวัดสุรินทร์ สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสุรินทร์ และชมรมถ่ายภาพสมัครเล่นเมืองช้าง
กิจกรรมประกอบด้วย
- นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ ณ ห้องธรรมชาติวิทยา
- นิทรรศการผ้าไหม จากองค์การบริหารส่วนตำบลสวาย
- นิทรรศการผ้าไทยร่วมสมัย จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์
- นิทรรศการภาพถ่ายไอยรา จากชมรมถ่ายภาพสมัครเล่นเมืองช้าง
ณ บริเวณหน้าห้องสุรินทร์ดินแดนช้าง และบริเวณระเบียงทางเข้าอาคาร
- ชมการสาธิต/จำหน่าย อาหารท้องถิ่น-หากินยาก กันตรึมดนตรีวิถีสุรินทร์ จากองค์การบริหารส่วนตำบลสวาย
-กิจกรรม "จาฦก ไว้ในความทรงจำ" (แต่งไหม ในพิพิธภัณฑ์) และการประกวดถ่ายภาพแต่งกายผ้าไทยในงาน “ไอยรา ผ้าไหม เทิดไท้พระพันปีหลวง” โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสุรินทร์
พิธีเปิด เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ เวลา ๐๙.๐๐ น. โดย นางทรงลักษณ์ วรภัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธาน ทำพิธีเปิดกรวยสักการะฯ กล่าวถวายราชสดุดี จากนั้นเป็นการแสดงแบบแฟชั่นยุวชน จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยว/สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุรินทร์ การแสดงแฟชั่นผ้าไหมร่วมสมัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ การแสดงจาก มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรหน่วยงานที่ร่วมบูรณาการจัดกิจกรรม บันทึกภาพ และเดินเยี่ยมชมนิทรรศการ
ไฮไลท์ของแหล่งเรือจม “กลางอ่าว” ที่จะละเลยไม่ได้ นั่นก็คือ โบราณวัตถุที่ที่ถูกลักลอบนำขึ้นมาจากซากเรือ ซึ่งส่วนมากเป็นภาชนะดินเผาทั้งหมด 10,764 ชิ้น โดยในจำนวนนี้เป็นโบราณวัตถุที่ตรวจยึดมาได้ในครั้งแรกเมื่อปลายปี พ.ศ. 2534 ทั้งหมด 477 ชิ้น และโบราณวัตถุที่ยึดได้จากเรือออสเตรเลียไทด์เมื่อต้นปี พ.ศ. 2535 ทั้งหมด 10,287 ชิ้น เครื่องปั้นดินเผาเหล่านี้ เกือบทั้งหมดผลิตขึ้นจากแหล่งเตาในประเทศไทย โดยสามารถแบ่งเบื้องต้น ได้ดังต่อไปนี้
ภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาแม่น้ำน้อย อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี พบ 3,425 ใบ เป็นเครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่ง (Stoneware) แบบไหสี่หูซึ่งทำหน้าที่เป็นบรรจุภัณฑ์ มีตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ รวมไปถึงมีรูปทรงอื่นๆอีก ทั้ง ถ้วย โถ อ่าง โดยมีทั้งที่เคลือบสีน้ำตาลและแบบไม่เคลือบ นอกจากนี้ยังพบเครื่องใช้ภายในเรือจำพวก เตาเชิงกราน ตะเกียงแขวน และหม้อประกอบอาหาร
ภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาบ้านป่ายาง อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย พบ 6,525 ชิ้น ส่วนใหญ่เป็นเครื่องสังคโลกขนาดเล็กเคลือบเขียว มีลวดลายขูดขีดใต้เคลือบ อาทิ ขวดสองหู กระปุก ตลับ จาน ชาม และโถมีผาปิด ไม่เพียงเท่านี้ยังมีตีกตาที่ทำขึ้นอย่างประณีต จำพวก ตุ๊กตารูปบุคคลในชีวิตประจำวัน บุคคลขี่ม้า มีจตุรงคบาท บุคคลขี่ช้าง
ภาชนะดินเผาจากต่างประเทศพบเครื่องถ้วยจีนลายคราม 5 ใบ เครื่องถ้วยอันนัมประเภทตลับ 244 ใบ ตุ๊กตารูปกระต่ายและกบ 85 ตัว
อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายยิ่งนักที่นักโบราณคดีแทบจะไม่ทราบลักษณะการจัดเรียงสินค้าภายในระวางของเรือลำนี้เลย เนื่องจากของทุกอย่างถูกลักลอบนำขึ้นมาจนหมด ทราบเพียงว่ามีการนำแคร่ไม้ไผ่มากั้นระหว่างภาชนะดินเผาบางประเภท
ข้อมูลจากโบราณวัตถุที่พบทำให้สามารถสรุปได้ว่าเรือลำนี้เป็นเรือสำเภาของอยุธยา ซึ่งมีการแล่นค้าขายช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 จนถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 22 โดยการเดินทางครั้งสุดท้ายมีการเลือกซื้อสินค้าจากอยุธยาซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าขาย เพื่อนำสินค้าไปขายในต่างแดน และแล่นออกจากปากแม่น้ำเจ้าพระยาออกอ่าวไทย โดยขนาดของเรือกลางอ่าวนั้นยาวประมาณ 40-50 เมตร กว้างประมาณ 12 เมตร เป็นเรือสำเภาขนาดใหญ่ที่สุดที่ถูกค้นพบในน่านน้ำประเทศไทย ในการเดินทางจึงไม่จำเป็นต้องแล่นเรือเลียบชายฝั่งอย่างเรือสำเภาลำอื่นๆ แต่สามารถแล่นตัดอ่าวไทยมุ่งลงใต้ได้ ปลายทางนั้นมีการสันนิษฐานว่าอาจเป็นได้ทั้งการเดินทางแล่นผ่านช่องแคบมะละกาออกมหาสมุทรอินเดีย หรือไปสู่หมู่เกาะอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ แต่ก็ถึงคราวเคราะห์ร้ายประสบเหตุจมลงระหว่างการเดินทางเสียก่อน
อ้างอิง
จารึก วิไลแก้ว. 2535. “มรดกใต้ท้องทะเลไทย เรืออ่าวไทย 1.” นิตยสารศิลปากร 35 (2): 8-33.
สายันต์ ไพรชาญจิตร์. 2535. “ความเคลื่นไหวของโบราณคดีใต้น้ำในประเทศไทยและหลักฐานการพาณิชย์นาวีสมัยกรุงศรีอยุธยา.” นิตยสารศิลปากร 35 (2): 34-70.
กรมศิลปากร ขอเชิญรับชมถ่ายทอดสด Facebook Live รายการไขความรู้จากครูกรมศิลป์ ตอน “ใบจุ้ม” สารนิเทศบนสิ่งทอ วิทยากร
นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักอักษรศาสตร์ทรงคุณวุฒิ (ภาษา เอกสาร และหนังสือ) ผู้ดำเนินรายการ นายบารมี สมาธิปัญญา นักวิชาการเผยแพร่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ พิธีกร นายสิทธิพร บุปผา นักวิชาการเผยแพร่ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๑๑.๐๐ - ๑๑.๔๕ น. ผู้สนใจสามารถติดตามชมได้ทาง Facebook Live : กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ Facebook Live : กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร